330207 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 3) ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330207 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 3) ศีรษะอโศก
หมายเหตุ : สารบัญและภาคผนวก ท้ายบทความ :
ตอบปัญหาปลุกเสกสมณะแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 14 (ตอน 3 ) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2533 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
เป็นไง ยังกะปรี้ประเปร่ากันดีอยู่หรือ? ใครรู้สึกว่าอ่อนแรง ชักซึมๆ เซาๆ ถ้าใครรู้สึกอ่อนแรง ชักซึมๆ เซาๆ ก็แสดงว่ามันมีอะไรที่จ่ายไปมาก ต่อสู้มากนะ แต่ถ้าใครยังกะปรี้ประเปร่าอยู่อย่างเดิม รู้สึกแข็งแรงดีอยู่ ยังสดชื่นดีอยู่ ก็แสดงว่า เป็นปกติ ถ้าใครยิ่งสดชื่นขึ้นดีทีเดียว เบิกบานร่าเริงขึ้นทีเดียว แสดงว่าเจริญงอกงาม เพราะว่าที่นี่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นโลกโลกย์บำเรอ ไม่มีเสียงปี่เสียงกลอง ไม่มีเสียงดนตรีกีตาร์อะไร ไม่มีความบันเทิง ไม่มีสีสันเอร็ดอร่อยอะไรนักหนา ไม่มีอะไรที่เป็นแบบโลกีย์ๆ รูปก็ดี รสก็ดี กลิ่นก็ดี เสียงก็ดี สัมผัสก็ดี ต่างๆ นานา ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องบำเรอใจ ไม่มีอย่างที่ทางโลกๆ เขาทำกันนะ ไม่มีแม้แต่ลาภ ยศ สรรเสริญ เยินยอ ยกย่อง อะไรก็ไม่มี ความสุขอย่างโลกีย์ทั้งหลาย ที่จะปรุงแต่งเข้ามาเสริมอะไรๆ ก็ไม่มี หรือมีก็น้อย จะมีการประกอบกริยา ประกอบวาจา ประกอบนั้นนี่บ้าง ที่ทำให้เราได้ฟังได้ยินแล้วก็รู้สึกว่า สนุกครึกครื้นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็มีน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยเนื้อหาสาระ ที่เรามุ่งหมายจะให้เป็นสื่อนำพา หรือว่าสื่อเพื่อที่จะเกิดปัญญา เกิดความเห็นแจ้ง เกิดความเข้าใจ เกิดความพาความนำให้ดำเนินต่อไปให้มีกำลังใจ เกิดความรู้ เกิดศรัทธา เกิดวิริยะ เกิดสติ นะ แล้วเราก็จะได้มีสมาธิ และมีปัญญาเสริมหนุนซ้อนเข้าไปอีก
โศลกธรรม ว่าด้วยเรื่องสิ่งยาก หรือปัญหา หรืออุปสรรค เป็นความปกติ : เมื่อวานนี้ ก่อนจะได้จบการบรรยายตอนเช้า ที่ได้ตอบปัญหาตอนเช้า ก่
อ่านต่อ
อนจะได้หยุด ก็ได้ให้โศลกลงไปว่า ผู้รู้สึกว่า สิ่งยาก หรือปัญหา หรืออุปสรรค เป็นความปกติ หรือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ก็เพราะผู้นั้น 1. ไม่รู้สิ่งนั้นจริง แล้วโยนสิ่งนั้นทิ้ง 2. ผู้บรรลุแล้วในสิ่งนั้นเรื่องนั้นจริง เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้สึกว่า จะเป็นอุปสรรค จะเป็นปัญหา จะเป็นสิ่งยากๆ อะไรยากขนาดมนุษย์เขาทำไม่ได้ เขาอัศจรรย์ ก็ตาม กับสำหรับผู้ที่รู้สึกว่า ถึงอย่างนั้น ก็ตาม มันก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอย่างที่เขาอัศจรรย์อะไร มันจะเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคหรือปัญหาอะไร นะ ผู้ที่รู้สึกอย่างนั้นได้ ก็มีอยู่ 2 พวกเท่านั้นแหละ จริงๆ คือ
“วาง” (ทิ้งเลย ไม่เรียนรู้) เป็นวิธีสมถภาวนา ทำอย่างฤาษีทั้งหลาย : พวกที่หนีมันเลย ไม่รู้มันหรอก หนีมันเลย ทิ้งมันเลย ไม่สนใจ ไม่เกี่ยว เพราะวิธีนี้เป็นวิธีสมถภาวนา ที่ทำกันอยู่อย่างฤาษีทั้งหลาย อย่างที่ศาสนาพุทธกำลังเข้าใจ พุทธศาสนิกชนไทยนี่ก็ตาม กำลังเข้าใจว่าพุทธศาสนาคืออย่างนั้น คืออย่างที่ “วาง” คำว่า “วาง” ก็คือ “ทิ้งไปเลย” คำว่า “วาง” เป็นภาษาธรรมะของพุทธ ไม่ใช่ตื้นเขินเลย มันลึกซึ้งมากนะ จะบอกว่า หยุด จะบอกว่า ทิ้ง จะบอกว่า ฆ่า จะบอกว่า วาง จะบอกว่า ปล่อย เหล่านี้เป็นภาษาคน แต่เมื่อมันมีความหมายทางธรรม เป็นภาษาธรรมแล้ว มันลึกซึ้ง ไม่ใช่ภาษาคนที่ตื้นๆ ที่ใช้อย่างธรรมดา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ยังไม่เข้าใจดีอย่างแท้จริงแล้ว ปฏิบัติอย่างรอบเดียว ตื้นๆ ง่ายๆ เอาภาษาคนมาใช้ด้วยซ้ำ เป็นไปได้เหมือนกัน แต่ว่ามันไม่ถูกตรงทั้งหมด ไม่จริงอย่างถึงที่สุด ความเข้าใจง่ายๆ หรือความเข้าใจในเบื้องต้นนี้ แน่นอนมันเข้าใจได้ก่อน ใช่ไหม มันเข้าใจได้ง่ายๆ นี่ คนส่วนมากก็เข้าใจได้ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ความเข้าใจเบื้องต้น หรือความเข้าใจง่ายๆ ตื้นๆ เข้าใจกันได้มาก ก็เลยนำพากัน จูงดึงกันจนกระทั่ง 2500 กว่าปีผ่านมา มันก็เพี้ยนมาเรื่อย คนจำนวนมากที่เข้าใจได้อย่างนั้นก็ดึงจูงมามาก ผู้รู้ก็ลดลง ผู้ไม่รู้มีมากขึ้น มีอำนาจ มีฤทธิ์ มีแรงนะ ผู้ไม่รู้จริงนี่มีอำนาจมีฤทธิ์มีแรงมาผสมผเสขึ้นไปด้วย ก็เลยเอาไปเอามา เป็นถูลู่ถูกัง เป็นความเสื่อมลง เป็นความผิดพลาดผิดเพี้ยนไปเป็นธรรมดา
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างฤาษี : อาตมาพูดแล้วพูดอีก ก็ขอย้ำยืนยันว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างฤาษี อย่างจะทิ้งหรือวางง่ายๆ อย่างชนิดที่ว่า ไอ้สิ่งนั้นน่ะ เขาแม้ว่าบางอย่างเขารู้นะ เขาก็โยนทิ้งเลย ถือว่า วางง่ายๆ และยิ่งไม่รู้เลย ได้ความเบา ความสบาย ความง่าย จะไปวุ่นมันทำไมก็มันไม่รู้อ่ะ แล้วมันเป็นอุปสรรค แล้วมันก็ยากด้วย โยนมันเลย เลิก ห่าง หนี นะ หนีไปเลย ไม่ต้องรู้มันละ ไม่ต้องเกี่ยวกับมันละ หลีกหนีไปได้ง่ายๆ อย่างไรก็เอา ลักษณะอย่างที่ว่านี้ มันก็เบา มันก็ง่าย เมื่อยิ่งฝึกบ่อยๆ ทิ้งได้อย่างนี้เก่งๆ มันก็ทิ้งได้เก่ง ฝึกอบรมอย่างนี้ได้ มันก็ได้ แล้วก็ได้อย่างนี้มา เป็นผลสำเร็จเหมือนกัน ก็สำเร็จกันไปมาก แล้วก็หลงว่านี่แหละคือยอดของศาสนาพุทธ ก็ขอยืนยันว่าไม่ใช่พุทธ ไม่ใช่พุทธจริงๆ
พุทธ ไม่ได้หนี แต่อยู่ด้วยอย่างเหนือ อย่างไม่เป็นทาส : พุทธ ไม่ได้หนี พุทธนั้นอยู่เหนือ อยู่เหนือนี้มันมีสิ่งนั้นอยู่ด้วยนะ อยู่เหนือลาภ เหนือยศ เหนือสรรเสริญ เหนือนี่ไม่ได้ข่ม แต่มันเหนือ มันดีกว่า มันชนะ มันไม่เป็นทาส ว่าจริงๆ แล้ว ผู้ที่มีบารมีจริงๆ แล้ว มีเนื้อหานะ มีลาภนะ ไม่ใช่ไม่มีลาภ ท่านมี ท่านเป็นคนจน ไม่สะสมลาภ แต่ท่านก็เป็นผู้มีลาภ ลาภหมายความว่าอะไร “ลาภ” หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและเราก็มีสิทธิ์ในสิ่งนั้น จะเกิดขึ้นด้วยการทำเอง สร้างเองก็ตาม จะเกิดขึ้นเพราะจากที่อื่นที่ไหนก็ตาม ไหลวนไหลเวียนมาให้แก่เราและเราก็มีสิทธิ์ในสิ่งนั้น ได้สิ่งนั้นนั่นแหละ จะสร้างเองหรือว่าคนอื่นให้ สรุปง่ายๆ สร้างเองหรือว่าได้มาจากอื่นก็ตาม เราเรียกว่า “ลาภ” เมื่อผู้ใดสร้างอยู่ ขยันอยู่ มันก็ต้องมีลาภ สร้างอยู่ ขยันอยู่ ไม่ได้เป็นคนงอมือเท้า ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ท่านก็ต้องมีลาภ มีสิ่งเกิด มีสิ่งได้ แน่นอน และเป็นสิทธิของท่านโดยสมบูรณ์ด้วย และท่านยังมีบุญบารมี มีกุศลวิบากอันแท้จริงมากมาย มันก็ยิ่งจะมีได้มาก เขายิ่งศรัทธาเลื่อมใส หรือสิ่งที่เราไม่รู้คือบุญเก่า เป็นของของตน หรือแม้จะไม่ใช่ของของตน เขายินดีที่จะให้โดยเสน่หาอะไรก็ตาม เขาก็จะให้เพิ่มพูนเพิ่มเติม มีมากขึ้น อุดมสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ได้ความว่า เป็นคนที่ไม่มีความรวย แต่ท่านไม่สะสม ไม่ยึดเป็นของตน แม้ตนเองสร้าง ตนเองทำขึ้นมาก็ตาม ไม่ยึดเป็นของตน นี่คือความจน ท่านให้ได้ นี่คือความจน และนี่คือความเป็น “เศรษฐี”
“เศรษฐี” หมายความว่าผู้ประเสริฐ ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ร่ำรวย : ความเป็น “เศรษฐี” นี่หมายความว่าผู้ประเสริฐ เศรษฐี เสรษโฐ นี่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ร่ำรวย อาตมาพยายามเอาศัพท์ภาษาที่เอามาใช้นี้มาย้ำยืนยันมาพูด ความร่ำรวยนั้นเขาเรียกอีกภาษาหนึ่งว่า “กระฎุมพี” แปลว่าผู้มั่งคั่ง ผู้ร่ำรวย ท่านไม่ได้เป็นผู้ร่ำรวย ท่านเป็นเศรษฐี ผู้ประเสริฐ เป็นผู้ที่ให้ เป็นผู้ที่ให้ เกื้อกูล มีประโยชน์ มีคุณค่า ไม่ใช่เป็นผู้ที่กอบโกย ไม่ใช่เป็นผู้ที่เอาเปรียบเอารัดและหลงยึดว่าเป็นของตัวของตน หลงยึดว่าเป็นของตัวของตน แล้วก็หอบหามอยู่ ขี้เหนียว ไม่แจก ไม่จ่าย ไม่ให้ใคร มันก็รวยนะสิ หาวิธีเชิงกลเพื่อที่จะให้มันงอก มันเงย มันมากขึ้นมา แล้วก็จะกอบจะโกยเข้าไว้อีกด้วยมากๆ อย่างที่มนุษย์ได้พยายามกันอยู่ทุกวันนี้ จนสามารถร่ำรวยได้เอามากๆ เขาก็พยายามสอบสถิติกันอยู่ทั่วโลกว่า ใครจะร่ำรวยที่สุดนะ เขาก็พยายาม เขาบอกว่า สตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกขณะนี้นี่นะ คือสมเด็จพระนางเจ้าอลิซเบธที่ 2 (อังกฤษ: Elizabeth II; 1926–2022) มีทรัพย์สินส่วนตัวประมาณสองแสนล้าน อาตมาจำเศษหมื่นเศษพันไม่ได้ จำได้เศษร้อย ได้ 500 ล้านบาท คิดเป็นเงินบาท เศษท้ายของ 500 คงมีอีกแน่นอน มันไม่ลงตัว 500 หรอก พวกเรานี้เอาแค่เศษของหลัง 500 นี้ ไม่รู้ว่าชาตินี้ทั้งชาติ ไม่ใช่ไม่รู้ รู้แน่ๆ ละว่ามันไม่ได้เจอหรอก ไม่ต้อง 500 ล้านหรอก 100 ล้านนี่ก็อย่าไปพูดเลยนะ ล้านเดียวก็อย่าไปพูดเลยนะ นี่ก็เป็นที่เขาพยายามสอบสถิติทั่วโลกนะว่า สตรีที่รวยที่สุดในโลก 10 อันดับ นี้เป็นอันดับที่ 1 ของโลก เขาว่างั้น บอกตัวเลขมาด้วย ส่วนอันดับที่ 10 นี่ อาตมาจำชื่อไม่ได้แล้ว มีหมื่นกว่าล้าน คิดเป็นเงินไทยนะ มีหมื่นกว่าล้าน หมื่นเท่าไร หมื่นเก้าพันกว่าล้าน หรือเท่าไร จำไม่แม่น สำหรับอันดับที่ 10 เขาบอกนิดหน่อยว่า เดิมเป็นเด็กเฝ้าลิฟต์ ลิฟต์ขึ้นลิฟต์ลงนี้ เศรษฐีมาชอบใจเข้าในตอนที่เขาอายุ 16 มาแต่งงาน ป่านนี้สามีคงตายละนะ หรือว่าจะมอบมรดกตอนสามียังไม่ตายก็ไมรู้ เขาไม่ได้บอกรายละเอียด เขาบอกแต่ว่า มีทรัพย์สินส่วตัวอยู่นั้นนะ มีอยู่หมื่นกว่าล้าน จากเด็กประจำลิฟต์ เฝ้าลิฟต์ ไปต้องตาต้องใจของมหาเศรษฐี ไม่รู้สามีเป็นคนไหนก็ไม่ทราบได้ คงจะอย่างนั้นนะ เขาก็ไม่ได้บอกราละเอียด พอดีมีเศรษฐีไปแต่งงานด้วย เขาบอกได้แค่นี้ ตอนอายุ 16 แล้วก็ไม่รู้ว่า ตกพุ่มหม้ายหรือเปล่า แต่มีทรัพย์สินส่วนตัวถึงหมื่นกว่าล้าน อาตมาไม่สงสัยนะ แล้วก็ไม่ริษยา ไม่สงสัย ไม่ริษยา และก็ยิ่งจะเห็นว่า นี่แหละค่านิยมอย่างนี้แหละ จะต้องเชิดชูกัน ใครๆ ก็อยากจะเป็น 1 ใน 10 อะไรอย่างนี้เนาะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผู้ชายเขาก็มาแล้ว เขาก็เคยทำสถิติมาแล้ว ว่าที่ 1 อยู่ที่ญี่ปุ่น อะไรอย่างนี้ อาตมาจำไม่ได้แล้ว นานแล้วที่เขาทำมา พยายามสอบทานกันมา เป็นเศรษฐีที่ดินอยู่ที่ญี่ปุ่น มีทรัพย์สินส่วนตัวคิดแล้วมีตั้งกี่แสนล้าน ก็ไม่รู้ละนะ นายญี่ปุ่นคนนั้น พวกเขาก็อยากได้อย่างนี้กัน นิยมอย่างนี้กันมาแต่ไหนๆ พวกเราก็เคยคิดอยากจะเป็นอย่างนี้ นอกจากว่ามันสุดเอื้อม บางคนก็บอกว่า โอย! อย่าเลยเรา มันไม่ไหวแล้วนะ หรือบางคนก็ไม่อยากจะได้ จะเป็น จะมี อย่างนั้นนักหรอก ก็มีบ้าง ที่ว่ามีบ้างนั้นก็เป็นจริงๆ นะ สำหรับคนที่มีบุญ มีบารมี มีของเดิมในตัวเอง ว่า เอ้อ ไปมีมาทำไม มันรู้สึกจริงๆ มันจะรู้สึกโดยจริงๆ จะมีไปทำไม แค่นี้ก็ ไม่ได้อยากรวย มีบ้างสำหรับผู้ที่มีอะไรลึกๆ และจะเป็นคนประเภทที่เรียกว่าสายเจโต เจโตหน่อย แต่ถ้าเป็นสายปัญญาก็จะไม่เป็นเช่นนั้นเท่าใด จะมีการอยู่กับโลก หรือเหมือนกับโลก มีอะไรคล้ายๆ โลก มันล้อเลียน มันซับซ้อนมากเลย อาตมาอธิบายให้พวกเราฟังไม่ออกอยู่อย่างหนึ่งว่า เอ๊! ทำไม การสลับสับเปลี่ยนในลักษณะของ เอ่อ..อย่างมีหลายคนสงสัยว่าทำไม ไอ้เรื่องที่น่างงก็คือว่า อย่างพระโพธิสัตว์นี่ ก็ว่ามีคุณธรรม มี “ วิมุติ ” มีอะไรๆ ไปแล้ว ทำไมเกิดมาใหม่แล้วทำไมถึงจะต้องมา แล้วมาวนอยู่อีกล่ะ ยังมีลักษณะเหมือนยังมีกิเลสอีก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ลักษณะอย่างนี้ อาตมาอธิบายเป็นภาษาสู่กันฟังยังไม่ได้ มันเป็น v“ อจินไตย ” มันเป็นเรื่องละเอียด มันเป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้งมากนะ อาตมพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็พอมีตัวอย่าง หรือมีลักษณะอะไรที่พออธิบายประกอบ เพื่อให้พวกเราเข้าใจได้เพิ่มเติมขึ้นอีกนิดหน่อย คือลักษณะที่มันวนเวียนไปวนเวียนมานี้ มันเป็นลักษณะของการพิสูจน์ การยืนยัน เป็นลักษณะของธรรมชาติที่จะต้องพิสูจน์สัจจะให้สมบูรณ์ที่สุด
สูงสุดคืนสู่สามัญ เพื่อพิสูจน์สัจจะโลกุตระแท้ๆ : มีภาษาที่บอกว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” อะไรอย่างนี้ ภาษาอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องจริง แล้วคนก็เอาไปตีกิน เอาไปหลอกได้เหมือนกัน สัจจะเป็นสัจจะการหลอก คือการหลอก การโกหก การลวงกัน ก็เป็นสัจจะ ใครหลอกมันก็… มันก็เป็นบาป มันก็เป็นอกุศลนะ ใครจริงมันก็เป็นจริง มันมีอย่างนั้นเหมือนกัน ในสัจจะมันมีของมันเป็นสัจจะ โดยที่ไม่มีอะไรไปแก้ไปไขมันหรอก สัจจะ แต่โดยโลกแล้ว มันต้องมีการลวงการพราง มันมี “อสัจจะ” อยู่จริงๆ เพราะฉะนั้นมันต้องพิสูจน์สัจจะและอสัจจะพวกนี้วนไปวนมา สุดท้ายแล้วโลกุตระแท้ๆ นี้มันก็จะไม่ ไม่ใช่ว่ามันจะแน่นอนเที่ยงแท้โดยไม่พิสูจน์นะ มันจะพิสูจน์จริงๆ เลย พิสูจน์ เพราะฉะนั้นใครๆ ยังไม่ถึงคราวถึงบท ยังไม่ถึงกาลเวลา ไม่ต้องไปวิ่งเต้นเข้าไปหาเรื่องมาพิสูจน์หรอก นะ ไอ้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตั้งกฏระเบียบวินัยเอาไว้ดีๆ แล้วนี่ อย่าไปดื้อรั้น เอาไปเกินการเลยนะ เป็นพระเป็นเจ้าก็ปฏิบัติตตามธรรมวินัยนะ อย่าไปสัมผัส อย่าไปแตะต้อง อย่าไปทำอะไรละเมิด ข้อยิ่งหยาบๆ ก็ยิ่งอย่าไปทำ ถ้าไปอุตริทำนะ มันไม่ใช่ฐานะ แล้วมันก็บรรลัย มันเลว พูดง่ายๆ มันเลวด้วย มันเสื่อม เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ทำเกินเลย ทำไม่เห็นแก่พระวินัย ทำเป็นเกินๆ นั้นแหละ จงตั้งข้อสังเกตุไว้เถิดว่า คนนั้นนะ จะไม่ซื่อแล้ว ชักจะไม่ค่อยดีแล้ว อันนี้โดยปฏิภาณ หลายๆ คนก็คงจะรู้นะ แม้แต่อาตมานี่นะ ทำอะไรที่มันเกินเลยวินัย เกินเลยสิ่งที่มันเป็นธรรมดาออกไป พวกคุณก็ต้องตั้งข้อสังเกตุแล้ว ผู้ที่มีปฏิภาณนี้ เอ๊ะ! ทำไมทำอย่างนี้ มันก็ต้องสงสัยแล้วเป็นธรรมดากันจริงๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าธรรมดาก็ต้องธรรมดา อย่าไปละเมิด สิ่งพิเศษต้องเป็นสิ่งพิเศษจริงๆ นะ เป็นสิ่งพิเศษที่ต้องยอมรับกันอย่างพรักพร้อม ไม่ใช่หลบๆ เลี่ยงๆ ไม่ใช่ไปซ่อนๆ แฝงๆ บังๆ อำพราง ถ้าซ่อนๆ แฝงๆ บังๆ อำพราง ไม่ใช่สิ่งพิเศษจริง อาตมาไม่เคยปฏิเสธว่า อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม และอาตมาไม่เคยอาย ไม่เคยกลัว ไม่อายนี่ก็ไม่ใช่หน้าด้านด้วยนะ ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยเห็นว่าอาตมาจะต้องไม่ทำและอาตมาเจตนาทำด้วย สิ่งนี้อาตมาบอกไม่ได้ว่ามันเป็นความพิเศษ พูดไปมากมันก็เป็นการโชว์ตัวและก็มีอะไรที่เป็นอจินไตย ที่บอกด้วยภาษาไม่ได้ เมื่ออาตมาทำมา มันจะมีเหตุการณ์ให้เป็นสิ่งที่ทำ อาตมาพูดมาตั้งแต่เป็นฆารวาส คิดดูสิ บอกมา เปิดเผย ทำอะไรต่อะไรมา ไม่ได้มามีอะไรขยักขย่อน หรือมีเรื่องที่เหนียมๆ อายๆ มีเรื่องที่เก้อๆ เขินๆ หรือมีเรื่องที่ต้องหลบๆ เลี่ยงๆ อะไรไม่มี นะ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า อิคเซพ'เชิน (exception กรณีพิเศษ ยกเว้นให้) เรียกว่า สิ่งที่เกินสามัญ เมื่อเกินสามัญ มันไม่ใช่หลบเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องที่จะไปอำพราง ไม่ใช่เรื่องที่จะไปปิดบัง เป็นเรื่องที่จะไม่ให้ใครรู้ ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องซุกซ่อน ถ้าเรื่องซุกซ่อน พึงจำไว้เถิด พึงสงสัยไว้เถิด ว่าเรื่องซุกซ่อน เรื่องหลบๆ เลี่ยงๆ เรื่องนั้นนะ ยังไม่ใช่เรื่องดี แล้วคนเราก็จะหลอก จะใช้สิ่งเหล่านี้ ตีกินเกรอะ กลับไปกลับมา หลบไปเลี่ยงมาอะไรๆ ได้อยู่ตลอดเวลา ไอ้โลกมันก็อยู่กับสัจธรรมกับอสัจธรรมนี้เท่านั้นนะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องศึกษาดีๆ นะ พยายามศึกษาฝึกฝนและพิสูจน์
เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านไม่รู้ ก็มีอยู่ : คน มันจะยังมีอยู่ในโลก ตราบที่ยังมีโลก ยังมีสิ่งอย่างนี้อยู่ตลอดนิรันดร์ ยังมีโลก โลกจะเกิดอีกกี่ลูก โลกจะมีมนุษย์ ไม่มีมนุษย์ อะไรๆ มันก็จะเป็นของมันไปอีกนานนับกัปกาล พระพุทธเจ้าท่านตรัสนะว่า กำเนิดของโลก เกิดตั้งแต่เมื่อใด ตั้งต้นตั้งแต่เมื่อใด และจะไปสิ้นสุดไม่มีโลกเมื่อใด พระพุทธเจ้าบอก เราไม่รู้ที่ตั้งต้นและเราก็ไม่รู้ที่จบของมัน นี่ท่านตรัสความจริงนะ ท่านไม่รู้จริงๆ ท่านก็ตรัสตอบว่า ท่านไม่รู้ มีความไม่รู้ของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนี้ อย่านึกว่าพระพุทธเจ้ารู้อะไรหมดนะ (แนวคิด)โลกเกิดเมื่อพระเจ้าสร้างขึ้นมาตอนนั้น ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านไม่รู้ ท่านไม่เห็นว่ามันจริงตรงไหนนะ เรื่องพระอินทร์พระพรหม พระพรหมสร้างโลก ท่านบอกไม่รู้ ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นก็มีศาสนาฮินดู มีศาสนาพราหมณ์ มีพระพรหมสร้างโลก ก็มีแล้ว มีแล้ว พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก คนก็มีหลายระดับ บางคนเกิดมาจากเท้าพระพรหม พระพรหมเอาเท้าสร้างมาด้วย บางคนเกิดจากเศียรพระพรหม บางคนเกิดจากแขนจากมือพระพรหม อะไรก็ว่ากันไป โดยวิธีการอธิบาย ถือว่าผู้ที่เกิดจากเท้าพระพรหมนี่เป็นคนต่ำอะไรอย่างนี้ไปอย่างนั้น ว่าไป เรื่อยไป พระพรมหเป็นผู้สร้าง ก็มีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมามีอย่างที่ศาสนาคริสต์นะ มีมาก่อนแล้วที่บอกพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เชื่อตาม ไม่เอาตาม ท่านบอกท่านไม่รู้ ท่านตอบตรงๆ เราไม่รู้ที่ต้นและเราไม่รู้ที่ปลายของโลกที่เรียกว่ามันหมุนมันเกิดอะไร ท่านบอกท่านไม่รู้ แต่เรารู้ที่ต้นและที่ปลายของโลกอันคือ “กายยาววา หนาคึบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ” เรารู้โลกอันนี้ ที่ต้นและที่เกิด (ดูเพิ่มเติม ”สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้” และ “ เราไม่กล่าวโอกาสนั้น ว่าเป็นที่สุดแห่งโลก ฯ” ในภาคผนวก) ที่ต้นและที่เกิด ที่ต้นที่มันพาเกิดคืออวิชชา ที่ปลายคือที่ปรินิพพาน ที่ทำให้มันเกิดเพราะอวิชชา และมันจบได้ สูญได้ เลิกได้เพราะถึงปรินิพพาน พระพุทธเจ้าท่านบอกอันนี้เรารู้ อันนี้เราช่ำชองและเราก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่จะศึกษาและจะเป็นประโยชน์ต่อโลกด้วย เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นประโยชน์ต่อไอ้สิ่งที่มันเกิดอยู่
พระพุทธเจ้าทรงเน้นเป้าที่ “สูญ” และไม่ส่งเสริม “นิรันดร์” : จะว่าไอ้สิ่งนี้เป็นนิรันดร์ มันก็นิรันดร์ไป ท่านเองท่านบอก ท่านไม่เอานิรันดร์ แต่ใครจะนิรันดร์ ท่านไม่ส่งเสริม เพราะมีผู้ส่งเสริมนิรันดร์อยู่แล้ว ท่านก็ไม่ได้ส่งเสริมนิรันดร์ ท่านก็เน้นเป้าเข้าไปหาสูญ จบ หมด นะ เป็นทิศหลักของพระพุทธเจ้า
อุดมการณ์พระอวโลกิเตศวร : แต่คนเราก็พยายามหาทางจะนิรันดร์ แม้แต่ในศาสนาพุทธก็จะเป็น “พระอวโลกิเตศวร” นะ ที่จะรื้อขนสัตว์ให้หมดทั้งโลก เหลืออยู่แม้คนเดียวก็จะต้องรื้อให้หมด จนกว่าจะเป็นผู้ปรินิพพาานสุดท้าย ก็มันนิรันดร์อย่างนี้ แล้วมันจะหมดคนได้ที่ไหนในจักรวาลนี้ อยู่ในเอกภพนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นลักษณะนิรันดร์อย่างหนึ่ง โดยคนนั้นจะตั้งจิตจริง เป็นจริงมีจริงอะไรจริงอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ ถ้าจะว่า จริงมันก็ค้านแย้งพระพุทธเจ้าอยู่เหมือนกัน แต่อาตมาไม่สงสัย อาตมาไม่มีปัญหานะ ไม่มีปัญหาเรื่องพระอวโลกิเตศวร จะเป็นจริงอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา ก็เป็นเรื่องของท่าน เพราะศาสนาของพระพุทธนั้นอิสรเสรีภาพ จะเอาอย่างไรก็ได้ จะเอานิรันดร์อย่างนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นหลักการที่จะเป็นนิรันดร์อย่างนั้น มันจึงค่อนๆ ไปในทางที่มี “อัตตภาพ” มี “ปรมาตมัน” มันก็เลยเกิดเป็นเรื่อง มีสถานที่ เป็นเวียงเป็นวัง เป็นเรื่องเป็นราว มีพุทธเกษตร มีโน่นมีนี่อะไรไป มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องปรุงสร้าง ที่จะต้องเป็นอะไรไปตามองค์ประกอบที่มันจะต้องพากันเป็นเช่นนั้น จะว่าไปแล้ว มีประโยชน์ มันก็มีประโยชน์นะ มีประโยชน์บ้างเหมือนกัน แต่เราต้องรู้ว่าเราจะเอาทางไหน อาตมาไม่ต่อต้านนะผู้ที่จะเป็นนิรันดร์อย่างนั้น ก็ไม่ต่อต้าน ข้อสำคัญว่า ขอให้มันเป็นพุทธเถอะว่า มันมีสูญได้
อมตะบุคคล : อาตมาอธิบายให้พวกคุณฟังแล้วว่า โพธิสัตว์นี่ จะถึงขั้นโพธิสัตว์ใหญ่ โพธิสัตว์ที่จะถึงระดับจะสูญก็ได้ จะต่อก็ได้ จะ “รีไท'เออะ” ตัวเอง (retire เกษียณ, ปลด, ออกไป) เมื่อไรก็ได้ จะเกิดต่ออีกก็ได้ ก็มันจะไปมีปัญหาอะไรล่ะ ถ้าเข้าใจถูกอย่างนี้นะ แล้วก็พึงเพียรเอาจริงๆ พิสูจน์เอา มันก็เท่ากับจะสูญก็ได้ จะนิรันดร์ก็ได้ มันเป็นได้ทุกอย่าง เรียกว่า อมตะ จะเกิดก็ได้ จะตายก็ได้ ตาย ตายจริงนะ ถ้าปรินิพพาน ก็ปรินิพพานจริง จะเกิดอยู่ ก็เกิดจริง และเกิดอยู่เหนือด้วย ข้อสำคัญ ทำให้คุณภาพของเราถึงขีดถึงขั้นนั้นก็แล้วกัน (“มีอมตะเป็นที่หยั่งลง” ใน มูลสูตร 10 พตปฎ. เล่ม 24 “มูลสูตร” ข้อ 58)
หลักประกันให้ตัวเองคือทำจิตที่วิมุติ : เพราะฉะนั้น พวกคุณเกิดมาแล้วนี่นะ มันยังมีสิ่งที่จะต้องเจริญเป็นหลักประกันที่ดี จะอยู่กับโลกนี้อีกยาวนานถึงขั้นนิรันดร์ แล้วคุณอยากรู้อะไรทั้งหมด เช่น มันรู้สึกว่ามันยังไม่อิ่มนะในเรื่องของกามนี่นะ พยายามทำ หลักประกัน คือทำจิตที่วิมุติ จากกามสะก่อน แล้วเกิดมาใหม่ ไม่ต้องห่วงหรอก มันก็ได้พิสูจน์อีกแหละ
“ลิงลมอมข้าวพอง” : อย่างที่อาตมาว่า อาตมาอธิบายไม่ได้ เอ๊! ทำไมต้องมามีมีกาม พระพุทธเจ้าท่านเป็นมหาโพธิสัตว์ เกิดมาก็ต้องมามีผัวมีเมียอีก มีนางสนมแวดล้อมมากมายอีก แต่ฝีมือเก๊เหลือเกิน แหม! ได้ลูกคนเดียว ตั้ง 29 ปี แต่งงานตั้งแต่อายุ 16 ใช่ไหม มีลูกคนเดียว ฝีมือเก๊มาก! ก็เป็นไปเองนะ เป็นไปเอง คุณไม่เบื่อ คุณไม่อะไรๆ หรือถึงแม้ว่าเบื่อ ทำให้หน่ายคลายแล้ว ไอ้สิ่งเวียนกลับนั้นมันเป็นเพียงโลก หรือโลกีย์ที่ฉาบอยู่ แกนในมันจะลึกๆ มันเป็นแก่น ข้างนอกมันไม่มีอะไร แต่มันจะเป็นไปตามธรรม เราอย่าไปดันทุรังเอา เราอย่าไปทำเป็นเรื่องเป็นเฟ้น เราอย่าไปทำจิตใจที่จะวิ่งเข้าหา และทำเป็นตัวลวง ถ้ารู้ตัวเองว่าอันนี้เป็นสิ่งอกุศล เป็นสิ่งไม่ถูกทางแล้ว เมื่อรู้อยู่ อย่าไปทำ มันจะทำโดยไม่รู้เอง จึงเรียกว่าธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผู้รู้อยู่ว่าไอ้นี่เลวไอ้นี่ชั่ว แล้วยังอุตส่าห์ไปทำต่อ แล้วก็ยังพยายามเสริมสานต่อไปนั้น คนนั้นไม่จริง คนที่จริงแล้วเขาไม่รู้ อย่างอาตมานี่ เกิดมาชาตินี้อาตมาก็ไม่รู้ตัวหรอกนะว่าอาตมาจะต้องมีอะไร แล้วมันทำไมจะต้องไปรัก ก็ไม่รู้ ถ้าอาตมารู้อาตมาก็ไม่ทำนะ อาตมาไม่ได้นึกว่ามันชั่วนะ จะต้องไปรัก จะต้องไปแย่งเงินแย่งทอง ไอ้ตอนที่เป็นฆารวาส ตอนที่ไปทำนั้น ไม่รู้นะ แต่ที่จริงแกนลึกของเรานั้น เรารู้ แต่ว่าเรา แกนมันไม่ได้ออกหรอก มันจะมีสามัญที่เป็นเปลือกนี่ออกมาทำก่อน ไอ้แกนมันอยู่ เปลือกมันออกมาทำโดยที่เราไม่รู้ โดยที่ไม่ได้ระแวง แล้วอย่างอาตมานี่ถ้าขืนระแวง ถ้าอาตมารู้ตัวว่าเป็น ตั้งแต่เกิดมาก็รู้ตัวเลยนะ แหม! ใฝ่ธรรมะมาเลยนะ อาตมาก็รู้ ใช่ไหม อาตมาก็คงไม่เป็นอย่างที่เป็นนะ เพราะฉะนั้นมันจะไม่รู้ มันจะต้องไปเป็นอย่างนั้น ไปเป็นโดยไม่แกล้ง พาซื่อ มันถึงเหมือน “ลิมลมอมข้าวพอง” มันจะฉาบจะพอกเรา แล้วมันจะวนเวียน นี่อาตมาพยายามอธิบายสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมเพื่อให้คุณฟัง มันยาก อาตมาก็นึกว่า มันมีมุมที่พอเข้าใจได้สำหรับคนที่มีปฏิภาณ แต่คนที่ไม่มีปฏิภารฟังแล้วก็บอก ไม่เห็นมันจะไขความตรงไหน ก็ได้ ที่อาตมพูดไปแล้วนี่ ก็จริง มันไม่เห็นจะไขความตรงไหนเลย ก็จริงอยู่ ก็ยากอย่างนั้นนะ แต่มันจะหมุนเวียนวนอยู่อย่างนั้นจริงๆ
คนเราเกิดมา มันมีนับชาติไม่ถ้วน : อาตมาอยากจะสรุปให้กับพวกเรา ก็ตรงที่ว่า เราสร้างหลักประกันให้ตัวเองให้ดีจริงๆ สะก่อน คนเรานี่มันมีนับชาติไม่ถ้วน จริงๆ นะคุณ อาตมาพูดแล้วพูดอีก ถ้าไม่มีหลักฐานของพระพุทธเจ้า อาตมาก็คงจะทำให้คุณเชื่อยากละนะ ที่บอกว่า คนเราเกิดมานี้ เอากระดูกแต่ละชาติ แต่ละชาติ มารวมกองกันแล้ว มันเท่ากองภูเขา “เวปุลละบรรพต” ไม่ใช่ “ภูเขาอิสรเสรีภาพ” นะ ภูเขาเวปุลละบรรพตนี้ (ดู กองกระดูกใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละบรรพต ในภาคผนวก) รู้จักหรือเปล่า “ภูเขาอิสรเสรีภาพ” อยู่ปฐมอโศกนั้น เอากองดินไปกองขึ้นนิดหน่อยนั้น มันไม่ใช่กองเท่านั้น ภูเขาเวปุลละบรรพตนี่มันยิ่งใหญ่กว่าภูเขาอะไรของไทยที่มันใหญ่ๆ ยาวๆ ภูเขาตะนาวศรีเหรอ? ยาวเป็นพรืดมากมาย มันเกาะ มันจะใหญ่กว่านั้นมากนะ ไม่ใช่เล็กๆ นะ “น้ำตา” น้ำตาแต่ละคน กว่า 4 มหาสมุทรรวมกัน แต่ก่อนอาตมาบอกแล้วไง อาตมาพูดไปแล้ว มีคนไม่เชื่อ มีผู้ที่ท่านพบในพระไตรปิฎก เขาลอกมาให้อ่าน จริงๆ ไม่ใช่แค่ 4 มหาสมุทรด้วยซ้ำ มันกว่า มันมากกว่า 4 มหาสมุทรรวมกัน ท่านตรัสว่าอย่างนั้น ไม่ใช่ว่า 4 มหาสมุทร เหมือนกับภูเขาเวปุลละบรรพตที่เขาว่า นี่ก็ภูเขาลูกเดียวนะ แต่ว่า น้ำตา ท่านไม่ได้บอกว่าเท่ากับ 4 มหาสมุทร แต่กว่า มากกว่า 4 มหาสมุทร เป็นต้น ถ้าเราได้ศึกษาจริงๆ ได้พิสูจน์ มีสภาวะ มีญาณ มีความรู้จริงๆ ลึกซึ้งข้างในแล้วเราจะรู้ว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเหล่านี้ มันเป็นเรื่องเกินเชื่อ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อหลายๆ อย่าง และเราก็ไม่รู้จริง เราก็ฟังเหตุผลประกอบไป หลักฐานที่ท่านยืนยันเหตุผลประกอบเปรียบเทียบก็ตามพวกนี้ มันจะทำให้เราปฏิบัติธรรมไปแล้ว เรามีสภาวธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็มีญาณปัญญาเกิดมาแล้ว มันจะเข้าใจแล้วมันจะถึงจริง เป็นปัญญา เป็นศรัทธา เป็นสัทธินทรีย์ เป็นปัญญินทรีย์ เป็นสัทธาพละ เป็นสัทธาผล มันจะเกิดเป็นปัญญาผล เกิดขึ้นมาจริงๆ เห็น อ้อ! แล้วเราจะเชื่อกรรม
บุญบารมีและพรหมลิขิต ก็คือ กัมมาทายาโท มรดกกรรมของตน : คนทุกคนนี่ จะไปดีไปชั่ว จะเกิดหมุนเวียนไปอย่างนู้นอย่างนีั อะไรต่างๆ นานา อยู่ที่เรากระทำเองทั้งนั้น นี่เป็นปรัชญาที่เรียกว่าเป็นสัจจะ ที่ไม่เหมือนศาสนาฝ่ายที่มีพระเจ้า มันหักล้างกันจริงๆ เลย ศาสนาที่มีพระเจ้านั้น พระเจ้ามาบันดลบันดาลสร้าง อะไรๆ ก็พระเจ้าสร้าง จะให้เป็นไป เป็นความปรารถนาของพระเจ้า “เป็นความปรารถนาของพระเจ้า” ที่จริงไม่ใช่ภาษาที่เสียหายนะ เป็นภาษาที่ดี ลึกซึ้ง พระเจ้าเป็นสิ่งเลิศ สิ่งยอด สิ่งประเสริฐจริงๆ เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive