350220 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 6 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.10 MB
วันที่แก้ไข12 พฤศจิกายน 2568
รายละเอียด350220 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 6/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก (ต่อ) โลกวรรคที่ ๑๓ พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 23 บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก พวกผู้รู้ต้องเห็นทั้งสองโลก เห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำ เห็นพยับแดด โลกนี้อันวิจิตร ที่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ มาดู มาศึกษา ไม่ใช่หนี ผู้ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ผู้ไม่ประมาทแล้ว ผู้ปิดกรรมอันลามกเสียได้ด้วยกุศล ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว นักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลก โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง ผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว “ฉันทะ” สำคัญมาก ฉันทะจะเกิดได้อย่างไร ถ้าใจยังไม่เกิดฉันทะ มันฝืน มันยาก อีดอาด ถ้าเกิดญาณปัญญา เห็นแจ้ง จนเกิดฉันทะจิตตัวใหม่ เราจะทำอย่างไร ให้เกิดทิฏฐินำให้เกิดฉันทะ ถ้าฉันทะยังไม่มีจริง ต้องเพิ่มตัวเพียรให้มากๆ ฉันทะอย่างโลก ๆ เช่น อยากรวย อยากได้เงินมากๆ ธุรกิจที่มีลูกจ้าง นายจ้างรวยได้เพราะเอาเปรียบลูกจ้าง บุญนิยม มาเป็นคนจน เพราะทุนนิยม ทำให้สังคมวุ่นวาย มาเป็นคนจน มีใจรู้จักพอ ไม่ติดโลกียะสุข (ต่อ) ผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว เมื่อฉันทะเต็มที่ วิริยะก็สบาย จิตตะโถมใจเข้าไปเต็มที่ ย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์ นี่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไปในอากาศด้วยฤทธิ์ ออกไปจากโลก คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว วิตินณะ ปรโลกัสสะ ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว คำว่า “ข้ามโลกหน้า” หมายความว่าละเลย ไม่เอา ผู้ย่อมไม่ทำบาป มี พระอรหันต์นี่แหละ “ล่วงธรรมอย่างเอก” ไม่ใช่ “ล่วงละเมิด” “ข้ามโลกหน้า” คือละเลยข้ามไป ไม่เอา ไม่ใส่ใจ ไม่ศึกษา คนตระหนี่และคนพาลกับการทำทาน สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 ภาคสมณพราหมณ์ ปัจเจกภูมิ กับสาวกภูมิ ผู้ประกาศฯ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โลกนี้โลกหน้า ที่เขาประกาศกัน มีเยอะแยะ

เนื้อหาในไฟล์

350220 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 6/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 6/7 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

(ต่อ) โลกวรรคที่ ๑๓ พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 23 เมื่อเช้านี้เราได้ถึง ตอนที่บรรยายถึงราชรถ ในคำตรัสที่ท่านตรัสบอกว่า โลก โลกนี้ โลกหน้า ซึ่งเป็นคำรวม ๆ อยู่ในตรงนี้ ท่านบอกว่า บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก เพราะฉะนั้น คำว่า “เห็นโลก” นี่ เราจะต้องเข้าใจโลกที่อาตมาได้สาธยายแล้วเมื่อเช้านี้ว่า “สังสาระ” หรือ “สงสาร” นี่ นั่นแหละคือโลก วัฏสงสารที่วน โลกแห่งความวน ทีนี้ “ความวน” ที่ว่านี่แหละ เราจะต้องรู้ความวนในระดับโลกหน้าของพระพุทธเจ้าให้ได้ เห็นให้ได้ แจ้งให้ได้ แล้วเราก็ออกไปสู่โลกหน้าของพระพุทธเจ้าให้ได้ หรือโลกอื่น ที่ต่างหากจากโลกที่สัตว์โลกยังหมกอยู่ พวกผู้รู้ต้องเห็นทั้งสองโลก เหมือนอย่างที่ท่านใช้คำศัพท์ว่า ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ [แต่] พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ นี่แหล ะ โลกนั้น แหละ สัตว์โลกที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่รู้จักโลกใหม่ ไม่รู้จักโลกอีกโลกหนึ่ง ที่ต่างจากโลกที่เป็นสามัญ สัตว์โลกชนิดไหนก็อยู่ในโลกนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่พิจารณาเห็นโลก หมายความว่าต้องเห็นทั้งสองโลก เห็นทั้งสองอย่าง รู้แจ้งในโลกที่คนหมกอยู่ คนเขลา เราก็เคยเขลา เราก็เคยโง่ แล้วเราก็ได้หมกมานานแล้ว เราก็จะได้ออกมา

ผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำ เห็นพยับแดด มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจ

อ่านต่อ

บุคคลเห็นฟองน้ำ เห็นพยับแดด อันนี้ก็เป็นประโยคอันหนึ่ง บอกว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำ เห็นพยับแดด คือ เห็นมันเป็นอย่างนั้น มันไร้สาระ ฟองน้ำ พยับแดด ไม่มีแก่นสาร ไม่มีสาระ ไม่มีประโยชน์คุณค่าเนื้อหาอะไร เพราะฉะนั้น มัจจุราชย่อมไม่เห็น ก็หมายความว่า ไม่มีตายมีเป็น ผู้ที่พิจารณาเห็นโลกอันนั้นแล้วก็ปล่อย ก็วาง ก็ละ เสร็จแล้วก็มีประโยคต่อมาว่า

โลกนี้อันวิจิตร ที่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตร เปรียบด้วยราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ [แต่] พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ท่าน ทั้งหลายจงมาดู ”โลกนี้” โลกนี้ก็คง อยังโลโก นี่แหละ อันวิจิตร เปรียบด้วยราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ เมื่อเช้าขยายความไปแล้ว นี่ทบทวน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้ ก็หมก ถูกหมกอยู่ ผู้รู้ก็ชวนกันให้มาดู แล้วมาดูโลกไหนล่ะ? ดูโลกที่พวกคุณ หรือว่าใคร ๆ หรือว่าพวกชาวโลก ๆ ที่เขาอยู่นั่นแหละ โลกที่บอกว่าวิจิตรเสียด้วยนะ เปรียบด้วยราชรถเสียด้วยนะ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่นี่ วิจิตร มากมาย หลากหลาย พิสดาร วิจิตรพิสดาร เปรียบด้วยราชรถเชียว เปรียบด้วย “ราชรถ” เลยทีเดียว ที่เมื่อเช้าก็ขยายความไปแล้ว คำว่า “รถ” มีคนมาท้วงว่า เอ๊! “รถ” คำนี้มันถูกหรือเปล่า? ระถะ รอถอ นี่ มันน่าจะเป็นรส ระสะ เพราะ ระชะ นี่คือรสที่น่ายินดี ระชะมันมีรสของโลกียรส น่ายินดี แล้วคนก็ติด “ระชะ” นี่แปลว่าความยินดี ติดยึด ความยินดีในระชะ คำว่า “ราชะ” นี่มาจากคำว่า “ระชะ” นั่นเอง มาจากรากศัพท์ “ระชะ” นั่นเองนะ อาตมาก็เห็นประโยคนี้ เห็นคำนี้มาในพระไตรปิฎกแล้ว แล้วก็เขียนเป็น รอ ถอ ไม่ใช่ รอ สอ ระถะ รถเป็น “พาหนะ” รถนี่คือพาหนะ เพราะฉะนั้น คำว่า “ราชรถ” จะเข้าใจเป็นภาษาตื้น ๆ เป็นรูปธรรมก็เห็นเป็นรถที่นั่ง เป็นล้อ มีล้อ ล้อวิ่ง แล้วคนก็ขึ้นไปนั่ง แล้วผู้นั่งก็หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งนั้น ยินดี แต่ในนามธรรมแล้วก็เป็น “พาหะ” ไม่มีลูกล้อหรอก แล้วมันก็เป็นพาหะ พาหะที่ ถ้าจะเอาความหมายของ ราชรถ ในความหมายของโลกก็ชัดว่า เป็นราชรถนี่หมายถึงสิ่งที่ แหม เรียกว่า น่ายินดี น่าหลงใหล เป็นศักดิ์ เป็นศรี หรือเป็นที่ล่อหลอก ล่อหลงใหลอะไรได้ทีเดียว คนหลงใหลได้ดีเชียวนะ เพราะฉะนั้น จะเป็นพาหะ ก็ดี จะเป็นรถ ก็ดี หรือเป็นสิ่งที่น่ายินดีนั้น เป็นโลกียรสนั้นก็ตาม ราชรถนี่ก็หมายความเอาอย่างโลก ๆ ที่ติดว่า มีศักดิ์มีศรีของโลก ๆ ที่พวกคนเขลาไม่ยอมออกไป เหมือนหนอนไม่ยอมออกจากขี้ เทวดามาทักว่า "หนอนเอ๊ย ! เลิกเสียเถิดกินขี้นนี่ เจริญงอกงามกว่านี้เถิด" หนอนก็บอกว่า "เทวดาหน้าโง่ ไม่รู้จักของอร่อย" ฉันใด เขาก็หมกอยู่กับสิ่งที่เป็นโลกียะอันวิจิตร เปรียบด้วยราชรถอย่างนี้แหละ เขาก็หลงใหลว่า เป็นสิ่งวิจิตร หลงใหลว่าเป็นราชรถ

ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ มาดู มาศึกษา ไม่ใช่หนี จงมาดูโลกนี้ มาดูโลกอย่างนี้กันให้ได้ อาตมากำลังทำหน้าที่อย่างนั้น “ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้” แล้วสอนให้ศึกษา ไม่ใช่สอนให้หนี “จงมาดูโลกนี้” นี่สอนให้ศึกษา ให้รู้เท่าทัน แล้วให้หลุดพ้นออกมาให้ได้ อย่าไปจม ไปหมกอยู่ “ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่” โดยภาษาแล้ว เหมือนกับวิ่งหนี แต่โดยลึกซึ้งแล้ว ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ นี้ก็หมายความว่า แม้จะอยู่กับโลกียะอย่างนี้ ก็ไม่ติด ไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ดูด ไม่ซึม เหมือนน้ำกับใบบอน ที่อาตมาเคยอธิบายให้ฟังแล้ว เพราะว่าคนที่เป็นโลกุตรบุคคลแล้วนี่ ลุยโลกียะ ลุยความเปื้อน แต่ไม่ดูดซับดูดซึมความเปื้อนนั้น ความเปื้อนนั้นไม่ติด ไม่ติดโลกุตรบุคคล ลุยได้ เพราะฉะนั้นคำว่าไม่ข้องอยู่ หรือหาข้องอยู่ไม่นี่ ก็นัยะอย่างนี้ ไม่ใช่ต้องวิ่งหนี

ผู้ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ก็ผู้ใดประมาทแล้วในกาลก่อน ในภายหลังผู้นั้นย่อมไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ไม่ประมาทแล้ว ขยายความอันนี้ ผู้ประมาท ผู้ใดประมาท แล้วผู้นั้นก็มาได้รับซับทราบ แม้กาลก่อนนี้ได้ประมาท พอภายหลัง ในภายหลังผู้นั้นย่อมไม่ประมาท ไม่ประมาทเพราะฝึกหัด ฝึกฝนอบรม เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง คำว่า “ยังโลกนี้ให้สว่าง” นี้หมายความว่า ทั้ง (1)ตัวเราก็สว่าง รู้เท่าทันโลกนี้ ทั้ง (2) ทำให้คนในโลกนี้นี่สว่างด้วย ยังโลกนี้ให้สว่าง ยังสัตว์โลกนี้ในโลกนี้ให้สว่าง เพราะฉะนั้น ภาษานี้ได้ทั้งสองนัย สองด้านนะ ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ตนเองเกิดญาณปัญญารู้เท่าทันโลกนี้ ทั้งทำให้โลกนี้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ทำให้โลกนี้นี่ มันไม่มืดไม่บอด เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีดวงตา ยังโลกนี้ให้สว่าง ผู้นั้นช่วยสอน ช่วยแนะ ช่วยชี้ ช่วยนำพา ช่วยให้เกิดญาณสว่างขึ้นมา แล้วก็รู้เท่าทันตาม เสร็จแล้วก็ล้วนแล้วแต่มีผู้สว่างทั้งนั้นอยู่ในโลกนี้ โลกนี้ก็เลยสว่างไปหมดเลย ไม่ใช่โลกมืด เรียกว่า ยังโลกนี้ให้สว่าง

ผู้ปิดกรรมอันลามกเสียได้ด้วยกุศล ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิด [ละ] เสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล มีในวงเล็บก็ว่า[ละ] ผู้นั้นย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล เพราะฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นก็จะต้องละ หรือผู้นั้นเลิกเสียได้ เลิกไอ้สิ่งที่ลามกนั้นได้ด้วย "กุศล" ผู้ใดทำกรรมอันลามก ผู้นั้นย่อมปิดหรือละเสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดได้เคยชั่ว เคยเลว เคยลามก เคยไม่ดีไม่งามมา ถ้าแก้ไขปรับปรุงตนเองด้วยกุศลได้ ก็เหมือนกับพ้นมาจากโลกมืด ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง อย่างที่อาตมาอธิบายแล้ว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง สัตว์ไปสวรรค์ได้น้อยดุจนกพ้นจากข่าย ฝูงหงส์ย่อมไปในทางพระอาทิตย์ ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์ นักปราชญ์ทั้งหลายชนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้แล้ว ย่อมออกไปจากโลก ท่านผู้เจริญ อิทธิบาทดีแล้ว ย่อม ..อ๋อ! ขออภัย ไม่ใช่ ท่านผู้เจริญ ท่านผู้-เจริญอิทธิบาท เจริญนี่เป็นกิริยา ไม่ใช่เป็นคุณศัพท์ อาตมาอ่านเป็นนัยของคำว่าเจริญเป็นคุณศัพท์ไปเมื่อกี้ ท่านผู้-เจริญอิทธิบาทดีแล้ว เจริญเป็นกิริยานะ ใครก็ตาม ที่ท่านพูดนี่ ใครก็ตาม เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์ นักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลก นักปราชญ์ทั้งหลายชนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้แล้ว ย่อมออกไปจากโลก นี่ ท่านให้พ้นโลก ออกจากโลก ถ้าเข้าใจโลก คำว่า “โลก” นี่สำคัญมากเลย ถ้าไม่อย่างนั้น เราจะอยู่เหนือโลกหรือว่าอยู่กับโลกได้ยาก เพราะฉะนั้น เราจะอยู่กับโลกได้อย่างไม่ยาก และอยู่กับโลกได้อย่างไม่ติดไม่ดูด ไม่ซับ ไม่ซึม อยู่กับโลกได้อย่างช่วยให้โลกนี้เป็นสุขสงบ สันติ สว่างไสวด้วย จะเป็นคนอย่างไร จะเป็นคนมืด ๆ อยู่กับโลกอย่างหมก ไม่รู้เรื่อง มืด ไม่เข้าใจ ดิ้นก็ไม่หลุด จม ๆ ๆ ๆ อยู่อย่างนั้นนะ ไม่หลุดพ้นสักที โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง คนในโลกเขาไม่พูดกันหรอก ภาษาพวกนี้ มีแต่คนนอกโลกอย่างพวกเรานี้แหละพูด หึ หึ แล้วอย่าหลงล่ะพอพูดอย่างนี้ หลงว่า “ฉันออกนอกโลกได้แล้ว” แต่ที่แท้ "ฝันไป" ตัวเองก็ยังจมอยู่กับโลกนี้อยู่ ภาษาก็ยากในตัวมันบ้าง อาตมาก็พยายามอธิบายให้ฟัง ก็คงไม่ยากนักนะ ย่อหน้าอันนี้ไม่ต้องขยายความก็ได้ว่า โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง สัตว์ไปสวรรค์ได้น้อย ดุจนกพ้นจากข่าย นกที่หลุดพ้นจากข่ายได้นั้น เหมือนกับไปสวรรค์ที่แท้ มันมีน้อย ฝูงหงษ์ย่อมไปในทางพระอาทิตย์ นั่นก็เป็นสำนวนนะ ผู้ที่ตาดี ก็ไปหาผู้ที่เจริญ ผู้ที่ยิ่งใหญ่ พระอาทิตย์ถือว่ายิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นฝูงหงส์ ไม่ใช่นกธรรมดา นกชั้นสูง นกชั้นดี ก็จะต้องหาทิศทางที่จะไป ที่ควรจะไป ผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ผู้ที่เจริญอิทธิบาทดี ผู้ที่เจริญอิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อาตมาเคยเน้นนะ อิทธิบาท 4 นี่ มันสำคัญในมนุษย์ ถ้าผู้ใดไม่มีอิทธิบาท 4 นี่ ยาก อิทธิบาท 4 มี 1.ฉันทะ 2.วิริยะ 3.จิตตะ 4 วิมังสา “ฉันทะ” สำคัญมาก ตัว “ฉันทะ” นี่สำคัญมากนะ จิตคุณไม่ชอบ ก็เรียกว่าไม่ใช่ฉันทะแล้ว ตรงกันข้าม ไม่ยินดี ยากแล้ว เพราะฉะนั้น อิทธิบาทที่จะมีฤทธิ์แห่งบทบาท มีฤทธิ์แห่งการดำเนินการ ฤทธิ์แห่งการพัฒนา ฤทธิ์แห่งการงาน ฤทธิ์แห่งการกระทำ ฤทธิ์แห่งอะไรที่มันจะเกิดสิ่งที่ดำเนินไปนี่ คติ คโต ก็ตาม ที่มันจะต้องเกิด หรือเป็น พัฒนาขึ้น เจริญขึ้นนี่ ถ้าไม่มีความยินดีนี่ยาก ฉันทะจะเกิดได้อย่างไร ทีนี้มันจะยินดีได้อย่างไร มันจะยินดีได้ด้วยเราจะต้อง เกิดความเห็นความเข้าใจ ว่า โอ้! ไอ้นี่มันดี มันน่าได้ น่าเป็นนะ เช่น การมาเป็นคนรวยนี่ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็นนะ มาเป็นคนจนนี่ มันน่าได้ น่าเป็นนะ (แต่ฟังแล้วก็) “อะไรวะ? จะให้จิตมายินดีในความเป็นคนจน มันจะเป็นได้อย่างไร” ใช่ไหม? ทางโลก คนในทิศทางที่มีความรู้สึกจริง ๆ ในจิตใจนี่ แล้วก็ความเห็นทิฏฐินี่ มันเห็นว่า ต้องรวยสิดี มีเงินมาก ๆ มีทรัพย์ศฤงคารมาก ๆ สิดี แต่พอฟังอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่เห็นด้วย ไม่ยินดีละ ถ้าใจยังไม่เกิดฉันทะ มันฝืน มันยาก อีดอาด ทีนี้เมื่อคุณฟังแล้วได้รับเหตุผล โน่นนี่ ๆ อะไร เข้าใจอย่างมาก เชื่อตาม เชื่อ ฟังเหตุผล ฟังอาตมาบรรยาย โอ้โฮ! ยอดนักหลอกเลย หลอกให้มาจน มาจนนี่ดีกว่ารวยนะ แต่ก่อนแต่ไรก็เชื่อเขามาว่ารวยนี่ดีกว่าจน ตอนนี้มาฟังอาตมาพูดบอกว่าจนดีกว่ารวย แนะนำเหตุผล พานำพาทุกอย่าง ๆ คุณก็เชื่อด้วยโวหาร เชื่อด้วยบัญญัติ เสร็จแล้วก็มาพากเพียรจะทำตาม ใจมันยังไม่ยินดีตามจริงหรอก ใจมันยังไม่เกิดฉันทะที่จริงหรอก คุณก็มาฝืนทำไป อิทธิบาทก็ อู๊ย! อืดอาด ๆ อืดอาดธิบาท ๆ มันไม่อิทธิบาทหรอก ยาก ใช่ไหม ฝืน ถ้าเกิดญาณปัญญา เห็นแจ้ง จนเกิดฉันทะจิตตัวใหม่ แต่ถ้าคุณเกิดญาณปัญญา เกิดความเห็นแจ้ง ที่มีปัญญา ที่มีปัญญินทรีย์ มีความเข้าใจที่ลึกจากความเห็นธรรมดาง่าย ๆ เป็นปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ ลึกเข้าไปว่า อื้อฮือ! ชัด จริง แน่ มีทั้งเหตุผล ยิ่งได้ปฏิบัติประพฤติพิสูจน์แล้ว ลดละลงไปได้อีก เอ้อ จนมานี่ มันดีอย่างนี้นะ มีหลักฐานยืนยัน มีสิ่งที่ได้ประพฤติประกอบแล้ว แล้วก็เห็นจริง แล้วก็จิตนี่เกิดจริง ๆ เลยว่า ฉันทะ นี่มันเป็นเจตสิกนะ ฉันทะนี่เป็นเจตสิกอยู่ในจิตนี่ มันเป็นจิตตัวใหม่ จิตตัวเกิดมาแล้ว เออ มันเกิดตาม มันเกิดตาม มีตัวเกิด มีจิตเกิด มีโอปปาติกโยนิ ตัวโอปปาติกะคือจิตวิญญาณ มันเกิดจริง ๆ นะ ไอ้ตัวที่เลว ตาย ไอ้ตัวที่เข้าใจใหม่ เกิด เกิดมาแทน ไอ้ตัวที่เลวนั่นอ่อนแรง ไอ้ตัวที่เข้าใจผิดนั่นอ่อนแรง ไอ้ตัวที่เข้าใจถูกนี่เกิดจริง ๆ มีสภาวะเกิดจริง ๆ นะ ยิ่งมีของจริงอย่างนั้นจริง คุณก็จะฉันทะจริง จิตมันจะไม่ต้องไปบังคับมัน ไม่ต้องไปฝืนหรอก มันยินดี เหมือนแต่ก่อนนี้เรายินดี เห็นเงินกระโดดเข้าใส่ เดี๋ยวนี้ เห็นเงินไม่กระโดดเข้าใส่ ให้ไป เราจะได้จน ๆ เออ แจกจ่ายไป เราจะได้จน ๆ มันจะยินดีโดยไม่ต้องบังคับ โดยไม่ต้องฝืน เราจะทำอย่างไร ให้เกิดทิฏฐินำให้เกิดฉันทะ เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไร ให้เกิดทิฏฐินำให้เกิดฉันทะ ทิฏฐิโตมาเป็นญาณ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ศรัทธาความเชื่อ จะเชื่อเป็นศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาผล ศรัทธาพละ จริงเกิดจริง ธาตุศรัทธาก็เป็นเจตสิก ธาตุปัญญาก็เป็นเจตสิก ธาตุตัวนี้ไม่ใช่ทาส ท ทหาร สระอา ส เสือ นะ ธาตุ ธา-ตุ ธ ธง สระ า ต สระ อุ ธาตุปัญญา ธาตุศรัทธา เป็นธาตุ ๆ หนึ่ง ธาตุนามธรรม ในจิต ในเจตสิก เจตสิกธาตุ มันจะเกิดจริง ๆ เป็นธาตุ ธาตุแท้ ๆ ของวิญญาณ มีจริง เป็นจริง เกิดจริง มันเกิดอย่างนี้จริง มันจะเกิด มัน...ถ้าศรัทธา เป็นศรัทธินทรีย์ เป็นปัญญินทรีย์ขึ้นมาจริง ๆ นะ มันจะก่อให้เกิดฉันทะนี่ ถ้ามันจะพลิกกลับมาเป็นยินดี ใน เห็นแท้จริง ๆ แล้วเข้าใจ มีของรองรับ มีสภาวะรองรับ คุณจะเกิดสภาพนั้น ฉันทะมันเกิดจริง มันจะไม่ฝืนมาก มันยินดี เพราะฉะนั้น เราได้แต่ท่องกัน ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ท่องไปเถิด เรียนจบนักธรรมเอก จบเปรียญ 9 จบอะไร เรียนไปเยอะแยะไป แต่ไม่เคยทำให้ฉันทะเป็นความจริง อิทธิบาทจึงไม่มีจริง ถ้าฉันทะยังไม่มีจริง ต้องเพิ่มตัวเพียรให้มากๆ เมื่อยินดี ดี ยินดีมันมีพลัง มีฤทธิ์ มีตัวจริง มีคุณภาพสูง วิริยะก็ง่ายขึ้น ความที่จะเพียรก็ง่าย แต่ถ้าเผื่อว่า ฉันทะมันยังไม่เป็นตัวจริงนะ คุณต้องเติมตัวเพียรนี่ให้เยอะๆ ดันมันให้เพียร ขยัน อุตสาหะ ดันเข้า พยายามเข้า เป็นฤทธิ์แรงที่จะต้องให้ปฏิบัติ เพราะฉันทะตัวนำ มันยังไม่เป็นตัวจริงเท่าไหร่ วิริยะหนัก แต่ถ้าฉันทะเป็นตัวจริง วิริยะเบา วิริยะไม่ต้องไปดันมันมากมันก็ไปแล้ว ก็มันยินดีนะ ห้ามยังจะไม่อยู่ถ้ามันยินดีมาก ๆ เหมือนอย่างอาตมานี่ มีฉันทะจะแสดงธรรม ห้ามไม่อยู่เลย เห็นไหม? (ผู้ฟังหัวเราะกัน) วิริยะ ง้าย ง่าย วิริยะขึ้นมาง่าย แต่หลายท่านนี่บอกว่า “โอ๊ย! อย่าเอาเราขึ้นมาแสดงธรรมเลย” แสดงก็เก่งเหมือนกันนะ บางรูปบางท่านนี่ แต่ขึ้นมาก็มาบ่นทุกที “โอ๊ย! ไม่ได้อยากแสดงเลย ไม่อยากแสดงเลย อื้อ! มันเบื่อ มันหนัก มันยาก” ขี้เกียจอะไรกันนักหนา บางคนก็อยากแสดงนะ อยากแสดงธรรม เมื่อกี้มีคนมาขอแสดง บอกให้ผมแสดงเถิด พ่อท่านพักเถอะ ยังมีคนมาขอแสดงอีก บอก “คุณหยุดเถอะ ผมแสดงเอง” (ผู้ฟังหัวเราะกัน) อ้างเหตุผลว่าอาตมาเสียงแหบ เมื่อกี้ก็มี ก็แล้วแต่ใครจะฉันทะจริงหรือไม่ ถ้าฉันทะ มันก็จะยินดี มันเห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ บางคนก็อยากแสดง บางคนก็อยากทำ บางคนก็อยากได้ อยากเป็น อยากมีอย่างนั้น ๆ นัยที่อยากได้ อยากเป็น อยากมี เอาไปอธิบายเชิงโลกก็ได้

ฉันทะอย่างโลก ๆ เช่น อยากรวย อยากได้เงินมากๆ อธิบายเชิงโลกก็ได้ เช่น อยากได้เงินมาก ๆ ฉันทะ แหม! เมื่อยไม่ค่อยเป็นเลย ใครห้ามไม่ค่อยหยุดเลย ขยัน วิริยะ บอกแล้วว่า มันง่าย วิริยะมันเพียรง่าย เอา ๆ ๆ ฉันทะ ก็ถ้ามันยิ่งมีช่องทางด้วย ยิ่งได้ด้วย สมอกสมใจด้วย โอ้โฮ! ยิ่งทำยิ่งรวย ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งทำยิ่งได้ ธุรกิจที่มีลูกจ้าง นายจ้างรวยได้เพราะเอาเปรียบลูกจ้าง คนที่ร่ำรวยเป็นกระฏุมพี เป็นเจ้าของธุรกิจ บริษัท สำนักงาน สองร้อย สามร้อย สี่ร้อยนี่ พวกนี้เมื่อยไม่ค่อยเป็นหรอก มีฉันทะ เพราะมีทิฏฐิเห็นว่า อูย! ยิ่งรวย ยิ่งได้มาก ๆ บอก เห็นไหม มันสมใจ มันยิ่งประสบผลสำเร็จในชีวิต แล้วก็เอามายกย่องเชิดชูกันอย่างในโลก ในสังคม ทั้ง ๆ ที่ต้องไปขยันอย่างนั้น จริง เขาขยันจริง ก็เท่าที่คน ๆ หนึ่งขยัน แต่มันจะขยันไปกอบโกย ทำด้วยแรงของตัวเองมากอะไร มันมีสภาพฉ้อฉลซับซ้อน มีวิธีการที่จะให้คนอื่นมาเป็นลูกน้อง แล้วลูกน้องนั้น ถ้าลูกน้องนั้นมาทำงานแล้วก็ได้ค่าเท่าที่ควรจะได้ไป สมมติให้เป็นหัวหน้าใหญ่ มีลูกน้องร้อยคนมาช่วยงาน แล้วเขาก็ได้ค่าเท่าที่ควรจะได้ไปหมด มันจะเหลือให้เจ้านายรวยหรือ? ถ้ายิ่งลูกน้องนั้น เอาเกินกว่าค่าที่ควรจะได้ ลูกน้องมันขี้โลภ ตัดหน้านายไป ใช่ไหม นายก็จน ยิ่งมีมากคน ก็ยิ่งจนลง ๆ มันจะรวยได้อย่างไร ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น นายจะต้องมีหัวฉลาด เฮ้ย! ไอ้ลูกน้องมาทำ เอ็งต้องเหลือ เกินค่าเอาไว้ให้ข้า เหลือเกินค่าที่สมดุล หรือยุติธรรม ใช่ไหม เอ็งทำให้ข้า แต่เอ็งจะต้องมีส่วนที่เอ็งทำนั่นแหละ เหลือเกินไว้ให้ข้า นายหรือคนหัวหน้านี้จึงจะรวย ใช่ไหม แล้วเอาเปรียบไหม แล้วมันจะไม่รวยได้อย่างไร ฟังเหตุผลแค่นี้ก็ชัด เพราะฉะนั้น จะบอกว่าฉันนี่ขยัน ที่จริง ขยันคนเดียวได้แค่เท่าที่ตัวเองขยัน ตัวเองไปอาศัยแรงงานคนอื่น อาศัยบทบาทคนอื่น แล้วคนอื่นนั้นหาให้เอ็งนะ เอ็งเอาเปรียบเขานะ เพราะฉะนั้น เอ็งไม่บาป ไม่มี ใช่ไหม อาตมาพยายามวิเคราะห์ วิเคราะห์ ๆ ลงไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ จะเข้าใจหลัก เข้าใจสัจธรรมเรื่อย ๆ น่ะ เพราะฉะนั้น คนที่เห็นอย่างนี้ เขาก็ขยัน เขาก็อุตสาหะ เขาก็ฉันทะ เขาก็เห็นว่าเขารวยมาก ๆ นี่ เขาพอใจ แต่อาตมามาต่อต้าน แบบนี้มันบาป อาตมายืนยันว่าอาตมาพูดสัจจะ อย่างนี้เป็นหนี้บาป เพราะเอาเปรียบ เป็นหนี้เพราะเอาเปรียบ ไม่ได้บุญหรอก เพราะฉะนั้น ทิศทางนี้ ไม่ใช่ทางสวรรค์แท้ อย่ามาอ้างเลย ว่านี่เราหางานให้คนทำ งานคนก็ทำให้ คุณได้ส่วนเกินจากคนเหล่านั้น ใช่ไหม อย่ามาทำเป็นพูดหน่อยเลย เพราะฉะนั้น คุณก็ทำเป็นระบบนี้แหละในสังคม ก็ต่อเนื่องยาวยืดมากมายก่ายกอง มีกี่บริษัท มีกี่เครือข่าย มันก็ยิ่งตัดมา คนละเท่านั้นเท่านี้ ๆ ๆ ๆ แบ่งส่วนมา แล้วมันก็มากองรวมเป็นหัวยอด หัวยอดก็ได้ไปเยอะ แล้วกลายเป็นมหากระฏุมพี ไม่ใช่เศรษฐีนะ มหากระฏุมพี โอ้โฮ! มีทรัพย์สิน มีเงินทอง มีรายได้มหาศาล

บุญนิยม มาเป็นคนจน เพราะทุนนิยม ทำให้สังคมวุ่นวาย ก็เรียนกันอยู่ในโลกทั้งโลกนี่แหละ ก็ระบบอย่างนี้ ทุนนิยมอย่างนี้แหละนะ นี่ก็ขอวิเคราะห์แซมนิดหน่อย เรียกว่าอธิบายไปอธิบายมา ก็ขอตบสักพัวะเถอะ หึ หึ ตามภาษาอาตมา อาตมาต่อต้านพวกนี้ มันทำให้สังคมไม่สุข มันแย่ง มันเบียดเบียน มันเอาเปรียบ มาเป็นคนจน มีใจรู้จักพอ ไม่ติดโลกียะสุข เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเรามาลด มาเข้าใจจริง ๆ มาลดละเสีย แล้วมาทำตนเองให้เป็นผู้ที่อยู่ในสัจธรรม กินน้อย ใช้น้อย ก็พอ มากินแค่นี้ ใช้แค่นี้ ไม่ใช่ติดโลกียะสุขมาก เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องเปลืองมาก เงินก็ไม่ต้องมีมาก ของที่จะต้องไปแลกเปลี่ยน ยิ่งไม่ต้องติดอะไรพวกนี้เลย มีแต่สาระในชีวิต กินก็เพื่อให้ยังขันธ์อยู่ได้ นุ่งห่มก็กันร้อนกันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด ไม่ต้องไปพิถีพิถัน ไม่ต้องไปสวยไปงาม ไม่ต้องไปเบ่งไปข่มอะไร มีพอสมควร จะขาดจะปะบ้าง ก็ไม่เสียศักดิ์เสียศรีอะไร ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คนพวกนี้ก็ไม่เปลืองไม่ผลาญ ไม่ต้องไปเอามาก ใครจะเลี้ยงจะดูไว้ก็ง่าย เสร็จแล้วไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องห่วง อาตมาไม่ห่วงนะเครื่องแต่งตัว เสื้อผ้า ใครไม่ให้นุ่งก็จะเปลือยมันนะ แล้วใครไม่มาช่วยไว้ก็จะเปลือยมันนะ กินก็ไม่ห่วง ใครไม่ให้กิน ก็นั่งมันอยู่อย่างนี้ แห้งลง ๆ ๆ ประเดี๋ยวก็ตาย แต่ใครเห็นว่าไม่ได้หรอก อย่าเพิ่งตาย ตายไม่ได้ ต้องเอามาให้กิน ให้กินก็กินให้ กินให้เพื่อเราจะได้อยู่ เมื่อเราอยู่ เราอยู่ทำไม อยู่ก็เพื่อสร้างสรร เพื่อที่จะให้เกิดมาก ๆ ขึ้น เพื่อส่วนรวม เพื่อส่วนกว้าง ไม่ใช่เพื่อเรานะ แน่ใจ แน่ชัด ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเรา เรายินดีที่จะจน จนแล้วก็ไม่จน เพราะคนอื่นจะต้องมาสนับสนุน ดีไม่ดีก็บอก ท่านเอาเงินไปสักล้านเถิด ก็เราไม่ต้องการนะ ไม่ให้ท่าน(ใช้ส่วนตัว)หรอก ให้ท่านเอาไปทำงาน เป็นทุนรอน มาใช้เราสะอีกแน่ะ การมาให้เงินอาตมานี่ มาใช้อาตมานะ เพราะเงินนี้เราไม่ได้เอามาซื้ออะไรเสพบำเรอตน เงินนี้ถ้ามีมา เราก็เอามา จะเอามาใช้อะไร มาสร้างสรรอะไร แล้วจะเพื่อสร้างสรรสิ่งดี เพื่อไปพัฒนาแจกจ่ายเจือจาน หรือว่าเกื้อกูล หรือจะให้มนุษย์เจริญงอกงามอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไร ใช้ให้เป็น ใช้ทุนพวกนี้ให้เป็น คนเขาเชื่อมือเรา เขาก็เอามาให้ คนไม่เชื่อมือเรา ก็ไม่ค่อยอยากให้ โอ้! คนนี้ใช้ไม่เป็น ให้เป็นล้าน ก็ปู้ยี้ปู้ยำทิ้งหมด เสียหาย ไม่เกิดคุณค่าต่อสังคมมนุษยชาติ เขาก็ไม่อยากให้ แต่ถ้าเขาเชื่อมือเรา เขาก็ให้ เรายิ่งไม่โกง ยิ่งไม่กิน ไม่มีคอร์รัปชั่น ไม่มีคอมมิชชั่น ไม่มีหรอก ใช้เงินนี้อย่างมีปัญญาด้วยว่า แม้น้อยก็ยังใช้ได้ประโยชน์เยอะ ประโยชน์ได้มหาศาล ประโยชน์ได้กว้างขวาง ประโยชน์ได้วิเศษ แม้ให้น้อย อโศกเราอยู่ในหน่วยนี้น่ะ เงินเราสะพัดมาเป็นทุนนี่ ไม่มาก แต่เราใช้ประโยชน์ได้เป็นเนื้อหาแก่นสารเยอะ นอกจากจะไม่มีคอร์รัปชั่นและคอมมิชชั่นกันแล้ว เงินเราก็ใช้ได้ประสิทธิภาพ แล้วรู้ว่า จะใช้อะไร จะสร้างอะไร จะรังสรรค์อะไรตามกาลเทศะฐานะอันเหมาะควร ทำแล้วมันได้ ถ้าได้จนคนเขาไม่เชื่อว่า เราไม่มีทุนหนุนหลัง ได้จน เพราะเขาเคยแต่ว่าให้ทุนนี้ไปทำ เสร็จแล้วมันก็ได้ผลออกมาขนาดนี้ มันรั่ว มันซึม มันไม่ประณีต ไม่ประหยัด มีสมรรถภาพ อะไรแค่ไหน ก็แล้วแต่ ดีไม่ดีมันเลวร้ายจนกระทั่งมันมีคอร์รัปชั่นและมีคอมมิชชั่นไปตั้งเยอะ เพราะฉะนั้น เงินนั้นส่งผลสร้างสรรออกมาได้ค่าเฉลี่ยแล้ว ในค่าเฉลี่ยของสังคม เพราะว่าชีวิตมนุษย์ในโลกนี้อย่างเก่งมันได้ทุนขนาดนี้ไปสร้างสรร มันก็จะได้ผลงานออกมาเท่านั้นแหละ นี่ตามค่าเรียกว่าค่านอร์มอล ค่าปกติ คนเขาก็เคยอย่างนี้ จะเป็นนักปัญญาชนอะไร เขาก็จะมีความรู้สึกอย่างนี้ ค่าปกติ ได้ขนาดนี้ ไอ้ที่รั่วที่ซึม ไอ้ที่สูญที่หายตามวิสัยของคนโลก ๆ ที่มันยังโลภ ยังแอบ ยังแฝง แม้แต่ขี้โกง ก็ยังไปอย่างนี้ มันจะได้จริงออกมาเช่นนี้ แต่ของชาวอโศกเรา ไม่ กลับใช้ค่าสร้างสรรได้มากกว่านั้น ก็เลยค่าของมันก็เกินนอร์มอล เกินปกติค่าเฉลี่ยที่เขาประมาณไว้แล้วมันต้องเท่านี้ มันเกิน เขาก็บอกว่า ไม่เชื่อ ไอ้นี่ มันเป็นต้องมีทุนมากกว่า เขาก็คำนวณย้อนว่า ผลออกมาเท่านี้ ย้อนไปหาทุน จะต้องมากกว่านี้ แล้วเรี่ยไรมันก็ไม่เรี่ยไรอะไร แล้วมันก็ไม่อะไร แล้วมันชวนขายชวนค้า ก็ค้าราคาถูกๆ อะไรต่างๆ แล้วมันจะไปหามาจากไหน เป็นเงินก้อน ๆ เกินที่จะเอามาสร้าง ผลงานขนาดนี้ เขาวัดค่าผลแล้วว่า ย้อนหาต้นทุน ไม่เชื่อ เอ็งต้องมีทุนหนุนหลังโดย ปกปิด อาตมาเข้าใจเขาและเห็นใจเขาอย่างนี้ ที่จริงละเอียดกว่านี้น่ะ ถ้าจะอธิบายความซับซ้อนในเรื่องนี้ แต่อธิบายขนาดนี้ คนที่มีปฏิภาณ ฟังไว้ก่อน ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ก็จะอธิบายมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น อาตมาถึงไม่โทษเขาหรอกว่า ที่เขามาว่าเราว่ามีทุนหนุนหลัง มีอะไรต่ออะไร ไม่โทษเขาหรอก เพราะเรารู้อยู่ว่า เรามีหรือไม่มี เราจริงใจหรือว่าจริงจัง เรารับเงินยากกว่าทุกคนเสียด้วยซ้ำไป จริง ๆ ของเราเป็นอย่างนั้น ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่นะ หรือใครจะนึกว่า อาตมานี่หาเวลาชั่วโมงที่ 25 แอบไปพบกับนายทุน เพราะคอยสังเกตแล้ว 24 ชั่วโมง นี่ไม่มีเล็ดลอดสายตาเลย โอย! อยู่ในสายตา 24 ชั่วโมง แต่ไอ้ชั่วโมงที่ 25 นี่สิไป ชั่วโมงที่ 25 นี่ไป ก็วันหนึ่งมันมี 24 ชั่วโมง ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น เมื่อ 25 น. นี่ ไ่ป เล็ดลอดไปหาทุนมา ไปเจรจากับพวกทุน เอามา ไม่ให้คนรู้ บรรยายจนหมดขี้หมดพุง ชอบที่จะสงสัยนัก เพราะฉะนั้น ตามจับชั่วโมงที่ 25 ของอาตมาให้ได้ ที่ไปแอบรับทุนหนุนหลังในชั่วโมงที่ 25 มา ไม่ให้คนรู้ แม้แต่ปัจฉายังไม่ค่อยรู้เลย นอนข้างกุฎิสองข้างอยู่อย่างนี้ อาตมากระดิกตัวเมื่อไรก็แทบจะรู้สึกแล้ว คอยดูอยู่นี่ ไม่คลาดสายตา แต่แหม ไปในชั่วโมงที่ 25 นี่ สิ 24 ชั่วโมงนี่คอยประกบอยู่ ยังจับไม่ได้ ไม่มีโอกาส ไม่รู้ไปเอามาจากไหนแน่ แต่ชั่วโมงที่ 25 นี่สิยังจับไม่ได้ ปัจฉาหาดี ๆ นะ หาชั่วโมงที่ 25 ให้ดี ๆ ว่าไปท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน