591209_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ล้างให้สินจนถึงอนุสัย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591209_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ล้างให้สิ้นจนถึงอนุสัย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2559 เป็นวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนอ้าย ใกล้จะถึงสิ้นปี ก็จะได้อายุเพิ่มขึ้นกัน ในทางธรรมะนั้น อายุที่เพิ่มขึ้นหมายถึงว่า เราได้เกิดประโยชน์ ที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แปลว่าขณะที่เกิดประโยชน์นั้น เราเป็นนักปฏิบัติธรรม ซึ่งพ่อครูได้ย้ำตลอดว่าให้ทำ คือต้องจัดการชีวิตของกิเลส มันก็อยู่กับเรามาตลอด เราได้คิดคำนึงถึงกิเลสเรา มากน้อยขนาดไหน มีพวกเราบางคน ที่คิดจะออกจากวัด บอกว่าจะไปสร้างหมู่สร้างกลุ่ม มีคนบอกว่า คนนี้จะทำให้ หมู่สงฆ์แตกแยกนะ เขาก็พูดสวนเลยว่า ท่านฟังความข้างเดียว เป็นความคิดความรู้สึก ที่อยากจะจัดการคนอื่นเหลือเกิน พ่อครูว่า วันคืนผ่านไป เราควรคิดหาวิธี และจัดการกำจัดกิเลส

สื่อธรรมพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน กัมมรามตา หลงในการงาน ในหลักธรรมหมวด อวิชชาสูตร หรือ อีกหลายหมวด บอกไว้ว่า สิ่งที่จะทำให้ เราลดกิเลสได้ จะต้องเริ่มจาก การคบสัตบุรุษ หรือในสุริยเปยยาลสูตร ก็กล่าวถึง แสงเงินแสงทอง ก่อนพบมรรคมีองค์ 8 ข้อแรกของแสงอรุณ คือพบมิตรดี พวกเราดูเหมือนว่างานมาก จนไม่ได้มาฟังธรรมพ่อครู ทั้งที่พ่อครูงานมากกว่าพวกเรา พวกเราไม่ฟังธรรม ก็เริ่มตกในวงจรอวิชชา คือ ไม่ได้คบสัตบุรุษ ไม่ฟังสัทธรรม … ก็ไปถึงอวิชชาได้ในที่สุด บันไดขั้นแรก ที่จะกำจัดกิเลสได้ คือต้องคบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม ถ้าเราไม่มีเวลาฟังธรรม เนื่องจากงานมาก อาจจะเป็นการทำงานที่เป็นการเพิ่มอวิชชา พ่อครูว่า...ถ้ามีงานมาก แล้วทำงานจนกระทั่งไม่มีเวลาฟังธรรม อันนี้ก็อย่างหนึ่งมันก็เป็นประโยชน์ถ้าทำงานเป็นความสุจริต แต่เสียตรงที่ว่า ท่านเรียกว่า กั ม มรามตา หลงในการงานจนเกินไป จนไม่รู้ความสำคัญในความ

อ่านต่อ

สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การงานที่ดี แปลว่า ต้องแบ่งเวลามาให้ธรรมะนะ อย่าไปหลงการงานเกินไป เรียกว่า กัมมรามตา แต่ทีนี้ ไม่ได้ทำงานอะไรมากหรอก แต่หลงเสพความขี้เกียจ ทำตามภพตัวเอง ทำอะไรบำเรอกิเลสด้วยซ้ำ เลอะเทอะ นี่สิ บรมโง่ สมณะเดินดินว่า... ฐานของพวกเรา จะตกเอียงไปทาง กัมมรามต า ก็นึกถึงสภาพนักสังคมสงเคราะห์ มีเวลาไปช่วยคนอื่นนอกบ้าน แต่ไม่มีเวลาดูแลลูก จนลูกติดยา อันนี้ก็แย่ คิดจะไปช่วยต่างประเทศ คิดช่วยที่อื่น แต่ในบริบทที่ตนรับผิดชอบ ก็ไม่มีกำลัง เราต้องออกจาก วงจรอวิชชาให้ได้ เริ่มต้นจากคบ สัตบุรุษ แม้จะอยู่ใกล้สัตบุรุษ แต่ไม่ได้มาฟังท่านเลย หูติดปากอยู่ แต่ไม่ฟังเลย พ่อครูว่า… เริ่มต้นด้วยกวีของ อโศกสัมปวังโก ก่อนเลย

มหาราชแห่งชาติไทย

บรมนาถ ปราชญ์แผ่นดิน ปิ่นปกเกล้า ขัตติยะ “ภัทระเจ้า” ของชาวสยาม พระปรมินทร์ ชินวงศ์ ธ ทรงนาม “ภูมิพล” ธ ล้นหลาม ด้วยน้ำพระทัย

มหาชนก นักปกครอง ของทวยราษฎร์ ธ ประกาศ “ราชประชา- สมาสัย” ธ ทรงมี ปรีชาญาณ มองการณ์ ไ กล วางแนวคิด “ทฤษฎีใหม่” ให้ปวงชน

จอมกษัตริย์ นักพัฒนา “ราชาธิราช” เศรษฐศาสตร์ วิภาษทุน พิบูลผล ธ ทรงให้ ใช้แนวทาง “อย่างคนจน” เมื่อมากล้น จนเหลือใช้ ให้แบ่งปัน

“ความพอเพียง”เลี้ยงชีวิต จิตมัธยัสถ์ “ขาดทุน”เห็นเป็น“กำไร”ใฝ่สร้างสรรค์ ศาสตร์ราชา พาสุขล้น พ้นอาธรรม์ พระมิ่งขวัญ รังสรรค์ให้ ไทยร่มเย็น

พระภูมิบาล ทรงผ่านไป ในทุกหล้า พระภูวนาถ ทรงยาตรา ฝ่าทุกข์เข็น พระภูวไนย ไทยทุกหน พ้นลำเค็ญ ธ บำเพ็ญ เป็นผู้ให้ ไม่เว้นวัน

มาบัดนี้ จักรีวงศ์ องค์มหาราช ศูนย์รวมใจ ไทยทั้งชาติ นิราศขันธ์ ประชาไทย อำลัยหา องค์ราชัน ข้าพระบาท มิอาจอั้น กลั้นน้ำตา

โพธิสัตว์ อุบัติเชื้อ ชาติเชื้อไข ราโชวาท ราชทานไว้ ให้ศึกษา เวไนยสัตว์ ประกาศซ้อง ก้องโลกา ขอเป็นข้า ฝ่าพระบาท ทุกชาติไป

อโศกสัมปวังโก

ตอนนี้ก็มีเหตุการณ์ ให้คนเขียน กลอนกวี แต่งเพลงออกมามากมาย อาตมาก็เลยไม่ได้เขียน ไม่ได้แต่ง ก็เลยนำธรรมะ มาอธิบายให้เข้ากับยุคสมัย ตอนนี้อธิบายไป พวกเราก็ช่วยกัน แล้วก็เข้าใจธรรมะ อันลึกซึ้งๆ อาตมามั่นใจว่า เมืองไทยจะเป็นชมพูทวีป จะเป็นแหล่งที่จะสร้าง โลกุตรธรรม ในปลายภัทรกัปป์นี้ จนกว่าจะจบภัทรกัปป์นี้ ยิ่งเห็นว่าเป็นเรื่องจริง ที่ไม่ได้เพ้อฝัน อาตมา สร้างเองไม่ได้ทุกอย่าง ต้องเป็นเหตุปัจจัยเกิดขึ้น คนที่เป็นส่วนประกอบ ที่ร่วมบารมี ต้องมีจริงเป็นจริง แล้วก็จะเกิดเองเป็นเอง เป็นตถตา อย่างไม่มีใครไปบังคับ ทุกคนเข้าใจด้วยปัญญา เต็มใจด้วยปัญญาพร้อมที่จะทำ ทำงานส่วนของเรา ให้เต็มที่ ส่วนผลที่จะออกมา เป็นของแท้ เพราะทุกคนมีอิสระเสรีภาพ ในแต่ละคน SMS วันที่ 7 ธันวาคม 2559 _0849543xxx" มหากรุณาร่วมตัวตน " เป็นมหากรุณา อันมิได้แบ่งแยก ฉะนั้น มหากรุณาของพระโพธิสัตว์ จึงเป็นพุทธภาวะตามปกติ ที่บังเกิดขึ้น โดยไม่ต้องมีผู้ใดแนะนำ เพราะพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มีอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยภาวะ และสิ่งใดๆในทุกประการ มิได้ถูกจำกัดด้วยฌาณปัญญา จึงรู้วิธีช่วยสัตว์ ให้หลุดพ้น _0846703xxx"ด้วยผลบุญพ่อก่อเป็นสะพานทอดรอ นำพ่อสู่สรวงสวรรค์" เป็นคำร้องที่ถูก:) เพราะยังเห็นผู้คน ต่างบอกว่า บุญกุศลที่ทำมาขอยก/ส่งให้พ่อสู่สวรรค์ คิดว่าผิดค่ะ :) ท่านทำมามากมาย ไม่ต้องใช้ของใคร หากคิดว่าส่งต่อได้ ไม่ต้องไปคิดว่าใครส่งไปให้ใคร ของใครก็ทำเองเถอะตอบ...บุญกุศลแบ่งให้กันไม่ได้ ตนเองต้องรับที่บาปกรรมของตน เป็นเผ่าพันธุ์ ของกรรมของตนเอง กัมมัสกะ กรรมเป็นของของตน กัมมทายาโท เราเป็นมรดกกรรมของตนเอง กัมมัสกะ กรรมเป็นของของตนจึงลึกซึ้งเข้มข้นมาก คนก็มีใจดี ไปเที่ยวเอากรรมของตน ไปแบ่งใครๆได้ กรรมนี้ไม่ต้องกำมันอย่างไรมันก็เป็นของของตน ตนเองเป็นทายาทกรรม ของตนเอง ต้องรับมรดกกรรมของตน ทั้งหมด ท่านทำมามากมาย _0845818xxx การจะ"ยังตนให้บรรลุโพธิญาณ" ของพระโพธิสัตว์นั้นก่อเกิดจากจุดเริ่มต้น ในการ"สร้างบารมี" เพื่อ"ตรัสรู้ " การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์คือ ทานสละได้ทุกอย่าง ศีล เนกขัม ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาคือวางเฉย ไม่ยึดหมายในคุณความดีที่ได้ทำ ไม่จดจ่อ ไม่วอนขอสิ่งต่างๆ _0893867xxx ตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นปสาทรูป5! รูปรสเสียงกลิ่นโผฐฐัพพะ เป็นโคจรรูป5เป็นนามรูป คือกายฤาจิตมโนวิญญาณ!สกก. _0893867xxx ไม่มีปรัชญาใดในโลก ทำให้ดินน้ำลมไฟ ในโลกสมดุลคืนธรรมชาติ อันอุดมสมบรูณ์ดีที่สุด เท่ากับปรัชญาพอเพียงของพ่อฯ รัก พ่อฯด้วยใจภักดิ์นิรันดร์! ลูกไทย2 แผ่นดิน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน คำถามเรื่องเว้นผัสสะ พ่อครูตอบ...คำว่า อัญญัตระ คือเว้น คือมันมีที่ใดที่หนึ่ง จึงเว้น ส่วนนัตถิ คือไม่มีเลย มันต่างกัน คำว่า รูปี รูปานิ ปัสสติ คือ รูปมันมี แล้วก็มีมากหลายด้วย ผู้ที่สามารถรู้รูปได้ มีรูปให้เรียน แล้วคุณจะเรียนรู้รูปได้ ถ้ารูปมันไม่มี ก็แล้วไป แต่นี่รูปมันมี ก็ต้องรู้มัน นี่คือ วิโมกข์ข้อ 1 ถ้าคนๆนี้ตาบอด คนนี้ไม่มีทางจะมีรูปได้ เพราะว่าเขาตาบอด คนตาบอด อย่างพระจักขุบาล เขาไม่ได้ตาบอดแต่กำเนิด ส่วนคนที่ ตาบอดแต่กำเนิดนั้น หมดสิทธิ์ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แต่คนที่ตาบอดแล้วทีหลังอาจจะอายุ เจ็ดขวบสิบขวบ แล้วจึงบอด ก็สามารถบรรลุอรหันต์ ได้เช่นกัน ในวิโมกข์ 8 นี้ก็ยากที่จะอธิบายได้รอบถ้วน อันแรก รูปี รูปานิ ปัสสติ ต้องเห็นรูปได้ ตาบอดเห็นไม่ได้ แต่สัมผัสอันอื่นได้ แต่ทางตาไม่ได้ ตานี่เป็นทวาร ที่เห็นได้ดีที่สุด จะปฏิบัติด้วยการเรียนรู้ ของมนุษย์และสัตวโลก สัตวโลกบางชนิด ตาดีมากกว่าคนด้วย ถ้าผู้ใดเว้นไม่ให้มี คือ อัญญัตระ แต่ถ้าไม่มีผัสสะ ก็คือ นัตถิ ตอนนี้ ก็มีคนหนุ่ม มา คนหนึ่ง มีความรู้เต็มหูเต็มหัวเลย ก็น่าสงสารอาตมาก็เห็นใจ มันรู้มาก เคยบวชแล้ว เคยใกล้ชิด สมเด็จพระสังฆราชด้วย เขารู้มามาก แล้วก็สัมผัสมามาก แล้วบอกว่า ทำไมการปฏิบัตินั้น ไม่ตรงไม่ถูกกัน ก็พยายามมาทางนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะจอดที่นี่ได้หรือไม่ เพราะว่า รู้มากเหลือเกิน

ต่อไปอ่านบทความ ในหนังสือพิมพ์ เราคิดอะไร ผัสสะกับตัณหา เป็นสมุทัยทั้งคู่ แล้วอันไหนมาก่อน...ก็ต้องผัสสะ ต้องมีก่อน จึงปฏิบัติได้ ต้องผัสสะ ถึงจะได้อ่านสักกายะ และจัดการมันได้ ตัวสักกายะตัวแท้ ก็คือตัณหา “มูลสูตร 10”มาถึงข้อ (3) คือการปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องมี“ผัสสะ 6”เสมอ รู้รูปรู้นาม ทั้งภายนอกทั้งภายใน แล้วก็เรียนรู้ วิจัยวิจารอาการต่างๆ ของ “พลังงาน” ที่เป็น“จิตนิยาม” ของเราว่า “สติ”ก็สามารถเป็นใหญ่ ทรงอำนาจ(อธิปไตย) คุมธาตุรู้ของเราอยู่ได้ ทั้งนอกและใน และ“ปัญญา” ก็มีพลังรู้ดีรอบถ้วน “อยู่เหนือ”(อุตตระ) เหตุปัจจัยทั้งหลาย อย่างยิ่งแท้จริง ต้องทำไปตามลำดับขั้น ทำตั้งแต่ผัสสะภายนอกก่อน แล้วจึงเรียนรู้รูปภพอรูปภพภายใน แต่ก็ต้องมีผัสสะภายนอกเป็นปัจจัยอยู่ด้วย จึงจะเรียนได้ถูกต้องและเร็ว ได้แท้ด้วย ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีผัสสะทางทวาร 5 ต้องเป็นอนาคามี ถึงปฏิบัติเรียนรู้ภายในได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นอนาคามี ก็ยังมีกิเลสกามคุณ 5 เป็นกิเลสจากผัสสะภายนอก ไม่มีกามคุณ 6 ถ้าไม่ทำกับผัสสะภายนอกก่อน แล้วมาเรียนเวทนาในเวทนา ก็ผิดขั้นตอน จะมาเอาแต่จดจ่อภายในจิตอย่างนี้ไม่ถูก ทีนี้“มูลสูตร 10” ข้อ(4) ก็ได้แก่“เวทนา”เอง ซึ่งเกิดเมื่อมี“ผัสสะ” (ก็ผัสสะ 6 ที่เป็นข้อ(3)นั่นเอง) เมื่อ“ผัสสะ”จึงมี“เวทนา” ก็เป็นข้อ (4) “เวทนา”นี้แลสำคัญยิ่ง ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องมี“เวทนา” (ความรู้สึก,อารมณ์) เป็น“กรรมฐาน” เป็น“ที่ตั้งแห่งการปฏิบัติเรียนรู้” (กรรมคือการกระทำ ฐานที่ตั้งแห่งการกระทำ เรียนทำไม เรียนเพื่อกระทำเพื่อจัดการเพื่อกรรม เพื่อกระทำ ทำอะไร ตอนนี้มาถึงขั้นทำใจในใจ มีศัพท์อีกคำหนึ่ง มนสิการหรือมนสิกโรติ) และทำให้เป็น“เวทนา 1” ให้ได้ ไม่ใช่ไปเอาแค่“ลมหายใจ” เท่านั้นเป็น“กรรมฐาน” หรือยิ่งไปหลงกำหนด จดจ่อเอาแต่ดินน้ำไฟลม ที่เป็นวัตถุภายนอกเป็น“กรรมฐาน” ไม่เรียนรู้ “เวทนาในเวทนา-จิตในจิต” ก็ยิ่งผิดทิศผิดทางไปใหญ่เลย

“เวทนา 6”ก็คือ เวทนา 6 คู่ที่ต้องเรียนทีละคู่ แล้วทำ“เวทนา 2 ให้เป็นเวทนา 1” (ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) มิใช่เอาแต่“สะกดจิต”เข้าไปๆๆ ให้เป็น“เวทนา 1” อย่างที่หลับตาทำกันอยู่เต็มวงการพุทธ ซึ่งหลงผิดกันไป จนกู่ไม่กลับนั้น และมิใช่“ไปหลงงมเอา “มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา” ที่เป็นแค่นิมิต อยู่ภายในใจด้วย มโน คือตัวลึก ถ้ามโนของคุณ คุณสร้างพลังงานใส่จิต อย่างนักสะกดจิต แล้วจะได้พลังงานเยอะ แล้วเอาพลังงาน มาสร้างฤทธิ์เดช อิทธิปาฏิหาริย์ มันก็จะได้ แต่ได้ก็ไม่เที่ยง เพราะต้องใช้พลังงานเยอะมาก เช่นจะเหาะ ต้องใช้พลังงานนามธรรม แต่มันไม่ใช่พลังงานจรวด หรือที่ใช้ดินน้ำไฟลมประกอบ เป็นพลังงานสสาร ไม่ใช่พลังงานนามธรรม นามธรรมจะต้องเป็นตัว Generator เป็นตัวเครื่องปั่นพลังงานนี้เองเลย ซึ่งใช้พลังงานจิตคุณเอง จะเหาะได้ต้องมีพลังงานจริง แล้วเครื่องของคุณ จะปั่นได้ขนาดไหนเชียว จะได้นานแค่ไหนเชียว ฤาษีที่ว่าเหาะได้ ไปเหลือบเห็นสนม อาบน้ำในสระ ก็ตกเลย พลังงานรั่ว ตกแล้วจะรวบรวมพลังงาน เหาะอีกไม่ได้ ต้องเดินก้มหน้ากลับ อย่างละอาย มันได้แต่ไม่เที่ยง แล้วไม่ได้อะไรมากมาย มันก็แค่เก่ง วิเศษ แต่อาตมาว่า ก็แค่นั้นเอง แต่เอาพลังงานนั้น มาเรียนรู้สัจธรรม ไม่ต้องใช้มากขนาดนั้นด้วย แต่พ้นทุกข์ เป็นอริยสัจ เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ พระพุทธเจ้ามาได้ปฏิเสธฤาษีคันธารี มานิกา ก็ธรรมเทศนา หรืออิทธิปาฏิหาริย์ได้ไม่ได้ปฏิเสธ ทำให้คนติดยึดเรื่องอำนาจวิเศษ เหาะเหิน เดินน้ำ ดำดิน ทายใจคนได้ แต่ไม่มีทางพ้นทุกข์ เพราะว่ามีแต่อัตตา ไม่มีหมดอัตตา มันหลงยินดี มโนมย คืออัตตา ไม่ได้เป็นผลล้างอัตตาด้วย ตัวตนที่เห็นรูปหลอกตา สร้างรูป มันไม่มีรูปมันก็มีรูป คนเห็นคนข้างนอก คนเห็นผี ผีหลอก ผีหลอกคือคนตาหลอนตาหลอก วิทยาศาสตร์ก็รู้คือ Psychosis มันไม่มีจริง หรือเสียงแว่วในหู ก็จิตหลอน แต่คุณเป็นโรคจิตจริงๆ ทางแพทย์ก็รักษากัน แต่มาเข้าใจทางธรรมะ จะรักษาได้ เด็ดขาดจริงๆ เขาว่าสามารถถอดจิต ออกจากร่างเรา เห็นร่างเราตายเน่า ตามอุปาทาน ที่อาจารย์สอนไว้ เห็นว่าร่ายกายตนเน่าไป ต่อหน้าต่อตาเลย หรือเห็นทะลุเลย มีจิตเก่ง มองคนนี่ทะลุ เห็นโครงกระดูกเลย มันเดินได้ คุณจะมีดวงตาทิพย์ เห็นเนื้อหนังมังสากระดูก ก็คือนิมิตที่สร้างมา ทั้งที่ไม่มีจริง ก็จะเห็นคนเป็นกระดูกเดินได้เลย เขาเห็นจริงๆ แต่มันไม่จริง คุณอุปาทานไปเอง มันเป็นสิ่งที่คุณสัมผัสแล้ว เหมือนจริงๆๆ คือมโนมยอัตตา ทีนี้สะกดจิตให้เห็นเป็นหมู่ ก็เป็นได้อีก เป็นรูปก็ได้เป็นตัวตนเลย แต่มันไม่มีจริง ก็หายวับไปเดี๋ยวเดียว ก็มันไม่มีดินน้ำไฟลมจริง ถ้าจริงมันก็จะต้องอยู่ อย่างที่เขาเห็นหลวงปู่แหวน นั่งอยู่บนเมฆ หรือเห็นหลวงพ่อสด นั่งอยู่บนเมฆ ถ้าเป็นจริง ก็ไม่หายไปไหนสิ ถ้ามีดินน้ำไฟลม ประกอบกันขึ้น เป็นองคาพยพ แต่นี่มันไม่มีจริง จิตใจของคน ไปปั้นมันขึ้นต่างหาก เป็นมโนมยาอัตตา นั่นคือปั้นขึ้นมาเป็นรูปร่างที่สัมผัสตาเห็นเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนมีดินน้ำไฟลมจริงๆ อันนี้ก็ของหยาบไกลตัวเป็นยาก ยากกว่านามธรรม รสอร่อยไม่ใช่ของจริง แต่คุณก็ปั้นรสอร่อยว่า คุณก็บอกว่ามันอร่อยจริงๆมันก็อร่อย แต่ว่ามันไม่จริง มันก็หายวับไป เมื่อหมดเหตุปัจจัย แต่มันจะเหลือ ก็คือคุณจำไว้ ว่าอร่อยอย่างนี้ รสอย่างนี้ ติดมากก็จำมาก ติดน้อยก็จำน้อย ติดมากก็ล้างยากแน่นหนา

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ล้างกิเลส สก สว สย กิเลสคือ อารมณ์สุข เอร็ดอร่อย ที่เกินไปจากรสจริง คือเวทนาเท็จ มันนอกจากเวทนาแท้อีก คือคุณไปจดจำไว้ แล้วปั้นสร้างเสพ เป็นวิมานสร้างขึ้นเอง จนเห็นเป็นผีข้างนอก ก็เป็นได้เลย พวก มโนมยอัตตา คือสิ่งที่เป็นของเท็จ เป็นอัลลลิกะ คือของที่ไม่แท้ เป็นของเก๊ๆ ไม่ทนนาน เป็นของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีจริงไม่มีอะไรมากเท่าของจริง ที่คุณมีประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไปกระทบ ก็เห็นเหมือนกันทุกคน เป็น เวทนาแท้ เวทนาเท็จ เหล่านั้นคุณเข้าใจ ล้างหมดแล้ว ก็เป็นทุกข์น้อยลง จนมันมากพอ คุณล้างออกจริงๆ ก็เป็นทุกข์น้อยลง จนหมดอาสวะ พระพุทธเจ้าก็ถือว่า ถ้าหมดอาสวะขนาดหนึ่ง ก็พ้นทุกข์แล้ว ถ้าจะไปให้ถึงล้างอนุสัย ก็ถือว่าเกลี้ยงสุดเกลี้ยงแล้ว ถ้าหมดอาสวะ ก็ถึงขนาดหนึ่งแล้ว สก สว สย คือขนาดของตัวตน สก คือตัวหยาบ สว คือตัวกลาง สย หรืออนุสย คือตัวปลายที่สุดเลย นี่คือไปหลงงมอยู่ในมโนมยอัตตา จะปั้นใหญ่ปั้นเล็กปั้นกลางขนาดไหนคืออัตตา เป็นมโนมยอัตตา ข้างนอกก็เป็นมโนมยอัตตาได้ ข้างในก็เป็นมโนมยอัตตาได้ คำว่ามโนมยอัตตาจึงเป็นคำกลาง จากคำว่าโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตาและอรูปอัตตา 3 อัตตา ถ้ากำหนดชัดเลย ชี้ชัดว่าอันนี้ โอฬาริกอัตตา ก็คืออัตตาภายนอก อัตตาหยาบ อัตตาใหญ่ อัตตาที่กามภพ เอาให้หมด หมดอัตตาในกามภพแล้ว โอฬาริกอัตตาก็เหลือมโนมยอัตตา ข้างในจะเรียกว่ารูปภพก็ใช่ เป็นขั้นในแล้ว จะเรียกรูปราคะ ก็เป็นขั้นต่อจากกามราคะ เป็นอนาคามีขึ้นไป ก็เหลือรูปราคะเป็นขั้นหยาบที่เหลือต่อ ต่อจากกามราคะ ล้างอรูปราคะหมด ก็เหลือน้อย แล้วก็ไล่เก็บอรูปราคะที่เหลือน้อยจนกระทั่งหมดอนุสัย อาสวะก็เรียกอรูปราคะเหมือนกัน เป็นอรูปอัตตาภายในขั้นอาสวะ คุณจะต้องทำธรรม 2 นี่ไปเรื่อยๆ ให้เกิดจริงเป็นจริงในตนจนมีสักขี เป็นกายสักขีให้ได้ มีผลจากการบรรลุ กายคือรูปกับนามเป็นพยาน บรรลุ ไม่ได้หมายถึงว่า สิ่งที่เราอยู่กับโลก ที่สัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย กับดินน้ำไฟลม เพชรนิลจินดา ข้าวของ ลาภยศต่างๆ คุณก็สัมผัสอยู่ด้วยได้ทั้งหมด เป็นธรรมะที่มีจริงในโลก ทุกคนก็ร่วมรู้ร่วมได้ว่ามีจริง กับนามธรรม ที่คุณเป็นจริงในนามธรรม กับเป็นหลอกในนามธรรม ก็ทำให้เป็นจริงในนามธรรม ส่วนรูปธรรมนั้นเหมือนกันหมดทุกคนแล้ว นามธรรมข้างในจิตที่จริงคนก็เห็นเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนนามธรรมหลอกนั้นของใครของมัน ถ้านามธรรม ก็พูดกันรู้เรื่องเหมือนกันทุกคน สมมุติสัจจะรู้ร่วมกันหมด ก็จบถือเป็นหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้น มโนมยอัตตาจึงเป็นคำรวมของจิตที่สำเร็จไม่ว่าจะสัมผัสข้างนอกหรือข้างใน สุดท้าย มโนมยอัตตา สำเร็จด้วยจิตคุณไม่สร้างไม่ปั้นแล้ว เป็นการเก็บธุลีละเอียด เรียกว่า อรูป อรูปอัตตา ซึ่งคุณจะมีญานปัญญารู้ โอฬาริกอัตตา รู้จักมโนมยอัตตาดีแล้วว่า คือขั้นหยาบ ขั้นกลาง กลางจนกระทั้งเหลือน้อย จนกระทั้งเหลืออรูปสุดท้ายขั้นอาสวะ หมด สก นี่คือตัวตนข้างนอกหยาบใหญ่ ข้างนอกก็เป็นกิเลสอยู่เป็นกามภพ หมดสักกายะแล้ว ก็เหลืออาสวะ(สวะ) นอกด้วย ในด้วย สัมผัสนอก ก็ยังมีแลบเลียอยู่ จนกระทั่งหมดนอก เหลือแต่ใน ก็ยังเป็นอาสวะอยู่นะ จนกระทั้งนอกเหนืออย่างแข็งแรงเลย ไม่เหลือแล้ว สวะ เหลือแต่ สยะ สยะ ก็น้อยสุด อรูปน้อยสุด น้อยๆๆๆ จนกระทั่งสุดท้ายเลย ก็หมดสุดท้าย สย อนุสัย

ส คือตัวเรา ตัวตน พอจะเอามาใช้ให้รู้ หยาบ กลาง ละเอียดก็เป็น ก ว ย เอามาสามตัว เอา ก มาเป็นตัวต้นเลย (ก ข ฆ ค ง) สกะ ต่อมา สวะ สวะก็มาเอาตัวของเศษวรรค (ย ร ล ว ส ห ฬ อัง) ในตัวท้ายเศษวรรค ย ร เป็นตัวผัน ล เป็นตัวพลัง ว เป็นตัวสัมพันธ์กับ (ป ผ พ ภ ม) เป็นแถวล่างสุดของ (จ ฉ ช ฌ ญ) (ต ถ ธ ท น) ตัว ว นี้ใช้แทนกันได้ เศษวรรค จึงมาอยู่ที่ตัว ว เมื่อหมดอบาย หมดกาม หมดรูป หมดอรูปแล้วก็มาอยู่ที่ ทาน อีก ตั้งแต่อรหันต์เป็นต้นไป มีแต่ให้ลูกเดียว จะมีเศษที่จะหวง ก็ไม่หวงจริง โดยเฉพาะสิ่งที่หยาบ เป็นโพธิสัตว์ก็ละล้างไป มันเป็นความซับซ้อน ส ตัวนี้สำคัญมาก ใช้เป็นตัวนำอะไรเยอะ ตั้งแต่ตัวตน จนถึง 0 เลย คือสุญญตา พยัญชนะแต่ละคำ นี้มากเกิน เป็นอจินไตยที่พยายามพูดให้ฟัง พูดให้ฟังเพื่อให้รู้ว่า บัญญัติภาษาที่ตั้งมา เพื่อสื่อสภาวะธรรมในทุกพยัญชนะ ตั้งแต่ตัวอักษร ไปจนถึงคำความ เอามาผสมกันสารพัด การผสมคำนั้นต้องเป็นคนที่มีความรู้ ไม่ใช่เอาพยัญชนะ มาต่อกันมั่วไป อย่างไม่มีความหมาย อาตมาเข้าใจพยัญชนะ ภาษามาจากการปฏิบัติ ธรรมะพระพุทธเจ้า จนเป็นโพธิสัตว์มา จึงรู้จักสภาวะ และใช้พยัญชนะเพื่อสื่อสภาวะ ก็กลับไปกลับมา จนยากจะเรียบเรียงได้ง่าย คนสมัยนี้ เรียนตามไวยกรณ์ ก็ติดพยัญชนะ ไม่มีสภาวะ จึงไปไม่ออก ขยายความไม่ได้ เหมือนกับ ภาวะ สภาวะ2 กลับไปกลับมา ไม่หัวก็ท้าย วนไปจนไม่มีที่ขึ้น เป็นก้นหอย วนซ้ายขวา แต่สูงขึ้น บาปกับบุญ มันหมดไปเป็นรอบๆ แต่ถ้าคุณวน บาปกับบุญ เลยไม่ออกจากฐานเก่า ไม่ได้สูงขึ้นเลย คือไม่เข้าใจสภาวะ มันก็ติดอยู่ในพยัญชนะ

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน มโนมยอัตตา คือความสำเร็จด้วยจิตที่ไม่ใช่ของจริง มโนมยอัตตา คือความสำเร็จด้วยจิตที่เป็นของหลอกลวง แปลว่าจิตที่สำเร็จหรือสำเร็จด้วยจิต ที่เข้าใจ ไม่ลึกลับในอัตตา จึงเป็นผู้ที่บรรลุอรหัตตา ไม่ลึกลับในอัตตาแล้ว สามารถเข้าใจ จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ จะมีอัตตาก็เพื่ออาศัยทำงาน ไม่มีตัวตน ไม่มีเราของเราแล้ว วางได้จริงเลย ก็สำเร็จไป ผู้ที่ไม่สามารถจะวิจัยรายละเอียดต่างๆ กลับไปกลับมาพวกนี้ได้ ถ้าเผื่อวิจัยไม่ได้เอาแต่สะกดจิต ก็จะหมดประตูที่จะรู้จักนิพพานของพระพุทธเจ้า พวกนั่งสะกดจิตไม่ได้วิจัยการรู้…. ข้างนอก ข้างใน รูปนามอะไรต่างๆ ภาวะสอง มาเป็นหนึ่ง มันเป็นหนึ่งๆๆๆ ไม่รู้จักสอง นั่งสะกดจิตหลับตานิ่ง หนึ่งเข้าไปหาศูนย์โดยที่ไม่มีสอง มันไม่ได้เปรียบเทียบ ไม่ได้รู้ข้างนอกคืออะไร? ข้างในคืออะไร?ว่ามันต่างกันอย่างไร? มีความหยาบ กลาง ละเอียด อย่างไรก็ไม่รู้ ไม่มีโลกวิทู ไม่ครบ มันลัด มันเป็นการชั่วคราว คุณสะกดจิตคุณสงบได้ มีความแข็งแรง ไม่ยอมปรุงแต่งอะไรด้วยนะ แต่มันไม่ขาดเด็ด มันไม่มีปัญญาเข้ามารู้ว่ามันไม่ใช่อัตตา ไม่ได้แยกแยะความเป็นอัตตา อนัตตาเป็นอย่างไง ไม่ได้แยกจากความเป็นธรรมะ 2 ตั้งแต่หยาบโอฬาริกอัตตามาก็ไม่รู้ ละเอียดมา จนกระทั่งสำเร็จด้วยจิต สำเร็จอย่างหลอกอย่างเท็จ ก็เป็นมโนมยาอัตตาแล้ว ก็หลงของเท็จๆอีกว่ามันมีจริง ยกตัวอย่างเช่น รสอร่อย นั้นจริง มันเป็น มโนมยอัตตา มันก็สำเร็จแต่เมื่อไหร่ก็อร่อย รสนี้ ใช่เลย มือไม่ตกเลยนะ พ่อครัวคนนี้ ปรุงทีไรได้ที่เลย คุณก็ชื่นชมตัวเองไปอีก เป็นแม่ครัวพ่อครัวไป จนตายแล้วตายอีก ปรุงอาหารไปหลอกเขาอยู่นั่นแหละ แล้วก็ชื่นชมว่าตนเองเก่งอีก คำว่า มโน ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือ มโนมยอัตตา นี่แหละ พ่อครูว่า...อาตมาก็สามารถเล่นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์พอได้นะ อาตมาว่า อาตมาทำได้เก่งกว่า ธัมมชโยอีกนะ แต่เขาฉลาดหลอกคนอื่นได้ เขาเป็นศิลปิน สร้างออกแบบสารพัดได้เกินจริง คนก็ตามไม่ทัน ก็ไม่รู้ทันที่เขาโมเม เอาของไม่มีมาหลอก แล้วหลงว่าจริง เชื่ออาจารย์ ถ้าอาตมาจะหลอกพวกคุณอย่างนั้นก็ทำได้ แต่อาตมาไ่ม่โง่เง่าทำ อาตมาเชื่อกรรม แต่เขาไม่รู้ เขาอวิชชาเขาจึงทำ นรกของเขานี้ เป็นอนันตริยกรรม ไม่ถอดถอนจนทุกวันนี้ เขาจะเอาให้ชนะ ที่จริงเขาไม่มีทางไป ถ้าเขาหมดจริงๆก็เสี่ยง เผื่อฟลุ๊ค ถ้าเขาชนะนี่ รับรองว่ารัฐบาลนี้ เสร็จเขาแน่ จะมีวาติกันในไทยเลย แล้วจะเป็นวาติกัน ที่เหนือกว่าเทวนิยมอีก เพราะว่ารอบถ้วนของพุทธอเทวนิยม อเทวนิยม คือผู้รู้เทวนิยมได้ด้วย และได้อเทวนิยมด้วย เทวนิยมเหมือนประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีความรู้เรื่องจิตวิญญาณ เขาจะต้องตกนรก ไปอีกนานมาก แต่ตอนนี้ เขายังไม่รู้หรอก ที่จะต้องตกนรกอีกนาน ทรมานทรกรรมอีกเยอะ ยุคนี้เขามาเสวยสุข เขาจึงหลง ที่เขาหรูหราสวยงาม เป็นกุศลกรรมวิบาก แต่มันจะเสื่อมลงๆ เขาทำวิบากหยาบ ทรมานคนไปเยอะ ระดับประเทศ นอกประเทศ อาตมายังมีวิบาก ไปทำเดรัจฉานวิชชา ที่ผ่านมาก็เป็นวิบาก แต่อาตมารู้ตัวเร็ว แล้วก็เลิกทำ แต่นี่เขาหลงในสิ่งนี้ ว่าเขาได้ผล ได้โลกีย์มา แต่อาตมาไม่เอาโลกีย์ แล้วจึงเลิกมา แต่เขานี่ ยิ่งกว่าเอลวิสอีกนะ ที่ได้เงินมามากมาย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิ) ตอน นั่งหลับตาถูกสะกดจิตเหมือนถูกหมานำ โอฬาริกอัตตา ประกอบด้วยสิ่งใหญ่สิ่งหยาบ ของธัมมกาย ยังไม่หนีจากโอฬาริกอัตตาเลย มโนมยอัตตาซ้อน อรูปก็ยิ่งซ้อน เขาไม่รู้เรื่องอรูปอัตตาเลย มีแต่จะเพิ่มหนักเข้าไปอีก อรูปอัตตาคือแกน แกนกลางเลย ถ้ามันโง่ก็สั่งสมแกนโง่ไปเรื่อย แล้วออกมาหลงตัวใหญ่เป็นตัวจูงให้ตัวเองมาทำอันนี้สั่งสมเข้าไปใส่แกนอีก มันจะกลับไปกลับมาอย่างนี้ เขายังไม่รู้ โอฬาริกอัตตา มันหยาบ แต่ในโอฬาริกอัตตามันหยาบ เขาก็รู้ว่า มันสกปรก ชั้นต่ำ ไม่เอาหยาบอย่างนี้ ก็กระเถิบมาเลื่อนสูง เลื่อนชั้นซ้อนขึ้นมา อย่างชาวอโศกนี้สกปรก หยาบ ตื้น แต่พวกเรามีภูมิคุ้มกัน เขาไม่มีภูมิคุ้มกัน เขาออกนอกกรอบไม่ได้ ออกมาหลงทางเลย ของเรานี้ไปได้ทั่ว รอบเลย กลับไปกลับมาก็ยังได้ แต่นี่ไม่ได้นะ ต้องเป๊ะๆๆๆ เป็นคนตาบอดต้องมีคนจูง เขาจูงตลอดเวลา แล้วพวกที่ไป เหมือนคนตาบอด หากไม่มีคนจูง ก็ไม่ได้เลย เขาจะต้องยึดคนจูงไว้ เขาปล่อยไม่ได้ ถ้าเอาคนจูงไปเขาจะอยู่อย่างไร เห็นไหม ฟังเข้าใจขึ้นไหม ชีวิตต้องมี หมานำ ถ้าเอาหมาไปแล้วจะไม่มีใครจูงเราเลย สื่อได้น่ากลัวไหม กลุ่มคนตาบอดนี่น่าสงสาร เขาไม่มีที่พึ่ง เขามีหมาเป็นที่พึ่ง เขาต้องเอา หมานำจึงต้องรักษาหมาไว้ให้ได้ หมานี่คือสิ่งวิเศษของเขา อาตมาไม่ได้เจตนาด่าเขานะ แต่มันเป็นสภาวะ ยกสูงต่ำขึ้นมาให้รู้ ที่เขาหลงให้นําอยู่บูชาเคารพอยู่ ที่จริงคือ หมา ที่จริงนั้นหนักกว่าหมาด้วย เอาให้ชัด มันยิ่งกว่าจตุมหาราชิกา คือพวกที่เอาหมดเลยทุกทิศ หยาบ โหดร้ายอำมหิต ฆ่าหมด ถ้าเข้าใจแล้วจะรู้ว่า จตุมหาราชนี้เลวต่ำกว่าหมาอีกหลายชั้น จตุมหาราช คือจิตวิญญาณที่ต่ำช้ากว่า คำว่าหมานี่อีกหลายชั้น แต่เขาก็คือจตุมหาราช เขาไม่เข้าใจสภาวะซับซ้อน ที่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เป็นคัมภีราวภาโส อาตมาขยายมโนมยอัตตากับโอฬาริกอัตตาให้ฟังชัดขึ้นแล้ว ส่วนอรูปอัตตาจะเข้าใจง่ายขึ้น คุณก็ทำเป็นชั้นๆ ขั้นๆ ก่อน โอฬาริกอัตตาหมด มโนมยอัตตามันดูเหมือนชั้นกลาง แต่มันฟ่าม มันกว้าง โอฬาริกอัตตานั้นหยาบ กระด้าง ง่าย แต่มโนมยอัตตานี้กว้าง ไม่หยาบ ดีไม่ดีดูดีด้วย กว้างซับซ้อน ยาก เพราะงั้นอันต้นหมด อันกลางหมด เหลืออรูปอัตตาง่ายขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู( มูลสูตร10 ) ตอน มูลสูตร อย่างพิสดาร มาต่อมูลสูตร จากผัสสะเป็นปัจจัย ถ้ าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติไม่ได้เล ย เพราะฉะนั้นในสูตรแรก พรหมชาลสูตรพระพุทธเจ้าถึงมาตั้งหลักว่า ปฏิบัติต้องมีผัสสะ จึงจะมีฐานะ มีฐานปฏิบัติ เพราะฉะนั้นฐานปฏิบัติ ฐานกระทำที่จะทำ ศัพท์อีกศัพท์หนึ่งรวมไปหมดเลย การ ก็แปลว่า ทำ มนสิการนั้นทำที่ใจ กรรมทั้งหมดเลย การกระทำ จึงใช้คำว่า การฐานหรือกรรมฐาน เมื่อเรามีผัสสะก็เกิดเวทนา ให้ศึกษาให้เรียนรู้ แล้วเว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน