331230 ชีวิตใหม่กับมรรคองค์ 8 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
331230_ ชีวิตใหม่กับมรรคองค์ 8 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พ่อครูว่า… เจริญธรรม ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้อาตมาตั้งใจจะเทศน์เรื่องเกี่ยวกับทางประเสริฐ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ค้นพบ นี่เป็นการพูดกันอย่างที่เรียกว่า จะหลงตัวหลงตนก็ได้ พูดกันอย่างคิดว่าเรา คลั่งไคล้ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ อาตมามั่นใจนะ ไม่ใช่ว่าเราปิดหูปิดตา มั่นใจว่า ทฤษฎีของศาสนาต่างๆ นานานี่ อาตมาก็เข้าใจนะ ก็ดูศาสนาเปรียบเทียบของเจ้าอื่น อะไรต่ออะไร ก็ดู ก็ตรวจตรา ก็เห็นทั้งหลักฐาน หลักฐานความเป็นจริงที่ประชาชนศาสนิกของแต่ละศาสนาปฏิบัติประพฤติ ทั้งหลักการทฤษฎีต่างๆ เราก็ศึกษาตรวจสอบ อาตมาก็แน่ใจว่า ศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาที่ลึกซึ้งที่สุด และ ทฤษฎีเอกของพระพุทธเจ้า ก็คือทฤษฎีมรรคองค์ 8 มรรคมีองค์ 8 เป็นทางประเสริฐ ทางปฏิบัติ เป็นทางปฏิบัติที่เข้าใจได้ยากมาก เพราะมันเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ อาตมาเคยยกตัวอย่างทฤษฎีของไอน์สไตน์มาประกอบเปรียบเทียบ เสมอๆ ว่าทฤษฎีแค่ E=Mc2 ของไอน์สไตน์เท่านั้น มันก็ยังยิ่งใหญ่ แล้วมันก็ยังยากที่คนจะเรียนรู้ ที่คนจะมาเอาไปใช้งาน เอาไปทำ เอาไปปฏิบัติได้จริงๆ เป็นเรื่องของการศึกษาชั้นสูง การศึกษาที่ลึกซึ้ง แล้วก็เอาไปปฏิบัติประพฤติกับอะไรต่ออะไรจริงๆ ขึ้นมา จนกระทั่งมีผลของปรมาณูออกมา มีผลของอะไรต่ออะไรพิเศษๆ ออกมา ตามทฤษฎีวิเศษที่ไอน์สไตน์ คิดค้นได้ มันสั้นๆ ล่ะนะ E=Mc2 สั้นๆ ของพระพุทธเจ้าก็สั้นๆ มรรคอันมีองค์ 8 สั้นๆ ขยายออกไปว่า มีองค์ 8 นั่นคืออะไรบ้าง ก็บอกหัวข้อสั้นๆ แปลความหมายขององค์ทั้ง 8 นั้นออกมา ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ความเห็น ทิฏฐิคือความเข้าใจ ความรู้ ความรู้พื้นฐาน ความรู้ความเห็น ความเข้าใจแรกๆ ว่ามันถูกตรงอย่างไร ข้อที่ 1 แล้วก็ ข้อที่
อ่านต่อ
2 ก็ให้คิด จะดำริ จะนึก จะคิดอะไรออกมา เกิดทางความคิด มีความเข้าใจนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งอยู่ในใจแล้ว เป็นความเห็น เป็นความเข้าใจ เป็นทัศนคติของเรา เสร็จแล้วเราก็เริ่มต้นมีประพฤติ มีการเกิดบทบาท เริ่มแรกมันก็เกิดจากทางจิต จะดำริอะไรออกมา จะคิดอะไรออกมา จะผกผันอะไรออกมา หรือว่าจะกำหนดให้มันมีอำนาจ ให้มันมีฤทธิ์แรง ให้มันวิจัยวิเคราะห์ ให้มันอะไร ก็เริ่มเกิดที่จิตวิญญาณ หรือเรียกว่าความดำริ ความคิด เรียกว่าสังกัปปะ ก็ต้องให้มันตรง จึงเรียกว่าสัมมา ให้มันตรงตามที่เราเข้าใจ ให้มันตรงตามที่เราเห็นเรารู้ เป็นปัญญาเบื้องต้น ถ้าจะเรียกว่าปัญญา ที่จริงมันยังไม่ใช่ ปัญญา ทิฏฐิกับปัญญาไม่ใช่ตัวเดียวกัน มันเป็นความเห็น ความเข้าใจ ปัญญานั่นมันลึกกว่า ลึกกว่าทิฏฐิ ทิฏฐินี่ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตเขาเรียกว่าทฤษฎี เราเอามาใช้ในความหมาย 2 ความหมายในภาษาไทย เอาของสันสกฤตมาใช้ กลายเป็นตัวทฤษฎี คือหลักการใช่ไหม แล้วตัวทิฏฐิเป็นตัวความเห็น เป็นตัวนามธรรม ทฤษฎีไปใช้เป็นรูปธรรมก็ใช้ เป็นหลักการทฤษฎี อย่างนี้เป็นต้น แต่ที่จริงมันอันเดียวกัน ภาษาบาลี ทิฏฐิ ภาษาสันสกฤต ทฤษฎี อันเดียวกัน ความหมายเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน แต่ไทยเราเอามาแยกใช้เป็น 2 อย่างซะ มันมีความหมายถึงหลักการที่เราเรียนมาก็ได้ หมายถึงความเห็นความเข้าใจที่เราเข้าใจเข้าไปลึกๆ อย่างไรก็ตาม ก็ได้ ทิฏฐิ หรือทฤษฎีเหมือนกัน คือทิฏฐินั่นเอง คือทฤษฎี นั่นเอง เหมือนกัน เสร็จแล้วเราจะเริ่มต้นมีประพฤติ มีบทบาท มีการดำเนิน การเกิดบทบาทขึ้นมาในคน คนจะเกิดบทบาทอยู่ 3 บทบาทเท่านั้นแหละ บทบาทใจ บทบาทวจี บทบาทกาย จะเกิด 3 บทบาทเท่านั้นน่ะ บทบาทใจ บทบาทวจี บทบาทกาย พระพุทธเจ้าถือว่าบทบาทของใจเป็นใหญ่ที่สุด มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา มโนก็คือใจ บทบาทใจ เป็นตัวประธาน บทบาทใจสำคัญที่สุด
ทิฏฐิเป็นแค่ความรู้ยังไม่เป็นจริง ปัญญาคือตัวที่รู้ และเป็นตามที่รู้ ทีนี้เราฝึกนี่ บทบาทก็มีความแข็งแรงจากการฝึกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นบทบาทใจ จะให้มันเป็นบทบาทที่แข็งแรง ก็ต้องฝึกมัน ตั้งแต่เริ่มเราเห็น เราเข้าใจ เรารู้ หรือ ปัญญาเบื้องต้น ที่อาตมาอนุโลมเรียกปัญญา บอกแล้วว่า ทิฏฐิกับปัญญามันไม่ใช่ มันไม่ใช่ ระดับเดียวกันหรอก แต่มันก็เป็นความรู้เหมือนกันนั่นแหละ ทิฏฐิก็เป็นความรู้ แต่ความรู้อย่างทิฏฐินั่นมันแค่ความรู้ รู้ๆ เท่านั้นเอง ยังไม่เป็นจริง ตัวเองยังไม่เป็นจริง รู้ได้แต่ยังไม่เป็นจริง มาเริ่มต้นทำมันถึงจะสะสมขึ้นมาเป็นปัญญา ปัญญาคือตัวที่รู้ และเป็นตามที่รู้ ฟังตัวนี้ ให้ซ้อนขึ้นไปนะ รู้ แล้วเราเป็นตามที่รู้ ปัญญา แล้วก็ปัญญินทรีย์ แล้วก็ปัญญาผล ตัวทิฏฐิจะเกิดอันนี้ ทิฏฐินี้มีองค์ธรรมอยู่ 6 น่ะ องค์ธรรมนี่ก็คือ หลักของตัวที่มันจะเกิดบทบาทของทิฏฐิไปถึงสมบูรณ์ มันจะสมบูรณ์ไป ก็จะเกิดจากทิฏฐิ หรือรู้นี่ รู้เข้ามาเป็นปัญญา แล้วก็มาเป็นปัญญินทรีย์ แล้วก็ไปเป็นปัญญาผล ปัญญาสมบูรณ์ ปัญญาผลหรือปัญญาพละนี่ ปัญญาสมบูรณ์ เป็นกำลังของปัญญาน่ะ มันจะมีคุณภาพขึ้นมาเรื่อยๆ เสร็จแล้วมีอีก 3 องค์ คือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ และก็มัคคังคะ องค์ธรรม 6 องค์นี่ของทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิจะเกิดได้ก็จะเกิดมีลักษณะองค์ 6 นี่ เป็นลักษณะชี้บอก คุณทำไปฝึกสัมมาทิฏฐิจะโตขึ้นไปเป็นปัญญาผล หรือเป็น สัมมาญาณ ญาณก็คือปัญญาเหมือนกัน ญาณก็คือความรู้ที่เป็นญาณที่เรา เกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่สักแต่ว่าทิฏฐิ ไม่ใช่สักแต่ว่าเข้าใจ ไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ หรือว่าเป็นความเห็น แต่ว่ามันเป็นตัวรู้ และเป็นได้ ยิ่งเป็นอย่างอัตโนมัติเลย เป็นลงตัวเลย เราเองเรารู้ว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เรารู้ว่าการสูบบุหรี่ไม่ดี แต่เราติดเสียแล้ว เราก็มาฝึก มาปฏิบัติ ประพฤติ ตั้งแต่เริ่มดำริ เริ่มพูด อย่าไปให้มันเกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้ตัวเองนี่เกิดไปเอาบุหรี่มาสูบ อย่าไปทำกายกรรมสูบบุหรี่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่การฝึก ฝึกไปจนกระทั่งเราละหน่ายคลายจางกิเลสความติดยึดนี่ออกไปได้ หรือแม้แต่อัสสาทะ รสอร่อยที่เคยไปหลงผิด บุหรี่มันไม่อร่อยเลย จริงๆ ให้แค่นี้ๆ ตกน้ำป๋อมแป๋มจริงๆ มันไม่อร่อยเลย แต่คนไปหลงว่า มันอร่อย สูบก็แสนยาก หัดสูบนี่นะ โอ้โห! เผลอๆ ไปแตะไอ้แค่เส้นยามันก็ขม ก็เฝื่อนเนาะ ดีไม่ดีอ้วกแตกเลย ไม่อร่อยเลย แต่คนก็ไปติดมันจนได้ กลิ่นขึ้นมาก็เหม็นนะ ยิ่งบุหรี่ ไอ้ยาฉุนๆ หน่อยนี่ สูบเข้าไปน่ะ มันไม่ธรรมดาหรอก แสบ แสบเข้าไปถึงจมูกตะคอ เอ๊อ! แต่คนเก่งมันต้องเก่งน่ะ แสบ ฉันก็สูบได้ เฉยๆ ไม่เป็นไร ชอบด้วย มันด้วย เหมือนกับนัดยานัตถุ์นี่ โอ้โหย! นัดเข้าไปเถอะ ใครไม่เคยนัดยานัตถุ์ ลองดูหน่อยเถอะ ไม่ต้องมากหรอก นิดๆ ก็พอ ถ้าขืนมากชักเลยน่ะ ถ้าขืนมาก เป่าเข้าไปสิ อัดเข้าไป ตาย ยานัตถุ์นี่เหมือนกันละ แสบ แต่เสร็จแล้วก็ติดจนได้น่ะ ติดจนได้ มันไม่อร่อย แต่ไปหลงว่าอร่อย เป็นสมมุติที่ ตัวเองชอบ จะชอบกลิ่น รส ความสัมผัสแตะต้อง แสบๆ เสิบๆ นั่นแหละถือว่ามันอร่อย อย่างแสบๆ นั่นแหละ sadist เขาเรียกพวก sadist สูบบุหรี่ ยิ่งฉุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง sadist มากเท่านั้น ติดมันเข้าไปน่ะ เราเลิกละออกจนกระทั่งไม่ติด ไม่อะไรต่ออะไรได้จริงๆๆ จริงๆ เลย นั่นแหละคือจิตเราล้าง จิตเราเป็น จิตเราเกิด ไม่ใช่ความรู้เท่านั้น รู้มาเป็นตัวนำทางก่อน แล้วก็มาปฏิบัติ จนกระทั่ง เออ! เป็นจริงแฮะ มันไปติดเข้ามานี่ มันโง่ มันหลง เขาหลอกมา จนกระทั่งมาล้างออกได้ ตัวโง่ก็หาย ตัวติดตัวยึดก็หมด บุหรี่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร คนไม่สูบบุหรี่นี่เป็นคนเจริญ คนสูบบุหรี่ไม่ใช่เป็นคนเจริญเสียด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้รู้ทั้งโลกแล้ว พูดยังไงก็มาเถียงไม่ได้ รู้ทั้งโลก ดร.ยาซีน เมื่อวานนี้ ผม... เขามาพูด อะไรล่ะ เมื่อวานนี้ อะไรไม่รู้เมื่อวานนี้ อาตมาจำไม่ได้ จำแต่ว่าพูดนะ ดร.ยาซีน เมื่อวานนี้ก็พูดเอง เอาไว้เลิกใกล้ตาย นี่เห็นไหม ความประมาท รู้มากนะ แค่นั้นก็ยังไม่ทำ เรื่องนี้มันเรื่องที่เรียกว่า อย่างสูบบุหรี่นี่นะ มันไม่มีประโยชน์อะไร มันมีโรคด้วย สารพัดที่เขาจะบอก เดี๋ยวนี้ทางด้านสาธารณสุขนี่ รณรงค์ทั่วโลกเลย พยายามที่สุดที่จะให้คนเลิก แต่ก็ไม่แข็งจริง ไม่พยายาม รัฐบาลก็ไม่เอาจริง เห็นแก่รายได้ เห็นแก่อะไรต่ออะไรอยู่ต่างๆ นานา เสร็จแล้วมันไม่เป็นรายได้นะ ให้คนสูบบุหรี่นั่น รายได้ทางด้านสาธารณสุขที่จะเอามาช่วยแก้ไขอันนี้เอง มันยิ่งกว่าไปได้รายได้ที่ขายบุหรี่ ทำให้คนเสื่อมสมรรถภาพ ทำให้คนต้องเป็นภาระ ทำให้อะไรต่ออะไรที่มันเกิด คนสูบนี่เขาบอกว่า มันยังเป็นโรคน้อยกว่าคนมานั่งรับเอาควันของคนที่สูบ คนที่นั่งรับเอาควันของคนที่สูบไปนี่ ได้รับภัยพิษมากกว่าคนสูบเอง ซวยไหม แล้วกี่คนละ คนสูบคนเดียวน่ะ คนรับกี่คนละ หา แล้วคนนี่มันมีภูมิคุ้มกัน มันสู้ๆๆๆ จนเดี๋ยวนี้มัน จนไม่มีภูมิจะสู้แล้ว มันไม่มีภูมิจะสู้แล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นโรคกันมากที่สุด คนทุกวันนี้ บอกแล้ว อาตมาบอกว่ามันยีนส์ ยีนส์ของคนนี่อ่อนแอมากแล้วทุกวันนี้ ยีนส์ของคนรุ่นนี้ มาถึงวันนี้นี่ ยีนส์ อาตมาไม่รู้จะพูด ยังไงกะนักชีววิทยาก็ตาม ว่ายีนส์นี่มันก็คือการปรับตัวของมันอยู่เรื่อยๆ แล้วมันก็สู้จนสุดจะสู้แล้วเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น ยีนส์มันจึงอ่อนแอมากแล้ว อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ไหวแล้ว แต่ก่อนนี้ มันทนได้มา ไม่รู้ เอ๊ย! ก็สูบเรื่อยมาตั้งแต่ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี ใช่ ยีนส์ของเขายังแข็งแรง ปู่มันยังแข็งแรง จะสูบก็ไม่เป็นภัย เดี๋ยวนี้เป็นภัย อย่าว่าแต่บุหรี่เลย อะไรหลายๆ อย่าง ภูมิคุ้มกัน โรคภูมิแพ้มากเดี๋ยวนี้ สมัยก่อนไม่รู้เรื่องเลย โรคภูมิแพ้คืออะไร ไม่มี โรคภูมิแพ้ไม่มี สมัยนี้โรคภูมิแพ้มันมากจริงๆ เลยนะ ไปไม่รอด เอาละ อาตมาจะเทศน์มรรคองค์ 8 ล่อเลอะเลยนี่ พูดอะไรไปกันใหญ่ เอ้า! ตัดเข้าหาเรื่องใหม่ ประเดี๋ยวจะไม่ครบ 8 นี่พึ่งพูด 1 เท่านั้น
มรรคองค์ 8 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวหลักในการปฏิบัติ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิทำไมมาซ้อนอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ ตัวทิฏฐินี่ จะต้องปฏิบัติให้เป็น สัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วองค์ธรรม 6 นี่ก็มีตัวที่ 5 นี่ว่าสัมมาทิฏฐิ แล้วก็มัคคังคะ คือองค์แห่งมรรคทั้ง 8 องค์ทั้งหมด ก็คือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวหลัก ตัวหลักในการปฏิบัติเลย ต้องปฏิบัติสัมโพชฌงค์ หลักจริงก็คือ ตัวสติของสัมโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ หรือมรรคองค์ 8 เขาก็พูดว่าให้มีสติเป็นตัวนำเสมอ ปฏิบัติสติปัฏฐาน เพื่อที่จะได้เดินมรรคองค์ 8 ได้ ในโพชฌงค์ ในโพธิปักขิยธรรมนี่ สติปัฏฐาน 4 เป็นตัวต้น มรรคองค์ 8 เป็นตัวท้าย เป็นหลักท้าย เป็นหลักที่ 7 สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักที่ 1 ให้มีสติ สติสัมโพชฌงค์ อาตมาเคยบรรยาย วันนี้อธิบายทั้งหมดไม่ไหวหรอกนะ สติมันต่างกัน สติมี สติธรรมดากับสติของกัลยาณชน แล้วก็สติสัมโพชฌงค์ หรือเป็นสติของ พระอาริยะ สัมมาสติก็เรียกได้ เป็นสติ สัมมาสตินี้เรียกว่าเป็นสติของพระอาริยะ คือมีสติที่มีความระลึกรู้ มีความเห็นตรงกับสัมมาทิฏฐิ แล้วก็มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์นี่มีองค์ประกอบ3 พร้อม มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ คือตัวองค์ 1 ของสัมมาทิฏฐินี่ วิจัยอยู่ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็สัมผัสอะไรก็วิจัย เห็นด้วยตา ได้ยิน ได้ยินด้วยหู จมูกได้กลิ่นอยู่ สัมผัส แตะต้องอยู่ ลิ้นได้ลิ้มรส อะไรก็แล้วแต่ สัมผัสกาย หรือแม้สัมผัสทางใจ มีสติ มีมุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุ คือธาตุทางวิญญาณ เป็นเจตสิกนี่ แววไว มันได้ฝึก มันจะแววไว มันจะรู้ทันเลย รูป แล้วมันก็จะวิจัย ธัมมวิจัยนี่มันจะวิจัย รูป นี่รูป รูปนี่เขียว แล้วเขียวนี่ ชอบหรือไม่ชอบ ชังหรือไม่ชัง มีการพิจารณาต่อไปอีกตั้งเยอะตั้งแยะ ไว เร็ว จิตวิญญาณนี่ไว เร็วน่ะ เพราะฉะนั้นเราจะเอาตัววิจัยนี่มาใช้ เราวิจัย มันวิจัยบอกว่าเขียว ไม่ใช่แดง สวย ไม่สวย สกปรก ไม่สกปรก สะอาด ไม่สะอาด ดี ไม่ดี อะไรก็แล้วแต่ เบี้ยว ไม่เบี้ยว อะไรก็แล้วแต่ มันจะวิจัยไปอีกทุกแง่ทุกมุม มันจะไม่เฉยๆ เขียว แล้วเขาสอนกันว่า ปฏิบัติธรรมอย่างสายอาจารย์ สุจินต์ บริหารบรรณเขตนี่ รู้ เห็น แล้วก็สักแต่ว่าเห็น เขียว เขียวหนอ เฉย โง่ตายเลย ไม่รู้ว่าอะไรดีกว่าอะไร แล้วก็อะไรควรจะปรับปรุงอะไร อะไรควรจะอะไร แล้ววิธีวางใจ คือวางใจยังไง มันซ้อนลึกนะ ถึงบอกว่ามรรคองค์ 8 นี่ ไม่ได้ง่ายเลย ยาก แล้วเขาก็อธิบายลัดๆ ไปเอาตัวจบมาบอกว่า วางเฉย เห็นอะไรก็สักแต่ว่ารู้ คำว่าสักแต่ว่ารู้นั่นมันวางเฉยแล้ว วางเป็นแล้ว แล้วมันได้ปรับสิ่งที่ดีแล้ว ได้งานการแล้ว ได้รู้แล้วว่าควรจะปฏิบัติกับสิ่งนี้อย่างไร ถ้ามันไม่ดี รีบแก้ไข รีบทำการงาน รีบบอก หรือรีบลงมือทำ รีบคิดดำริว่าควรจะทำอะไรดีขึ้น จึงจะจัดทุกอย่างๆ จึงจะมีชีวิตอยู่กับทุกอย่างนี้ เจริญพัฒนา ถ้าสักแต่ว่ารู้ ไอ้นี่กำลังจะหัก เออ! กำลังจะหักก็เฉย มันก็หักน่ะซี ไอ้นี่กำลังจะเกิดพิษ เออ! กำลังจะเกิดพิษแล้วก็เฉย ตาย คนนี้กำลังจะทำชั่ว เออ! เขากำลังจะทำชั่ว สักแต่ว่ารู้ แล้วเขาก็ทำชั่วต่อหน้าต่อตา เออ! มันจะมีอะไรพัฒนา มันจะมีอะไรช่วยเหลือสร้างสรร แบบนี้มันไม่เจริญอะไรเลย เพราะฉะนั้นการสอนแบบนี้ ดูเหมือนเอายอดมาพูด สวย หรู วาง ปล่อย จบ ไม่ทุกข์ ก็จะไปทุกข์อะไรล่ะ ไม่ต้องทำการงานอะไรเลย แม้แต่คิดยังไม่คิดเลย คือเห็นแล้วก็เฉย อย่าว่าแต่พูด อย่าว่าแต่ไปลงมือช่วย อย่างกับไปทำการงาน อะไรดีกว่า อะไรควรจะปรับ อะไรควรจะ.. รู้ว่าอะไรมันเป็นยังไงที่มันเจริญ ดี ดีมีดีกว่า มีดีมาก มีดีที่สุด ต้องให้มันเป็นลำดับๆๆ เป็นขั้นๆ พยายามพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ อันนี้ดีก็รู้แล้วดี ดีกว่านี้มีอีกไหม มี ดีกว่านี้ ดีกว่าได้ แล้วดีกว่าให้มันมากๆ มากจนกระทั่งถึงดีที่สุดแล้วหรือยัง จบ เกม ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว ดีกว่านี้ดีแตกแล้ว ดีกว่านี้ดีล้น ดีเกินแล้ว ไม่ไหวแล้ว ต้องดีขนาดนี้แหละพอเหมาะ ก็ต้องเข้าใจทุกอย่าง อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นี่ เป็นตัวสำคัญมาก เมื่อเราเข้าใจเป็นทิฏฐิ เห็นแล้ว เมื่อกระทบสัมผัส แตะต้องทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 แล้ว เราก็จะต้องวิจัย มีมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต กัมมนิเยนี่ การกระทำการงานให้ได้สัดส่วน เหมาะสมทุกทีไป เพราะฉะนั้นมีการงานทุกที ปฏิบัติธรรม มีการงานทุกที ไปนั่งหลับตาเฉยๆ นี่ก็เป็นการปฏิบัติธรรม แต่การงานน้อย ก็เป็นการงานนั่งปฏิบัติธรรมนี่แหละ มีการคิดนึกก็อยู่ในนี้ วาจาไม่พูดแล้ว การกระทำใดๆ ทางกายกรรม ไม่ทำอะไรแล้ว ได้แต่นั่งเฉย มันก็นิดเดียว ปฏิบัติธรรมนิดเดียว ไม่ได้ครบมรรคองค์ 8 เลย ไม่ได้ครบมรรคองค์ 8 มรรคองค์ 8 ยืนยันไว้หมดเลย สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ทำประจำชีวิตนี่ ทำประจำวันนี่ อาชีวะนี่คือ ทั้งชีวิต ทำอยู่ทั้งประจำวัน วนเวียนอยู่เลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ หลับแล้วก็ตื่นอีก จนกระทั่งทำงาน วนเวียน มีชีวิตอยู่ทุกชีวิต ทุกกาลเวลา เราต้องทำงาน เราต้องทำอะไรเรื่อยๆ พัฒนาอะไรเรื่อยๆ ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จึงเป็นตัวสำคัญมาก น่ะ มาก เมื่อวิจัยได้ทุกที คุณฝึกทุกทีๆ สัมผัสแตะต้องแล้วก็ไปหัดวิจัยเรื่อย วิจัยโดยมีสติที่แข็งแรง เรียนรู้ทฤษฎี โพชฌงค์แปลว่า องค์แห่งการตรัสรู้ ถ้าเราเข้าเขต วิจัยเข้าเขตโลกุตระ วิจัยเข้าเขตที่ว่าอันนี้ดี เป็นพฤติกรรมธรรมดาธรรมชาติของมนุษย์ จะทำกายกรรม วจีกรรมก็ตาม จะให้จิตมันคิดอย่างนี้ ดำริอย่างนี้ ปรุงอย่างนี้ ก็เป็นทางมโนกรรม แล้วเราก็ทำ มันก็จะเกิดการประกอบการ การงาน ทำไอ้นี่ก็ทำ ทำไป นี่มันเรื่องของวัตถุ จะทำกับคนก็เป็นพฤติกรรม ทำกับคน จะทำกับวัตถุธาตุ จะทำกับอะไรๆ ก็เป็นการกระทำทั้งนั้น สิ่งที่ทำ มันก็เกิด เกิดการเจริญ เกิดการมี เกิดการได้ เกิดการเป็นประโยชน์ขึ้นมา เกิดการสร้างสรรขึ้นมา พร้อมกันนั้น เราก็มีการเรียนรู้ถึงความเหมาะควร โดยเฉพาะเรียนรู้ถึงอารมณ์ของกิเลส กิเลสความโลภ ความเห็นแก่ตัว อัตตา มานะ กิเลสตั้งแต่กาม ทางภวะ ทางภพ นี่อาตมาก็พูดหัวข้อหลักๆ นะ ไม่ได้ขยายความมาก
วิธีลดกิเลส มีสมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา เมื่อเรารู้ วิจัยออกไปแล้ว แล้วเราก็มีวิธี วิธีที่จะลดกิเลสก็มี สมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา 2 วิธีเท่านั้นแหละของศาสนาพระพุทธเจ้า สมถภาวนาก็คือ ทำให้มันลดบทบาทของกิเลส อาการของกิเลส และอาการของความชั่วทางกายก็ตาม ทางวจีก็ตาม อาการของความชั่ว อาการของกิเลส อาการของทุจริต อาการของอกุศล ลด เบาบาง ลงไป จะมีวิธีกดข่ม หยุดยั้งด้วยเรี่ยวด้วยแรงยังไง ก็ทำ เรียกว่า สมถภาวนา ส่วน วิปัสสนาภาวนานั้น คือเหตุผลความจริง ความรู้ที่ลึกจนกระทั่งมัน มีแรง มีฤทธิ์ มีกำลังที่ทำให้กิเลสมันอ่อนตัวลงโดยเหตุผล โดยความถูกต้อง โดยสัจจะ คุณจะรู้จักสัจจะ คุณจะรู้ มีเหตุมีผล คุณจะรู้ว่าไอ้นี่มันจริง มันดีจริงๆ มันจริงๆนะ เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณก็ให้มันเกิดตัวนั้นน่ะ ไม่ใช่กดข่ม ไม่ใช่ลืมๆ ทำทิ้งๆ วางๆ ลืมๆ ไม่เอาละ ทำลืมไปเฉยๆ อันนั้นเป็นวิธีสมถภาวนา ส่วนวิปัสสนาภาวนา ยิ่งรู้ลงไปยิ่งเข้าใจ ยิ่งเห็น ยิ่งแจ้ง ยิ่งชัด แล้วมันไม่มีฤทธิ์ มีอำนาจที่จะทำให้กิเลสเราลดอาการลง สุดจนเป็นสุจริต ทุจริตลดอาการลง อกุศลลดอาการลง อย่างนี้เป็นต้น นี่คือตัวปฏิบัติ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะต้องวิจัยอยู่เรื่อยๆ จริงๆ น่ะ คุณจะคิดคุณก็วิจัย คุณจะลงมือทำแล้วก็ต้องวิจัยซ้อนอยู่เรื่อยๆ อย่างนี้มากไปแล้ว คุณจะพูดก็ต้องวิจัยที่เราพูดอยู่เรื่อยๆ เอ๊! พูดไปนี่มีผลกระทบนะ กระทบแล้วมันดีไหม ไม่ดีปรับ มากไป แรงไป เบาไปๆ เพิ่ม แรงไปลด หยาบไปลด มันอ่อนไป แรงขึ้นหน่อยน่ะ ก็ไม่ต้องถึงหยาบ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ธัมมวิจัยมันจะวิจัยอยู่อย่าง โอ้โห! ไม่ได้หยุดเลยนะ เพราะฉะนั้นมันจึงกำหนดตายตัวไม่ได้ แล้วยิ่งคนนี่อารมณ์มันมาก อารมณ์อ่อนไหว อารมณ์โน่นๆ นี่ๆ อะไรมันเยอะ ประเดี๋ยวก็เปลี่ยน ประเดี๋ยวก็เอาละ ประเดี๋ยวก็ ดีๆ ก็.. เดี๋ยววินาทีนี้เปลี่ยน คนยิ่งไม่มั่นคง ไม่แน่นอน คนอารมณ์อ่อนไหว คนโลกๆ นี่ยิ่งมากลีลา มากบทบาท มากเรื่อง พูดกันอยู่ดีๆ เอ๊ะ! โกรธกันแล้วหรือ เมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย มารยาทดีเสียด้วยนะ ไม่ให้คนอื่นที่นั่งอยู่ด้วยรู้ว่าตัวเองโกรธ อะไรอย่างนี้ก็ยิ่งแย่ใหญ่เลย โกรธก็ให้รู้ตัว เออ! ค่อยยังชั่วหน่อย ยังไงๆ ระมัดระวังทัน นี่บางทีระมัดระวังไม่ทันเลย อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันมีมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นถ้าใครธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็น ก็จะสั่งสมลงด้วยการปฏิบัติมรรคองค์ 8 นี่แหละ มัคคังคะข้อสุดท้ายคือ ทั้งการคิด ทั้งการพูด ทั้งการกระทำ ทั้งอาชีวะ เริ่มต้นตั้งแต่ทิฏฐิ ความเห็น ศึกษาให้ได้หลักการข้อความ เข้าใจความเห็นให้ดีก่อน แล้วมามีสติ สัมมาสติ มีสัมมาวายามะ เหมือนกันกับวิริยะ กับธัมมวิจัยน่ะ เหมือนกัน พยายามที่จะมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็พยายามที่จะปรับ พยายามที่จะเรียนรู้ให้เกิดฌาน องค์ของฌานก็คือ มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต นั่นแหละ องค์ของฌานก็คือ ให้เกิดจิตมุทุภูตธาตุ ธาตุที่มัน 1.รู้ รู้วิจัยให้รู้เร็วเลยว่า วิจัยไอ้นี่ดีกว่า ไอ้นี่สุจริตกว่า ไอ้นี่เป็นสัมมา ไอ้นี่เป็นมิจฉา แล้วก็ทำให้เป็นสัมมา ทำให้เป็นกุศล ทำให้เป็นสุจริต ทำให้มันดีขึ้น ดีขึ้น เจริญขึ้นนั่นเอง หยุดไอ้ตัวเลวลงไปให้ได้นั่นเอง สรุปง่ายๆ วิจัยแล้วก็ทำได้จริง เร็วขึ้น เร็วขึ้น ทำได้ เราเรียกว่ามันหัวอ่อน ดัดได้ง่าย ทำได้ เรียกว่าหัวอ่อน มุทุนี่แปลว่าอ่อน ไอ้เร็ว ไว อาตมาแปลว่า แววไว นั่นก็คือ มันเร็วไวนี่มันก็คืออ่อนนั่นเอง มันไว มันเร็ว มันไหว ไหวง่าย ภาษาอังกฤษเขาก็จะเรียกว่า sensible หรือ sensitive อะไรก็ตามใจ ถ้า sensitive ก็ไปมีความหมายเป็นเชิงเอียงไปข้างแง่ลบ sensitive นี่เรียกว่ามัน moody เก่ง มันไว ไหวเร็ว แหม! รับกระทบเร็ว แล้วก็ขี้โกรธ ขี้งอน ขี้เคือง ไปในทางที่ไม่พอใจไว อะไรนี่ เขาเรียกว่า sensitive ไปในทางโน้น ที่จริงมันก็มีศัพท์อื่น มีความหมายอื่นของภาษาอังกฤษเขาอื่นเหมือนกัน ที่ว่าไปในทางโน้นนะ มันไม่ได้เอียงไปในทางชอบใจ อาตมาชอบใช้คำว่า sensible มากกว่า sensitive นี่มันชักจะเสียๆ แล้ว sensible ก็คือตัวอารมณ์ นั่นแหละ ของ ตัวเองที่รับ แล้วก็แปรเปลี่ยนเร็ว นั่นแหละ หรือธาตุรู้ sensitive หมายความคนนี้มีตัวแหลมๆ ลึกๆ เร็ว รับรู้เร็ว รับรู้ไว sensitive หรือ sensible น่ะ รับรู้ไว นั่นแหละตัวมุทุธาตุ มุทุภูตธาตุ มันไวที่จะรู้ และไวที่จะดัดได้ง่าย ปรับได้ง่าย ปรับให้ดีนะ ไม่ใช่ปรับไปในทางเลวนะ ปรับไปในทางเลวไม่เรียกฌาน ไม่เรียกตัว มุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุนี่มันปรับตัวมันได้เร็ว รู้ก็เร็ว sensible หรือ sensitive นี่ ที่ว่านี่รู้ก็เร็ว ไว แววไว แล้วก็ดัดได้เร็วด้วย ไอ้ ตัวดัดได้เร็วนี่ คือตัวเจโต ตัวที่รู้ได้ไวนี่ คือตัวปัญญา น่ะ คือตัวแววไว มันมีทั้ง 2 ธาตุ มีทั้งธาตุปัญญา และธาตุเจโตอยู่ในตัว มุทุภูตธาตุนี่ เขาเอาความหมายคำว่า มุทุ มาตัวเดียว แปลว่าอ่อน มุทุนี่แปลว่าอ่อน แปลว่า ไหว แปลว่าเร็ว แปลว่าง่าย นี่มุทุนี่ เพราะฉะนั้นมันจะทำได้ง่าย ดัดได้ง่าย รู้ได้ง่าย ปรับได้ง่าย ยิ่งฝึกยิ่งซ้อม มุทุภูตธาตุก็ยิ่งเก่งขึ้น ชำนาญขึ้น ยิ่งจะเจริญขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่รู้ไวเฉยๆ แต่ดัดไม่ได้ พวกนี้พวกอะไรดีล่ะ รู้นะ พูดอะไรก็เข้าใจ เอาไปสอนเขาเต็มเก่ง แต่ ตัวเองยังทำไม่ได้เลย ดัดใจตัวเองยังไม่ได้เลย นี่ไม่ใช่ตัวมุทุภูตธาตุ เพราะฉะนั้นคนนี้ไม่มีฌาน ฌานนี่ ทางเจโตเขาเน้นมาในทางจิตที่ทำได้ จิตที่ปรับได้ เอาแต่รู้ๆๆๆ รู้จะรู้รอบ รู้มาก รู้มาย รู้เยอะแยะหมดเต็มหูเต็มหัว แล้วรู้ละเอียด แววไวเหมือนกันนะ มุทุภูตธาตุ ตัวนี้เชิงของทางฉลาด ปัญญา ไว รู้มาก ยิ่ง sensible มาก sensitive มาก ยิ่ง sensitive ด้วย เพราะว่ามันดัดไม่ได้ แต่มันชักรู้มาก มันยิ่ง sensitive มันยิ่งเป็นอัตตา มานะ มันยิ่งเข้าข้างตัวเอง มันยิ่งมีอัตตา มานะ ยิ่ง แหม! ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ฉันทำไม่ได้ ใครแตะก็ไม่ได้ ใครสอนก็ไม่ได้ ใครบอกก็ไม่ได้น่ะ พวกนี้ไม่รู้จะพูดอะไร อาตมาไม่รู้จะเรียกอะไร จะว่าสอนยาก ว่ายาก ก็รู้ มันดัดไม่ค่อยได้น่ะ เอาละ ก็คงพอเข้าใจ อาตมาพูดทิ้งไว้แค่นี้ ก็คงพอเข้าใจนะ เพราะฉะนั้นเราต้องหัดต้องฝึกจริงๆ ถ้าเรารู้ไว แต่เราดัดไม่ได้ ต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน ต้องยอมให้เขาโขกเขาสับ มันจะได้ลดอัตตา และมันจะได้ดัดได้ นี่ถ้าเราขืนแข็งกระด้างอยู่ แต่ว่าไม่ยอมอ่อน ยอมอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยอมที่จะให้เขาโขกเขาสับ ไม่ยอมกำราบจิตตัวเองนะ ช้านาน อีกหลายชาติ ช้านาน อีกหลายชาติ เพราะอะไร เราบอกเรารู้แล้ว นั่นอย่าถือดี ถ้าเรารู้แล้ว รู้แล้ว ถือดี มันก็คือตัวไม่เจริญ มันซ้อนกัน ถ้ารู้แล้วเราก็ไม่ถือดี นั่นคือการได้ฝึกในตัว เจโตก็จะอ่อน รู้ เออ! เราจะทำเป็นตัวรู้ ที่จริงเรารู้นะ แต่เรายอม ยอมเหมือนคนไม่รู้ ให้เขาว่าได้ ให้เขาโขกได้ ให้เขาสับได้ เหมือนเราไม่รู้ แล้วเราก็ยอมจริงๆ ไม่ใช่แกล้งยอม แกล้งยอมเฉยๆ นี่ก็ซ้อนเชิงอีก ไม่ได้ เรื่องหรอก แกล้งยอม เสร็จแล้วเราก็ไม่โต้ไม่เถียง มันก็ดีเหมือน ดีกรรมวาจา วาจาทางกรรม วจีกรรมไม่โต้ไม่ตอบ แต่ใจมันสู้อยู่นะ มันก็ดีทางรูปทางโลก ก็ดีบ้าง แต่ว่ามันก็ไม่เจริญแท้ เจริญแท้ต้องใจต้องยอมจริงๆ แล้วก็พยายามที่จะปรับตน มุทุภูตธาตุเป็นตัวปรับ พอปรับได้มันก็จะเข้าไปสู่กัมมนิยะ หรือกัมมนิเย การงาน เพราะฉะนั้นเราจะพูดก็ดี เราจะทำการงานอะไรก็ตาม การงานมันก็จะเจริญ การงานมันจะเหมาะควร เพราะตัวมุทุภูตธาตุ ตัวแรกขององค์ฌาน 4 มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเตนี่ เมื่อตัวนี้มันปรับได้ มันก็วาจาก็ดี กรรมทางกายก็ดี ทำประจำชีวิตเป็นอาชีวะก็ตาม หรือแม้แต่คิดก็ตามยอมปรับ การทำงานนี่เราต้องฟังเสียงคนอื่น การงานเป็นสมมุติ ไม่ใช่ปรมัตถ์น่ะ การงานทางใจก็คือลดกิเลส นั่นปรมัตถ์ แต่การงานทางสังขารสร้างสรร จะเรียกว่าปรมัตถ์ จะเรียกว่าเรื่องของจิตเจตสิกก็ใช่ แต่ว่ามันเป็นการเกิด มีการสร้างสรร เป้าหมายหลักลึกซึ้งของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องของการลดละกิเลสให้ไปหาสูญ หยุดหมด จะหยุด จะหมดได้ ก็หยุดตัวบทบาทของกิเลส แต่ไม่ใช่หยุดบทบาทของการงาน ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายังไม่ตาย บทบาทของการงานก็จะเกิดอยู่ จึงเรียกอันนั้นว่าธรรมชาติ ธรรมชาติของคนเป็น เพราะฉะนั้นธรรมชาติของคนเป็นที่มันบทบาท ลีลา สังขารก็ตาม การงานก็ตาม การกระทำอะไรอยู่ก็ตาม เป็นความประพฤติอยู่ก็ตาม มันก็จะต้องมีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาสูญจริงๆ ที่บอกว่านิพพาน หรือปรินิพพานนั้นต้องเอาคนตาย เขาจึงไปเน้นกันว่า โอ๊ย! ปรินิพพานนี่คือตาย ตายร่างกาย ความจริงแล้ว นิพพานพระพุทธเจ้ามี 2 นิพพานใหญ่ๆ สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive