580907_พ่อครูพบนร.บ้านราชฯ ครั้งที่ ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580907_ พ่อครูพบนักเรียน บ้านราชฯ

พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 7 กันนายน 2558 ที่ราชธานีอโศก หลวงปู่ก็ตั้งใจใช้เวลา วันจันทร์ อาทิตย์ละ 1 ชม. มาพูดความจริงตั้งใจจริงต่อกัน ก็คงทราบว่าหลวงปู่มาทำงานนี่ ก็บอกไปแล้วว่าเป็นโพธิสัตว์ มาถ่ายทอดธรรมะของพระพุทธเจ้า จนมาเป็น นายรัก รักพงษ์ จนเป็น สมณะโพธ ิ รักษ์ ก็มาสืบทอดของเก่า ที่เสื่อมโทรมไป ที่เป็นของดีงามของมนุษยชาติ จนบัดนี้เสื่อมไปจากมนุษยชาติ หลวงปู่ก็ต้องมาซ่อมแซม เปลี่ยนให้เป็นของถูกต้องมาเรื่อยๆ ซึ่งคนเราจะต้องรู้ของจริงคืออะไร แล้วก็ต้องรูว่า ข้อบกพร่องผิดพลาดคืออะไร แล้วต้องแก้ไข ความไม่ถูกต้อง ต้องปรับปรุง ทั้งกายกรรมที่เราทำ ทั้งวจีกรรม ภาษาคำพูด ที่มีใจเป็นตัวบงการ จะสั่งโดยไม่รู้หรือรู้ก็ตาม สั่งโดยไม่รู้คือสัญชาติญาณ สั่งโดยรู้คือปัญญา ออกมาเป็นกรรม 3

เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่ออกมาข้างนอก อย่างหยาบ กายกรรมที่หยาบ เสียหายใหญ่ ต้องแก้ไขความบกพร่อง ความไม่ดีไม่งามอันนี้กัน ส ิ่ งที่ไม่ถูกต้องอย่างคนโลกๆ เข้าใจกันว่า เราไปแย่งเขามาได้ ดีไม่ดีเอาเปรียบเอารัด เราก็ได้มามากๆ แล้วเราก็หลงว่านี่คือความดีอย่างนี้มันผิด ถ้าไปทุจริต ไปโกงมานี่มันผิดแน่ๆ แม้ไม่โกง แต่แย่งกันเอาเปรียบเขามามันก็ไม่ดีไม่งาม เอาเกินเลยเขามา แม้ด้วยสุจริต เขาเต็มใจให้ก็ตาม ตามหลักของสังคม แต่เราก็รู้ว่าเอาเปรียบได้เปรียบมา มันก็ชั่วแล้ว แต่คนมีกิเลสเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มันก็ไม่คิด ก็ได้เปรียบมาก็แล้วกัน ยิ่งเขาสมมุติว่าสุจริตดี จะได้เปรียบเท่าใดก็ช่าง สังคยอมรับ ก็ชอบ ดีไม่ดีตั้งอัตราราคาให้ได้มากๆ ด้วย

ถ้าเราจริงใจ เราเป็นผู้ไม่เอาเปรียบ แต่ขาดทุนได้ด้วย อย่างในหลวงเราตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา การเป็นคนเสียสละ ไม่เอาเปรียบ ให้ค

อ่านต่อ

นอื่นนี่เป็นเรื่องดีนะ แม้รู้ว่าดียังทำได้ยากเลย แต่ยากก็ต้องหัดฝึก อย่างตายาย พ่อแม่ที่อบรมพวกเรานี่ ไม่มีใครรับค่าจ้างนะ เลี้ยงดูด้วยใจ เหมือนลูกหลาน เสื้อผ้าหน้าแพร อาหารการกิน ก็เลี้ยงดู เพื่อตั้งใจให้พวกเราเป็นคนดี คนเจริญ เป็นคนได้รับความจริง ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ตามพระพุทธเจ้าสอนมา แล้วมาฝึกฝนให้ตนได้ตนเป็นจริง โดยอาศัยหลักสูตรของประเทศ ตั้ง โรงเรียน มา 20 กว่าปีแล้ว

พวกเราได้เข้ามาในนี้ เรียนในนี้เป็นโชคดีแล้ว ที่นี่สอนให้ฝึกจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นใหญ่ มีจิตที่เป็นจาตุมหาราชิกาที่ไปล่า จะกอบโกยให้ใหญ่โต ได้มาก็เป็นสุขชอบใจ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ เที่ยวกอบโกยสะสม ดีไม่ดีฆ่าแกงคนอื่นด้วยหอกด้วยดาบ ยักษ์สมัยโบราณถึงถือหอกดาบ ตาโปนเขี้ยวงอก หน้ายักษ์ ยักษ์นี่คือจตุมหาราชทั้งนั้น นี่คือสัจจะที่ผู้รู้โบราณดึกดำบรรพ์ เขาศึกษามา แต่ปัจจุบันศึกษาไม่รู้เรื่องกลายเป็นเรื่องผิดเหลวไหล เลวร้าย พระพุทธเจ้ารู้รายละเอียดพวกนี้ หลวงปู่ศึกษาตามแล้วรู้รายละเอียดพวกนี้ เราจะควบคุมอาการที่ 33 ในตัวเรา จิตมันมีอาการมีพลังขับเคลื่อนอาการ 32 ให้ดำเนินไป

ถ้าไม่รู้มันก็ทำงานตามสัญชาติญาณ ตับไต ไส้พุง ทำงานเป็นกลไก เหมือนเป็นลูกสูบหัวเทียน มันมีมานานแล้วทำตามหน้าที่มันมานานแล้ว คนนี่ถ่ายทอดเป็น สรีรพันธ์ มานานแล้ว มันก็มีสัญชาติการเกิดเป็นแบบนั้น เหมือนผลไม้มันก็มีสัญชาติของมัน ถ่ายทอดมาตามเชื้อตามเมล็ด จิตวิญญาณก็เหมือนกัน ถ่ายทอดมาทางวัตถุธาตุ แล้วมาเป็นโครงสร้างเครื่องยนต์ของจิตวิญญาณ

วิญญาณนี่เป็นตัวเรา แต่ร่างกายนี้ของพ่อแม่ เป็นส่วนผสมของพ่อแม่ เรียกว่า สรีรพันธ์ ส่วน ที่จะไปขับเคลื่อนร่างนี้เป็นของเราเอง ไม่ใช่ของพ่อแม่ วิญญาณนี้ต่อเผาพันธ์ุของเราเอง เราก็เอาจิตวิญญาณนี้มาสวมร่างกายนี้ จิตวิญญาณไม่ใช่อันเดียวกับร่างกายที่พ่อแม่ให้มา จิตวิญญาณเราจึงไม่เหมือนพ่อแม่เรา คนละส่วน บางทีลูกกับพ่อแม่ คิดเห็นคนละอย่าง ถนัดคนละอย่าง ไม่ได้เป็นอันเดียวกันเลย แต่ร่างกายนี้จะมีส่วนเหมือนพ่อแม่ ปู่ย่า แต่วิญญาณนี้ไม่เกี่ยว อาจคล้ายกันบ้าง แต่ของใครของมัน

จิตวิญญาณเป็นกรรมพันธุ์ของตน ส่วนร่างกายนี้เป็น สรีรพันธ์ุ ของตน สืบทอดจากปู่ย่าตาทวดมา พวกเราเป็นมาจากปู่ย่าตาทวดมาเป็นหมื่น เป็นพันตระกูล แต่จิตวิญญาณนั้นอิสรเสรี ของใครของมัน สืบทอดเอง คิดชั่วสั่งสมเป็นวิญญาณของตน ทำชั่ว สั่งสมเป็นวิญญาณของตน ทำดีก็เป็นของตน เป็นอิสรเสรีภาพมาก ตัวเรามีอิสรเสรีภาพทางจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงได้ แม้พ่อแม่ไม่ทำดีนี้ แต่เราทำดีได้ย ิ่ งกว่าพ่อแม่ไม่เสียหายอะไร เรียกว่า อภิชาตบุตร เป็นลูกที่เจริญกว่าพ่อแม่ อย่างนี้เป็นต้น

เรามาเรียนรู้นี่เรียนรู้ส่วนรวม พ่อแม่ให้ร่างกายเรามา จิตวิญญาณเป็นของเรา โชคดีแล้วที่พ่อแม่ให้มาศึกษาที่นี่ เราต้องกตัญญูกตเวทีท่าน ให้เราได้มาพัฒนาจิตวิญญาณ แต่ก่อนไม่ดีก็มาพัฒนาขึ้น อาศัยร่างกายนี้ให้จิตวิญญาณพัฒนา ที่จะเสริมให้อาการดาวดึงส์เป็นอาการที่ดี อาการ 32 ก็ประกอบช่วยอาการ 33 แล้วอาการ 33 ก็มาช่วยอาการ 32 ได้ดีขึ้น ปฏิสัมพันธ์กัน ตั้งแต่มีชีวะขึ ้ นมา

เราอยู่ที่นี่ฝึกฝนทั้งกาย วาจา ใจ เราก็ทำให้ดีขึ้นเจริญขึ้นก็เป็นของเรา พ่อแม่ก็มีส่วนด้วย เราดี พ่อแม่ก็มีหน้ามีตา ถ้าพ่อแม่เห็นดีด้วยก็ทำตามลูก เรียกว่า อภิชาติ บุตร เราไปสอนพ่อแม่ยาก แต่เราทำตนให้ดี พ่อแม่เห็นเราก็อนุโมทนาสาธุด้วย เราไปสอนก็ไม่ควรด้วย เป็นพ่อแม่ แต่ถ้าใครมีวิธีการก็ได้ แต่เราไม่สามารถไปบังคับ ไปสอนพ่อแม่มันไม่งาม แต่เราก็มีศิลปะวิธีสอนโดยเชิงศิลปะ ไม่ใช่ว่าไปบอกตรงๆ มันน่าเกลียดไม่ดี โดยสังคมโลกด้วย แต่ตัวเราเองทำให้ดีเถอะแล้วพ่อแม่จะรู้เอง

พ่อแม่ที่ส่งพวกเรามานี่นี่ เขามีปัญญารู้ว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน จะให้ลูกเป็นคนชนิดที่ดี เราอบรมให้พวกเราเป็นคนดีแน่นอน มีแบบใดก็ต้องมีทางเดินอย่างนี้เป็นเรื่องดีงาม พ่อแม่เข้าใจแล้ว ถ้าเราทำได้พ่อแม่ก็ยิ่งเห็นว่าลูกเราเจริญตามที่เราเข้าใจ แม้พ่อแม่ทำไม่ได้ พ่อแม่ก็จะดีใจ

พวกเราต้องตั้งใจดีๆ มาอยู่ที่นี่มันฝืนโลกนะ เราจะต้องดู ที่หลวงปู่พูดนี่ไม่ได้ดุอะไร ไม่ได้ครอบงำความคิด แต่บอกความจริง ว่าอะไรคือส ิ่ งถูกต้อง คนเรานี่มันต้องมาพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ถ้าเราไม่รู้ว่าดีคืออะไร เราก็จะไม่ทำ เราไม่รู้ว่าทำอย่างนี้มันดี เราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ว่าดีก็จะพากเพียรทำ เช่นความขยัน ถ้าเราไม่รู้ว่าขยันทำอย่างไร เราก็ทำไม่เป็น แต่ถ้าเรารู้ว่าขยันคือไม่นิ่งเฉย ไม่ดูดายไม่ขี้เกียจ หากไม่เมื่อยไม่ป่วยเกินการณ์ก็ทำไป แล้วสิ่งนี้ดีด้วยเราก็ใช้แรงงานทำ แทนที่จะดูดาย เลี่ยงหลบ เรียกว่าขี้เกียจ แต่เราตั้งใจทำ แม้จะไม่ค่อยชอบ ก็ตั้งใจฝึกฝนทำไป มันก็ง่ายก็ชำนาญขึ้นก็เก่งขึ้น เป็นต้น

ซึ่งก็ต้องฝึกฝนอดทน อยู่ดีๆ เราจะเป็นจะได้เลยโดยไม่ฝึกฝนจะได้อย่างไร มันต้องฝึกทั้งนั้น ที่นี่นอกจากพาให้รู้เรื่องธรรมะก็พาทำงานให้ฝึกฝน ให้มีงานเป็นผลสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ ทำสิ่งอาศัยใช้สอยในชีวิตด้วยไม่พาทำส ิ่ งเกินเลย เช่นไปนั่งเสียเวลาไปนั่งเล่นเกมส์เล่นไปก็สนุก บำเรออารมณ์เรายิ่งติดยิ่งเสียเวลา จิตยิ่งต่ำ เพราะไปติดสิ่งไม่เป็นประโยชน์จะอ้างว่าเพ ิ่ มความฉลาด แต่ถ้าฉลาดแล้วไม่รู้จักทำดี จะเอาความฉลาดนั้นไปทำชั่วไปโกงไปเห็นแก่ตัว ที่นี่เราพาให้ฉลาดทำในสิ่งที่ดี มีประโยชน์แก่สังคมแก่โลก

ถ้าเราไปหลงความสนุก เราก็จะไปหาวิธีการให้คนอื่นสนุกตาม ก็เลยสร้างแต่คนให้มาสนุก เช่นเกมส์หลายอย่างพิลึกเป็นไปไม่ได้เลย แต่มันสนุก มันเร็วไว เก่ง มาก แต่เป็นจริงๆ ไม่ได้เลย แต่มันหวาดเสียว สนุกสนาน แต่มันเป็นไปไม่ได้มันเลยเพ้อเจ้อ เหลวไหล เสียเวลาแรงงานความคิด เพ้อเจ้อ แล้วคนเราไปติดรสสนุก คนไปติดรสสนุกเช่นนี้เป็นโทษต่อคนแล้วคนหลงใหลว่าดี แล้วนึกว่ารสสนุกเช่นนี้ดี ท่านเลยตั้งชื่อว่า เทวดาขิฑฑาปโทสิกะ ไปหลงว่าสนุก แต่แท้จริงเป็นโทษ คำว่าขิฑฑาแปลว่าสนุกสนาน แต่เสพสุขไม่ได้เรื่องสูญเปล่ามีแต่อารมณ์ เสียเวลาทุนรอนแรงงาน คนเราหากไม่ศึกษาสัจธรรมพวกนี้จะไม่เข้าใจว่าเราจะใช้เวลาแรงงาน วัตถุมาทำอะไร จะเอาแรงงานวัตถุทรัพย์สินไปทำส ิ่ งไร้ค่า ไม่มีคุณค่า ถ้าเราไม่รู้ก็ใช้ไร้ค่าเปล่าดาย จนทุกวันนี้หลอกกัน เช่นไปเตะฟุตบอลแข่งเอาชนะคะคานกัน เก่งเตะบอลเข้าโกลได้ มันได้อะไร นึกดูสิ เก่งเตะเข้าโกลได้ เอาไปเตะลูกหินโดนหน้าคนตายอย่างนั้นหรือ ได้อะไร นอกจากถูกหลอกให้เป็นลูกค้า เป็นเบี้ยนายทุน ไม่ได้อะไรเลยได้แต่ลมๆ แล้งๆ เสียเวลา ดีไม่ดีฆ่าแกงกัน ทำร้ายกัน ในสนามฟุตบอล เดี๋ยวนี้ค่าตัวแพงมากเลย คนในโลกเจ็ดพันล้านจะได้เป็นนักบอลเช่นนั้นกี่คน คนอีกกี่พันล้านไม่ได้ทำเช่นนั้น แล้วมีกี่คนได้ทำเช่นนั้น ให้หมื่นคนหรือแสนคนก็มากแล้ว แล้วก็ไปหลอกเอาเงินคนหลายพันล้าน คนเขาไม่รู้ว่าคืออบายมุข เตะเข้าโกลได้เก่งก็ได้ค่าตัวมากๆ คนก็หลงก็เลยถูกหลอกให้เอาเงินไปเสียให้เขาที่เก่งๆ มันก็หลอกกัน ที่หลวงปู่พูดอาจยาก ก็มีคนเข้าใจไหมนะ....ยกมือกันหลายคน หลวงปู่ก็พอใจแล้ว มันลึกซึ้งซับซ้อน

หลวงปู่เคยโง่เป็นนักฟุตบอลนะ เป็นน ักเรียนโรงเรียน เบ็ญจะมะมหาราช นะ ก็เล่นเป็นเด็กไม่รู้เรื่อง แต่โตมาก็รู้ แล้วมารู้ของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งชัด ที่จริงรู้มานานแล้วแต่มาถูกลิงลมอมข้าวพอง ก็เลยเอามาอธิบายสู่พวกเรา พวกเราพยายามตั้งใจฟังได้ดี อย่าไปหลงเสพสิ่งเหล่านี้ติดจิตไปเป็น เทวดาขิฑฑาปโทสิกะ ติดไปหลายชาติเลย

หลวงปู่เคยบรรยายที่ๆ หนึ่ง แล้วมีนักฟุตบอลคนหนึ่ง ชื่อ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เขาเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง หลวงปู่พูดโจมตีนักฟุตบอล เขาก็จับไมค์มาว่าหลวงปู่ใหญ่เลย แต่หลวงปู่ก็พูดความจริงให้เขาฟัง ไม่ได้โกรธเขาหลอก จนบัดนี้เขาก็ยังติดกันอยู่ คือคนอวิชชาก็หลงหรูหรา ดัดจริต ต้องมีกามอะไรเยอะแยะ

ตอบคำถาม... _ถ้าเราทำธุรกิจแล้วรวยแบบไม่โกงจะบาปไหม พ่อครูว่า ...รวยนั่นนะก็เอาของคนอื่นมาไว้ให้เป็นของตน สมมุติว่าในไทยมีเงินสักพันล้านนะ ถ้าเรารวย สมมุติว่าเรารวยพันล้าน คนอื่นจะมีเงินไหม ...ก็ไม่มี ดีไหม ...ไม่ดี เห็นแก่ตัวไหม...เห็นแก่ตัว ต่อให้สุจริตอย่างไร แต่เอามาเป็นของเราหมดคนอื่นก็ลำบาก เขาก็ต้องใช้ แต่เราเอามาหมด แม้เราเอามา เจ็ดพันล้าน แต่เหลือให้คนอื่นใช้แค่สามพันล้าน เขาลำบากไหม เขาต้องแย่งกันในสามพันล้าน เขาลำบาก แต่ถ้าสะพัดเจ็ดพันล้านนี้ให้เขาก็ดีกว่าไหม แม้เราจะรวยโดยไม่โกงก็บาปทั้งนั้น ทำให้คนอื่นเขาลำบาก แล้วในสังคมโลกนี่ คนที่รวยนี่มันรวยเพราะขยันก็จริง แต่ถ้าอัตราไม่ได้เปรียบมาก คนเขาไม่รวยมากหรือแต่เขามีการตั้งอัตราให้สูงมา มีวิธีดูดเงินเข้ามาซับซ้อนมาก ได้มากมายด้วย เรียกว่า วิธีบริหารเงิน investment ซับซ้อนที่สุด เป็นเรื่องยาก ในหลวงเราให้มาเป็นแบบคนจน มาเป็นแบบคนจนประเทศไปรอด แต่ถ้าไปรวยนี่ไปไม่รอด

_การเล่นหุ้นมันดีหรือเปล่า พ่อครูว่า… เลว อย่าไปเล่น อย่าไป อยู่ในวงการนั้น บาปทั้งนั้น

_มีนร.พูดว่า ถึงผมจะกินจุบจิบแต่ผมก็ทำงานรับผิดชอบทำงานนะ ดีกว่าคนที่ไม่จุบจิบแต่ไม่ทำงานครับ พ่อครูว่า… ถ้าเราไม่กินจุบจิบแล้วทำงานด้วยดีไหม คนเราชอบเอาความดีเล็กๆ น้อยๆ มาข่มกลบเกลื่อน แล้วความไม่ดีที่เรามีจะได้รับการแก้ไขไหม ถ้าเราเอาความดีมากลบ เราไม่คิดแก้ไข ความไม่ดีนั้นจะออกจากเราไหม คิดแบบนั้นโง่ไหม ...โง่ ถ้าอยากโง่ก็คิดแบบนี้ต่อไป

_เทศกาลกินเจ จะมีเวทีแสดงสดจากผู้ใหญ่ แต่ต่อมาเด็กๆ ก็อยากแสดงด้วย ก็เลย ขอเวลาซ้อมเพิ่มก็เลยทำให้ขาดแคลนการทำงานมีการสะดุด ต่อมาที่ประชุม จึงตัดการแสดงของเด็กๆไป เพื่อลดภาระฟุ้งซ่าน การแสดงที่ตัดไปคือโปงลางหรืออื่นๆ ที่ต้องใช้อุปกรณ์มาก จะเห็นได้ว่า นร.เรามีความสามารถมาก แต่มีคนติดใจว่าคุรุไม่เปิดโอกาสให้เด็ก พ่อครูว่า… มัน ต้องแบ่งให้ออกว่า การไปเล่นนั้นเราก็เป็นการผสมส่วนให้บันเทิงแก่ลูกค้าจริงๆ แล้วมันเป็นของแถมเท่านั้น เขาไม่ได้ดูเป็นเรื่องราวหลักการหรือไง หรือนึกว่าที่แสดงนี้แน่หรือ เขามากินมากกว่าไม่ได้ไปนั่งดูเป็นเรื่องราว การเล่น สำหรับคนที่เป็นขิฑฑาปโทสิกะเทวดาก็หลงบ้างให้มันนิดหน่อย คนติดฝิ่นก็ให้มันบ้าง คนไม่ติดก็ไม่ต้องใช้หรอก จะเห็นได้ว่าคนมากินนี่ เขาไม่ได้มานั่งดูอย่างเป็นล่ำสันหรอก เขาดูนิดๆ หน่อยๆ มากินแล้วก็ไป พวกเราไม่เข้าใจ เพราะพวกเราหลงติดเชื้อเทวดาขิฑฑาปโทสิกะเทวดา ให้เด็กๆ ได้เล่น แต่แท้จริงพวกเราก็ติดด้วยให้เลิกเสีย อย่าไปหลงติดเทวดาพวกนี้ ให้ทำพอเป็นกษัย

_หน้าที่กับคุณธรรม ต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า… หน้าที่ คือเราต้องทำตามกรอบ เช่นข้าราชการฝ่ายเกษตรก็มีหน้าที่ดูแลเกษตร เรื่องจะดูแลอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับเกษตร หน้าที่คือส ิ่ งที่กำหนดโดยหลักการ สองหน้าที่โดยสามัญสำนึก หน้าที่แม่ต้องดูแลลูกไม่มีใครตีกรอบ เรารู้ว่าควรก็กำหนดเอง แล้วรู้ว่าต้องทำ ถ้าทำแล้วดี จำเป็นสำคัญด้วยเราต้องทำหน้าที่ คำว่าคุณธรรมคือความรู้ เช่นรู้หน้าที่ส ิ่ งควร คำว่าคุณธรรมจึงกว้างกว่าหน้าที่ คุณธรรมรู้ว่าส ิ่ งใดดีหรือไม่ดี โดยปัญญา คุณธรรมนั้นมีปัญญาควบคุม อย่างสูง ส่วนหน้าที่นั้นทำตามคำสั่งหรือกฎเกณฑ์

_ความอิจฉาเกิดจากอะไร พ่อครูว่า… เกิด จากโง่ ถ้าคนเขาทำดีแล้วเราไปริสยาไม่อยากให้เขาทำดีก็ผิด ถ้าเราอยากดีตามต้องส่งเสริมเขา เราก็สมัครใจไปเรียนรู้กับเขา ให้เขาส่งเสริมเราก็จะได้ทำดีเหมือนเขา แล้วไปริสยาที่เขาทำดีนั้นมันโง่บรรลัย แต่ถ้าคนเลวแล้วเราไปริสยาคนเลว จะบ้าหรือเปล่า คนไปริสยาคนดีเกินหน้าเรา ไปริสยาทำไม เราต้องไปเป็นมิตรสหาย เรียนรู้ด้วยนับถือเขาว่าเขาดี แต่ถ้าเขาเลวจะไปริสยาทำไม มีแต่จะสงสารเขา

_ทำไมคนเราถึงอิจฉา ทั้งที่ในใจไม่ได้อยากอิจฉา พ่อครูว่า ...โง่ซ้อนโง่

_มีคนชอบมาทักเมื่อเห็นลายมือ บอกว่าอายุสั้น พ่อครูว่า… คนที่เขารู้จริงๆ มีส่วน นะแต่อย่าไปเชื่อเลย เขาจะรู้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ตั้งใจทำดีไปดีกว่า

_การโกงคือส ิ่ งไม่ดี แต่ถ้าโกงเพื่อคนดี จากคนเลวมาให้คนดีแบบนี้เราเป็นคนอย่างไร พ่อครูว่า… อ้าง ถ้าเราจะทำดี เราอย่าไปทำไม่ดี การอ้างว่าจะโกงเพื่อช่วยคนดีอย่าทำ แค่เอาเปรียบคนอื่นไปช่วยคนดี พระพุทธเจ้ายังไม่ส่งเสริมเลย เราเอาตัวเราไปเสียสละทันทีเลยมันจบ

_เพื่อนของผมเขาชอบแกล้งผม ทั้งที่ผมไม่ได้ทำอะไรเขาเลย เขาค้นของผม ทุบของผม ผมก็เลยได้ย้ายไปสอนกับสมณะ ผมก็เลยได้ พ่อครูว่า ...ใคร ไปทำชั่วๆ อย่างนั้นไปแกล้งขโมยของเขาก็ชั่วแล้ว ไปค้นของทุบของเขาอีกก็ชั่ว ใครรู้ก็บอกผู้ใหญ่ พวกเราไม่ต้องการให้คนทำชั่ว จะได้จัดการ

_การที่เรากำลังทำให้คนๆ นั้นรู้สึกผิดที่เขาได้ทำกับเราแต่เขากลับทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร คนๆ นี้เป็นอย่างไร พ่อครูว่า… ทั้ง โง่ทั้งหน้าด้าน จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน