330404 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 3 รโหคตสูตร โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330404 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 3 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ | ภาคผนวก
สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 3 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2533 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
ถีนมิทธะ กิเลสอารมณ์ง่วง : พ่อครูว่า… วิจัยให้ออกว่า อารมณ์ง่วงคืออะไร ส่วนเวลาเอาความง่วง อารมณ์ง่วง ลักษณะอาการที่มันมีรสง่วงและก็จะทำสภาพรับรสง่วง ได้ง่วงๆ ลงไป ได้ทำหรี่ๆ หลับๆ อะไรลงไปนั้น มันเป็นรสอร่อย มันไม่ได้ง่วง มันไม่ได้หลับ มันเป็นรสฝืน มันเป็นรสทุกข์ ถ้าได้หลับหรี่ๆ อะไรลงไปในขีดหนึ่งๆ เราเรียกว่า รสอร่อย วิจัยให้ออกแล้วสลัด แล้วทำให้จางคลาย ทำให้ออก ให้มีสภาพ แม้จะเข้าไปอยู่ในการหลับตาหรือว่าอยู่ในสภาพภวังค์ อยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ เราก็จะต้องให้รู้สึกตัว ให้เห็นว่ามันเป็นจิตที่มีสติเต็ม จิตที่ใส สติเต็ม กับจิตที่มีอารมณ์ง่วงๆ ที่มันไม่ได้สมใจก็เป็นอาการทุกข์ ทุกข์อย่างหนึ่ง เป็นเวทนา ทีนี้ เมื่อมันได้ง่วง มันได้หรี่ มันได้หลับๆ ดับๆ ลงไป ในลักษณะที่หรี่ สะลึมละลือลงไป ดับๆ หลับๆ ลงไป แล้วก็รู้สึกว่า มัน เออ สบายดีๆ อร่อยดีนะ อาการอย่างนั้นนั่นแหละ เป็นอาการของกิเลส เป็นอาการของเวทนา เป็นอาการของตัวกิเลสที่เป็นเวทนา รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ไม่สมใจก็ทุกข์ๆ พอสมใจก็สุขๆ นั่นแหละ เราขจัดมันออก ทำให้มันเป็นสติที่เต็ม ตื่น จะอยู่ในภวังค์ก็อยู่ไป ตื่น รู้สึกตัวทั่วพร้อมดี ใส สดใสขึ้นมา อาการจิตสดใสขึ้นมา ฝึกจริงๆ อย่าให้มันมีอาการง่วงเหงา เศร้าซึม อย่างนั้นเรียกว่า ถีนมิทธะแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ หัดฝึกออก ขจัดออก อย่าไปให้มันมี แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้น สะลึมสะลืออยู่อ
อ่านต่อ
ย่างนั้นกะมัน ไม่ได้ เอาให้มันออกจากอารมณ์จิต เมื่อไหร่ๆ ก็ช่าง เพราะงั้น ถ้าอยากจะพักอยู่ในภวังค์ จะนอนลงไปหรือว่าจะนั่งอยู่ก็ตาม หัดอย่างนั้นไว้เสมอ อยู่ในภวังค์ใสๆ อย่างนั้นนะ แล้วจะรู้ได้ว่าเราพักโดยฌานหรือโดยหลับชั้นสูง จะเรียกว่าหลับก็ได้ หลับชั้นสูง ต้องพยายามดู พยายามเข้าใจอันนี้ให้ดีๆ แล้วฝึก ทุกคนมีอยู่ในตัวเอง ตัวเองต้องผ่าน ต้องพบทุกคน แล้วฝึกให้ดีนะ
ต้องทำใจให้แจ่มใสเสมอ ด้วยการเอากิเลสออกไป : ก่อนอื่น ต้องทำใจให้แจ่มใสเสมอ ๆ เมื่อไหร่ ๆ ก็ทำใจให้แจ่มใส มีอะไรมากระทบอย่างโน้นอย่างนี้ มันชวนให้โกรธ ชวนให้ไม่ชอบใจ ชวนให้มันอึดอัด ขัดเคืองอะไรต่ออะไร เอามันออกจากอารมณ์จิต ให้รู้เลยว่า อารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ที่เราเอามันออก เราเอามันออกโดยความสามารถ แล้วก็ปรับจิตเราให้สดใส สบาย รู้มันว่า เออ เอามันออกคืออย่างนี้ ด้วยเหตุด้วยผลว่า อย่าไปมีเลย อาการอย่างนี้ ไม่ใช่อาการของคนที่มีจิตประภัสสร เป็นคนที่มีจิตไม่ประภัสสร พระอริยเจ้าจะมีจิตประภัสสรเสมอ ทำ ทำจิตอย่างพระอริยเจ้านั่นแหละ ทำจิตให้บริสุทธิ์ตามโอวาทปาฏิโมกข์ ว่าทำจิตให้บริสุทธิ์นั่นแหละ ทำเสมอๆ อย่างน้อยเราก็ขจัดที่มันไม่ชอบใจ มันหม่นหมอง มันอึดอัดขัดเคือง มันน้อยใจ เสียใจอะไรนี่ พวกนี้สายโทสมูล เอามันออกเลย นั่นคือ เอาความเป็นกิเลสในสายโทสะเอาออกจากจิต ทำจริงๆ อย่าไปปล่อยเอาไว้ รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็พยายามขจัดออกอย่างรู้ๆ อย่างรู้ๆ อย่าให้มันมัวซัว ทำออก เราเอาออก แล้วมันเอาออกได้เร็วขึ้น ๆ ๆ เอาออกแล้ว จิตใจใสโปร่ง แล้วมันจะมีดียังไงล่ะ จิตใจใสโปร่ง มันจะมีดียังไง มันจะรู้เองนะ ไอ้ตอนที่มันมัวซัว มันอึดอัด ขัดเคือง ดีไม่ดีมันโมโหโกรธาอยู่ในใจ แล้วมันพาเราเป็นยังไง มันจะรู้ จะรู้ดีเองว่า มันไม่ได้เข้าท่า มันไม่ได้ทำให้เราได้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดีอะไรเลย แต่ถ้าเราใจใสโปร่งสบาย มีความเบิกบานร่าเริงดี มันจะพาเราเป็นยังไง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แม้แต่นึกแต่คิด แม้แต่จะปรุงจะสร้างอะไร มันพาให้เราดียังไง จะเห็นอานิสงส์แห่งการที่ไม่มีโทสะ โลภะ แม้แต่ราคะมันไม่มี มันไม่ใช่ว่า มันจะกลายเป็นคนแห้งเหี่ยวอะไรหรอก
รโหคตสูตร พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 391-394 : มาฟังสูตรอีกสูตรหนึ่งประกอบ คือ “รโหคตสูตร” คำว่า “รโหคตะ” ก็คือ รหะ กับ คตะ นั่นแหละ เมื่อวานอาตมาเรียก รหคโต อ้อ รู้แล้ว อ่าน รโหคตะ ถูกแล้วละ มีวงเล็บแปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้สะด้วยนะ “ไปแล้วในที่ลับ (Gone Secretaly)” ไปแล้วในที่ลับนะ หรือว่า “ ไปส่วนตัว (Being in private)” ไปโดยส่วนตัว เป็นไปอยู่ในความเป็นส่วนตัว “รโหคตะ ไปแล้วในที่ลับ” ชื่อของสูตร รหคตะ นี่ รหะ แปลว่า อันเป็นที่ลับ คตะ แปลว่า ไป นะ คตะ คโต แปลว่า ไป ชื่อสูตรก็บอกอยู่แล้วว่า มันเป็นเรื่องลับๆ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ มันลับๆ ซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นโจ่งๆ แจ้งๆ ได้ง่าย มันจะซับซ้อน บังซ่อนอะไรต่ออะไรอยู่ มันซับซ้อนลึกซึ้งอยู่นั่นเอง โดยความหมาย เพราะงั้น ถ้าเราจะอ่านโดยภาษาธรรมดา แล้วก็เข้าใจตื้นๆ ระนาบเดียวนี่นะสูตรนี้ ไม่ใช่ ชื่อสูตรก็บอกอยู่แล้ว รหคต รโหคตะ เป็นเรื่องลึกลับสำหรับคนที่ไม่รู้ เป็นเรื่องลึกซึ้งหรับคนรู้ เพราะฉะนั้น ถ้าพาซื่อเถรตรง อ่านภาษาแล้วก็ไปซื่อๆ อย่างนี้นี่นะ มันจะไปลับอะไร ก็เปิดโจ้ง มันก็แบไว้เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องของความแบเอาเข้าไว้ตื้นๆ อย่างนั้น ไม่ใช่ สูตรนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งนะ เป็นชื่อสูตร ไม่ได้เป็นเรื่องอะไร เป็นเรื่องเดี๋ยวจะรู้ เป็นเรื่องปรมัตถ์นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ลองอ่านดู หมายถึง สังขารเป็นของไม่เที่ยง ว่าอย่างนั้นนะ ว่าด้วย เวทนา 3 เราจะปฏิบัตินี่ จะปฏิบัติสมถะหรือจะปฏิบัติวิปัสสนาอะไร ก็ต้องรู้จิต รู้เวทนา รู้ความรู้สึก รู้อารมณ์ พ่อครูอ่าน… ”[๓๙๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ ขอประทานวโรกาส ความปริวิตกแห่งใจ เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ผู้หลีกเร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา 3 อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกข์เวทนา อทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาค ตรัสเวทนา 3 อย่างนี้ ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ” พ่อครูว่า… นี่ ยืนยันชัดแล้ว ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ แม้จะเป็นอารมณ์ อทุกขสุข หรือว่า อุเบกขา ก็แล้วแต่ พ่อครูอ่านต่อ… “ดังนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้แล ทรงหมายเอาอะไรหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ ดูกรภิกษุ เรากล่าวเวทนา ๓ นี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เรากล่าวเวทนา ๓ นี้ ดูกรภิกษุ เรากล่าวคำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ ดูกรภิกษุ ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นเองไม่เที่ยง” พ่อครูว่า…เพราะฉะนั้น สังขารอยู่ที่ใด สังขารตัวนั้นไปยึดไม่ได้ เอาละ เดี๋ยวค่อยอธิบาย พ่อครูอ่านต่อ… “ดูกรภิกษุ ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละ มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฯ” พ่อครูว่า… ท่านกล่าวหมายเอา “สังขาร’ นั่นแหละ เพราะฉะนั้น การไปยึด หรือการไปเสพ หรือการไปเอาสังขารทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของไม่เที่ยง แต่เราก็ไปยึดเอา นั่นเป็นตัวที่โง่แล้ว มันเป็นทุกข์ เพราะงั้น “ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์” นี้เราหมายเอา ความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละ มันมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ต้องเห็นความจริงอันนี้ให้ได้ว่า สังขารมันเป็นเรื่องไม่เที่ยง เป็นเรื่องที่แปรปรวนอยู่ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นทุกข์ก็แปรปรวน ประเดี๋ยวเป็นทุกข์ ประเดี๋ยวเป็นสุข มันเป็นความแปรปรวนทั้งนั้น หรือ แม้แต่ที่สุด จะว่าไม่ทุกข์ไม่สุข ประเดี๋ยวมันก็มามีอาการเป็นสุขเป็นทุกข์อะไรต่ออะไรตามควรของมันได้นะ ในคนที่ยังเห็นสุขเห็นทุกข์ ในคนที่ยังเห็นว่าจะต้องได้รับรสสุข
ความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลาย : พ่อครูอ่านต่อ… “[๓๙๒] ดูกรภิกษุ ก็ลำดับนั้นแล เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ” พ่อครูว่า… “ความดับสนิทแห่งสังขาร” ที่จริง ไม่ได้ไปดับที่เวทนา ดับที่สังขารอยู่ในเวทนา แล้วเวทนามันจะบอกเราว่าเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง อะไรต่างๆ อย่างนั้นนะ พ่อครูอ่านต่อ… “ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ (วาจา นิรุทธา โหติ) เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมดับ (วิตกวิจารา นิรุทธา โหติ) เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมดับ (ปีติ นิรุทธา โหติ) เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมดับ ฯ [๓๙๓] ดูกรภิกษุ ลำดับนั้นแล เรากล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ (วาจา วูปสันตา โหติ) เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมสงบ ฯลฯ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสงบ ฯ [๓๙๔] ดูกรภิกษุ ปัสสัทธิ ๖ อย่างนี้ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมระงับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ย่อมระงับ” พ่อครูว่า… เอาละ ลองฟังภาษาดู ถ้าฟังภาษา บอกแล้วว่า ฟังภาษาอย่างระนาบเดียว ทวนไปตั้งแต่บรรทัดท้ายไปเลย “ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ย่อมระงับ” หมายความว่า ระงับหรือดับเป็นปัสสัทธิ ปัสสัทธิแปลว่าความระงับ แปลว่าความสงบเหมือนกันแหละ คำว่า สมถะก็เหมือนกัน ระงับ ดับ สุดท้าย เราหมายเอาราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ระงับ หรือดับ เราไม่ได้หมายเอาอันอื่นดับ ทีนี้ ถ้าปฏิบัติเข้ารูปร่องของฌานต่างๆ นานา พวกนี้จริงๆ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ระงับจริงๆ ย้อนขึ้นไป “เมื่อสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุขีณาสพ ย่อมระงับ” แล้วเขาก็บอกว่า ดับ ถ้าแปลเต็มๆ ก็ว่า ดับเลย สัญญาและเวทนา ดับ หรือสัญญาและเวทนานี้ระงับ ระงับหรือดับ ในอันข้างหลังนี่ ใน ข้อ [392] ดูสิ ว่า เมื่อสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับ นี่เขาใช้(คำบาลี)ว่า “นิรุทธา” นิรุธาแปลว่าดับ ปัสสัทธิแปลว่าระงับ นั้นแปลเป็นภาษาไทยว่ายังงั้น ที่จริงมันก็คล้ายๆ กัน เหมือนกันนั่นแหละ
“อสัญญี” ผู้ทำสมาธิดับสัญญาและเวทนา : ถ้าบอกว่า สัญญาและเวทนา ดับนี่นะ คนที่เคยทำสภาวะมาแล้วนี่ สัญญาและเวทนาดับนี้คือไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ถ้านั่งทำเป็นสมาธิก็จะดับ ท่านเรียกว่า “อสัญญี” อีกภาษาหนึ่ง ไม่มีเวทนาคือไม่มีความรู้สึก เพราะไม่กำหนดอะไรเลย ไม่ระลึกถึงความจำ ไม่ระลึกถึงปัจจุบัน ไม่ระลึกถึงอนาคต สัญญาไม่กำหนดรู้อะไรเลย ดับสัญญาเขาเรียกว่าภาษาทางบาลีนี้ เรียกอยู่คำว่า “อสัญญี” หรือ “อสัญญา” อย่างที่เขาเรียก “อสัญญีสัตตายตนพรหม” เป็นพรหมชนิดหนึ่ง อสัญญีสัตตายตนพรหม สัตตะ+อายตนะ คืออายตนะนั้นระงับ ไม่กำหนดอะไร ไม่ให้ตัวสัญญา(ทำงาน) สัญญาคือธาตุที่ (1) กำหนดรู้ลงไป หรือธาตุที่มัน (2) จำอะไรได้ต่ออะไรได้มา มันผ่านอะไรๆ มา ก็จำได้ ปัจจุบันนี้มันก็กำหนดรู้เป็นปัจจุบัน ถ้าจะกำหนดรู้ย้อนสัญญาก็ย้อนความจำของตนเอง ถ้าจะกำหนดรู้ในปัจจุบัน นี่ก็ปัจจุบัน ถ้าจะนึกคิด เขาเรียกว่า สังกัปปะ นึกคิดไปข้างหน้า ไกลไปอีก เขาเรียกสังกัปปะ ถ้าจะเอาเดี๋ยวนี้ก็ สัญญา กำหนดรู้แล้วก็หยั่งรู้ลงไปนี่ ถ้าไม่ระลึกอะไร ไม่นึกคิดอะไร ไม่มีสังกัปปะ ไม่มีตรรกะ ไม่มีระลึก ไม่มีดำริ ไม่มีนึก ไม่มีคิด ไม่มีการกำหนดรู้อะไรเลย ก็เรียกว่า ดับไปเลย ไม่รู้เรื่อง เรียกว่าไม่รู้เรื่องไปเลย ดับไปเลย สัญญาและเวทนาดับไปเลย ถ้าไปเข้าใจในขณะที่นั่งฌาน นั่งสมาธิ เขาเข้าใจว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นี่คือนิโรธ นี่คือดับ ไม่รู้เรื่องอะไร ดับเวทนา ดับสัญญา ก็คือ ดับนิ่งดิ่งไปเลย นี่แปลอย่างระนาบตามบัญญัติ ตามภาษาชั้นเดียว เขาแปลอย่างนั้น และเขาก็แปลกันมานักเพราะว่าขยายความเป็นภาษา “สัญญา จ เวทนา จ ปฏิปปัสสัทธา โหนติ” (ข้อ [394]) ย่อมเกิดสภาพระงับ โหนติคือการย่อมเกิด “สัญญา จ เวทนา จ นิรุทธา โหนติ” (ข้อ [392]) ย่อมเกิดความดับ ดับเวทนาและสัญญา เขาแปลตามคำอธิบายนี้ ที่จริงในนี้ มีสัญญากันไปทั้งนั้นนะ
พออ่านย้อนขึ้นไปนะ (ข้อ [392]) นั้น “เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ” อ่านย้อนขึ้นไปนะ “สัญญาและเวทนาย่อมดับ เมื่อสัญญาเวทยิตนิโรธ” แต่ก่อนจะถึงอันนี้นี่ “อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” เมื่อเกิด “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” แล้วนี่ “อากิญจัญญายตสัญญา” นั้นแหละสัญญา สัญญาในลักษณะ “อากิญจัญญายตนะ” นั้นนะ สัญญาอย่าง “อากิญจัญญายตนะ” นั่นแหละ สัญญานั้นแหละดับ ไม่ใช่ว่าดับสัญญาทั้งหมดนะ เข้าใจไหม? ทีนี้ “เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา” ในบางสูตรมีเหมือนกัน แต่ท่านไม่เรียก “ดับ” ท่านเรียกว่า “พ้น” พ้น “เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา” ในนี้ ข้อ [392] จะไม่เห็นมีว่า “เมื่อเข้าสู่สัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาย่อมดับ” ไม่มี มีไปบอกว่า “สัญญาและเวทนาย่อมดับ” ไม่ได้บอกว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาย่อมดับ” ไม่ได้บอกว่าอย่างนั้น คือไม่ได้ดับหรอก มันเป็นสภาพเนวสัญญา ถ้าไม่รู้สภาวะแล้วนี่ คนที่ไม่ได้ทำสภาพจิตจริงๆ แล้วนี่ จะไม่รู้ตัวว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ขนาดไปทำจิตจริงๆ ยังไม่รู้นะ แล้วก็ไม่เข้าใจตรงพยัญชนะพวกนี้ ไม่ง่ายนะ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือ สภาพรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง แปลมาเป็นไทยว่ายังงั้น จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง อะไรอย่างนี้ เขาแปลว่า จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็คือ ความรู้ที่ไม่เต็มนั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าอยู่ในอารมณ์ภวังค์ก็สะลึมสะลือ แต่ถ้าอยู่ในความหมายของพุทธ ก็คือไม่ใช่สะลึมสะลือ แต่คือรู้ที่ไม่ชัด รู้ที่ไม่เต็ม รู้ที่ไม่สมบูรณ์ รู้ที่ไม่ครบพร้อม ไม่รู้รอบถ้วน ไม่รู้แจ้งแทงทะลุนั่นเอง “เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา” ก็คือกำหนดลงไปสัญญา คือการกำหนดรู้ที่ยังรู้ไม่แจ้ง รู้ไม่ถึงที่สุด รู้ไม่สมบูรณ์ รู้ไม่แทงทะลุรอบ ให้พ้นลักษณะนี้ ให้เกิดการรู้สมบูรณ์ รู้ครบรอบ รู้แจ้งแทงทะลุให้หมด เป็นตรัสรู้ให้ได้ เพราะฉะนั้น “สัญญาเวทยิตนิโรธ” จึงหมายความว่า สัญญาและเวทนานั้นสมบูรณ์ เพราะไม่มีอะไรเป็นอวิชชาอยู่เลย ดับอวิชชาหมด นิโรธคือดับอวิชชา สัญญาเป็นวิชชา เวทนาเป็นวิชชา เห็นมั้ย ภาษา เพราะฉะนั้น มันเป็น “รโหคตะ” บอกแล้ว มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่ระนาบตื้น ไม่ใช่เรื่องที่จะรู้กันได้โดยหยาบๆ นะ เพราะงั้น ความดับนั้นคือดับอวิชชา อวิชชาสวะดับ มีแต่วิชชา มีแต่ความรู้ยิ่งหมดเลย เพราะฉะนั้น สัญญาไม่ใช่ดับ ดับสัญญาที่มันเป็น “ตัวสัญญาที่มันอยู่ในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์” “เนวสัญญานาสัญญายตน”ดับ “อากิญจัญญายตนสัญญา”ดับ “วิญญาณัญจายตนสัญญา”
ความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ : ปฐมฌาน วาจาย่อมด้บ : ทีนี้ ลองมา ดับวิญญาณ ดูซิเป็นอย่างไร ถ้าไปบอกว่า มันดับมาเรื่อยๆ นี่ใช่ไหม ถ้าบอกมันนิรุทธามาหมดเลย เอามาตั้งแต่แรกๆ เลยก็ได้นะ เริ่มต้นตั้งแต่ “ปฐมฌาน วาจาย่อมด้บ” วาจาดับเป็นคนใบ้เลย ไล่มาเรื่อยๆ นะ ในหน้า 13 (ข้อ [392]) “เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ“ เข้าฌานแรก วาจาย่อมดับ นี่ตอนนี้กำลังเข้าฌานที่ 1 กันแล้ว (พ่อครูหมายถึงผู้นั่งฟังอยู่ตอนนี้) ไม่มีวาจา นี่ใช่มั้ย นี่เข้าฌาน 1 แล้ว ไม่มีวาจา (โยมหลายคนหัวเราะกัน) นี่เข้าฌาน 1 กันทั้งนั้นเลยนี่ ไม่มีวาจา นี่เรียกว่า หมากรุกชั้นเดียว “วาจา” มันหมายความถึง “เรื่องราว” หมายถึงเรื่อง “วจีสังขาร” นะ สังขารนี่เป็นเจตสิกหนึ่งในจิต เราเรียนองค์ธรรมของสังกัปปะมาแล้ว องค์ธรรม 7 ของสังกัปปะ ตักกะ, วิตักกะ, สังกัปปะ, อัปปนา, พยัปปนา, เจตโส อภินิโรปนา, วจีสังขารา หรือวจีสังขาร (ดู สัมมาสังกัปปะ 7 ในภาคผนวก) วจีสังขาร หรือวาจาสังขาร นี้มันเป็นการปรุงชนิดหนึ่ง ท่านบอกแล้วแต่ต้นมาแล้วว่า สังขารทั้งหลาย ท่านไม่ได้บอกว่า ตัวนั้นหรอก ท่านบอก สังขารทั้งหลายโดยลำดับ เป็นการดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่ได้ไปหมายเอาตัวตรงๆ แต่สังขารนี่ปนอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ปนอยู่กับวาจา เช่น เสียงของอาตมากำลังพูดนี่ วาจาดับ ดับ เพราะวาจานี้ปราศจากซึ่งอันสุดท้าย ราคะ โทสะ โมหะ ดับ ของผู้สิ้นอาสวะ ไม่ใช่เป็นผู้ตายแหงแก๋ ไม่ใช่เป็นผู้ที่หมดลมหายใจนะ เหมือนกับที่ ลองดูที่ข้อจตุตฌาน “เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ” เมื่อถึงฌาน 4 แล้วหมดลมหายใจ คนหมดลมหายใจแล้วทำไง เอาไปป่าช้า คนหมดลมหายใจแล้ว เอาไปป่าช้า เพราะฉะนั้น พอเข้าฌาน 4 เรียบร้อย เข้าฌาน 4 แล้วหมดลมเข้าลมออกแล้ว หามไปป่าช้าได้ นี่ถ้าพาซื่อ หมากรุกชั้นเดียว จะเป็นยังงี้ ท่านบอก สังขารของลมหายใจ บอกแล้วแต่ต้นว่า สังขาร สังขารทั้งหลายของวาจา ของวิตก วิจาร มีวิตกวิจารอยู่ ไม่ใช่หมายความว่าไม่มีวิตกวิจารนะ เพราะฉะนั้น ในฌาน รูปฌานนี่นะ ยังมีวิตกวิจารไปถึง อรูปฌาน อากาสาฯ วิญญาฯ ค่อยไม่มีวิตกวิจาร ไม่มีวิตกวิจาร นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสัญญาไม่มีเวทนา มี มีสัญญา มีเวทนา สัญญาเวทนาเจริญด้วย เป็นสัญญาเวทนาที่บริสุทธิ์ เป็นสัญญาเวทนาที่สะอาด เป็นสัญญาเวทนาที่ผ่องใส เป็นประสิทธิภาพของสัญญาเวทนาของแต่ละคน จะเป็นผู้ใดก็แล้วแต่ มีบุญบารมี สัญญาดี เวทนาดี ผู้นั้นก็มีสัญญาและเวทนาของผู้นั้นแหละ ที่ได้ฝึกอบรมมา ได้ล้างได้ทำสัญญาเวทนาให้บริสุทธิ์ หรือให้มีประสิทธิภาพ ความจำได้เก่ง ความกำหนดรู้ได้เก่ง ลึกซึ้งอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นประสิทธิภาพของสัญญา ประสิทธิภาพของความรู้สึก เป็นคนที่มีความรู้สึกเร็ว ที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เซน'ซิทิฟว(Sensitive รับรู้ได้ไว) หรือ เซน'ซะเบิล(Sensible ไหวพริบ) อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันเร็ว มันเป็นความรู้สึก ที่รับได้เร็วแววไว รับรู้รับอะไรๆ แต่ขจัดสังขารออกจากเวทนา ออกจากความรู้สึกได้ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกรับเร็วรับรู้ แต่ไม่ได้มีสังขาร รับรู้อะไรไวเร็ว ประสิทธิภาพของเวทนาก็คือ ความรับรู้สึกได้เร็ว มันเป็นความเร็วแห่งการรับกระทบ และก็ลึก มันจะลึกและเร็ว มันก็เป็นระสิทธิภาพของเวทนาของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น ลองมาไล่ดูนะ [๓๙๔] ดูกรภิกษุ ปัสสัทธิ ๖ อย่างนี้ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมระงับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุขีณาสพย่อมระงับ ฯ “ผู้เข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ หรือวาจาย่อมระงับ” ในหน้า 14 บอกว่า ระงับ หน้า 14 (ข้อ [394]) ย่นย่อเหลือ 6 เท่านั้นเอง ไม่มี อรูปฌาน นะ จะเห็นได้ว่า จตุตถฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธเลย ไม่มีอรูปฌาน อาตมาเคยอธิบายนะว่า เวลาเราจะใช้งาน เราไม่ต้องไปใช้อรูปฌานหรอก เพราะอรูปฌานเป็นผล อรูปฌานเป็นผล มันเกิดสภาพว่าง จิตอากาสาฯ นี่ จิตมันว่างลง ว่าง อากาสา นี่ แปลว่าที่ว่าง แปลว่าความสว่าง ด้วย แปลว่าแสงสว่าง หรือแปลว่าความว่าง ด้วย อากาสาฯ นี่ ความว่าง มันว่าง มันโล่ง มันโปร่ง มันใส มันสะอาด หมายถึงนามก็คือแสงสว่าง หมายถึงรูปก็คือความว่าง อาการอย่างนั้นแหละที่จิต จิตมันว่าง มันโล่ง มันโปร่ง มันสว่าง ก็คือมันรู้ มันแจ้ง มันชัด มันเห็นหมด เห็นไฝ เห็นฝ้า เห็นอะไร เคยอธิบายในอภิญญา ที่บอกว่า เหมือนคนส่องกระจก หญิงสาวที่รักใบหน้านี่ เหมือนมีกระจกส่อง เหมือนกะหญิงสาวที่ชอบแต่งตัว เหมือนมีกระจกส่องใบหน้าว่า มีไฝ มีฝ้า มีริ้วรอย ไม่สะอาด ไม่สวยไม่งามตรงไหนๆ หรือเหมือนกับน้ำในแม่น้ำ เห็นน้ำใส น้ำใสจนกระทั่งมองเห็นหอย เห็นปู เห็นปลา เห็นอะไรต่ออะไรเกาะอยู่ตรงนั่นตรงนี่ อะไรต่างๆ นานา นั่นเรียกว่า แสงสว่าง เรียกว่าถึงระดับแสงสว่าง ถึงระดับญาณที่แจ้งชัดทะลุ ปรุโปร่ง ใสสะอาด แทงทะลุหมดอย่างนั้น รู้รอบ นี่เป็นความหมายที่ลึกซึ้ง รโหคตะ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความหมายที่ตื้นๆ เขินๆ พาซื่อ หมากรุกชั้นเดียว พวกเถนส่องบาตร ใครไม่เคยได้ยินนิยายเรื่องเถนส่องบาตรบ้าง ใครไม่เคยได้ยิน โอ เยอะหนอ จะเล่าให้ฟัง เถนส่องบาตร คืองี้
นิยายเรื่อง เถนส่องบาตร : มีพระเถระ เขาเรียก เถน พระเถระที่จริงนั่นนะ เขาก็เรียกไปยังงั้นแหละ เถน พระเถระผู้ใหญ่นี่ ท่านก่อนจะออกบิณฑบาต ท่านก็เอาบาตรมาส่อง ทำอย่างนี้ ๆ และมีเณรน้อยอยู่กะพระเถระนี้ คอยสังเกตเห็นว่า อาจารย์นี่ก่อนจะออกบิณฑบาต ส่องบาตรทุกทีเลย ดูบาตรเสร็จแล้วก็จะปัดเช็ดอะไรของท่าน แล้วท่านก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาเต็มบาตร รวย เณรน้อยไปบิณฑบาตทีไร มันไม่เต็มบาตรเหมือนพระเถระสักที แหม! พระเถระนี่ มีเคล็ดแหงๆ เลย เพราะเห็นเช้าๆ ท่านก็เอาบาตรมาส่องดู ตรวจตราก่อนทุกที ท่านก็ค่อยไปบิณฑบาต กลับมาเต็มบาตรทุกที เณรก็เอาบ้าง พอถึงเช้าก็เอาบาตรส่องเล็งทำเหมือนเลยนะ ทำเหมือนพระเถระทำ ส่องเสร็จแล้ว ทำเหมือนกันเลย แล้วก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาก็พร่องอยู่อย่างเก่า มันก็ไม่เต็มบาตรอยู่อย่างเก่า ก็ทำอีก ทำหลายวัน ทำแล้วทำเล่า ทำ ก็ทำเหมือนอย่างพระเถระทำนะ ท่านส่องก่อนจะไปทุกที แต่มันก็ไม่รวยเหมือนพระเถระสักที ก็เลยสุดท้าย ก็เลยบอก เอ้ ไม่ใช่แล้ว นี่ไม่ได้ท่องคาถาแน่ๆ เลย นึกว่าท่านส่องทำพิธี แล้วก็ท่องคาถาถึงเฮง บิณฑบาตได้รวย แท้ๆ ไม่ใช่ ก็อดไม่ได้ ก็เลยต้องถามท่าน บอกท่านทำอะไรยังงั้น ท่านบอกตรวจตราบาตร บาตรมันจะทะลุ มันจะเป็นรู เป็นอะไรไม่ได้ อาบัตินะ ท่านต้องซ่อม เพราะฉะนั้นเวลาจะไปบิณฑบาต หรือเวลาจะใช้บาตร ต้องใช้บาตรที่ดี ให้สะอาดสะอ้าน ให้เรียบร้อย อย่าให้มันทะลุ อย่าให้มันโหว่ อย่าให้มันเป็นแผล เป็นอะไรต่ออะไร แล้วก็ต้องแก้ไขซ่อมแซม นั่นคือเรื่องราว นั่นคือเนื้อหา ไม่ใช่มานั่งส่องบาตรเป็นพิธี สวดมนต์เป่ามนต์ เพื่อให้มันเฮงแล้วไปบิณฑบาต ไม่ใช่ ท่านเฮงก็เพราะท่านเป็นพระเถระ มีคนศรัทธาเลื่อมใส ก็เณรยังไม่มีขี้หมาอะไร มีใครจะไปใส่ให้มากๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างเณรนั่นแหละ เรียกว่า เข้าใจอย่างเถนส่องบาตร เข้าใจตื้นๆ หมากรุกชั้นเดียว แค่เห็นท่านส่องบาตร ก็นึกว่าท่านท่องคาถา ท่านทำพิธีการอะไรก่อนที่จะไปบิณฑบาต ไม่ใช่ เนื้อหาของท่านนั้น ท่านตรวจตราบาตร เรียกว่าเถนส่องบาตร เพราะงั้น คนตื้นๆ แบบเถนส่องบาตรก็แบบนี้ หมากรุกชั้นเดียว นึกว่าท่านท่องคาถา ก็ทำตาม ทำอย่างบ้าง เพราะงั้น เรื่องนี้ (รโหคตสูตร) มันไม่ใช่เรื่องตื้น ไม่ใช่หมากรุกชั้นเดียว ไม่ใช่เรื่องเถนส่องบาตรนะ เป็นเรื่องลึกซึ้ง
อรูปฌาน ของพุทธ หมายถึง ผลสภาพของความบรรลุ เรารู้แล้วนะ ตอนจะใช้จริงๆ แล้ว อรูปฌาน ไม่ได้ใช้หรอก เป็นผลนะ อากาสานัญจายตนะ คือ สภาพของความบรรลุชนิดหนึ่ง ของพุทธนะ นี่ของพุทธก่อน วิญญานัญจายตนะ ก็คือ ความมีวิญญาณ เข้าถึงสภาพวิญญาณที่บริสุทธิ์ขึ้น ว่างขึ้นแล้ว ปราศจากกิเลสอะไรๆ แล้วนะ อากิญจัญญายตนะ ยังไม่พอ ตรวจอีก อะไรมีอีก เศษเล็กเศษน้อย ส่วนที่เหลือ เอาให้ไม่มี อากิญจัญญะ แปลว่า นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง ก็ไม่มี ไม่ให้เหลือแม้แต่นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง นั่นเอง ไม่ให้มีอีก ตรวจอีกนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือ ตรวจอย่างครบครัน ให้รู้แจ้ง เห็นจริง สัญญาเวทยิตตัง คำว่า เวทยิตตะ นี่แปลว่าการเคล้าเคลียอารมณ์ ให้สัญญาทำงานเคล้าเคลียอารมณ์ เคล้าเคลียลักษณะของจิต เจตสิก ให้ครบหมดเลยว่า มันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีอารมณ์ค้างที่เหลือ ไม่มีอารมณ์เศษที่เหลือ อารมณ์ที่มันไม่บริสุทธิ์ อารมณ์ที่มันยังเป็นลักษณะเหลือส่วนเศษของราคะ เหลือส่วนเศษของโทสะ อย่างละเอียด จะมีอย่างบาง อย่างเบา อย่างธุลีละออง จะนอน จะเนื่อง จะค้าง จะหลบ จะเลี่ยง อยู่ที่ไหน ใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive