590817_พุทธศาสนาตามภูมิ ฉีกหน้าความปลื้มใจที่แสนลวงหลอก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์381 KB
วันที่แก้ไข14 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590817_พุทธศาสนาตามภูมิ ฉีกหน้าความปลื้มใจที่แสนลวงหลอก

พ่อครูว่า...วันนี้ เป็นวันพุธที่ 17 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก มาอธิบาย sms ก่อน …. SMS 16 สิงหาคม 59 0833208xxx… มิจฉาสมาธิเป็นสมาธิที่หลงงมงาย ไม่สามารถพาให้จิตญาณของตนพ้นเวียนว่ายตายเกิด แม้มีอิทธิฤทธิ์มากมายแค่ไหน ก็ไม่อาจพ้นนรก หลงผิดยึดหลับตาสมาธิ ก็เหมือนการมานั่งเฝ้าก้อนเนื้อ ไม่เกิดโภคผลใดๆแก่ตัวเอง และผู้อื่นเลย พ่อครูว่า ...มันเป็นมานานนับกัปป์กาลเลย พอศาสนาพุทธเลือนไป ก็จะกลับเป็นนั่งหลับตาสมาธิอีก เพราะว่านั่งหลับตาสมาธิ เป็นสถานีจอดของมนุษย์ที่อวิชชา ทั้งนั้นเลย “การนั่งหลับตาสมาธิ เป็นสถานีจอดของมนุษย์ที่อวิชชา” ...พ่อครู...17 ส.ค. 59 0890529xxx… นักบวชแสดงวัตรปฏิบัติเคร่ง แต่รูปส่วนจิตใจสกปรก คนก็แห่กันไปกราบกราน อาการผิดเพี้ยนทางพุทธศาสนา กลายเป็นพุทธพาณิชย์ สร้างความร่ำรวย และกิเลสกองท่วมทับพุทธศาสนิกชน พ่อครูว่า ...อาตมาแสดงความจริงใจก็หาว่าอาตมามีกิเลส ก็ตัดสินตามอาการ พระพุทธเจ้าว่าอย่าเชื่อตามอาการ มันมีความลึกซึ้งกว่านั้น อาตมาแสดงความจริงใจมันชัดเจน เหมือนแม่ตีลูกว่าทำไมดื้อไม่เสร็จไม่จบ 0893867xxx… โลกธรรมอันพ่อครูกล่าวตู่ ว่าร้าย ที่ตรงกันข้ามกับสรรเสริญ ยกย่องเปรียบได้กับตู่บนเจริญดีคุณค่า เป็นตู่green และตู่ล่างเสื่อมเลวทราม เป็นตู่redได้ไหม? พุทธมังสะ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ได้กล่าวตู่ แต่พูดสัจจะ ขณะนี้ก็มีคุณตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกตู่ใส่ร้าย แต่ตู่ จตุพร นั้น ขณติ คือขุดตนเองให้จมในนรก หนักหนาสาหัสเลย 0833046xxx… คนในยุคที่เจริญด้วยเทคในโลยีจึงเป็นผู้อวดดี "อหังการ" โดยปราศจากความดี และ"คุณธรรม" และพร้อมจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และกลายเป็น ผู้ที่ลุ่มหลงประ

อ่านต่อ

จบสอพลอต่อผู้ที่มีความรู้เหนือกว่าเขา ใครก็ตาม บำเพ็ญธรรมแล้วตกอยู่ในภาวะแห่งการหลอกลวงตัวเอง จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจมาก เพราะเขายึดถืออาการหลอกลวงนั้น ด้วยความมั่นคงตราบชั่วชีวิตทีเดียว พ่อครูว่า...โดยสภาวะอาตมาว่าพวกเราดีขึ้นเรื่อยๆตรงแม่นขึ้นเรื่อยๆ 0893867xxx… ธรรมจิตที่ตั้งไว้ผิดในโจรหัวโจก ไม่มีสิ่งที่โลกต้องการจริงๆ คือความอดทนต่อคนโง่! ความกลัว ต่อพระศาสดา และหลีกเลี่ยงความชั่ว! ความสงบของจิตใจ เพื่อแนะนำเพื่อนมนุษย์ตรงกับปรัชญาสากลเป๊ะ! 0849240xxx… จาตุมหาราชเปรียบเช่นทักษิณใช่ไหมครับ พ่อครูว่า ...ใช่ จาตุมหาราชนี้ เขาไม่ทิ้ง แล้วก็ยังเอายามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เขาก็เป็นหมด อย่างธัมมชโยนี้ เขาขนของโลกที่ว่าดีๆมาฉาบไว้หมด 0893867xxx… โจรหัวโจกผู้บงการคนจมโลกธรรม ไม่มีวันนำพาโจรหัวโจก ฤาผู้อื่นรอดพ้นทุกข์จากความอิ๊บอ๋าย ให้อยู่เหนือโลกธรรมได้จริงดังพ่อครูกล่าวเป๊ะ! พ่อครูว่า ...คนบงการคนนี่ไม่ใช่จาตุมฯอย่างเดียว แต่คือ จาตุมหาราช รวม กับปรนิมมิตวสวัตตีด้วย ถ้าสั่งบังคับคือ จาตุมหาราช แต่ถ้าไม่สั่ง แต่ใช้วิธีอื่นให้เขาหลงทำให้ก็คือ ปรนิมมิตวสวัตตี ตอนนี้ธัมมชโยถูกหมายจับเรื่องบุกรุกที่ป่าฯ แต่ก็ให้หน้าม้ามาแก้ต่างให้ เลี่ยงกันอยู่ว่าตนไม่ผิด เราก็ดูกันต่อว่าจะจบอย่างไร หนังเรื่องนี้

_Bunphot Lorpipat… มาดูพุทธศาสนาตามภูมิแล้ว เลิกดูซีรี่ไปเลย พ่อครูว่า ...อาตมาว่าโอลิมปิกจะทำโลกฉิบหาย ว่าประเทศตนได้จัด แต่ว่าประเทศตนยังใช้หนี้ไม่หมดเลย ประเทศไทยอย่าให้ได้จัดเลย ไปจัดบันเทิงเริงรมย์อะไร ที่เห่อกันมากมายยิ่งใหญ่ ได้เงินเยอะ ก็ยอมจ่ายเงิน ยุ่งยากลำบาก อาตมาพูดแล้วเหมือนไอ้เข้ขวางคลอง คนเขามีความสุขเพลิดเพลินกัน เมื่อวานนี้ทวนอีกนิดว่าเมืองไทยตอนนี้กำลังเสื่อมลงมาก แต่อาตมาว่าจะกอบกู้ได้ฟื้นกว่าประเทศอื่นก็ดีขึ้นเห็นๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 92 ว่า “โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบหาย หรือความทุกข์ให้(แก่ตนแก่ผู้อื่นแก่โลก) หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวรแล้ว พึงทำความฉิบหาย หรือความทุกข์ให้(แก่ตนแก่ผู้อื่นแก่โลก) ผู้ที่‘ตั้งจิตไว้ผิด’(มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง) พึงทำเขา(พวกนั้น) ให้‘เลว’กว่านั้น”[ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปนะ เวรินังมิจฺฉาปณิหิตัง จิตฺตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติฯ ตติยัง ฯ] ความหมายอันลึกล้ำที่ซึ้งสุดของคำตรัสพระพุทธเจ้านี้ ขยายให้ชัดก็คือ โจรหัวโจกคือ คนเลวระดับ“หัว” ที่เก่งที่ฉลาด เมื่อเห็นกันและกัน และเข้าใจผิดไปในทางเดียวกัน ก็รวมกันร่วมมือกัน เกิดพลังรวมได้มาก จึงเกิดพลังร่วมที่ร้ายแรง ทำเลวทำชั่วได้หนักหนาสาหัสด้วยกัน หรือคนที่มีเวร คือคนอวิชชามืดหนักหนายิ่งปานกัน เมื่อเห็นกันและกัน และเข้าใจผิดไปในทางเดียวกัน ก็รวมกันร่วมมือ กันเกิดพลังรวมได้มาก จึงเกิดพลังร่วมที่ร้ายแรง ทำเลวทำชั่วได้หนักหนาสาหัสด้วยกัน ผนึกกันแน่น เข้าเป็นพลังฤทธิ์ที่มี“ความเลว”มากยิ่ง จึงทำ“เลว”สาหัสร้ายกาจ “เลว”กว่าอย่างอื่น ดังตัวอย่างคนไทยที่เห็นได้ ทั้งมวลชนบางกลุ่ม แย่งอำนาจทางการเมืองกัน และทั้งมวลชนบางกลุ่ม ที่แย่งอำนาจทางศาสนา ล้วนคือโจรหัวโจกกับโจรหัวโจก เห็นกันและกันก็ร่วมกัน และคือคนมีเวรกับคนมีเวรเห็นกันและกัน ทำเลวเป็นปรากฏการณ์จริง อยู่ในเมืองไทยปัจจุบันนี้นั้นแหละ ซึ่งล้วนแต่เพราะ“อวิชชา”ของเขาทั้งหลาย ถึงอย่างนั้น “ความเลว”ของโจรหัวโจกกับของคนมีเวร จะเลวปานใด คนที่“ตั้งจิตไว้ผิด”นั้นจะทำ“ความเลว”ได้ยิ่งกว่านั้น เพราะเขายังไม่รู้วิธี“การทำใจในใจ”(มนสิการ)ของตน “ทำใจในใจ”ของตนไม่เป็น ตัวอย่างเช่น“ทำทาน”ชนิดที่ไม่มีหวัง ให้ทาน”(น สาเปกโข ทานัง เทติ) ไม่มีจิตผูกพันในผล ให้ทาน”(น ปฏิพัทธจิตโต ทานัง เทติ) ไม่มุ่งการสั่งสม ให้ทาน”(น สันนิธิเปกฺโข ทานัง เทติ) ไม่คิดว่า ตายไปแล้ว จักได้เสวยทานนี้ จึงให้ทาน(น อิมัง เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทานัง เทติ) ฟังให้ดี ชาติหน้ามี แต่อย่าอยากให้ได้ในชาติหน้า คุณรู้ว่าอะไรดีก็ทำดี จบ อย่ามีพลังงานต่อ รู้เจตนาดี แต่อย่าอยาก อย่ามีพลังงานต่อ คุณทำทาน

ผู้ยังยึด“ภพ”ยึด“ชาติ”ในความเป็น “ เทวภพ ”(เทวนิยม)อยู่ ด้วยอวิชชา โดยไม่รู้ หรือไม่ยอม“ตัดภพจาตุมหาราช” อันเป็นตัวร้ายต้นตอ จึงมีแต่นรกทับทวีสุดซับซ้อน การปฏิบัติที่ได้ผลแล้วไม่ยึดติด แต่ยึดอาศัย ไม่มีอาลัย มีแต่สมาทาน ส่วนผู้อวิชชาก็อุปาทาน คือเกิดไม่มีจบ ผู้ที่มีกับมีคือผู้ยึด นับประมาณมิได้ เมื่อ“ภพ”ของ จาตุมหาราช (ถ้าเพศหญิงก็เรียก“จาตุมหาราชิกา”) ซึ่งเป็น“ภพ”แรก เป็น“ต้นตอ”ในความเป็น“ภพทั้ง 6” (ภพนั้นไม่มีอยู่จริงเลย : อนัตตา) ที่คนทั้งหลายหลงกัน“จริงๆ”ว่า เป็น“ภพ”ที่เจริญ เป็นคนยิ่งใหญ่ เพราะมีอำนาจเหนือใครๆ เหนือคนทั้งหลาย เป็นหัวหน้าคนทั้งหลาย หลงว่านี่คือ“ความเจริญ” คือ“เทพเจ้า” คือ“เทวดา” ดังนั้น เมื่อเป็นได้ จะด้วย“ร้าย”ด้วย“เลว”อย่างไร? แค่ไหน? แต่เพราะเขายังหลงมีอวิชชาอยู่ จึงทำร้ายทำเลวนั้นให้ได้ จนได้กุศล กับ บุญ ถ้าหลงผิดจะตกต่ำถึงบัดซบ ในยุคที่ไม่มีพุทธศาสนา หรือในยุคที่คนเสื่อมไปจากพุทธศาสนา เช่นยุคนี้ก็จะมีทิฏฐิ หลงภพ หลงชาติ กันเช่นว่านี้ จึงสร้างภพสร้างชาติได้ซับซ้อนตกต่ำทับทวี ดังที่เห็นและเป็นกันอยู่ในชาวพุทธไทยทุกวันนี้ เต็มสังคมไทย อยู่ในวงการพุทธที่รับนับถือกันว่า เป็นพุทธกระแสหลัก(เถรสมาคม)ก็ดี พุทธกลุ่มเด่นยิ่งใหญ่(ธรรมกาย)ก็ด้วย นั่นคือ ผู้ยังหลงติด “ภพจาตุมหาราช” ไม่ยอมปลดปล่อย เป็นต้นจิต ปักหลักอยู่ ไม่ได้ปลดปล่อยไปก่อน แต่เป็น ตัวหลักที่ 1 “ภพ”ต่อมาก็หลงว่า เป็น “ความเสพรส” เป็น ภพที่ 2 และหลงจริงๆว่า “ความสุข”เป็น“ความเจริญ”ที่ได้เสพ“สุข”(สุขัลลิกะ) ได้เสวย“ความดีงาม” อันเป็น“อุปาทานโลกีย์”เต็มๆซึ่ง“ภพสุข-ภพยิ่งใหญ่”นั้นก็คือ ดาวดึงส์ “สุข”คือ กาม ส่วน “ยิ่งใหญ่”คือ อัตตา “จาตุมหาราช”นี้เองที่อวิชชา หลงว่า ตนจะต้องได้“ความสุข-ความยิ่งใหญ่”มาเสพ เพราะอวิชชาไม่รู้ภพชาติ จาตุมหาราชจึงตัดภพชาติไม่เป็น และหลงสุขหลงยิ่งใหญ่ต้องได้สุข(กาม) ได้ยิ่งใหญ่(อัตตา) จึงทั้งโลภซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน ทั้งราคะ ทั้งรุนแรง ทั้งร้ายกาจ ทั้งอำมหิต เพราะไม่ลดไม่วางความเป็น“จาตุมหาราช” เป็น“เหตุ”ใหญ่ “จาตุมหาราช”จึงเป็น“ต้นเชื้อเลวร้าย”ที่ไป“ขยายเหตุ-ขยายผลเชื้อร้ายเลว” ซึ่งทำให้เลวให้ร้ายทับทวียิ่งใหญ่มากมาย ยิ่ง“ฉลาด”(เฉโก)จึงยิ่งเลวร้ายทับทวีซับซ้อน“ซ่อนเชิง”ด้วยเล่ห์ หลอกได้เก่งยิ่งๆ“ความเลว”จึงทวียิ่ง ทับท่วมมากสุดๆ ทีนี้ ผู้ปล่อยวาง“จาตุมหาราช”เป็น แต่ยังติด“สุข” จะ“สุขด้วยกาม” หรือ“สุขเพราะสมใจที่ได้บำเรออัตตา”ก็หลงว่า“สุข” ทั้งๆที่ “สุข”คืออลิกะ คือเท็จ มันไม่มีจริง มันแค่“ชาติ” แค่“ภพ” ซึ่ง“อนัตตา”ทั้งนั้น เป็นอารมณ์ที่“เท็จ”(อลิกะ)แท้ๆ คนผู้ยังมีอุปาทานใน“ภพกาม-ภพใจ” ก็ยึดจริงๆ“ได้แล้ว” ก็“เสพเป็นสุข”(ดาวดึงส์) ตนเสพก็เป็น“เทพสุข”(เทวดาดาวดึงส์) ก็ยังมี“ภพ”มี“ชาติ”อยู่ เพราะยังมี“ตนเสพ”ชาติเจริญ “ภพสุข-ชาติสุข” ที่ตนเป็นเทวดาเสพนี้แหละ คือผลวิบากที่“เป็นหนี้”อยู่ มันก็สะสมทับซ้อน หนาขึ้น แน่นหนักยิ่งขึ้น จึงต้องวนเวียน“ใช้หนี้บาป”นี้ไปนาน เพราะเมื่อ“หลง”ว่าอร่อย ว่าสนุก ว่าเพลิดเพลิน ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น(สุภ) จึงยิ่งยึดไว้ให้“เป็นตนนานๆ” “กาลเวลาที่ตน‘ยืด’ ให้ตนเป็นตัวตนต่อไป นี้แหละคือ ภพ“ยามา” ซึ่งอะไรก็ตาม แม้จะ“มี” ก็ต้องเสื่อม ถึงจุด“พัก” หรือจุด“เย็น”จนได้อยู่นั่นเอง ในเวลาหนึ่ง แต่ถ้ายังเป็น“อาคามี” ก็จะวนกลับมาอยู่ ยัง“ไม่จบ” “ความวน”จึงยาวนาน ต้องมีภูมิ“อนาคามี”จึงจะไม่วนกลับ ดังนั้น แม้จะพัก จะหยุด ก็ยัง“วน”ไปใหม่ แต่เพราะตน“ติดจัด” แม้จะถึงจุดพัก จุดหยุด(ดุสิต) ก็ไม่ยอมให้มันพัก จึงต่อและต่อไปไม่มีจุดใดขาด มีแต่“มีกับมี”ตลอดกาล คนผู้ติดยึด จึงมีแต่“มีกับมี” จึงมีแต่ร้ายกับเลวทับทวี ไม่มีจบ นับประมาณมิได้ กล่าวคือ เมื่อแย่งได้ หลอกสะกดเอา หรือใช้เล่ห์โกงได้ ก็ชื่นใจ สุขใจ ปิติ-ปลื้มใจ “ความสุขใจ-ปิติใจ-ปลื้มใจ” (อัตตมนตา โสมมนัสสา) นี้คือ ลมๆแล้งๆ “อาการหลอก”แท้ๆ แต่พิษมันร้ายมาก คนโง่จะยิ่งหลง อย่างเช่น ปีติ มีห้าแบบ 1 . ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

เรารู้แล้วก็ต้องให้เป็นแบบ โลกุตระคือ ไม่สะสมปีติ ให้ปีติไป ตามลำดับ แต่อย่าปล่อยหลง ให้มีอุพเพงคาปีติ ไปติดยึดว่าต้องปีติมากๆ ต้องถึงไคลแมกซ์ ต้องได้ ถ้าชีวิตไม่มีไคลแมกซ์นี้ไม่ได้ คืออุพเพงคาปีติ อย่าให้เป็น อย่าให้มากมาย ให้ใช้ให้พอเหมาะ เป็นพลัง ท่านถึงว่าให้พยายามแผ่ ให้เป็นผรณาปีติ ให้แทรกไปทุกอาการ 32 เลย อย่าให้เป็นก้อนใหญ่ อุพเพงคาปีติ เป็นพลังรวมเยอะ จนติดยึด ถือว่าให้ชีวิตนี้ไม่มีไคลแมกซ์ ไม่มีสุดยอดแห่งชีวิตนี้ ผู้ชัดเจนแล้วเลิก รู้แต่ว่ามันสบายๆ ราบเรียบ ไม่ต้องมีรสจัดสุดเต็มที่ คนไหนจะไปยึดไคลแมกซ์ขนาดไหน ก็แล้วแต่ใคร สุขสุดยอดของคุณ จิตคุณตั้งไว้ขนาดไหน ก็ของใครแหละ จุดสุขสุดยอดของคุณ อย่าไปตั้งอย่าไปมี ถ้าไม่เช่นนั้นคุณจะหนักหนา แรงมากขึ้น อย่างที่ปลุกเร้ากันทุกวันนี้ ไม่ว่าอบาย เป็นการบันเทิง ขิฑฑาปโทสิกเทวดา เป็นนรกปหานะทั้งนั้น มีความพอใจ สุขใจ เป็นโทษ พระพุทธเจ้าท่านตรัสโทษไว้สองอย่าง ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ คำว่า มโนปโทสิกะคือ ไปสร้างจิตเป็นโทษ ส่วน ขิฑฑาปโทสิกะคือ คนหลงรื่นเริงบันเทิงใจ อร่อย เป็นสุขขัลลิกะ ถ้าจะแยกคือ มโนปโทสิกะ เป็นอัตต า ส่วน ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นกาม ยิ่งยัดเยียดใส่ใจคน เพราะหลงว่ามันเป็นแรง เป็นพลัง แรงบ้านี้ จึงเกิดแท้“มี”แท้จนได้ “ความไม่มี”(สูญ) ที่ยึดมั่นว่า“มี” กระทั่งตนเอง“มี”ขึ้นสำเร็จในใจตนจนได้ ฉะนี้แลคือ “อุปาทาน” ที่“สำเร็จโดยหลอกตนเองสำเร็จ เป็น“อัตตา หรือ รูปที่สำเร็จด้วยจิต”(มโนมยอัตตา) อันผู้อวิชชาทั้งหลายหลงยึดกัน ความสนุกความอร่อยไม่มีตัวตน เป็นแต่เพียงลมๆแล้งๆปั้นกันเอง “อาการ”ลมๆแล้งๆเช่นนี้เองคือ “ภพที่ 33”(ตาวติงส) ภพด้านร้ายก็ “จาตุมหาราช” เป็น“ต้นตอแห่ง ความบ้า” และภพด้านดีก็ “ดาวดึงส์” คือ “ต้นตอแห่ง ความมี” ซึ่งเป็น “ภพเก๊” เป็น“วิมานลวง” เป็น“แดนเพ้อพกทั้งงก ทั้งร้าย ทั้งแรง ทั้งสนุก ทั้งปลื้ม จึงเพลิน จึงเพลิด เตลิดไปๆ ไม่รู้จบ” ซึ่งมันไม่ใช่“ของจริง” เป็นอุปาทาน ความยึดติดใน“มโนมยอัตตา” คือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” มันเป็น มันมีขึ้นมาในจิต เมื่อได้เสพเสวย “ภพเก๊”(จาตุมหาราช )นั้น- “ สวรรค์เก๊”(ดาวดึงส์) นั้นไปๆๆจน“สิ้นวิบาก”นั้นแล้ว(โส ตํ กัมมํ เขเปตฺวา) “สิ้นฤทธิ์”(ตํอิทธํ) “สิ้นยศ”(ตํ ยสํ) “หมดความเป็นใหญ่แล้ว”(ตํ อาธิปเตยยํ) ก็จะเป็น “ผู้กลับมา”(อาคามี) กลับมาสู่ความเป็นคนเช่นนี้แหละอีก แล้วๆเล่าๆ(อาคามี โหติ อาคันตา อิตฺถัตตํ)ตามเดิม วนแล้ววนเล่า เป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนี้เอง ความเป็น“โลก” (วน) ฉะนี้ คือ“ผล”อยู่ในคน ปุถุชนธรรมดา ถ้าคุณไม่รู้จักอบายของตน คุณวนมาหาอบายใหม่ คุณจะติดหนักกว่าเดิมนะ ถ้าไม่รู้อบายตั้งต้น คือ จาตุมหาราชกับดาวดึงส์ สองคู่หูนี้แหละ ที่เป็น ธรรมะสอง ถ้าคุณลดจาตุมหาราชได้ ดาวดึงส์จะลดได้ด้วย หรือลดดาวดึงส์ได้ จะลดจาตุมหาราชได้ด้วย แต่จริงๆแล้ว จาตุมหาราช หยาบกว่าดาวดึงส์ จึงขอประกาศให้ทราบว่า คนทั้งหลาย ถ้าไม่รู้ จะหนักหน้าไปหานรก หนักไปเรื่อย ทีนี้ “ทาน”เป็น“ประโยชน์”(อานิสังสา)หรือไม่? นี่แหละที่เป็นประเด็นสำคัญมาก ต้องศึกษา อย่าง“ลืมตา”มีสัมผัสเป็นปัจจัย ถ้าไปหลง“หลับตาสมาธิ”แม้ขั้นใดๆ ก็ไม่ใช่กาละ“ทำทาน”เลย มีแต่อยู่ในภพมืดๆนิ่งๆ การหลับตาหมดสิทธิ์ทำทาน หมดสิทธิ์จะสิ้นอนุสัย ใครหลับตาทำทานหมดสิทธิ์เป็นอรหันต์ นั่นคือ ประโยชน์หรืออานิสงส์ แม้ผู้ปฏิบัติจะรู้“บาป” แต่จะมีประโยชน์เป็น“บุญ”มั้ย? หรือ“ไม่บาปไม่บุญ”? หรือเป็น บาปยิ่งๆขึ้น? หรือทำจน“บุญ”เสร็จจบ!!! เสขบุคคล คือ คนทำส่วนบุญได้ เป็น ปรทัตตูปชีวกเปรต บุญแบ่งกันไม่ได้ กรรมแบ่งกันไม่ได้ แบ่งได้แต่กุศล แบ่งสิ่งที่เป็นความดีงามโลกียะ เช่นความรู้เป็นต้น แต่ บุญคือ การตัดกิเลสอย่างเดียว ซึ่งแตกต่างจากทำ“กุศล”หรือ“อกุศล” เพราะนั่นเป็นแค่เรื่อง“โลกียะ” และถ้าเป็น “กุศล”ก็เป็นแค่“กัลยาณธรรม” ตามสามัญ “อกุศล”ก็ไม่ใช่“กัลยาณธรรม”นั่นเอง “กุศล-อกุศล” โลก“โลกียะ”วนไม่มีจบ “กุศล” หรือ “อกุศล” จึงแค่ขั้นโลกียธรรม “บาป” หรือ “บุญ” จึงจะเป็นโลกุตรธรรม สูงสุดโลกียะก็“กัลยาณธรรม”เท่านั้น หาก“ทำใจในใจ”ไม่เป็น ก็ไม่มี“ทาง”เข้าสู่ “โลกุตรธรรม” คนผู้นี้จึงหมดสิทธิ์เด็ดขาด โปรดตั้งใจทำความเข้าใจให้ประณีตสุขุมคัมภีรภาพกันดีๆ ตั้งแต่“หลับตา-ลืมตา”ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่เรา“ทำใจในใจ” พวกที่ เก่งแต่ไม่มีบริวารคือ นิมมานรดี เช่นในเมืองไทยมีลักษณะ one man show production เก่งแต่ไม่มีบริวาร บริวารไม่รวมกันติด ที่จะรวมเป็นทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา ไม่มีสาธารณโภคี มีให้เห็นในเมืองไทย แต่ถ้าเป็น โลกุตระ จะรวมเป็น สาธารณโภคี จะไม่แตกหรือมีวิบากออกไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จะมารวมกันในที่สุด กัลยาณธรรม สูงสุดเป็นได้แค่ ศาสนาเทวนิยม ต้องมาเปลี่ยนเป็นอุบัติเทพ เป็นผู้ลดกิเลสได้รู้จักจิตเจตสิกที่แท้จริง รู้จักรูปนาม อ่านรูปนามที่เกิดในปัจจุบันธรรม สายหลับตานี้ปิดประตู เรียนรู้รูปนามที่เป็นเหตุปัจจัยไม่ได้ จะมีแค่ทิฏฐิ 62 เท่านั้น วนอยู่ตรงนั้น ไปๆมาๆวนกับอดีตกับอนาคต เพราะไม่ทำปัจจุบัน แม้แค่อนาคต 44 ก็มีปัจจุบัน 5 ที่ซ้อนในอนาคต คือหลับตา ก็นั่งเสพภพ อัตตา ภพ ในปัจจุบัน ขณะนั่งหลับตาก็เสพกามในภพ ไคลแมกซ์ในปัจจุบันได้ เป็นกามในภพ สร้างเองลมๆแล้งๆ เป็นมโนมยอัตตา เป็นกามก็ได้ เป็นฌาน 1 2 3 4 ก็ได้เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิที่รวมไว้ในอนาคต 44 ผู้จะมาปฏิบัติธรรมได้บรรลุต้องมาลืมตาปฏิบัติ ที่จะรู้กามในปัจจุบัน เห็นได้จริง ลดได้จริง จึงเกิดฌาน 1 2 3 4 อย่างปัจจุบัน ลืมตา ถ้าอาตมาไม่มาเกิดก็จบเลยต่อไม่ได้ เชื่อไหมว่าอาตมาเป็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) หลายอย่างอาตมามีเอง แต่มาเจอในพระไตรปิฏก ก็พบว่าใช่ตรงกันเลย การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ามี ทาน ศีล ภาวนา กับ ศีล สมาธิ ปัญญา มีสองแบบนี้หละ ทานนี่สอนกันทั่วไปทุกศาสนา แต่ศีลนี้มีของศาสนาพุทธ เป็นหลักชัด แต่ของศาสนาอื่นเขาก็มีศีลของศาสนาเขา ศีลหลักของศาสนาคริสต์คือ Ten commandments จะปฏิบัติธรรมะของพุทธ ต้องมีสัตบุรุษพาทำ ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วนกัลยาณธรรม ได้แค่โลกียธรรม มีฤทธิ์เดชมากมายด้วย เขาก็รู้ว่าฤทธิ์เดช ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเป็นศาสดาสูงๆ ก็จะไม่เอาฤทธิ์เดช เอาคุณธรรม แต่ถ้าไม่มีจิตรู้จักภพชาติ รู้จักการเกิดที่เป็น สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เป็นการเกิดของพลังงานจิตวิญญาณ อนุสยะ แปลว่าอยู่ คำว่า สยะ แปลว่าตน คำว่า อนุ แปลว่า น้อยเล็กละเอียด ผู้มีวิชชาจะตามรู้ของตนได้ คำว่า สก สยะ ก็คือตน คำว่า สก คือตัวที่จะต้องรู้ครบพร้อม ในพฤติกรรมเอามาเรียน ส่วนคำว่า สยะ เป็นตัวตนกลางๆ ส่วน สว นั้นลึกละเอียด เข้าไปเรื่อยๆ ตัวสุดท้ายของ สว คือ สยะ คืออนุสัย ผู้หมดอาสวะคือ ผู้หมดพิษภัย ถ้าจะปรินิพพาน โดยไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน จะปรินิพพานในโอปปาติกะ เป็นอนาคามีก็ไม่มาเกิดในโลกกามาวจรอีกก็ได้ เป็นอนาคามีแล้วแต่บารมี ว่าใครจะปรินิพพานได้เร็วหรือช้า 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพาน โดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขาร ในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพาน โดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่ง อภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) อาตมาไม่เอาอนาคามี 5 นี้ จะมาเกิดในภพมนุษย์แล้วจะปรินิพพานในภพมนุษย์ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน