571211_ความรัก๑๐มิติ(๑๒)วนบ.พากเพียรปฏิบัติธรรม(ทำ)ที่กายสังขาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571211_ ความรัก 10 มิติ( 12 ) วนบ. พากเพียรปฏิบัติธรรม(ทำ) ที่กายสังขาร พ่อครู… วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก อาตมาได้บรรยายมาถึง มิติที่ 8 … คือมิติของพุทธศาสนา คือความรู้ตั้งแต่มิติ 1 ไล่มา 2 , 3 จนถึง 7 เข้าใจมิติต่างๆได้ ว่าความรักที่เราหมายถึง ความเห็นแก่ตัว แคบๆ นั้นคืออย่างไร มิติที่ 1 แคบที่สุด รักคนๆเดียว เป็นเรื่องเพศ ยึดติด เป็นอาการทางจิตของสัตว์โลก ไม่ว่าเดรัจฉานหรือมนุษย์ ถ้าติดเรื่องเพศ จะไม่เห็นแก่ใคร หน้ามืดตามัว ใครมาแย่งก็เอาตายเลย คนก็ไม่ทิ้งสัญชาตญาณเดรัจฉานเท่าไหร่ ทั้งที่คนควรพัฒนาละความติดยึดพวกนี้ แต่ก็โง่ อวิชชา ถูกกิเลสครอบงำ เป็นรักที่แคบที่สุด จากนั้น มิติที่ 2 ก็จะเห็นแก่ผู้อื่นเพ ิ่ มขึ้น ค่อยคลายความยึด เจริญขึ้น ลดความเห็นแก่ตัวลง ก็เจริญขึ้น เผื่อแผ่สู่ลูก แม้สัตว์ก็มี คนก็มีพัฒนาขึ้น มิติที่ 3 ก็พัฒนาขึ้นเผื่อแผ่ถึงญาติพี่น้อง พอมิติสูงขึ้นก็กว้างขึ้น สู่สังคม มากขึ้นไป จากสังคมไป ก็กว้าง ถึงรัฐ ถึงชาติ ความเจริญแบบนี้โลกต้องการสังคมต้องการ เป็นความเอื้ออารีกันในวงกว้าง แต่รู้แล้วไม่ทำก็ไม่ได้ ต้องรู้แล้วทำได้จึงครบทั้งนอกและใน ครบกาย คนที่ช่วยคนอื่นได้ก็เจริญ ความรักมิติสูงขึ้น สังคมที่มีจิตวิญญาณมีความรักแบบที่ว่า ที่จำเป็นต้องมี อาตมาจึงนำมาใช้เป็นวิชาการ ศึกษาจริง ให้รู้แล้วทำได้จริง ไม่ใช่เรียนรู้เฉยๆ จนถึง มิติที่ 7 เป็นเรื่องจิตวิญญาณ แม้ศาสนาไหนๆ ก็เพื่อเห็นแ ก่ ผู้อื่น เห็นแก่มนุษยชาติ เป็น ความรักระดับพระเจ้า เป็น เทวนิยม ระดับที่ 8 เป็นระดับ โลกุตระนิยม เป็นผู้บรรลุธรรมไปตามลำดับ เลิกอกุศลได้อย่างที่ ไม่วนเวียนกลับ อีกเลย แต่อเทวนิยมจะไม่ได้ ไม่ได้เลิกบาปแบบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน)
อ่านต่อ
อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ส่วน ระดับที่ 9 เป็น พุทธภูมินิยม เป็นระดับจบของความเป็นคน เลิกรักเพื่อตัวเอง แล้ว ซึ่งในสายเทวนิยมจะไม่รู้ว่าจริงเลย เขาไม่รู้จักเหตุที่ทำให้ตนเลิกเห็นแก่ตัวเลย ที่ฝังในอุปาทาน เขาได้แต่กดข่ม ลืมไป เอาสิ่งดีมาข่มไว้ แต่ไม่ได้เข้าใจความไม่ดี แล้วเลิกความไม่ดี แต่ทำแต่ความดี ก็เกิดสะสมพลังงานเห็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคมจริง ก็เลยชอบแล้วทำได้ ก็เลยทำจนแข็งแรง แต่ไม่ได้ล้างเหตุ ส่วน พฤติกรรมภายนอกอาจเหมือนกันได้ ระหว่าง เทวนิยม กับ อเทวนิยม แต่ว่าของ พุทธ นั้น ไม่เวียนกลับ ทำได้อย่างถาวรยั่งยืน จึงเสียเวลาน้อย สั้นกว่า จริงกว่า สะอาดบริสุทธิ์กว่า เทวนิยม ประเด็นที่ต่างกันระหว่างเทวนิยมกับของพุทธ นั้นคือ เทวนิยมไม่มีทฤษฎีที่เข้าถึงความรู้ปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพานได้ ของพุทธได้ชื่อว่าประโยชน์ตน คือล้างกิเลสได้ ส่วนเทวนิยมน้ันไม่มีประโยชน์ตน แต่พุทธไม่ได้ปฏิเสธพวกนี้ ศาสนาเทวนิยม ทำไมไม่ยอมมาเอาศาสนาพุทธ...ยิ่งเขาเป็นศาสนาที่ศรัทธาจัด เขาไม่เอา บางทีต่อต้าน ล้มล้างด้วย ก็มี เหตุที่ไม่เอาก็เพราะว่า ไม่มีภูมิปัญญาจะรู้ได้ เพราะมันลึกซึ้ง 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น)
แต่ผู้มีภูมิธรรมสะอาดพอจะรับได้ แต่อเทวนิยมไม่รับ ก็เพราะกิเลสของเขา คนที่อเวไนยสัตว์ ภูมิไม่ถึง ก็ไม่เกี่ยวกับกิเลส แต่ผู้มีปัญญาฉลาดพอรู้ได้ แต่ไม่รับ เพราะกิเลสเห็นแก่ตัว เพราะไม่ได้เรียนรู้อัตตา ความเป็นตัวกูของกู ศาสนาที่อัตตาจัดจะปฏิเสธศาสนาอื่น นั่นคือ อัตตาตีกรอบระมัดระวัง ไม่ให้รับรู้ปิดประตูเลย คนพวกนี้ ขาดปรโตโฆษะ เขาก็ ไม่โยนิโสมนสิการ ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงปรมัตถธรรม แม้ชาวพุทธก็ไม่เรียนรู้ เพราะไม่ใช่สามัญที่จะเข้าใจปรมัตถ์ สามารถทำใจในใจเป็น ต้องสัมมาทิฏฐิ แล้วต้องได้รับรู้จากผู้มีปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นผู้รู้ได้ด้วยตนเอง รู้ กาย เวทนา จิต ธรรมได้ แม้คนจะฟังพอรู้ แต่อ่านจิตไม่ถึงจิต แล้วภูมิปัญญาที่จะรู้ว่าเรายึด ปัญญาก็ไม่เข้าใจ แต่โดยสามัญ ก็พอรู้ เด็กๆก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา แล้วที่ยึดเป็นของเรา ของข้าใครอย่าแตะ แคบจน มิติที่ ๐ คือ อัตตาแท้ๆ ไม่มีเพื่อใครเลย เห็นแก่ตัวกูของกู ศาสนาฤาษีนี่เห็นแก่ตัวเต็มที่เลย ไม่เห็นแก่ใครเลย เขาไม่รู้จักความเป็นอัตตา ไม่รู้ว่าจิตที่เป็นเรา เป็นของเรา ก็แคบลงๆๆ จนเป็นมิติที่ ๐ อย่างพวกฤาษีออกป่าเขาถ้ำ พวกนี้มีภาษาว่า ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา แต่พุทธนั้นไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่อยู่กับมันได้ อาศัยใช้สอยได้ มันไม่ยึดแต่อยู่ด้วย แต่ฤาษีนั้นบอกไม่ยึดแต่หนีไปเลย ได้แค่ตรรกะ คนที่มีกิเลสอยู่นี่ ต่อหน้าบอกว่าไม่ วางได้ แต่กลับไปคิดสารพัด จะหาทางเอาให้ได้ แต่เขาไม่รู้หรอก เพราะไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ ไม่ได้ฝึกจริงให้รู้ความตลบแตลงของตน เราว่าเราก็วางแล้ว แต่ทำไมมันไปคิดว่าจะแก้ตัว จะเอามาให้ได้อย่างไร ไม่ให้หลุดลอยไปอีก นั่นแหละตนเองคือ คนตอแหลกับตนเอง ...ใครเคยตอแหลอย่างนี้บ้าง แต่ก่อนนี้ไม่มีสังคมตัวอย่าง ที่มีวัฒนธรรม หลักการเป็นอยู่อย่าง สาธารณโภคี มีรูปธรรมชัดเจน มีตกหล่นบ้าง แต่องค์รวมมีค่าสูง ชัดเจนว่ามีส่วนกลางนะ ในยุคพระพุทธเจ้าทำไม่ได้ในฆราวาส ไม่ครบพุทธบริษัท 4 ที่เป็นสาธารณโภคี ที่พวกเราทำกันมานี่ จิตมีตัวจริง มีความยั่งยืนมั่นคง มั่นใจว่าในชาวอโศกมี ยิ่งในนักบวชนี่อาตมาว่าได้จริงเยอะ จะมีเศษเสี้ยวที่ต้องออกไปนี่น้อย มีวิบากที่ดึงออกไป ไม่ว่านักบวชหญิงหรือชาย จิตจะเป็นอุภโตภาค มีเจตโสอภินิโรปนา มีจิตที่เป็นประธาน แล้วทำให้เกิดระบบระเบียบ ไม่ได้คิดใหม่นะ แต่ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น อาตมานำมาขยายให้สัมมาอาชีพเพ ิ่ มขึ้น ซึ่งโลกเขาแสวงหานะ เราได้ถูกกีดกันไม่แพร่หลาย เราก็ตั้งใจไม่ให้เผยแพร่สู่ต่างประเทศ เราไม่ไหว หากกรูเกรียวกันเข้ามา อาตมาไม่รู้ขีดความต้องการของคนเจ็ดพันล้านว่าจะมีเวไนยสัตว์เท่าไหร่ อาตมาไม่มีพุทธุปาทกาละ อย่างพระพุทธเจ้านี่ ท่านมีภูมิตรวจสอบภูมิของสัตว์โลกได้ ถ้าอาตมาตายไป เชื่อไหมว่าอาตมาจะถูกขุดขึ้นมาชมเชย แต่ก่อนตายอาตมาอาจถูกถลกถล่มก็ได้ เชื่อมั่นว่าที่ทำไปไม่สูญ เพราะมันได้หยั่งลงแล้ว พวกคุณยืนยันได้ ต่อไปในอนาคตก็จะมีคนพูดว่า เจอแล้วหามาตั้งนาน เป็นร้อยปีเลย แต่เราจะพยายามทำให้ไม่ถึงร้อยปี ให้โลกดู อาตมากะว่าถ้าอาตมาอยู่ถึง 151 ปี พวกคุณอยู่ให้ถึงอาตมาเชื่อว่าจะเห็น ความตื่นตัว การเข้าใจอาริยสัจ เพราะจะมีเนื้อมีแก่นที่มากพอจะรับคนที่เข้ามาได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เลย อาตมามั่นใจว่าเมื่อปักมั่นลงแล้ว ก็ต้องมาช่วยกัน หากแต่ละคนมีความเจริญธรรม บรรลุไปมากขึ้น อย่างน้อยเราได้ ไม่ได้บังคับเร่งเร้า แต่ให้เข้าใจมีปฏิภาณ ให้พากเพียร แล้วพากเพียรทำอย่างไร? ….ปฏิบัติ มรรค 8 โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ ขยายเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 เร ิ่ มตั้งแต่ กายในกาย คำว่ากายคือ องค์ประชุมของ รูป และ นาม รูปคือ มหาภูตรูป ภายนอก แล้วเราเกี่ยวข้อง ก็เกิด วิญญาณ เป็นนามขึ้นมา เรียกว่า กาย เราต้องอ่านรู้ตัวนี้ เมื่อเราสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ ถ้าเป็นวิญญาณผี เราก็รู้ ว่ามันปรุงแต่งด้วยอวิชชา เป็นวิญญาณผี ภาษาอีกอย่างเรียกว่าสังขาร สังขารตัวแรกคือ กายสังขาร โดยมีองค์รวมคือ กายวิญญาณอยู่ภายใน ส่วนกายสังขารคือ ตัวที่เราต้องเรียนรู้ กายสังขารก็คือ วิญญาณ เป็นวิญญาณผีก็รู้อ่านให้ชัด พากเพียรเรียนรู้เลย คุณได้พากเพียร เห็นตัวนี้ของตัวเอง วันละกี่เที่ยว กายสังขาร หรือวิญญาณผีตัวนี้ ได้อ่านได้เรียนรู้หรือไม่ ถ้าอ่านได้ ก็ถูกทางแล้ว ถ้าเป็น อนาคามี ก็หมดกายสังขารแล้ว ที่จะปรุงเป็นวิญญาณผี อนาคามี หมดกามภพภายนอก เหลือแต่จิตสังขาร แต่ความซ้อน กายสังขารเป็นกิเลสตัวใดตัวหนึ่ง เช่น เรื่องเพศ มิติที่ 1 กามนิยม เทวดาหรือผีนี่ วิธีปฏิบัติ ที่เขาเรียนเพี้ยนกันไปในสังคม ว่าวิญญาณเขาเรียนยึดถือแบบ ภิกษุสาติ คือเห็นว่าวิญญาณเรียนตอนตายไปว่าไปนรกสวรรค์ ก็ไม่ผิด แต่ไม่ตรงกับพระพุทธเจ้าสอน ที่ให้ เรียนรู้วิญญาณตอนมีผัสสะเป็นๆ เพราะตอนตายแก้ไขไม่ได้ ไม่มีชมพูทวีปแล้ว อย่างแค่นอนหลับ ก็ไม่มีสติไปควบคุมมันเลย ไม่มีปสาทรูป โคจรรูปได้เลย ตายไปก็ไปตามวิบาก การเรียนรู้วิญญาณ ต้องเรียนรู้ขณะมีกาย มีวิญญาณ มี ผัสสะ 3 ในปัจจุบัน แล้วเห็นอาการมันหลัดๆ ถ้าขาดเหตุปัจจัยแล้ว วิญญาณไม่มี พระพุทธเจ้าว่าไว้ เรื่องกามนี่ กามเทพ คือ เทวบุตรมาร คือผีนี่แหละ ใครจะสามารถอ่านผีตัวนี้ได้ เรื่องเพศนี่ เป็นเรื่องที่ต่อเผ่าพันธ์ แต่การเสพสมสุขสมนี่มันหลอกกัน แท้จริงไม่ได้เป็นรสชาติอะไร บางทีเป็นทุกข์ร้อน ฆ่ากันด้วยในสัตว์บางชนิด แต่คนนี่หลอกกันให้หลงว่า น่ามีน่าได้น่าเป็น จนพูดกันอย่างไรเขาก็ไม่ค่อยเชื่อ มนต์ของเราไม่มีน้ำเลย เขาไม่ซึมซับเลย แข็งทื่อเป็นก้อน ทำอย่างไรเราจะรู้ว่า ผีตัวนี้เป็นกาย ต้องอ่านด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในกามในการใคร่ อยากได้อยากมีอยากเป็น ว่ามัน เป็นทุกข์เป็นภัย อย่างไร ละล้างตั้งแต่กามภพ อ่านวิญญาณผีนี่แหละคือ ที่ต้องพากเพียร แล้วมีวิธีปหานอย่างไรก็ทำสิ พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้ได้ จนมันหน่ายคลาย มีพลังปัญญาสูงขึ้น จนมันดับได้ ทำอย่างไรเราจะเห็น ก็ต้องอ่าน แม้จะเป็นกามเรื่องอื่น ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด บางอย่าง เช่น สมณะบิณฑบาตมา เด็กๆก็มาดูขนม ต้องมาดู จองไว้แล้ว นั่นเราต้องพากเพียรอ่านจิต แล้วคุณก็ประหารมัน มันเป็นของส่วนกลาง หวงแหนเป็นเจ้าของ ใครทำอยู่แผนกไหน ติดยึด เราต้องฆ่าผีไปเรื่อยๆ เด็กๆ แย่งขนมกัน กินข้าวก็พอแล้ว กินข้าวทุกวัน อย่างขนมนี่ไม่กินมันก็ไม่ตาย แต่ไปหลงมัน ดีไม่ดีไม่กินข้าวเลย กินแต่ขนม สุขภาพก็แย่ เราล้างผีหมด เทวดาหลอกก็หมด จิตเราก็เป็น อุบัติเทพ วิสุทธิเทพต่อไป เป็นพรหม เมื่อเราเป็น พรหม จะมีปัญญาช่วยเหลือโลก จะเป็นนักบริหาร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นักการเมืองที่ดี จะช่วยคนได้โลกได้แท้จริง อ่านอารมณ์ที่มี วิญญาณผี ที่มันจะเอาให้ได้ พอได้มาก็ชอบใจ เป็น เทวดาเก๊ แล้วได้สมใจ ก็ฝังเป็น ผีแท้ ที่เป็นอนุสัย ชอบใจติดใจอยู่ตรงนั้น เป็น สัตว์นรกแท้ แต่เทวดาเก๊นั้น แวบเดียวหาย แต่บางที่ก็เอาสัญญามาปรุงเป็นเทวดาเก๊ แต่ที่ติดไปจริงแท้คือผี คืออุปาทาน คืออนุสัย เทวดานั้นหมดผัสสะก็หมดแล้ว แต่ระลึกเอาสัญญามาปรุงก็คือ ขยำขี้ ขี้มันออกไปจบไปแล้ว ก็เอาขี้มาขยำมากินอีกเอาของเก่ามากิน แล้วบางคนอร่อยกว่าเก่าด้วย เอาสัญญามาปรุงใส่อารมณ์ตน มันมันส์ย ิ่ งกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนลงแรง หลายคนก็เนรมิตเองเสพเองปั้นเองอร่อยเอง งมงาย นี่คืออวิชชามานานเท่าไหร่เมื่อไหร่จะเลิกเสียที
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ถามว่า…??? พ่อครูว่า… กรรมที่เราทำเสร็จไปเราเรียกว่า วิบากกรรม แต่กรรมนี่เรียกของปัจจุบัน มากน้อย เบาหรือแรงอย่างไรก็คือ กัมมสกะ แล้วที่บอกว่าสำรอกนั้น ไม่ได้ กรรมทำแล้วล้างไม่ได้ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้เลย การสำรอกกรรมคือ การทำกรรมปัจจุบัน ทำเสร็จแล้วเป็นวิบาก การสำรอกกรรม คือ คุณยังทำอยู่ก็ เลิกเสียทุกกรรมปัจจุบัน อย่างอรหันต์ท่านไม่ทำแล้ว ในอกุศลกรรม เพราะจิตอกุศลนั้นได้ตายไปหมดแล้ว ไม่มีจิตอกุศลเกิดอีกในใจ ทุกการกระทำของอรหันต์ เนื่องจากได้สำรอกไปตามลำดับ จนหมดเกลี้ยง ก็ไม่มีในทุกปัจจุบัน แต่อดีตที่เป็นวิบาก ก็ยังตามมาเล่นงานเลย กรรมที่ว่าที่เป็นวิบาก ก็ไม่ได้หาย ไม่ได้ลด แต่กุศลเป็นกำแพง เป็น Buffer เป็น Wall ท่านทำกรรมแต่กุศล เป็นกรรมดี ทำให้กำแพงย ิ่ งไกลๆ ท่านมีชีวิตอยู่นานเท่าใด วิบากก็ตามมาเล่นงานท่านยาก แต่มีวิบากบางอย่างก็ตามได้ อย่างพระพุทธเจ้า สุดท้ายจะล้างกรรมอดีตได้ ต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราต้องฆ่ากิเลสปัจจุบันให้ตายไปทุกปัจจุบัน ทำแต่กุศลเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้วิบากตามเราทัน กรรมไม่สิ้น แต่สิ้นแต่บาปกับบุญในอรหันต์ แต่ถ้าจะหมดกรรมต้องปรินิพพาน เลิกเลย
ถามว่า… ในการปฏิบัติมีหลายฐานะ ที่พ่อครูบอกว่า ต้องไล่ปฏิบัติไปตามลำดับ เป็นความรักมิติต่างๆไป แต่ถ้าคนไม่เคยมีครอบครัว จะศึกษาอย่างไร ท่านเป็นโสด พ่อครูว่า ..ก็ศึกษากิเลสมันเกิดสิ มันเกิดมาไม่ได้แต่งงาน มันก็ยังเกิดกิเลสเลย แต่ถ้าไม่มีมันก็ดีแล้ว ถ้าคุณไม่มีอาการที่เกิดกามเมถุนกับใครเลย แล้วคุณจะไปแต่งงานทำไม หรือคุณไม่มีญาติ ดีแล้วที่ไม่มีญาติ แล้วมาอยู่ในวงนี้ แต่ถ้าไม่มีญาติ แต่ไปอยู่วงอื่นลำบากนะ แต่ที่นี่ญาติที่นี่อย่าไปติดยึดห่วงหาอาวรณ์ แต่เอาคนนี้มาเป็นกามราคะนั้น ไม่มีก็ดีแล้ว แต่ว่าไม่มีก็เลย ไม่ได้ปฏิบัติ แต่คุณรู้นี่ว่าจิตคุณมีไหม? ที่นี่ก็มีผู้หญิง ผู้ชายนะ
_ วิจิกิจฉา คือ มันสงสัยไม่รู้ไม้คลายข้องใจ มีสองนัยคือมันงงงง ไม่เข้าใจก็สงสัย หรือสองมันรู้แล้ว ทำได้แล้ว แต่ก็ยังสงสัยว่า เราได้หรือไม่ ผลจริงหรือเปล่าหรือว่าหมดหรือเปล่า แต่ถ้าเข้าใจชัดว่าจับกิเลสเราได้แล้วนี่คือ กามราคะ คือรักมิติที่ 1 หรือ 2 เราจับกิเลสได้เลย ก็หมดวิจิกิจฉา จะมีสงสัยก็ว่าเราลดได้หรือไม่ เหลืออยู่หรือไม่ ทำจนมันหมดสงสัย หมดความไม่รู้
_ ปฏินิสัคคะ กับ ปฏินิสสัคคานุปัสสี คืออนุปัสสี ในปฏินิสสัคคะ ซึ่งปฏินิสสัคคะ คือ ทวนสวรรค์ คือเราล้างตัวผี สัตว์นรก ตัวสวรรค์ก็ลดตาม ล้างสวรรค์ลวงได้ ฆ่าเหตุได้ จนนิสสัคคะ คือไม่มีสวรรค์ เรา ทำได้ทำซ้ำ ทำทวนรักษาผล จนนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อนุปัสสี คือ เห็น ตามเห็นว่าเราทำได้ทำแล้วทำอีกจนสมบูรณ์บริบูรณ์ครบหรือยัง จะจบได้หรือยัง ตามรู้ใน อนุปัสสี 4 คือ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสัคคานุปัสสี
ถามว่า… แล้วจะต่างกันอย่างไรในวิจิกิจฉา กับ ปฏินิสสัคคานุปัสสี พ่อครูว่า ... ปฏินิสสัคคานุปัสสี คือ ทำได้สำเร็จแล้ว รักษาผล ทำซ้ำทำทวน แต่ถ้า วิจิกิจฉา คือ สงสัยว่าหมดหรือยัง แต่ถ้ามีญาณรู้ว่าดีแล้ว แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก จนกว่าไม่ต้องทำอีก เป็นอนุตตระจิต ไม่เปลี่ยนแล้ว สะอาดบริสุทธิ์ องค์คุณอุเบกขา แล้วเราจะอนุโลมช่วยเหลือคนอื่นได้ อนุโลมได้มากขึ้นๆ เราจะรู้ประสิทธิภาพจิตเรา จะช่วยสังคมได้โดยเราก็ยังบริสุทธิ์สะอาดใส มีปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
ถามว่า… คนกินมังมานาน 30 ปี มั่นใจว่าตนเองหมดแล้ว เรื่องมังฯ แต่ว่าวันดีคืนดี มีคนเอาหมูปิ้งที่เคยชอบมาให้กิน ตนก็เลยลองกินดู ปรากฏว่าอร่อยอยู่ ก็เลยตกใจ ซึ่งตนจะไม่กินก็ได้ แต่จะลองเพื่อให้รู้วิจิกิจฉา ตอบ ...ถ้าเขาจะไม่กินก็ได้ แต่กินเพื่อศึกษา แต่อร่อยก็คือ ความจำ ไม่ใช่ความจริง เขาจำได้ แต่ตัวเขาไม่ได้อร่อยจริง ก็แสดงว่าเขาขาด แต่เขาจำได้ แต่ถ้ากินแล้วทีหนึ่ง แล้วก็ยังอยากกินอีก เข้าหา อันนี้ไม่ได้ขาดจริง จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ซึ่งความจริงเราขาดได้ หรือไม่เมื่อทดลองแล้วก็จะรู้ การกำหนดอาการ ต้องกำหนดเอาเอง แต่ละคน มีนิมิตที่กำหนดเอง ดูอาการจิตตน ว่าเราได้ขนาดไหน อาการโกรธ เป็นอย่างนี้ อาการโลภ เป็นอย่างนี้ คุณต้องกำหนดหมายเอาเอง สัญญาเอง ว่าเป็นชนิดไหน แรงหรือเบาอย่างไร?
ถามว่า… ผมได้ยินเพลงกระต่ายเพ้อ ตอนที่ผมเคยอยู่ม. 2 ที่พี่ชายไปอัดมา ผมก็อยากรู้ว่าเป็นเพลงใคร แล้วมันมีเพลงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำออก แต่เพลงกระต่ายเพ้อไม่มี แต่ตอนนั้นผมมีความรักด้วย เพลงนี้เข้ากับอารมณ์ผมมากเลย แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์คุยกัน ตอนกลางคืนผมจะเดินไปหน้าบ้านเธอ ซึ่งอยู่ไกลไป 7 กม. พ่อครูว่า...ไม่ได้แต่งให้คนอกหักฟัง แต่แต่งด้วยอารมณ์ศิลปิน อย่างเพลงผู้แพ้ตอนแต่ง ก็ไม่ได้อกหักนะ เป็นความแพ้ทุกด้านของชีวิต
ถามว่า… ตอนปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ก็มีความกลัวไปถึงชาติหน้าว่า กลัวจะไปแต่งงาน ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีวิบากเลย มีอันหนึ่งที่พ่อครูว่า ถ้าเป็นตัวจริง กิเลสมันก็ลดได้จริง มีปัญญาด้วย ตอนใหม่ๆก็กลัวจะไม่อยู่พรหมจรรย์ได้ แต่ว่าตอนนี้มั่นใจ แต่ไม่วางใจวิบาก ในชาติหน้า พ่อครูว่า. ..อย่าไปกังวลในวิบาก เราตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่เป็นกุศล ชำระกิเลสไป ทำบุญได้จะไม่มีเชื้อต่อได้ แล้วเราก็สร้างกุศลเป็นกำแพง เรื่องคู่นี่ไม่ถึงอนันตริยกรรม
สม.กล้าข้ามฝัน ว่า … ดิฉันมองว่า ถ้าเราไม่รัก แม้มีลูกก็คงไม่ทุกข์มาก เพราะความทุกข์อยู่ที่เราไปรักเขาผูกพันเขา แล้วเมื่อวานฟังเด็กเข้าค่าย ฟังเรื่องของเป็ด ที่จะลางานมาอยู่บ้านราชฯ พวกน้องก็ว่าไม่กลัวสูญเสียที่เคยได้หรือ? พี่เป็ดตอบว่า เขาเคยสร้างได้แล้ว ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไปสร้างใหม่ได้ แล้วคนไม่แต่งงานเห็นทุกข์อะไรจากการมีครอบครัว ก็เห็นว่าเด็กๆที่อยู่ที่นี่ตื่นมาก็ร้องแล้ว หรือเห็นคู่สามีภรรยาที่รักกัน เราก็คิดต่อได้ว่าเวลาเขาทะเลาะกันเป็นอย่างไร เหมือนคนชกมวย เราดูแล้วก็ไม่ต้องไปชกกับเขาหรอก เห็นทุกข์แล้ว
ส.ฟ้าไทว่า...วันนี้ได้คุยกับคนที่ได้กราบพ่อครู เขาบอกว่าเห็นพ่อครูเหมือนคนอายุ 20 ปี อีกคนว่าเหมือน 40 เขาก็ถามว่าผมเห็นพ่อครูอายุเท่าไหร่? ...ผมก็ตอบว่า ผมสู้พ่อครูไม่ได้ ผมต้องอายุมากกว่า อย่างเดินก็เดินไม่ทันพ่อครูเลย เขาบอกว่า เขาคิดไปเองหรือไม่? แล้วเขาก็ว่า เขาก็ต้องกลับไปบ้านอันแสนน่าเบื่อ พ่อครูว่า ...ที่เขาว่าเขาเบื่อนี่ไม่ใช่ว่าเขาเบื่อจริง มันเบื่อแบบเหมือนกินอาหารซ้ำแล้วเบื่อได้ เบื่อชั่วคราว แต่ก็วนไปติดได้ เป็นเบื่อที่ไม่ใช่เบื่อแบบถาวร ที่ล้างเหตุจริงมีพลังปัญญาชัด มีวิปัสสนาญาณหรือไม่ แต่เบื่ออย่างนี้ ก็ไม่แน่นอน แต่เขาเร ิ่ มเห็นความเบื่อหน่ายแล้ว หากขวนขวายต่อก็จะได้ปฏิบัติได้ …จบ