580907-ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๖.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580907 _ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 16
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 7 กันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก มีคุณทิวผา ภูผาฟ้าน้ำ ถามว่า วิญญาณกับปัญญารวมกันไม่แยกกัน วิญญาณควรกำหนดรู้ ปัญญาควรเจริญ _ คำถามคือ.. sense หรือสัมผัสที่ 6 หรือตาที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณใช่หรือไม่? พ่อครู ว่า....ใช่ แต่ไม่ใช่ ตาที่ว่าเป็นตาปัญญาใช่ แต่ที่ว่าตาที่รู้มาลอยๆ มาจากไหนไม่รู้ ไม่ใช่ นั้นเป็นของไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ซิกเซนส์นั้นคือรู้นอกจากทวารทั้ง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนที่เป็นใจนั้นแลคือซิกส์เซนส์ ปรมัตถธรรมหรือโลกุตรธรรม คือ ซิกเซนส์ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่เรื่องเมจิก หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์แต่อย่างใด
เรามาต่อกันกับยอดนิยายฯ
( 91 ) " ปัจจุบัน " หมายถึงตรงไหน? ประกอบไปด้วยอะไร? การเกิดหรือการดับของ " ธรรม " ใน " ปรมัตถธรรม " นั้น หมายถึง การเกิด การดับของจิต เจตสิก รูป (ภาวะเกี่ยวกับจิตที่ถูกรู้) จึงจะมีภาวะของ " นิพพาน " ขึ้นมาได้ หรืออย่างน้อยก็ " นิโรธ " คือมีภาวะของ " การดับทุกขอาริยสัจ " โดยผู้ปฏิบัติ " เห็น " (ปัสสติ) ภาวะของ " เหตุ " (กิเลส=อกุศลจิต=บาป) นั้น " ดับ " อยู่ เพราะเราได้ " ทำใจในใจ " (มนสิกโรติ) ของเราอยู่ๆ และทำให้ " สมุทัยอาริยสัจ " นั้น " ดับ " ไปได้จริงๆ ในขณะที่มีภาวะจริงปรากฏอยู่หลัดๆ ใน " ปัจจุบัน " นั้นๆ ทีเดียว เพราะ " ธรรม " ใน " ปรมัตถธรรม " ขั้นที่มุ่งหมายไปนิพพานนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องของ " จิต เจตสิก รูป นิพพาน " เป็นอื่นไปไม่ได้ และต้องเป็น " ความจริง " ที่ชื่อว่า " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ " ด้วย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน " ทิฏฐิ 62" (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 50 และ ข้อ 87 ) ซึ่งมีความซับซ้อนที่ลึก
อ่านต่อ
ซึ้งอยู่หลายนัย สำหรับคำตรัสนี้ คือ จะปฏิบัติได้ " นิพพาน " ก็ต้องเป็น " ธรรม " ใน " ปัจจุบัน " เท่านั้น ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่บาลีก็ยืนยันอยู่ชัดๆ โต้งๆ ว่า " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ " ...นั่นไง " ทิฏฐธรรม " นั้นแปลว่า ผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว,ธรรมที่เป็นปัจจุบัน คือ ปัจจุบันชาติ ซึ่งหมายถึง ภาวะที่เกิดในขณะปัจจุบัน แม้จะหมายเอาว่า ในโลกนี้ ไม่ใช่โลกหน้าและไม่ใช่โลกอดีต ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับภาวะที่เป็น " สัมปรายิกะ " จึงไม่หมายถึงภาวะในอนาคต หรือในโอกาสภายหน้าแน่ๆ " นิพพาน " นั้นก็ต้องเป็นภาวะที่สัมผัสอยู่หลัดๆ โทนโท่ ในปัจจุบันนั้นๆ ทีเดียวนั่นเอง " ทิฏฐกาล " ก็หมายถึง ในเวลากาละที่ " เห็น " อยู่โทนโท่หลัดๆ " ทิฏฐ " หมายถึง ได้เห็น " สุต " หมายถึง ได้ยิน " มุต " หมายถึง ได้รู้สึกด้วยกลิ่น, รส รู้จริงได้ด้วยสัมผัส การได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้รสด้วยลิ้น ได้สัมผัสทั้งภายนอกด้วย " รูป " (สิ่งที่ถูกรู้) ทั้งสัมผัสภายในด้วย " นาม " (ธาตุรู้ที่ทำหน้าที่รู้ได้) จึงจะชื่อว่า " กาย " อธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) ของภาวะที่สัมผัสจากภายนอกด้วยก็คือ " รูปกาย " และอธิวจนะ (คำเรียกชื่อ) ของภาวะที่สัมผัสกันอยู่ภายในก็คือ " นามกาย " " กาย " ทั้ง 2 นี้ เมื่อมี " อาการ " จึงจะเห็น " นิมิต " ต่างๆ " นิมิต " ไม่ใช่การบันดาลอะไรขึ้นมาเอง ดังที่หลงผิดกัน แต่เป็น " อาการ " ของ " รูปกายหรือนามกาย " ที่เกิดขึ้นมาจากการ " สัมผัส " กันของ " ธรรม 2" (เทฺว ธัมมา) ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะ " เห็น " (ปัสสติ) " กาย " ของ " รูป " และ " เห็น " (ปัสสติ) " กาย " ของ " นาม " " รูปกาย " ต้องเรียนรู้เป็น " ขั้นต้น " ไปตามลำดับ จึงจะถูกต้องตามแบบฉบับของพุทธ เพราะเป็นขั้นโอฬาริกอัตตา ขั้นหยาบ ต้องมีพร้อมการสัมผัสภายนอก คือ กามาวจร จึงจะเกิด " จิต เจตสิก รูป นิพพาน" ให้เรา " เห็น " ซึ่งจะ ' เห็น " ทั้ง " ความเกิด ความดับ " ของภาวะทั้งหลาย ที่สำคัญอย่างยิ่งก็ " เห็นความเกิด เห็นความดับ " ของ " นามธรรม " อันเป็น " ความสุข ความทุกข์ กุศลจิต อกุศลจิต " ได้โต้งๆ ซึ่งทั้งหมดนั้น มี วิญญาต (ที่รู้สึกทางใจ) มาประกอบ มารวมเข้าด้วยเสมอ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อย่างบริบูรณ์ของสิ่งที่ประกอบทั้งหลาย ด้วยวิถีทางทุกประการของ " ปชานาติ " (รู้ชัด,ค้นพบ,หยั่งรู้,เห็นความแตกต่างตามความเป็นจริง) ปฏิญญาต (อัน..รู้เฉพาะแล้ว) ดังนั้น " ทิฏฐธรรม " จึงหมายถึง รู้,เข้าใจ,ได้เห็นชัดเจนด้วยภาวะที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่หลัดๆ ใน " ธรรม " นั้นๆ ซึ่งต้องเป็นปัจจุบัน " ทิฏฐธรรมนิพพาน " ก็หมายถึง ได้เห็นธรรมถึงขั้นนิพพานในปัจจุบันนั้นชัดเจนหลัดๆ กันทีเดียว จึงจะเป็นการยืนยัน " ความจริง " ไม่ใช่มีแต่ " ฝัน " มีแต่ลอยลม มีแต่วิมาน มีแต่อยู่ในอนาคต ต้องเป็นภาวะที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่หลัดๆ กระทบสัมผัสภาวะนั้นๆ อยู่โทนโท่ โต้งๆ เป็นปัจจุบันนั้นๆ มีภาวะนั้นยืนยันแท้ๆ จึงจะชื่อว่า ปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงอันสูงสุดมีจริงเป็นจริง ปรากฏอยู่จริง เป็นไปได้จริง ได้รับผลนั้นจริง อยู่เป็นปัจจุบันนี้ ไม่ว่า ทิฏฐาภินิพพาน ก็ดี ก็บรรลุนิพพานในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่ สัมปรายิกภพ , ทิฏฐสุขวิหาร ก็ดี ก็บรรลุความเป็นสุขในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่ สัมปรายิกภพ , ทิฏฐเวทนียะ ก็ดี ก็บรรลุผลเสวยผลในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ , ทิฏฐปัตตะ ก็ดี ก็เป็นผู้บรรลุผลเข้าถึงผลในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ทิฏฐกาละ (เวลาที่เห็นนิพพาน) ล้วนคือ ภาวะในปัจจุบันนี้ อันไม่ใช่สัมปรายิกภพ ทั้งนั้น สรุปแล้ว " ทิฏฐ " นั้นเน้น " ปัจจุบัน " และ เน้น " เห็น " ด้วยสัมผัสภาวะนั้นๆ อยู่โต้งๆ
( 92 ) " นิพพาน " ของพุทธต้องมี " ตานอก " เป็นองค์ประกอบ ประเด็นที่ 1 ผู้ " มิจฉาทิฏฐิ " คือผู้เข้าใจผิดไปว่า ในความเป็น " นิพพานในปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรมนิพพาน) เพียงแต่การรู้ได้ด้วย " การกำหนดรู้ " (สัญญา) อยู่ในภวังค์ (ในภพภายใน) ขณะนั้นเท่านั้น ไม่ต้องมี " ตานอก " ที่สัมผัสภายนอกด้วย จึงอยู่ในภาวะ " อดีตหรืออนาคต " ไม่เข้าข่ายภาวะ " ปัจจุบัน " จึงไม่ใช่ " นิพพาน " ในศาสนาพุทธ แน่นอน แม้ผู้ปฏิบัตินั้นจะเชื่อว่าตนบรรลุ " นิโรธ " หรือ " นิพพาน " อันหมายถึง " ความดับ " ก็ตาม ก็เป็น " นิพพานเก๊ " ซึ่งทุกวันนี้ เชื่อกันอย่างนี้ มีแต่ " นิพพานเก๊ " แบบนี้กัน ถ้ายังไม่ " เห็นกิเลสดับ " ลงไป " คาตา " หลัดๆ และเห็น " อาการของความดับ " อยู่อย่าง " แจ้ง " (สัจฉิ) ณ บัดเดี๋ยวนั้น โดยมีภาวะลืมตาและสัมผัส " เหตุ " แห่งทุกข์ หรือ " เหตุ " แห่งสวรรค์นั้นๆ ครบพร้อมควมเป็น " กาย " คือ มีทั้ง " รูป " และมีทั้ง " นาม " ประกอบอยู่พร้อม อธิบายขยายความให้เห็นชัดอีกที เช่น หลับตาเข้าไปใน " ภวังค์ " มีความรับรู้อยู่แต่ในภาวะภายในเท่านั้น ดังนั้น ในขณะเช่นนี้ ผู้นี้ก็มีแต่ " สัญญา " กำหนดรู้ ซึ่งไม่มีภายนอก ก็ไม่รู้ภายนอกด้วย รู้ได้เฉพาะ " ภาวะอดีตและภาวะอนาคต " เท่านั้น ไม่มีภายนอกเป็น " ภาวะปัจจุบัน " ให้กำหนดรู้ได้เลยแน่นอน แต่ผู้มีภายนอกนั้นกำหนดรู้ภายในได้ด้วยนะ เห็นมั้ย ดังนั้น ถ้าใครไปหลงว่า " นิพพาน " ที่ตนได้บรรลุขณะที่อยู่ในภายใน จึงเป็น " มิจฉาทิฏฐิ " แท้จริง เพราะไม่มี " ภาวะปัจจุบัน " ที่มีของแท้ มีสิ่งนั้นจริงๆ สัมผัสแตะต้องอยู่แท้ๆ อยู่ยืนยันได้หลัดๆ โต้งๆ จึงยังไม่เป็น " ทิฏฐธรรมนิพพาน " ผู้มี " ทิฏฐิ " คือมี ความเห็นว่านิพพานจะได้ก็ต้องหลับตาเข้าไปทำเอาจึงจะได้ จึงเป็น " ผู้มิจฉาทิฏฐิ " แล้วในประเด็นแรก พระพุทธเจ้าจึงจัดผู้มี " ทิฏฐิ " เช่นนี้ อยู่ใน " อนาคต " (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 87 ) เป็น " ผู้จมอยู่ในอนาคต " หมายความว่า เป็นผู้จมอยู่กับภาวะลมๆ แล้งๆ ในสิ่งที่ไม่มี ยังไม่เกิด มีแต่ความเพ้อฝันอันคือ " อนาคต " นั่นเอง จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ 1 ใน 44 ไม่ใช่ปัจจุบัน เป็น " ปัจจุบัน " แค่ " ฝัน " ไม่ใช่ " ความจริง "
( 93 ) มี " ตานอก " แต่ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " ในความเป็น " กาย " ส่วนประเด็นที่ 2 นั้นหมายถึง ผู้ " มิจฉาทิฏฐิ " ที่ไม่ใช่หลับตาเข้าไปปฏิบัติได้นิพพานในภวังค์ แต่ลืมตาปฏิบัติแล้ว ประกอบด้วย " มรรคองค์ 7 องค์ " คือ มี " กรรม " ทุกอย่าง ทั้งกรรมที่เป็นอาชีพ (อาชีวะ) กรรมทั้งหมดทั้งหลาย (กัมมันตะ) กรรมที่เป็นคำพูด (วาจา) กรรมที่เป็น " การคิดนึก (สังกัปปะ) เพื่อสร้าง " เอกัคคตาจิต " ชื่อว่า " สัมมาสมาธิ " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 ถึง 281 แล้ว ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช่ " สมาธิ " ที่หลับตาเข้าไปอยู่แต่ภายในแล้ว ถูกต้องขั้นหนึ่ง ถือว่า " สัมมาทิฏฐิ " ขั้นหนึ่ง คือต้องทำ " สมาธิ " ในขณะปฏิบัติด้วย " องค์มรรค 7 องค์ " ดังที่กล่าว ก็ปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว สามารถปฏิบัติมีภายนอกร่วมด้วยเป็น " ปัจจุบัน " แล้ว " ทิฏฐธรรม " ที่หมายถึง " ปัจจุบัน " นั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้หลับตาเข้าไปจมอยู่ในภวังค์มีแต่ " อดีตกับอนาคต " หรือหลงผิดจมอยู่กับ " อนาคต " ที่เป็นภาวะลมๆ แล้งๆ ในสิ่งที่ไม่มี ยังไม่เกิด มีแต่ความเพ้อฝันอันคือ " อนาคต " นั้นแล้ว แต่ส่วน " ทิฏฐธรรม " ในประเด็นที่หมายถึง " เห็น " (ปัสสติ) โดยมีภาวะสัมผัสทั้งภายนอกด้วยภายในด้วย ในส่วนนี้ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่ กล่าวคือ ยังเข้าใจ " สัมมาทิฏฐิ 10" ยังไม่ได้ เป็นต้น จึงปฏิบัติทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งกรรมต่างๆ ล้วนไม่มีมรรคผลเป็น " โลกุตรธรรม " หรือยัง " ทำใจในใจ " (มนสิกโรติ) ไม่เป็น ยังไม่รู้จักว่า " กาย " เป็นอย่างไร " เวทนา " เป็นอย่างไร " จิต " เป็นอย่างไร " ธรรม " เป็นอย่างไร ชัดเจนถ่องแท้ กระทั่งปฏิบัติแล้วอ่าน " กาย เวทนา จิต ธรรม " ได้ แยกแยะ " กายกับจิต " เป็น จัดการ (อภิสังขาร) ใจในใจเป็น ยังแยก " กาย " แยก " จิต " ยังไม่เป็น ยังไม่สัมมาทิฏฐิ
( 94 ) รู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " มี " ฌาน " ไม่ได้ หรือยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " กาม " ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " ฌาน " ถูกต้องถ่องแท้เพียงพอ จึงปฏิบัติลดละกิเลส กำจัดกิเลสในขณะ "สัมผัสด้วยทวาร 5" ยังไม่เป็น ยัง " เห็น " (ปัสสติ) ตัวตนของกิเลสยังไม่ได้ ยัง " เห็น " (ปัสสติ) แม้แค่กายของตน คือ " สักกาย " ยังไม่สำเร็จ จึงไม่เป็นโลกุตรธรรม แม้ข้อที่ 1 ยังไม่ " พ้นสักกายทิฏฐิ " แม้แต่สังโยชน์ข้อที่ 1 จึงปฏิบัติธรรมใน " ปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรม) แล้ว แต่ยังไม่ " เห็น " นิพพาน ที่ปัจจุบันก็มีการสัมผัสสัมพันธ์อยู่พร้อมทั้ง 5 ทวาร ลืมตาเห็น " รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัสภายนอกและภายใน " เพราะวิปัสสนาญาณหรือวิชชาข้อที่ 1 ที่ " เห็น " (ปัสสติ) หลัดๆ โต้งๆ ในความเป็น " กาย เวทนา จิต ธรรม " ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ ไม่บริบูรณ์ เห็นไหมว่า แม้จะสัมมาทิฏฐิแล้วปานฉะนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติแล้วได้บรรลุ " นิพพาน " กันง่ายๆ " ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5" ที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ว่าจะเป็น " กามคุณ 5" นี้ 1 หรือ " ฌาน 1 - 2 - 3 - 4" นี้อีก 4 รวมเป็น 5 นี้แหละที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " ให้ได้ จึงจะทั้งเป็น " ปัจจุบัน " และทั้ง " เห็น " ได้ แม้จะรู้ " กาย " ได้แต่ " ดับเหตุ " ที่จะมี " กาม " และ " ดับเหตุ " ที่จะมี " ฌาน " ในขณะที่อยู่ใน " กามาวจร " อันเป็น " ปัจจุบัน" ไม่ได้ ก็ไม่สามารถบรรลุ " นิพพาน " บริบูรณ์แน่นอน
( 95 ) ยิ่งมัวไปหลงเอาแต่ในภายในไม่มีภายนอกก็หมดหวัง ดังนั้น ยิ่งมัวไปมัวหลงปฏิบัติอยู่ใน " ภวังค์ " คือ ระลึกรู้ไปถึง " ภาวะที่ตนตกอยู่ในสภาพอดีต " (การระลึกย้อนกลับไปรู้สึกนึกรู้เอาตามขันธ์ที่ตนเคยมีมาแล้ว) ที่พระพุทธเจ้าแบ่งช่วง " อดีต " ไว้ 4 กาล คือ 1 (หนึ่งชาติไปถึงหลายแสนชาติ 2 ) 1 สังวัฏฏวิวัฏฏะไปถึง 10 วัฏฏวิวัฏฏะ 3 ) 10 สังวัฏฏวิวัฏฏะเป็นต้น ไปถึงหลาย 10 สังวัฏฏวิวัฏฏะ 4 ) เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด เอาเอง สัตว์ที่ยึด " อดีต " 4 พวกนี้ เป็นพวกต้น เรียกว่าพวก " สัสสตทิฏฐิ " ยังมีแบ่งออกไปอีก " อดีต " มีถึง 5 พวก มี " สัสสตทิฏฐิ 4 เอกัจจสัสสติกทิ ฏ ฐิ 4 อันตานันติกทิฏฐิ 4 อมราวิกเขปิกทิฏฐิ 4 อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ 2" รวมพวกหลง " อดีต 18" ?????????????????? ส่วนมากก็จะทำได้ในขณะหลับตาเข้าไปทำใจให้เป็น " เจโตสมาธิ " ระลึกในภวังค์ ไม่ว่าจะลืมตาแต่นึก หรือ หลับตานึกก็ตาม " ทุกขอริยสัจ " เกิดในภาวะที่ไม่ใช่ " ปัจจุบัน " นั้น เช่น ไปเกิดอยู่ใน " อดีต " หรือไปเกิดอยู่ใน " อนาคต " นั่นคือ ใครก็ไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไข ไปจัดการกับ " ความทุกข์ " นั้นได้ หรือมีแต่เรื่องของ " วัตถุ " หรือมีแต่เรื่องของ " มหาภูต 4" หรือมีแต่ " อากาศ อวกาศความว่าง ที่ปราศจากจิตวิญญาณ " ก็เป็นเรื่องของ " ปัจจุบัน " ของ " วัตถุอากาศอวกาศ ความว่าง ที่ปราศจากจิตวิญญาณ " ก็ไม่ใช่ที่หมายของพุทธธรรมที่เป็น " ปรมัตถธรรม " โดยเฉพาะ " นิพพาน " ซึ่งหมายถึง " การพ้นทุกขอริยสัจ " " การเกิด " ของ " ธรรม " จึงไม่ใช่ " การเกิดของวัตถุหรือมหาภูต " หรือมีแต่ " อากาศ อวกาศ ความว่าง ที่ปราศจากจิตวิญญาณ " ระหว่างกลางของ " รูป " กับ " รูป " เป็น " ความว่าง " จะเรียกด้วยภาษาว่า " สูญ " (สุญญตา) ได้ แต่ไม่ใช่ภาวะของ " นิพพาน " ที่ศาสนาพุทธ ให้คนปฏิบัติเพื่อบรรลุให้ได้ เพราะนั่นเป็นแค่ " ความว่าง " ที่เกิดอยู่ในธรรมชาตินอกตัวคน เมื่อใครไปหลงนับเอา " ความว่าง " แบบนี้มาเป็น " นิพพาน " ก็คือผู้มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ภาวะ " ความว่าง " หรือ " สุญญตา " แบบนี้แหละที่นักขบคิดมักจะไป " หลง " ขบคิดแล้วได้ " สุญญตา " แบบนี้ ก็ได้แค่ " ความว่างเปล่า " จริงๆ ไม่ใช่ภาวะของ " นิพพาน " เลย ความคิดนี้เป็น " อนาคต " อยู่ หรือนักตรึก นักค้นคิดที่ตรึกนึกคิดกัน " ทุกขอริยสัจ " จึงต้องรู้จักกันใน " ปัจจุบัน " และจัดการให้มันสิ้นไปให้ได้ใน " ปัจจุบัน " นี้เท่านั้น เป็นสำคัญที่คนพึง " ทำ " ถ้าแม้น " แก้ธรรม " ที่อยู่ใน " จิตใจ " ของเรา ดังนั้นก็คือ " จิต " นะที่ " เกิด " ในส่วนที่เป็น " อดีต " หรือในส่วนที่เป็น " อนาคต " นั้น มันมีอยู่แล้ว แต่จะเกิดเป็น " อดีต " เราก็ต้องทำใน " ปัจจุบัน " จะให้เป็นจริง มีจริงใน " อนาคต " เราก็ต้องทำที่ " ปัจจุบัน " จึงจะเป็น " ของจริง " เกิดขึ้นมาให้เห็นเป็นจริงได้ " อดีต " ก็ต้องเกิดจากการทำใน " ปัจจุบัน " แล้ว " อนาคต " ก็เดินทางมาถึง " ปัจจุบัน " จึงจะกระทำได้ ต้องทำกันที่ " ปัจจุบัน " ทั้งนั้น สำหรับ " อดีต " นั้น อย่าหลงไปทำอะไรกับมัน วางมันไปเลย เพราะ " อดีต " มันแล้วไปแล้ว รู้ภาวะที่เรากำลังกระทำกับมันอยู่นั้นให้ ได้ว่า เรากำลังทำอยู่กับความเป็น " อดีต " แก้ไขให้มัน " เป็น " อะไรอีกไม่ได้ เหมือน " ข้าวสุกที่หุงสุกแล้ว " ดังที่เปรียบไว้นั้นนั่นแหละ จะแก้ไขให้ " ข้าวสุก " กลับมาเป็น " ข้าวเปลือก " ใหม่ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด " อนาคต " ก็เช่นกัน รู้ภาวะที่เรากำลังกระทำกับมันอยู่นั้นให้ได้ว่า เรากำลังทำอยู่กับความเป็น " อนาคต " ยิ่งถูกหลอกให้ " ฝัน " ไปกับ " วิมาน " ในอนาคตอย่างมืดมัวโมหันต์กันนั้น ยิ่งเพ้อพกกันไปใหญ่ อย่าไปมัวทำอยู่กับ ภาวะลมๆ แล้งๆ อย่างนั้นกันเลย มันเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้า ไม่ทรงสอนอย่างนั้น หยุดหลอกกันบ้างเถิด แม้ " ปัจจุบัน " ก็ต้อง " สัมมาทิฏฐิ " จริง จึงจะเกิด " ธรรม " ขึ้นมาได้ หาก " มิจฉาทิฏฐิ " ก็เกิดแต่ " อธรรม " อยู่เท่านั้น โดยเฉพาะ " จิต " ที่จะทำ ให้เกิดเป็น " ธรรม " ขึ้นมา ก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ความเป็น " กาย " อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วจัดการกับ " กาย " ที่เป็น " สัตว์ " ของตนให้เป็น " ธรรม " แม้ " ธรรม " ทั้งหลายไม่ใช่ " ตัวตน " (สัพเพธัมมา อนัตตา) แต่ขณะนี้ที่ตนยัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่นี้เรายังมี " ตัวตน " และเป็น " ตัวตนของสัตว์ " (สัตว์โอปปาติกะ) ยังไม่ใช่ " ธรรม " อะไรเลย แม้แต่ " กาย " ของความเป็น " สัตว์ " ของตน ที่ตนยังเป็น " สัตวกาย " อยู่ (ตั้งแต่ความเป็น " สัตตาวาส " ข้อที่ 1 ไปจนถึงข้อที่ 9 ) ตนก็ยังไม่รู้ ความเป็น " สัตว์ " แม้แต่ความเป็น " กาย " อันใดเลย แล้วจะหลงตนว่าตนเป็น " ธรรมกาย " นั้น นี่แหละ " ฝัน " ที่เพ้อละเมออย่างยากที่จะแก้ ไม่ว่าจะพาลหรือบัณฑิต ถ้าอวิชชาอยู่ก็ยังมีกายอยู่ ตายไปแล้วก็เอากายไปด้วย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส " ธรรม " คือความสำเร็จของ " อภิสังขาร " ที่ต้องอาศัย " บุญ " เป็น " ธรรมาวุธ " อย่างสัมมาทิฏฐิจริงๆ ตั้งแต่ " ปุญญาภิสังขาร " ไปจนบรรลุ " อปุญญาภิสังขาร " แล้วจึงจะสั่งสมเจริญเป็น " อเนญชาภิสังขาร " ต้องทำ " ปุญญาภิสังขาร " ก่อน จนกระทั่งมีผลสำเร็จเป็น " อปุญญาภิสังขาร " แล้วก็รักษาผลด้วย " อเนญชาภิสังขาร " กันต่อไป ใน " สังขาร " ที่ตน " พ้นอวิชชา " ตราบทำกาละ " ปรินิพพาน " เป็นปริโยสาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมให้ " เกิดผลธรรม " ก็ต้องทำ " การเกิด " ให้แก่ " จิต " (โอปปาติกโยนิ) ด้วย " กรรม " (สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ) ใน " ปัจจุบัน " เท่านั้น " จิต " จึงจะมี " การเกิด " ชนิดที่เรียกว่า " นิพพัตติ " เป็น " ธรรม " ขั้น " โลกุตรสัจจะ " ความเป็น " จิต " มี " การเกิด " ใหม่จริงๆ เป็น " อุบัติเทพ " (เทวดาโลกุตระ) ซึ่งเป็น " การเกิดของสัตว์โอปปาติกะ " (โอปปาติกโยนิ) ที่ผู้ ปฏิบัติธรรมสามารถทำให้เกิดได้สู่ " โลกุตรภูมิ " ได้ไปตามลำดับ " จิต " เกิดใน " ปัจจุบัน " ที่มี " สัมมาปฏิบัติ " ไปตาม " การทำใจในใจที่ลงไปถึงที่เกิด " (โยนิโสมนสิการ) และผู้ทำใจในใจก็ปฏิบัติ " มรรค 7 องค์ " มิใช่การปฏิบัตที่ " ทำใจในใจ " แบบ " หลับตาอยู่ในภวังค์ " ที่ไม่มีภาวะของ " ปัจจุบัน " อันจะต้องมี " สัมผัส 6" มี " เวทนา 6" อยู่บริบูรณ์
( 96 ) ไม่ง่ายนักที่จะรู้ตนว่า เราหลงงมอยู่กับอดีต อนาคต ผู้ที่ยังปฏิบัติธรรมกันอยู่กับการกระทำของตน ที่ไม่รู้จักภาวะที่ตนทำอยู่นั้น เป็นความเห็นผิดที่เรากำลังเอา " อดีต 18" มา ทำอยู่ หรือไม่รู้จักว่า เป็นความเห็นผิดที่เรากำลังทำอยู่นั้น เรากำลังเอา " อนาคต " มาทำอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ว่า " อดีต " หรือ " อนาคต 44" ที่ว่านี้ มันให้เกิด " ธรรม " ไม่ได้ ????????????????? แม้แต่ใน " ปัจจุบัน 5" ถ้ายัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่ การปฏิบัติใน " ปัจจุบัน " นั้นก็เป็นแค่ " ธรรมในปัจจุบัน " ที่มี " ผล " ก็เป็น " มิจฉาผล " ผู้บรรลุในภาวะที่ตนนึกว่าตนบรรลุต่อให้เชื่อว่าเป็น " นิพพาน " ในขณะ " ปัจจุบัน " นั้น ก็ยัง " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่นั่นเอง จึงยังชื่อว่า เป็นผู้ไม่มี " ผลธรรม " ในปัจจุบัน " ผล " ที่คนผู้ " มิจฉาทิฏฐิ " นี้ได้ในการปฏิบัติขณะนั้น จึงเป็น " ลมๆ แล้งๆ " เป็น " ฝันในฝัน " อยู่แท้ๆ โน่น!... " นิพพานจริง " ยังอยู่ใน " อนาคต " โน่น!!! จึงเป็นการหลงปฏิบัติกันไป ด้วย " มิจฉาทิฏฐิ " กันทั้ง " อนาคต 44" ดังนั้น แม้ผู้ปฏิบัติใน " ปัจจุบัน " แท้ๆ ก็ต้อง " สัมมาทิฏฐิ " ให้ได้ จึงจะปฏิบัติให้เป็น " สัมมาผล " ได้ " นิพพาน " จึงเกิดในขณะกาละ " ปัจจุบัน " เท่านั้น " ทิฏฐิ " ที่ยังไม่ " สัมมา " ทั้ง 62 อย่างนั้น จึงคือ " มิจฉาทิฏฐิ " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน " ทิฏฐิ 62" นั่นเอง (พตปฎ. เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 26 เป็นต้นไปถึงข้อ 90 ) เราเรียนมาแล้วว่าต้องทำธรรมะ 2 ให้เป็น 1 ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เป็นภาษาที่พวกเราฟังเข้าใจกันแล้ว อันนี้แหละอาตมาว่าเป็นหัวใจสำคัญเลย เราเรียนเวทนา 108 รู้จักมโนปวิจาร 18 สองอย่างเป็น 36 มันมีหวังไปนิพพานได้ แต่ถ้าคนไม่เข้าใจอ่านอาการไม่ออกแม้เวทนาต่างๆ ก็เดามั่วไปแล้วแบ่งแจกไม่ออกว่าเกิดทางทวารไหน เกิดเป็นอาการอย่างไร จนเราได้มาเรียนรู้ว่าอาการมันแตกต่างอย่างไร เราสามารถทำจิตให้หลุดพ้น ไม่มีอาการเช่นนั้นได้ รู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทสอย่างชัดเจน ถ้าเราไม่รู้ชัดตรงนี้จะยาก พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสไว้เลยในพระธรรมคำสอน ว่า จงปฏิบัติการหรือประพฤติตน (ทำกรรม) เพื่อให้เกิด " ธรรม " ขึ้นใน " จิตวิญญาณ " ที่ไม่มี " ร่าง " (สรีระ) นี้ก็ดี ไม่มี " กาย " (องค์ประชุมของรูปกับนามที่มี่ทั้งสัมผัสภายนอกและภายใน) ก็ดี ในภาวะที่นอกไปจาก " ปัจจุบัน " ก็ตาม เพราะมันจับ " ตัวตน " (อัตตา) ที่เรายัง " มิจฉาทิฏฐิ " จึงมี " ตัวตนในปัจจุบัน " นั้นๆ มา " แก้ไข " ไม่ได้แล้ว ความเป็นปัจจุบันนี่แหละที่จะทำให้สามารถบรรลุธรรมได้ หากไม่เป็นอาการปัจจุบันจริงไม่มีทางบรรลุธรรม ตามที่พระพุทธเจ้าสอนในทิฏฐิ 62 ที่เป็นธรรมที่ คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา ปั ณฑิตเวทนียา ถ้าไม่เข้าใจปัจจุบันจริงจะจมกับอดีตกับอนาคตมาก หากไปนั่งหลับดับตา ก็ไม่ได้มีของจริง ถ้าอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไม่มีของดี แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสทำไม ให้คนวุ่นวายเปลืองสมอง ก็ให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติอย่างเดียวเลย แต่ท่านไม่ทำ ก็สงสารอาจารย์หลายสำนักที่ว่า ไปนั่งปฏิบัติอย่างเดียว เดี๋ยวบรรลุเอง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้....จบ