350405 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอนที่ 8 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์392 KB
วันที่แก้ไข27 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350405 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 8/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก หมายเหตุ : กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นตอนต่อจาก 350216-21 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 1-7 สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 8/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์

เราจะเริ่มต้นเรื่อง กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ซึ่งการจะเกิดสัมมาทิฏฐินั้นก็เกิดจาก การได้ฟัง เป็นปริยัติ เป็นการศึกษาด้วยภาษา ด้วยคำพูด ด้วยเหตุผล เป็นการเข้าใจตามความหมายความรู้อะไรนี่ไปก่อน เสร็จแล้วเราก็จะต้องเอาไปปฏิบัติ เข้าใจเท่าไหร่ก็ตาม เราก็เอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วมันก็ถึงจะมีผลเสริมซ้อนขึ้นมาๆ องค์ธรรมอนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ 5: การปฏิบัติมีสูตรหนึ่ง องค์ธรรม 5 อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ อันนี้เป็นคำกล่าวของพระสารีบุตร อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 497 ( ดู เนื้อความจาก พตปฎ. ในภาคผนวก ) องค์ธรรม 5 อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ คือ ศีล สุตะ หรือพหูสูต อันเดียวกัน สากัจฉา สมถะ วิปัสสนา นี่เป็นองค์ธรรม 5 ที่อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐิ 1. ศีล : เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราได้เริ่มต้น มีความเข้าใจว่า อ๋อ! สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างนี้เองนะ เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราก็มาปฏิบัติ ปฏิบัติอะไรล่ะ การปฏิบัติเป็นอย่างไร? การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เราก็ปฏิบัติอย่างนั้นแหละ มีศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ 2. พหูสูต : เมื่อเราปฏิบัติมีศีล เราก็จะต้องมีการได้รับพหูสูต จะต้องเสริมซ้อน เสริมสร้าง มันจะเกิดพหูสูตด้วยการปฏิบัติที่มีแนวลึกขึ้น บอกแล้วว่าความรู้ พหูสูตนี่ ไม่ได้เป็นความรู้แต่แค่ปริยัติ ไม่ได้เป็นความ

อ่านต่อ

รู้แต่แค่ภาษาคำพูดเท่านั้น เรารู้กว้าง รู้มากขึ้น รู้รอบขึ้น รู้เยอะขึ้น ได้ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่มันจะเกิดผลชอนไชลึกซึ้งขึ้น ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติตรง มันก็ยิ่งจะเกิดสภาพที่มีพหูสูต ที่เป็นปรมัตถสัจจะสูงขึ้นๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติขึ้นแล้ว เกิดพหูสูต 3. สากัจฉา : ยิ่งมีพหูสูต มีสิ่งที่เกิดจริงอย่างที่กล่าวแล้ว ทั้งความรู้รอบแล้ว ยิ่งสากัจฉา มีสากัจฉาก็คือ ยิ่งมีการวิเคราะห์วิจัยถามไถ่กัน สากัจฉา นี่หมายความว่า ถาม-ตอบ มีการสากัจฉาผู้นั้นผู้นี้มากขึ้น ผู้ใดเป็นอย่างไร มีผล มีข้อขัดข้อง มีปัญหา มีโน่น มีนี่ มีวิเคราะห์ มีวิจัย มุมเหลี่ยมอะไรต่ออะไรมากขึ้น สากัจฉานะ มันก็ยิ่งจะเพิ่มจะเติมมุมเหลี่ยม เพิ่มเติมความรู้รอบนอก สากัจฉานี่ต่างจากพหุสัจจะ หรือพหูสูตแน่ พหูสูต บอกแล้วว่า เป็นการรอบรู้ยิ่งขึ้น ส่วนสากัจฉานั่นเป็นการพูด แน่นอน ถามไถ่แน่นอน ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้ปริยัติเท่านั้น เป็นการวิเคราะห์วิจัย ถามไถ่อะไรกันขึ้นมา แน่นอน สากัจฉา ก็ยิ่งจะรอบรู้เติมเพิ่มขึ้นมาอีก เกิด 4.-5. สมถะและวิปัสสนา : ถ้าได้เติมสมถะ ถ้าเราเข้าใจว่าสมถะคืออะไร เติมวิปัสสนา ถ้าเราเข้าใจว่าวิปัสสนาคืออะไร แล้วเราก็ปฏิบัติให้เกิดสมถภาวนา ให้เกิดวิปัสสนาภาวนาเพิ่มอีก เพิ่มขึ้น ๆ ๆ ก็ยิ่งเสริมให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าองค์ธรรม 5 ประการนี้ เป็นตัวที่ทำให้สัมมาทิฏฐิเกิดสูงขึ้น ๆ ๆ สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ : ถ้าเรามองไปในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ มีอะไร? ( สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ ดูในภาคผนวก) องค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ มี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลหรือปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ และมัคคังคะ “สัมมาทิฏฐิ” ตัวหนึ่งซึ่งมันซ้อนในองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิ 6 และก็มีตัวสัมมาทิฏฐิอยู่ใน 6 นั้นด้วย “มัคคังคะ” นี่ก็องค์ของมรรคทั้งหมดนั่นแหละ องค์ของมรรคที่เราต้องปฏิบัติตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ไปจนกระทั่งถึงสัมมาสมาธิ องค์ทั้ง 8 นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราจะปฏิบัติ แล้วเราก็มองดูองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิอีก 5 ที่ว่าองค์ธรรมที่อนุเคราะห์สัมมาทิฏฐินี่สิ มันก็คล้ายกันนะ สากัจฉา กับ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ นี่ สากัจฉา กับ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ : ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นการวิจัยวิเคราะห์ในภายในของเรา เป็นตัววิจัย เป็นตัวโพชฌงค์ เป็นตัวองค์แห่งการตรัสรู้ที่เราจะต้องปฏิบัติ ( ดู โพชฌงค์ 7 ในภาคผนวก) สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ แล้วให้เกิดจิต เกิดปรมัตถ์ มีปีติ ปัสสัทธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของตัวยอดของฌาน เพราะว่าเกิดสัมโพชฌงค์นั้น เกิดปรมัตถ์เลย เกิดจิตเลย ทีนี้ตัว สากัจฉา นี่เสริมนอก ธัมมวิจัยเหมือนกันนั่นแหละ สากัจฉาก็คล้าย ๆ กับธัมมวิจัยนั่นแหละ วิจัย วิเคราะห์ ได้ถามไถ่มุมนั้น ประเด็นนี้ เหลี่ยมนั้น เหลี่ยมนี้ อะไรต่าง ๆ นานา เสริมซ้อนกันแล้ว ก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้น ๆ ๆ สัมมาทิฏฐิ ยังต้องพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นปัญญา : มาถึงวันนี้แล้ว พวกเราก็คงจะได้เข้าใจว่า สัมมาทิฏฐิมันไม่ได้มีอยู่เท่าไรก็มีตัวเดียว พอได้สัมมาทิฏฐิปุ๊บ จบ ไม่ใช่ ในตัวสัมมาทิฏฐินั้น มีความเจริญ มีความวิจิตร มีความยิ่งขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในตัวสัมมาทิฏฐิเอง ไม่ว่าในเรื่องไหน ๆ ไม่ว่าในเหตุปัจจัยไหน ๆ มันมีตัวยิ่งเห็น ยิ่งเข้าใจ ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งชัดแท้ ยิ่งจริงจัง ยิ่งเข้าไปสู่จุดยอดของสัจธรรม จุดสุดยอดของความจริง มันยิ่งเข้าไปลึกขึ้น ๆ มันก็คือตัวความรอบรู้ของความจริง สัมมาทิฏฐินี่ประกอบไปด้วยความจริงนะ มันเป็นความรอบรู้ของความจริง เพราะฉะนั้น ความจริงยิ่งเกิด ยิ่งรอบรู้ ยิ่งเห็น เท่ากับปัญญานั่นแหละ ถ้าลึกขึ้นไป มากขึ้นไป แล้วสัมมาทิฏฐิจะเติมขึ้น ๆ เสร็จแล้ว ก็สั่งสมลงเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละหรือปัญญาสุดท้าย ปัญญาผล เป็นตัวจบ เป็นตัวถึงที่สุดแห่งความจริง แล้วก็รู้ชัด รู้เจน มีด้วย ผู้ครองสัจธรรมหรือทรงสัจธรรม คือ รู้ เห็น เป็น มี: นอกจากรู้แล้ว ไม่ใช่ว่า รู้โดยปริยัติ รู้โดยตรรกศาสตร์ รู้โดยความรู้ แต่นี่รู้ เห็น เป็น มี รู้เห็นในสิ่งที่เป็น ที่มี ที่เราเป็น เรามี จึงเรียกว่าเป็นผู้ครองสัจธรรม เป็นผู้ทรงสัจธรรม ไม่ใช่มีแต่ความรู้เท่านั้น เรียกว่าทรงสัจธรรม “ทรง” นี่คือมีไว้ ทรงไว้ เกิดขึ้นที่เราแล้ว แล้วความจริงอันใดก็ตัวคนนี่แหละเป็นตัวพิสูจน์ความจริง พิสูจน์ความรู้ที่สุดยอด เป็นความรู้ที่ประเสริฐของมนุษย์ มนุษย์มีความประเสริฐใดล่ะ ที่เราจะควรมี เราก็มีความประเสริฐนั้นให้สูงสุด เป็นมนุษย์ที่เจริญสูงสุด อยู่ในโลก เราก็มีความรู้ ความจริงเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิ 10 ฝ่ายสาสวะ : ทีนี้มาทวน ทวนเริ่มต้นแล้วก็จะไล่ไป จนกระทั่งถึงทิฏฐิทั้ง 10 แล้วอาตมาจะอธิบายย้อน จากข้อที่ 10 ไล่เข้ามาถึงข้อที่ 1 ย้อนเป็นปฏิโลม ย้อนกลับหลังมา เรียกว่าปฏิโลม ถ้าย้อนตามไปนี่ เขาเรียกว่า อนุโลม จากข้อ 1 ไปถึง 10 เรียกว่าอนุโลม จากข้อ 10, 9, 8, …, 1 นี่เรียกว่าปฏิโลม ย้อนกลับ จาก 10 มาจนกระทั่งถึง 1 อย่างนี้เป็นต้น ย้อนทวนกลับมาอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิโลม ทบทวนนี้ ก็ไม่ทบทวนอะไรมาก จะทบทวนว่า ทิฏฐิ 10 ถ้าเผื่อว่าเข้าใจ หรือว่าเห็นผิด เรียกว่ามิจฉา ถ้าเห็นถูกเห็นดี เรียกว่าสัมมา ทีนี้ในทิฏฐิทั้ง 10 นั้น มีหลักทั้ง 10 อะไรบ้าง หมวดที่ 1. ภาคพิธีกรรม : 1. ทินนัง 2. ยิฏฐัง 3. หุตัง นี่หมู่หนึ่ง จับเป็นหมู่ ๆ นี่จะจำง่าย ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง จำเป็นภาษาบาลีไปเลย ตอนนี้เราเฟื่อง ไม่ใช่ของเล็ก ๆ แล้ว นักศึกษาระดับเรานี่ ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว มี TECHNICAL TERMS ที่เก๋ ๆ แต่ระวังนะ ไปพูดไปเจอเอานักบาลีมือใหญ่ ๆ เขาวิเคราะห์วิจัย แจกแจงภาษาโน่นนี่ มาซัดกะคุณล่ะก็ ระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน หมวดที่ 2. ภาคกิจกรรม : ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง ต่อมาก็ กัมมานัง เอาสั้น ๆ เรียกว่า กัมมานัง ถ้าจะเอาเต็ม ๆ ก็ สุคต ทุกกตานัง กัมมานัง พลัง วิปาโก แน่ะ ต้องเฟื่อง ว่ากันเป็นประโยคเลย สุคต ทุกกตานัง กัมมานัง พลัง วิปาโก นั่นเรียกว่า มีกรรมดี-กรรมชั่วที่ประพฤติแล้วมีผล มีวิบาก เสร็จแล้วก็ อยังโลโก ปโรโลโก อีก 3 4. กัมมานัง 5. อยังโลโก 6. ปโรโลโก อีก 3 เป็นหมวดที่ 2 นัตถิ ถ้าเราเอาตัว นัตถิ ใส่ทุกข้อ เราไม่ได้ใส่ นัตถิ ไม่ได้ใส่ อัตถิ เราก็ว่าไป หมวดที่ 3. ภาคพฤติกรรม : หมวดที่ 3 เราเรียกว่า 7. มาตา 8. ปิตา 9. สัตตาโอปปาติกา นี่อีก 3 เป็น 9 ข้อแล้ว มี 3 หมวด แล้วมันอยู่ใน 3 แต่ละหมวด ๆ นี่สัมพันธ์กันจริง ๆ ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายแล้ว ประเดี๋ยวก็จะได้อธิบายซ้ำ เพราะบางคนอาจจะมางวดนี้ งวดที่แล้วที่งานปลุกเสกฯ ไม่ได้มา ไม่ได้ไปกะเขา ระวังเถอะ มัวแต่คลานต้วมเตี้ยม ๆ และข้อที่ 10. สมณพราหมณา : สุดท้ายข้อที่ 10 ก็คือ สมณพราหมณา เราก็พูดสั้น ๆ ถ้าพูดกันอย่างเฟื่อง ๆ มันก็ต้องเอาเต็ม ๆ ก็ นัตถิ โลเก หรือ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมาปฏิปันนา อ้า สัมมัคคตา ก่อนนี่ ขนาดนี้ ยังหล่นเลย ว่าแน่ ๆ นะ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โอ้โฮ ! ยาว เก๋ ไม่เบานะ ถ้าเผื่อว่า พูดได้แค่นี้นะ แล้วบอกว่า นัตถิ โลเก หรือบอก อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ โอ้โฮ ! พอพูดจบนี้รับรองกราบเลย ร่ายเวทย์พระบาลีกัน ยังขนาดอย่างนี้แล้วนี่ โอ้โฮ! ไม่ใช่เบาเลยนะ นั่นเรียกว่า อันที่ 10 ข้อที่ 10 ตัวที่ 10 “นัตถิ” เป็นภาคปฏิเสธ: แปลว่า ไม่ “นัตถิ” แปลว่า ไม่ เห็นว่าไม่มีผล หรือไม่มี หรือไม่ใช่ อะไรก็ได้ เป็นตัวปฏิเสธ เป็นตัว NON ส่วนตัว “อัตถิ” ก็ตัววี มันเป็น ตัวหนึ่งตัว “ไม่” ตัวปฏิเสธ อีกตัวหนึ่งตัว “รับ” เป็นตัวรับ หรือ เป็นตัว NO กับตัว YES ใช่ หรือไม่ใช่ หรือไม่มี ไม่เป็น ไม่มีผลอะไรก็แล้วแต่ เป็นตัวปฏิเสธ “นัตถิ ทินนัง” ทานที่ทำ ไม่มีผล : เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใด ทินนัง คือการทาน การทำทาน ถ้า “นัตถิ ทินนัง” ก็หมายถึงว่า การทานนี้ ไม่มีผล ผู้ใดมีความเข้าใจ เฮ้ย! การทานมันไม่ได้เรื่องหรอก ไม่เกิดผลอะไร การทานนี้ไม่มีหรอก มันทำไปอย่างนั้นแหละ เล่นไปเป็นวิธีการอะไรต่ออะไรในสังคมเฉย ๆ ไม่มีผลทางบาปบุญอะไร ไม่มีผลทางที่จะไปเกิดคุณค่าอะไรหรอก ทำกันไปอย่างนั้นแหละ ให้ก็เท่านั้น ไม่ให้ก็เท่านั้น มันก็อาจจะดีบ้างในความรู้สึกของคน ถ้าให้ก็ดีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นแหละ แต่มันไม่มีผล วิเศษวิเสโส ลึกซึ้งอะไรหรอก ความจริงแล้ว ความเห็นอย่างนี้ ผู้ใดมี “นัตถิ ทินนัง” การทานไม่ได้เรื่อง การทาน มันไม่มีผล การทานไม่มีไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าผู้ใดเข้าใจอย่างนี้ เห็นอย่างนี้แต่ต้น พวกนี้หวังได้เลยว่า แม้แต่อยู่ในสังคมก็เป็นคนเลว ไม่ต้องห่วงเลยว่าเขาจะไปสวรรค์ ไม่มีทางไปสวรรค์ พวกนี้ ไม่มีทางไปสวรรค์ ไม่มีทางเป็นคนดี มีแต่บำเรอตัวเอง หลงตัวเองตะพึดตะพือ คนอย่างนี้ ตัวแรกเลย ไม่ต้องเอาอื่นหรอก เอา ทินนังนี่ คนที่เขาเห็นว่าทานไม่ได้เรื่อง ไม่มีผล ไม่ใช่ ไม่จริง ไม่ใช่ความจงความจริงอะไรหรอก ไม่ได้สร้างสรร ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรเท่าไหร่หรอก ทำไปตามสังคมเท่านั้นแหละ มันก็มีสมมุติสังคม อุจเฉททิฏฐิ มีความเห็นว่า ตายแล้วสูญสิ้นทั้งนั้น : เพราะฉะนั้น พวกที่มีความคิดเห็นแบบอุจเฉททิฏฐิ คือมีความเห็นแบบขาดสูญ ตายแล้วไม่มีอะไรเนื่อง ไม่มีอะไรต่อ คนที่มีความเห็นแบบนี้ ชีวิตก็คือชีวิตแค่นี่เกิดมา ได้รับการผสมพันธุ์ถูกสัดส่วน ก็เกิดมาเป็นสัตว์โลก เกิดมาแล้วถึงเวลาตายก็ตายไป ก็จบ ดิ้นด็อกแด็ก ๆ ไปชั่วระยะหนึ่ง อายุสั้นบ้าง ยาวบ้าง บางคนอายุยืนไปถึง 100 ปี ค่อยตาย แล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรต่อ ไม่มีอะไรเนื่อง ไม่มีผลกระทบอะไรในจักรวาลนี้ พวกอุจเฉททิฐิ พวกมีความเห็นว่า ตายแล้วสูญ พวกนี้ แหม! เกิดมาเยอะเลยเดี๋ยวนี้ มีความรู้สึกแบบนี้ ทิฏฐิแบบนี้เยอะ ทำให้สังคมวุ่นวายที่สุด เดือดร้อนที่สุด ตัวเองก็มีแต่บาปกับบาป บางคนที่ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีอะไรพวกนี้นี่ เพราะฉะนั้นจะเห็นการที่เสียสละ การให้ การช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นผลดีของสังคมนี่ เขาจะไม่เอาถ่าน มีแต่จะเห็นแก่ตัว วุ่นที่สุดคนแบบนี้น่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่ได้เข้าใจไปในทิศทางที่ถูก โดยเฉพาะตั้งแต่ตัวเริ่มต้น ทินนัง นี่ บรรลัย “อัตถิ ทินนัง” มีทำทานและทำแล้วมีผล: ทีนี้ เริ่มต้นเรามีความเห็นที่เป็นอัตถิ มี ทานนี้มี อย่างน้อยก็มีพฤติกรรมแห่งทาน แล้วก็ทานนี้มีผล ทานนี้เป็นคุณค่า และที่สุด ถ้าศึกษาศาสนาพุทธแล้ว ทานเท่านั้นแหละ เป็นเนื้อหาของมนุษยชาติ เป็นผู้ให้ ผู้ใดปฏิบัติตนสุดยอดได้ ก็มาเป็นผู้ให้ จนกระทั่งถึงขั้นสุดเป็นพระอรหันต์ นี่คือ ผู้ไม่มีตัวตน ผู้ไม่เห็นแก่ตัว ผู้ไม่เห็นแก่ตนเองจริง ๆ ไม่ใช่ภาษาพูด มีทั้งความรู้สึก มีทั้งพฤติกรรม ความรู้สึกก็ไม่เห็นแก่ตัวจริง ๆ และพฤติกรรมก็จะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่ตัวจริง ๆ มีพฤติกรรมกาย วาจา ใจ อยู่อย่าง อยู่ไปด้วยกัน คบคุ้นไปแล้วก็จะเห็นว่า เออ ! ท่านเป็นคนไม่เห็นแก่ตัวจริง ๆ เลยนะ ไม่ได้ไปเอาอะไรมาไว้แก่ตัว ไม่ได้บำเรอตัว ไม่อยู่เพื่อเสพเพื่ออะไร ทำอะไรต่ออะไรเพื่อผู้อื่นทั้งนั้น มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น เปรียบเหมือนรถยนต์ ทำงานเพื่อผู้อื่น : เหมือนกับรถยนต์คันหนึ่ง มันไม่มีตัวตนหรอก แต่มันก็แย่กว่าคนตรงที่ว่ามันขับเองไม่ได้ มันเป็นรถยนต์เอง เดินเครื่องเองไม่ได้ มันเป็นเครื่องกลที่เดินเองไม่ได้ แล้วก็ไม่มีตัววินิจฉัยเองอยู่ในตัวของมัน ว่าควรจะทำอะไร ถ้ามันมีตัววินิจฉัยเองแล้ว มันก็ขับเคลื่อนของมันเองได้นี่นะ รถยนต์ตัวนั้นก็คือพระอรหันต์ นั่นแหละเครื่องกลอันนั้น ก็คือพระอรหันต์ มันทำเพื่อผู้อื่นทั้งนั้นแหละ ตัวมันเองไม่อะไรหรอก ถ้าตัวมันทำเองเป็น มันก็คงจะหาน้ำมันกินเองนะ มันก็หาน้ำมันให้มันกินบ้าง แต่มันไม่ทำเพื่อตัวเองนะ มันหาน้ำมันใส่เครื่องของมัน เออ น้ำมันมันจะหมดแล้วนะ นี่มันจะพร่องแล้ว นี่สแปร์ (spare สำรอง) แล้วตอนนี้ มันจะเหลือน้ำมันแค่สำรองแล้ว มันก็จะต้องไปหาน้ำมันเติมให้มาแล้วก็วิ่ง มีไอ้นั่นขาด น้ำมันเกียร์ขาด น้ำมันเบรคพร่อง จาระบีน้อยไป ตัวนี้ชักจะเปลี่ยน ควรจะเปลี่ยนอะไหล่ตัวนี้หน่อย ไอ้โน่น ไอ้นี่ มันก็คงจะทำให้มันเองล่ะนะ แต่มันไม่มีตัววินิจฉัย มันไม่มีจิตวิญญาณ มันไม่มีตัวอันนี้ คนที่เป็นเจ้าของก็เลยกลายเป็นตัว เราตัดคนไปว่า ไม่ใช่ตัว ไม่เกี่ยวนะ ตัวตนของคนไม่เกี่ยวนะ ทำให้แก่รถนั่นนะ ก็เพื่อที่จะให้รถนั่นมันมีคุณภาพดี ให้มีอายุยืน ให้มีประสิทธิภาพสูง ให้มีประโยชน์คุณค่ามาก แล้วมันก็จะใช้ประโยชน์ มันก็จะดำเนินการ ดำเนินประโยชน์ มันจะไม่หาเวลาจอดนิ่ง จอดตาย ว่าง ๆ ก็พาตัวเองเข้าไปซุกอยู่ในรูนั้น อยู่ในพุ่มนี้ หลบตรงนั้น ตรงนี้ มันก็จะไม่หลบละ มันก็จะหาทางทำงาน วิ่งทำอะไรต่ออะไรให้เกิดประโยชน์คุณค่า กาลเวลาวันเวลาล่วงไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ หรือว่า กายกรรม วจีกรรม ที่ดีกว่านี้ยังมีอีก มันก็จะหางานทำไป ควรพัก ควรเพียรอย่างไร มันก็มีพักบ้าง ไม่พักเดี๋ยวก็เครื่องระเบิด อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นั่นแหละ มันก็จะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ให้ มีแต่เกิดมาเพื่อสร้างสรร เกิดมาเพื่อเป็นผู้รับใช้มนุษย์ชาติ เกิดมาเพื่อที่จะมีคุณค่า มีสมรรถภาพอะไรที่เราจะทำได้ สร้างได้ ก็จะสร้างขึ้นมาให้แก่สังคม มันไม่เพื่ออะไรเลยนะ เกิดมาเป็นมนุษย์แท่งก้อนนี้ เชื่อเพราะแค่ศรัทธา หรือเชื่อเพราะมีศรัทธาพละ : แหม! อยากให้เชื่อทุกคนจังเลย อาตมาเชื่อว่า พวกคุณไม่เชื่อ หรือเชื่อ! แต่เชื่อแค่ศรัทธา ยังไม่เกิดศรัทธาพละ ถ้าเกิดศรัทธาพละ ก็หมายความว่า เชื่อที่มีกำลัง แล้วพวกคุณก็มีประสิทธิภาพนะสิ เพราะศรัทธาตัวนั้นเป็นศรัทธาพละ เป็นศรัทธาผล เป็นศรัทธาที่สุดยอด ประกอบไปด้วยปัญญา เป็นอินทรีย์ตัวสมบูรณ์ โพธิปักขิยธรรม 37 : อินทรีย์ 5/พละ 5 มี ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, และปัญญา เป็นอินทรีย์ของมนุษย์ สำคัญ สั่งสมอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่แหละ ในโพธิปักขิยธรรม 37 นี่ เราปฏิบัติก็เพื่อสั่งสมนี้ (ดู โพธิปักขิยธรรม 37 ในภาคผนวก) จะมีโพชฌงค์ 7 จะมีมรรค 8 ปฏิบัติเป็นกองหนุน มี สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, ยังจำได้อยู่ไหม ยังจำได้ไหมถึงสูตร ๆ หนึ่ง ไม่ใช่ว่า ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่งนะ (สำนวนจากเพลง) ยังจำได้ไหม ถึงโพธิปักขิยธรรม 4, 5, 7, 8 แน่ ไม่ใช่เลขหวยนะ สูตร 4, 5, 7, 8 นี้ เราจะประเสริฐสุดด้วยสูตร 4, 5, 7, 8 นะ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4 นี้สูตร 4 สั่งสมเป็น อินทรีย์ 5, พละ 5 ปฏิบัติ 3 ตัวนั่นแหละ ปฏิบัติสูตร 4 นั่นแหละนะ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4 เพื่อเกิดอินทรีย์ให้มันเต็ม เพื่อเกิดพละให้มันเต็ม เกิดอะไร? เกิดศรัทธา เกิดวิริยะ เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญา เกิด 5 ตัวนี่แหละ ยิ่งขึ้น เจริญขึ้น เรียกว่าอำนาจ เรียกว่าความเป็นใหญ่ เรียกว่าพละกำลัง เรียกว่าฤทธิ์ เรียกว่าเดช ได้ทั้งนั้นแหละ มันจะเป็นฤทธิ์ เป็นเดช เป็นแรง เป็นพลัง เป็นประสิทธิภาพ เป็นปาฏิหาริย์ก็ได้ เป็นความเก่ง ความสามารถ เป็นประสิทธิภาพ เป็นคุณภาพ 5 ตัวนี่แหละ แม้ โพชฌงค์ 7 มรรค 8 เป็นสองตัวท้ายของโพธิปักขิยธรรม ก็เสริมหนุนให้เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่แหละ ปฏิบัติให้ครบ มรรค 8 ให้เกิดโพชฌงค์ 7 ที่เป็นตัวใน โพชฌงค์ 7 สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ นี่เป็นตัวใน เป็นตัวปรมัตถสัจจะ เป็นตัวที่จะเกิดสติก็ยิ่งขึ้น ตัววิริยะ ธัมมวิจัยยิ่งขึ้น ธัมมวิจัยนี่เป็นตัวเจตสิก ที่มันเกิดการวินิจฉัย ที่ มุทุภูเต แววไว เกิดขึ้น แล้วก็ผลปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ นี่เกิดตาม เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา ถึงขั้นอุเบกขาเลย เป็นฌาน เป็นตัวสมถะผล ธัมมวิจัยเป็นวิปัสสนาผล ธัมมวิจัยเกิดผล ก็เป็นวิปัสสนา ตัวปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ก็เป็นตัวสมถะ อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน : มันจะเกิดจริง ๆ เกิดเจริญงอกงามขึ้นในจิต เจตสิก ถึงสุดท้ายบอกแล้วว่า อุเบกขานี่เป็นฐานนิพพาน ผู้มีอุเบกขาเจตสิกแล้ว ส.บ.ม. ธ.ม.ด. ป.ก.ต. ห.ห. จ.จ. คือตัว สบายมาก ส.บ.ม. เป็นปกติ เป็นธรรมดา ๆ ส.บ.ม. ธ.ม.ด. ธรรมดา ป.ก.ต. ปกติ ห.ห. จ.จ. หายห่วง ห.ห. จ.จ.จริงจ้ะ แน่ะ หรือจริง ๆ ก็ได้ จริง ๆ หรือจริงจ้ะ แต่ก่อนนี้อาตมาใช้ จ.ว. เขาว่ามันหยาบ จริงโว้ย เขาว่ามันหยาบก็เลยเปลี่ยนเป็น จ.จ. สบาย เป็นตัวสบาย อุเบกขา ต้องมีองค์ธรรม 5 : อุเบกขาเป็นตัวเจตสิกที่ต้องมีในคนยังไม่ตาย พระอรหันต์ยังไม่ตาย ก็มีตัวอุเบกขาฐาน ซึ่งมีคุณธรรม 5 มีองค์ธรรม 5 (ได้แก่ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา) เคยพูด เคยแจกแจงไปซ้ำซาก แต่ต้องอ่านนะ ว่าเรามีหรือยัง เหตุปัจจัยไหน วาระไหน รู้ได้อะไร เรื่องอะไร แต่ก่อนนี้เราเคย ตัวที่มันติดมันยึดนะ ยิ่งตัวที่เป็นกิเลส โอย! เสร็จแล้วเรามาปฏิบัติ ปฏิบัติไปแล้วจิตของเราเป็นอุเบกขาแล้ว มันบริสุทธิ์แล้ว โอ้! มันเป็นอย่างนี้เองหนอ อุเบกขาเจตสิก ตัวอย่าง จิตอุเบกขาในคนเคยติดบุหรี่มาก่อน : แต่ก่อนนี้เห็นบุหรี่แล้วมันไม่อุเบกขาเลย มันไม่อุเบกขาหรอก มันไม่วางเฉยหรอก เห็นบุหรี่แล้ว แหม อยาก โอ้ นี่ควันละเอียดยังงี้ อู้ฮู นี่ยี่ฮ้อนี้เขาโฆษณา มันน่าลองนะ อย่างโน้นอย่างนี้ อยากดูด กิเลสเกิดรู้เลย กิเลสเกิดเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว สัมผัสแตะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ก็เฉย บริสุทธิ์อยู่ มันไม่ใช่เฉยเด๋อ เฉยอย่างมีปัญญา อย่างรู้ แล้วเราก็อ่านเจตสิกของเรานี่ จะกระทบยั่วยวนอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างไรก็ไม่เกิดกิเลสเลย ไม่มีผลัก ไม่มีดูดเลย อาการจิตหยุด วาง กลาง เฉย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยังผ่องใสอยู่อย่างนั้น จะอยู่กับบุหรี่ ทำงานกับบุหรี่ก็ได้ ให้เราไปทำงานโรงบุหรี่ก็ได้ สมมุติว่าบุหรี่จะต้องทำ มีคุณค่าประโยชน์อะไร เราไปทำมันก็ได้ ก็เราไม่ติดไม่ยึดอะไรกับมัน เอ้า! บุหรี่มันเป็นสิ่งที่เราผลักไส ตัวอย่าง แม่ครัวปรุงอาหารเพื่อให้คนอื่นกินได้ : เอาเป็น เป็นแม่ครัวดีกว่า ให้เราไปปรุงแต่งอาหารให้คนกินนี่ เราก็ปรุงได้ เราเองเราไม่กินปรุงแต่งเลยก็ได้ ถ้าจิตเป็นอุเบกขาในเรื่องของอาหารแล้วนะ ไม่ต้องปรุงแต่งเลย กินข้าวก็หุงมา กินข้าวดิบก็คงไม่ได้ หุงหน่อย แม่ครัวคนนี้ก็หุงข้าวกิน ไม่กินข้าวดิบ ไม่กินข้าวสาร กินข้าวสุก หุงสุกมา พืช ผัก ผลไม้ ไอ้โน่นไอ้นี่ อันไหนควรต้ม ต้มบ้าง อันไหนควรลวก ลวกบ้าง บางอย่างถ้าไม่ลวก มันก็มีสารที่มันไม่ดี ทำลายเสียบ้าง อะไรเสียบ้าง ให้พอเหมาะพอดี กินอาหารธรรมชาติสบาย ๆ ง่าย ๆ ได้ ให้ไปปรุงอาหาร เป็นแม่ครัวปรุงให้คนอื่นก็ปรุงได้ ไม่ติด ไม่ยึด ไม่ได้เป็นกิเลสด้วยเลย ปรุงอร่อยก็รู้ว่าอร่อย เออ! บางทีก็ชิมเสียก่อน เออ! รสอย่างนี้ถูกปากคน คนแบบนี้ ต้องให้เขากินอย่างนี้ก่อน ไม่กินอย่างนี้ ประเดี๋ยวจะเจี๊ยะบ่เลาะ เดี๋ยวก็ตาย แห้งตายพอดี เดี๋ยวกินไม่ได้ กินไม่ลง ปรุงให้เขากินได้ แต่จิตมีอุเบกขาเจตสิกอย่างนี้จริง ๆ เป็นคนมีประสิทธิภาพ มีฝีมือในการปรุงอาหารให้คนกิน ก็ปรุง เป็นกิจเป็นการเป็นงานในโลก รับใช้เขา ตัวอย่าง เหตุผลที่พ่อท่านยังต้องทำงานแต่งเพลงอีก : ยกตัวอย่างตัวเอง อาตมาว่าอาตมาไม่ติดแล้วนะเรื่องเพลงนี่ ไม่ติด อาตมาก็ไม่คิดจริง ๆ เลยว่า จะต้องหวนกลับมาแต่งเพลงอีก แหม! ทิ้งหมดเลยนะ ทิ้งจนกระทั่งนึกว่าเราลืมแล้ว โน้ตเพลง โน้ตนี่นึกว่าเขียนไม่ได้แล้วน่ะ ทิ้งหมด แล้วมันเป็นอย่างไรไม่รู้นะ ไอ้สมุดเพลง ไอ้เพลงที่อาตมาบันทึกเพลงที่เคยแต่งนี่ ของเก่าของใหม่อะไร ของเก่านั้นแหละทำไว้แล้ว จะทิ้งก็ทิ้งให้เขาไปหมด ไอ้บันทึก ไอ้เพลงปึ๊งนั้นนี่นะ อาตมาเอาไปให้อารี นักดนตรี ให้เขาไป เขาก็ไม่แยแส แต่ตอนนั้น วางแล้วนะ จะเลิก จะวางก็ให้ไป อะไร ๆ ก็ทิ้งไปหมด ไม่ได้ดูไม่ได้แลอะไร เสร็จแล้วเขาไม่เอาอ่ะ มันเล่มหนาอย่างนี้ เขาก็ไปทิ้งใส่ลิ้นชักตู้โต๊ะอะไรไว้ เอ๊! ของเราก็ว่า มันก็น่าจะเอาไปใช้อะไร แต่เขาไม่ใช้ ก็ไปหยิบกลับมาคืน หยิบกลับมาคืนแล้วก็ว่าจะไม่วุ่นไม่วายอะไรอีก เอาละ ไม่ต้องไปเล่ามาก แต่งเพลงใหม่ขึ้นมา เพื่อให้มีผลกั้นกระแสมอมเมาในสังคม : สุดท้ายกลับมา ก็ต้องมา เอ๊ ! มานั่งนึกว่า เราจะต้องมาแต่งแล้ว สังคมมันอย่างนี้ ต้องแต่งเพลงขึ้นไปบ้าง ตอนแรก โอ้โฮ! ยากตายเลย มันจะอย่างไร มันจะแต่งอย่างไร ทบทวนดึงขึ้นมา จนกระทั่งมา แต่งเพลงแรกที่แต่งใหม่ที่สุด เพลงอะไร ใครนึกออกไหม? “ขันติต้องไม่จาง” เพลงนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรนะ ขันติต้องไม่จาง เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร เอาประโยคของเพลงนะ ขอเพียง แข็งพอ ขอเพียง เนื้อมันอะไรตรงนั้น ที่เอามาเป็นชื่อเพลง เออ ชื่อเพลง “แสงธรรมต้องทอบวร” นั่นเพลงแรก แต่งก็ระมัดระวังอย่างแจเลยนะ ไม่ให้มันฟื้น โอ้โฮ ภาษากวีการเจี๊ยบเลย จนคนอ่านนี้มืดเลย ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะว่า เกรงคนจะหาว่าเรานี่ ตลาด พวกอะไรต่ออะไร อย่างนี้น่ะ มันก็ระวังแจเลยน่ะ แหม! อะไร ขึ้นต้นอะไร เพลง พรีส เพลงที่สองเพลงนั้นมันเพลงตะวันทอฟ้า นั่นมันเพลงที่สอง เพลงแรก เพลงนี้ เพ่งมองผ่านเมฆ เฉกใจให้ช้ำ พอทำมาแล้ว พอทำ ๆ ออกมา แล้วก็ดูสังเกตอะไรต่ออะไร เอ้อ! มันก็มีผล แต่เหมือนที่อาตมาบอกไปแล้วว่า มันต้องทำ เพราะว่าสังคมทุกวันนี้มันไม่ใช่สังขารอย่างสมัยพระพุทธเจ้า แล้วสังขารพวกนี้มีฤทธิ์ด้วย สังขารธรรมพวกนี้ มีฤทธิ์มีผลต่อโลก ต่อสังคมจริง ๆ เลย ถ้าไม่มี มันก็ได้ส่วนหนึ่งก็จริงอยู่ แต่จะไป เวลาทำออกไปแล้วนี่ มันไปกั้นเหมือนกัน มันไปเป็นฤทธิ์เป็นเดชที่ไปกั้นกระแส กระแสอันนี้แหละ กระแสสังขารธรรมนี้ของสังคม ถ้าไม่มีอะไรไปกั้น เราก็ไม่มีอะไรไปฆ่าฤทธิ์ตัวสังขารธรรมที่มันเป็นผลอยู่ในสังคมนี้ ไม่มีอะไรไปฆ่าฤทธิ์อันนี้ มันก็รุกไล่รุกลามเข้ามาหาคนอย่างหนัก มันพามอมเมา มันก็ฉุดไปใหญ่เลย เราต้องฆ่าฤทธิ์นี้มันบ้าง ให้มันตรึงไว้บ้าง ขนาดนั้นก็ยังยาก สู้เขายาก แต่ก็ต้องทำบ้าง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ทำไปก็ดูมีผลพอสมควรนะ เพราะว่าคนเขาสัมผัสติด เขาเห็นว่าไอ้นี่ก็คือแกงเหมือนกันกะเขา ว่าอย่างนั้นน่ะ แต่แกงของเรานี่ปรุงต่างหากนะ ใส่ยา ทางโน้นของเขา เขาใส่ผงชูรส แกงของเรา แกงใส่ยา แต่แกงเหมือนกัน พอตักซดบ้าง อย่างน้อยก็เข้าไปในเลือดบ้าง ก็เขากินแต่แกงที่มีแต่ผงชูรส มันก็ได้แต่ผงชูรส ที่เป็นสารเข้าไปในเลือด ไอ้นี่เขาเห็นว่า นี่แกงเหมือนกัน เออ! ไหน ๆ ขอชิมซิแกงนี่ ก็รูปแกงเหมือนกันนะนา ซดพรว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน