350220 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 5 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350220 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 5/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 5/7 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 4 สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก เรากำลังขึ้นภาคกรรม “สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก” ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้ว มี หรือไม่มี ทิฏฐิคือความเห็น ความเชื่อ คือสิ่งลึกๆ อยู่ในใจ ใครมีความเห็น หรือมีความเชื่อ ความเห็นความเชื่อนี่ลึก ๆ อยู่ในใจนั่นล่ะ ทิฏฐิ นี่คือสิ่งลึก ๆ อยู่ในใจ ไม่ใช่สามัญธรรมดาง่าย ๆ สามัญก็ด้วย ข้างนอกนี่ก็ด้วย บางทีขัดแย้งกัน ข้างนอกนี่เราไม่รู้สึกว่าสามัญสำนึกธรรมดา ข้างนอก ๆ นี่ดูเหมือนเราไม่ เรารู้สึกว่า ไม่ ไม่ชอบ แต่ข้างในลึก ๆ มันชอบ มันเป็นได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องพยายามให้มันสอดคล้องกันให้ได้ทั้งหมด บางทีข้างนอกนี่ ไม่ชอบ แต่ข้างในชอบ หรือบางทีข้างนอกชอบ ข้างในไม่ชอบ เพราะฉะนั้น ต้องให้มันสอดคล้อง และให้มันถูกต้องด้วย จะชอบหรือไม่ชอบดี ทำให้มันถูกต้องด้วย ควรชอบหรือไม่ควรชอบ ให้ถูกต้อง ต้องมีญาณปัญญาวินิจฉัย ต้องมีญาณปัญญา ตัววินิจฉัย ตัวธัมมวิจัย ตัวเหตุผลที่จะวิจัยเป็นความเฉลียวฉลาด เป็นญาณที่จะประกอบไปด้วย แล้วญาณมันถึงจะขึ้นเป็นระดับ ๆ เสมอ ทิฏฐิที่จะเป็นสัมมาหรือเป็นมิจฉา มันจะมีญาณนี่ ไตร่ตรองวินิจฉัยไปเรื่อย ๆ ถ้าสิ่งที่ไม่ดี มันก็วินิจฉัยไปได้ว่าไม่ดี แล้วไปหลงชอบไม่ดีนี่ หลงไปได้นานเหมือนกัน จนกระทั่งไปถึงรอบ ๆ หนึ่ง จะเห็นว่า โอ๊ มันผิด ถึงจะหักกลับ ก็มี แล้วเลิกอันนั้น แหม เสียเวลาจริง ๆ นะ อย่างนี้เคยมีมากมาย เส
อ่านต่อ
ียเวลาจริง ๆ มันไม่ได้เรื่อง ศาสนาพุทธยึดมั่นกรรมนิยม ถือกรรมเป็นสัจจะ เรื่องของกรรมนี่ ศาสนาพุทธเรา เป็นศาสนากรรมนิยม หรือกรรมสัจจะ หมายความว่า ถือกรรมเป็นสัจจะ ถือกรรมเป็นเรื่องเที่ยงแท้ เป็นเรื่องจริง เรื่องเที่ยงแท้ เป็นสัจจะ เป็นของจริงของแท้ “นิยมะ” นี่แปลว่าแท้ “สัจจะ” แปลว่าจริง ไม่รู้ แท้กับจริง มันต่างกันที่ตรงไหนก็ไม่รู้ เหอะ ๆ สัจจะนี่แปลว่าจริง นิยมะนี่แปลว่าแท้ หรือนิยมนี่ นิยมะนี่แปลว่าแท้ ผู้สัมมาทิฏฐิแล้วจะเข้าใจกรรมและพัฒนากรรมของตน เรื่องกรรมเป็นเรื่องแท้ เป็นเรื่องที่มันต้องเอาจริงเอาจังด้วยนะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว จะเข้าใจกรรม แล้วก็จะพยายามที่จะต้องพัฒนากรรมของตน คือการกระทำ นะ ศาสนานี่ย่นย่อเข้ามาไม่ได้ทำอะไรหรอก ศาสนานี่สอนให้เราพัฒนากรรม การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ โดยเฉพาะใจ ใจเป็นประธาน ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า ใจเป็นประธานสิ่งทั้งปวง มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ( ใจเป็นประธาน ในภาคผนวก) ใจเป็นตัวประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น เราจะต้องพยายามพัฒนาใจนี่ ให้มันเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็น หรือเกิดให้ได้ ให้เกิด เกิดจนกระทั่งเป็น เป็นอัตโนมัติ เป็นอย่างเจริญ เป็นอย่างแข็งแรง มันจะดีไปในทางทิศไหน อำนาจของใจ ทั้งความเห็น ทิฏฐินี่แหละ จนกระทั่งถึงอำนาจของเจโตจริง ๆ หมายความว่า ตัวจิตจริง ๆ เลย จะมีพลัง จะมีความเข้มแข็ง จะมีความเป็นไปได้ แรงกล้าเท่าไหร่ถ้ามันเป็นส่วนดี สิ่งดี สภาพที่ดี จะต้องเป็นให้ได้ อย่างแข็งแรงที่สุด มากที่สุดที่จะทำได้ เราได้อ่าน ได้นำความมาจากหนังสือที่ตัดส่วนมาจากสมาธิพุทธนะ อธิบายมา อธิบายสรุปเอาไว้ อาตมาก็เอามาอ่านไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะได้อธิบายเสริมซ้อน เรื่องกรรมนี่จะไม่อธิบายมากเกินไปนักตอนนี้ เพราะว่าเราได้ฟังเรื่องกรรมมาตั้งแต่ปีที่แล้วโดยเฉพาะเลย โดยเฉพาะเน้นมากว่า เป็นทรัพย์แท้ของมนุษย์ นี่ เป็นกรรมที่สั่งสมลงไป ซอยย่อยลงไปเป็นลักษณะศรัทธา ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา หรือเอาทั้ง 7 ก็มีหิริ มีโอตตัปปะ มีพหุสัจจะ หรือ พหูสูต ด้วย ( สัมปรายกัตถประโยชน์ 4 และ อริยทรัพย์ 7 ) เราก็ได้เน้นกันมามากแล้วนะ เพราะฉะนั้น เราฟังอันนี้ไปก่อน
สัจจะแห่งกรรม : (พ่อครูอ่าน) สัจจะแห่งกรรม พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ทรงตอบปัญหาของสุภมานพ ที่ทูลถามว่า ทำไมคนที่เกิดมาในโลกนี้แล้ว จึงมีสภาพไม่เหมือนกัน พระองค็ทรงตอบปัญหานี้ พอสรุปเป็นคู่ ได้ 7 คู่ คือ 1. คนมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง 1. คนมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคน จะมีอายุสั้น คำว่า “สุคติ” กัล “ทุคติ” พ่อครูว่า… คำว่า “ทุคติ” ท ทหาร สระอุ แล้วก็ ค ควาย ต เต่า สระอิ อ่านว่า ทุ-คะ-ติ “สุคติ” ส เสือ มันตรงข้ามกัน สุคติ ส เสือ สระอุ แล้วก็ ค ควาย ต เต่า สระอิ เหมือนกัน สุ-คะ-ติ บางทีเราก็อ่านกล้ำมาเป็น สุค สุค-คะ-ติ นะ มีพวกเราบางคนเพี้ยน แปลเพี้ยน หรือว่าอ่านเพี้ยน สุ-คะ-ติ หรือ สุข-คะ-ติ แล้วก็เลยไปแปลว่า เป็นไปเพื่อสุข ก็มีส่วนถูกนะ ถูกจิ๊ดหนึ่ง สุขนั่นมันอาจจะสุขแบบโลกียก์ก็ได้ ที่จริงแล้ว สุคติ หรือ สุขคติ นี่ มันไม่ได้เป็นไปเพื่อสุข สุคติแปลว่า ดำเนินไปดี สิกขมาตุรินฟ้า แปล สีเลนะ สุคติง ยันติ แปลว่า ศีลจะทำให้เป็นสุข ไม่ใช่ มันก็ใช่เหมือนกันล่ะ สุคติ มันก็ต้องเป็นสุขล่ะ แต่ว่าสุขมันลึกซึ้งกว่านั้น แล้วไม่ได้แปลแค่ตรงแค่สุขนะ ศีลไม่ได้เป็นแค่เพียงสุขเท่านั้น ศีลนำพาไปสู่การดำเนินไปดี เจริญไปเรื่อย ๆ ดำเนินไปเรื่อย ๆ คตินี่แปลว่า ดำเนินไป เป็นไป มันก็เดินไปเรื่อย ๆ นะ เหมือนกับเวลาที่ไปเรื่อย ๆ เราก็ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีสติ แล้วก็ได้สังวรตน สังวรไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้ปรับตัวเองนี่ มีการรู้ตัวว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เรากำลังกระทำอะไร อย่างไร ในขณะหนึ่ง ยิ่งเร็ว ยิ่งถี่เท่าไหร่ แล้วเราก็ควบคุมได้ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพียรที่จะทำให้มันได้สังวรระวัง ประหาร หรือลดละไอ้สิ่งที่มันไม่ดี เปลี่ยนแปลงเป็นดีไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ ก็ดำเนินไปนั่นแหละ จะเจริญไปดี สุคติจะเดินไปเรื่อย ๆ ต่อ ยิ่งกว่าวินาทีต่อวินาที ดำเนินไปเรื่อย ๆ มันไม่มีอะไรหยุดยั้ง ไม่มีอะไรอยู่กับที่ มันจะดำเนินไปเรื่อยนั่นแหละ ถ้ายิ่งมีสติ แล้วก็สามารถ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ พากเพียรหรือสัมมาวายามะ สัมมาสติ พยายามกระทำอยู่เรื่อย ๆ ปฏิบัติตนนี่สังวรอยู่เรื่อย ๆ มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน มีตัวสังวร แล้วก็ฆ่าสิ่งที่ควรฆ่า ทำลายสิ่งที่ควรทำลาย เลิกสิ่งที่ไม่เหมาะไม่สม ไม่ดีไม่งาม ปรับปรุงอยู่เรื่อย ไม่ว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่าที ท่าทาง กิริยา การพูด ทุกอย่างการกระทำอะไร มีตัววิจัยอยู่ในนั้น ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยอย่างขนาดเข้าเขตของโลกุตระนะ วิจัยถูกว่าอันนี้เป็นชั่ว ที่เป็นไปลึกซึ้งถึงขั้นจิตวิญญาณที่เป็นกิเลส เป็นตัวสำคัญ แล้วก็ลดกิเลส ละกิเลส ทำให้มันเจริญ มันดียิ่ง ๆ ขึ้น แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นล่ะ สุคติตัวแท้ เดี๋ยวนี้ก็สู่สุคติอยู่ ใครทำเดี๋ยวนี้ได้เดี๋ยวนี้ สุคติก็เดินไปเดี๋ยวนี้ ใครทำไม่ถูก ผิดพลาด ทุคติก็เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ทุกวินาทีมีทุคติ ทุกวินาทีมีสุคติ ด้วยวิจัยรู้จัก สุคติคืออะไร ทุคติคืออะไร ถ้าวิจัยรู้ มีญาณปัญญารู้ วินาทีนี้ก็กำลังเดินอยู่ กำลังเป็นไปอยู่ สุคติ หรือสู่สุคติ หรือสู่ทุคติ แต่ละคนนี่ นั่งอยู่ด้วยกัน เห็นหน้ากันหลัดๆ นั่งอยู่นี่นะ ไม่รู้กำลังเดิน เดินนะ นั่ง ๆ อยู่นี่ เดิน แต่ไม่รู้กำลังเดินไปสู่สุคติ หรือกำลังเดินไปสู่ทุคติ ฟังไป ไปนั่งแช่งอาตมาอยู่ ทุคติแน่เลย ก็ว่าไปแรง ๆ หน่อย ๆ อาจจะไม่มีสักคนก็ได้หรอก แต่แม้ว่าเราคิด ในขณะนี้จิตของเรานี่ มันเป็นทุคติ แหม ตอนนี้นึกถึงความพยาบาท เอาแล้ว ทุคติแล้ว จิ๊ดหนึ่ง ก็ทุคติจิ๊ดหนึ่งนั่นแหละ ถ้าต่อเนื่องไปยาว ๆ ด้วย ยิ่งเข้มข้นขึ้น เข้มข้นขึ้น แหม หลุมลึกขึ้นเลย ทุคติ นรก วินิบาต เห็นความจริงอันนี้ให้ได้ว่า นี่คือของจริง นี่คือสัจจะ นี่คือนิยมะ นี่คือของแท้ เห็นให้จริงนะ นี่แหละ เรียกว่าทุคติ นี่ อาตมาเจอคำว่า ทุคติ วินิบาต นี่ก็เลยเอา ทุคติ แค่นี้มาอธิบายเลย ชักจะออกนอกไอ้ที่อ่านนี่สักหน่อยแล้ว แต่ก็ซอยลึกให้ฟังน่ะ “คนมักทำชีวิตให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด” ก็หมายความว่าศีลข้อ 1 นั่นแหละ ให้ระวังอย่าฆ่าสัตว์ แต่นี่ก็ฆ่าสัตว์ เป็นคนที่ทำลายผู้อื่น ผู้นี้ย่อมมีนรก วินิบาต อายุสั้น (พ่อครูอ่านต่อ) ส่วนคนที่ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตรา มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตะอยู่ ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีอายุยืน พ่อครูว่า… ก็ตรงกันข้ามกันนั่นนะ ที่บอกว่า ฆ่า นั้น ฆ่าสัตว์ อาตมาก็เคยอธิบาย ปาณาติบาต หรือว่าศีลข้อ 1 นี้ ได้ขยายความมา ใครเคยได้อ่าน ขยายจนถึงอรหันต์โน่นแหละ ที่ว่าทำลายชีวะ ภูตะ ปาณะ นี่ท่านพูดถึงแค่ ภูตะ นะ อนุเคราะห์ความเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูตะอยู่ อาตมาอธิบายไปถึง ปาณะ นะ ชีวะ ภูตะ ปาณะ ชีวะ ภูตะ ปาณะ หมายถึง เยื่อชีวิต ใยชีวิต หรือเกี่ยวเนื่องไปถึงวิญญาณชีวิต วิบาก ที่เป็นวิบาก ทางที่เราคิดว่า เป็นวิบากทางวิญญาณนั่นแหละ เรียกว่าวิบากที่มีความละเอียด ลึกซึ้งเข้าไปจนกระทั่งถึงเยื่อใยเชื่อมต่อ โยงชีวะนี่หยาบหน่อย (ดูเพิ่มเติม ลำดับพัฒนาการของพลังงานทางชีววิทยา ในภาคผนวก) ภูตะ ก็เป็นวิญญาณที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก เป็นวิญญาณภายในที่ใครรู้ใครเห็น ใครสามารถเรียนรู้ แล้วก็จับอาการ จับตัวจับตน ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีตัว ไม่มีตนนั่นแหละ แต่เราจับอาการ จับนิมิต นะ อาการ ลิงคะ นิมิต จับได้ มีญาณอันสัมผัสได้ จับได้เอง นั่นเป็นผู้ที่มีตาทิพย์ จับอ่านอาการของจิต เจตสิกต่าง ๆ พวกนี้ มันเป็นปรมัตถสัจจะ เป็นสัจจะชนิดหนึ่ง เป็นปรมัตถสัจจะ เป็นสัจจะที่เราจะต้องรู้สภาพอย่างนั้น ในตัวเรา ศึกษาที่ตัวเรานี่ มี ร่างกายแท่งนี้นี่ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ ในการกำหนดรู้จิตใจ จิตวิญญาณเรานี่ มันมีจริง รู้ได้ว่า อาการอย่างไร เรียกว่าดี เรียกว่าไม่ดี เรียกว่ามีกิเลสปน มีกิเลสโลภ โกรธ หลง เป็นอาการผสมอยู่ วิเคราะห์ในจิตออกมาได้เลย อย่างนี้เป็นโทสมูลอย่างแก่ อย่างนี้เป็นโทสมูลอย่างกลาง อย่างนี้เป็นโทสมูลอย่างละเอียด อย่างนี้โทสมูลอย่างธุลีละออง อย่างนี้โทสมูลอย่างเหลือนิดน้อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีญาณละเอียด เราก็จะได้รู้มันได้ว่า โอ้ มันยังเหลือนะ มีส่วนพริ้ว ๆ พราย ๆ นิด ๆหน่อย ๆ อะไรก็ เราก็จะอ่านออกด้วยญาณของเรา ฝึกปรือศึกษาได้ ของตน ๆ คนอื่นมารู้กับเราไม่ได้หรอก ของเรา เรารู้ของเรานั่นแหละรู้ของจริง ไปรู้ของคนอื่นนี่ มันคนละเยื่อ คนละใย ขนาดไฟฟ้าเขายังเอาสายมาต่อเข้ามันถึงเดินได้ ไอ้นี่คนแท้ๆ จิตวิญญาณคนละอัน แหม ละเอียดยิบยับ สายไม่ได้ต่อกันสักหน่อย รู้ของเขาได้ง่าย ๆ ที่ไหน นะ นี่ศีลข้อ 1 นี่ เป็นคู่หนึ่ง (พ่อครูอ่านต่อ) 2. คนมีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ 2. คนมีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีโรคมาก พ่อครูว่า… เบียดเบียนเขาด้วยฝ่ามือนะ เมื่อกี้นี้ เบียดเบียนเขาด้วยเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด ทำลายหรือว่าฆ่าแกง ประหัตประหาร ตอนนี้เบียดเบียนเขาด้วยฝ่ามือ ใครล่ะ ฝ่ามือ มันจะอรหันต์รึ? ฝ่ามือมารนะ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ตายเข้า มีลักษณะคล้ายกันนะ ก็หมายความว่า ทำร้ายผู้อื่น จะมีอะไรนัยะต่างกันบ้าง ละเอียดลงไปบ้าง ก็ขยายความในตัวมันเองอย่างนี้แหละนะ
(พ่อครูอ่านต่อ) ส่วนคนมีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้าไปเกิดเป็นคนจะมีโรคน้อย
3. คนมักโกรธ 3. คนมักโกรธ ม ากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อย ก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และขึ้งเคียดให้ปรากฏ ตายไปย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีผิวพรรณทราม พ่อครูว่า… ระวังนะ ข้อนี้ระวังยากนะ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กว่าน้อยก็เอาแล้ว ขัดใจแล้ว โกรธเคืองแล้ว พยาบาทแล้ว พยาบาทมาดร้าย มีมาดร้าย พอเขาว่าเล็กว่าน้อยก็ แฮ่! มาดร้าย แยกเขี้ยวยิงฟัน ว้ากไปเลย เขาว่านิดว่าหน่อยก็ แหม! แตะไม่ได้ ต้องไม่ได้เลยนะ โอ๊ย! มันไวนะ ใครเคยเป็นมาบ้างแล้วล่ะ อาตมาว่าเกือบทุกคนละมั้ง แล้วเราทำมามากมาน้อยแค่ไหน ไวแค่ไหน ยิ่งซักซ้อม ยิ่งยึดติดเก่ง ๆ ยิ่งตัวกู ของกู กูใหญ่ กูถูก กูนี่แหละ ใครอย่ามาแตะเป็นอันขาด เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ หรือแก่แล้วก็ตามนะ นี่ มันละเอียดนะ ฟังดี ๆ อ่านดี ๆ แล้วก็มาเปรียบ มาวัด มาเทียบว่า เอ๊! กรรมกิริยาอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ มันเป็นอย่างไร ตัวเรานี่แหละเป็น คนอื่นเขาก็เป็นให้เห็น มีตัวอย่างให้ดูเยอะแยะ มากมายนะ แล้วคนที่ไม่ได้เรียน ไม่รู้ ไม่ได้ศึกษาธรรมะนี่ เขาจะไประมัดระวังอะไร เขาก็เป็นของเขา ซักซ้อมไป ยิ่งแก่ยิ่งเก่งขึ้นทุกวัน ๆ ทุกวัน ๆ ยิ่งแก่ยิ่งแย่เลย เพราะซักซ้อมมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งแก่ แล้วไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ตัวว่านี่เป็นความเลวสู่ทุคติแน่ ๆ เขาก็เดินก็สร้างนรกให้ตัวเอง นี่แหละนรก! รู้นรก รู้สวรรค์ ให้ชัด ๆ เถอะ อย่างนี้แหละ มาก่อความโกรธ ก่อความโลภ ก่อราคะ อะไรอย่างนี้ นี่แหละนรก มันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ศึกษาดี ๆ นะ วรรณะ หมายถึง ผิวพรรณ หรือศักดิ์ฐานะ หรือคุณธรรม เพราะฉะนั้น ผู้นี้ ท่านจะบอกแต่แค่ ถ้าเกิดมาแล้ว ย่อมผิวพรรณ ทราม ที่จริงนี่นะ “ผิวพรรณ” นี่ แปลมาจากคำว่า “วรรณะ” “วรรณะ” นี่ มันไม่ได้แปลว่าผิวอย่างเดียวนะ มันแปลถึงศักดิ์ ฐานะด้วยนะ มีวรรณะสูง มีวรรณะต่ำ มีวรรณะทราม มีวรรณะสูง มีวรรณะดี มันไม่ได้แปลว่าผิวอย่างเดียวนะ แต่แปลว่าผิวก็ไม่ผิด แต่เอาแต่ผิวนี้ มันเปลือกเต็มที ขนาดผิวอาตมาตกกระนี่ ยังเป็นคนมีวรรณะดีเลย นี่ผิวตกกระแล้ว สมัยโบราณเขาว่า คนมีผิวตกกระนี่จะอายุยืน แต่หมอหลวงบอกว่า นี่แหละ ส่อถึงความเสื่อม มันกระนี่ ส่อถึงความเสื่อม ตอนนี้ล่ะ ชักจะไม่ค่อยดีแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีกระ มีกระนี่ กระเยอะ ๆ นี่นะ ทางหมอหลวงว่าไม่ค่อยดี จะต้องบำรุง จะต้องมีอะไรต่ออะไร พยายามที่จะบำรุงสังขารร่างกาย มันส่อให้เห็นว่า เป็นความเสื่อมแล้ว เดี๋ยวอายุจะไม่ยืนนาน เดี๋ยวจะเกิดโรคเกิดภัยนะ ส่วนธรรมดาสามัญบอกว่า มีกระมาก ๆ คนนี้อายุยืนนะ เอาละ เอาทั้ง 2 อย่าง อาตมาเอาทั้ง 2 อย่าง อายุยืนก็เอา มีกระนี่เขาว่าเป็นเครื่องแสดงถึงความเสื่อมของชีวิตเราแล้ว ก็เอา ให้เขาบำรุง เอาทั้ง 2 อย่าง
ส่วนคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามาก ก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นคน จะเป็นผู้น่าเลื่อมใส พ่อครูว่า… ตอนนี้ ไม่เหมือนกันกับผิวแล้ว ผิวพรรณแล้ว ถ้าไปแปลผิวพรรณ กับผู้น่าเลื่อมใส มันคนละเรื่องแล้ว ผิวพรรณนั้นก็หมายถึงผิวหนัง ผิวพรรณ ผู้น่าเลื่อมใส ไม่ใช่แล้วตอนนี้ ถ้าจะแปลก็แปลว่า ผิวใส ใช่ไหม? นี่ผู้น่าเลื่อมใส มันหมายถึงคุณธรรมไปแล้วนะ
4. คนผู้มีใจริษยา 4. คนผู้มีใจริษยา ย่อมริษยามุ่งร้าย ผูกใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคน จะมีศักดาน้อย ส่วนคนมีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีศักดามาก พ่อครูว่า… ก็ซอยละเอียดเข้าไปในสายโกรธ นี่อธิบายมาตั้งแต่ข้อ 1 มาจนถึงข้อ 4 ขณะนี้ สายโทสมูลจิตทั้งนั้นเลย ขยายความมาเรื่อย ตั้งแต่เหี้ยมโหด มาจนกระทั่ง จัดการเขาด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศาสตรา นะ มาจนกระทั่ง มากด้วยความโกรธ แค้นเคือง แล้วก็ตอนนี้ริษยา เหล่านี้ เป็นลักษณะของโทสมูลทั้งนั้นเลย จะมีลักษณะอย่างไร จะแก่จะอ่อนอย่างไร ก็ต้องรู้อาการ ลิงคะ ลิงคะ ลิงคะ หมายความว่า ความแตกต่าง ถ้า โทสมูล กับ โลภมูล แน่นอน คนละตระกูล นี่มันจะต้องแตกต่างกัน ลิงคะ แปลว่า ความแตกต่าง เราอ่านหน้าตามันออกเลย อาการอย่างนี้มันเกิดที่เรา “ไอ้นี่ เจ้านี่ นี่ พวกตระกูลโลภะ” หรือ “ไอ้นี่มันเกิดมาปั๊บ ไอ้นี่มันตระกูลโทสะ” แยกความต่างออก อย่างนี้เขาเรียกว่า ลิงคะ มากหรือน้อย ตระกูลเดียวกันนี่แหละ โลภตระกูลเดียวกันนี่แหละ แต่อย่างนี้ เรียกมันว่าไอ้หน้าใหญ่ ไอ้โลภใหญ่ อย่างนี่ว่าไอ้โลภกลาง อย่างนี้เรียกว่าไอ้โลภเล็ก อย่างนี้เรียกว่าไอ้โลภละเอียด ไอ้โลภซอยธุลีละออง เราก็รู้ความต่างของความมาก-ความน้อย จนกระทั่งถึง ความมีอยู่ หรือหมดสนิท ก็ต่างกัน รู้ความต่างไปละเอียดได้อย่างนั้นนะ ยิ่งคนละตระกูลนี่น่าจะรู้ง่าย แต่ตระกูลเดียวกันแล้วมีมากหรือน้อย ก็ต้องรู้ได้ ความเหลืออยู่น้อย กับ หมดสนิท นี่ แหม! มันใกล้กันเหลือเกิน เป็นลิงคะ เป็นเพศ ตัวที่ต่างกัน ความต่างกันที่จับได้ยาก อ่านได้ยาก เหลือน้อยที่สุด กับ หมดสนิท นี่ยาก ยิ่งเหลือน้อยลงไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งรู้ว่า มันจะหมดหรือไม่หมด ยากเท่านั้นนะ ลิงคะ หมายความต่าง ก็ต้องรู้ความต่างอย่างนั้นด้วยนะ เอาละ อาตมาไม่ขยายความต่อเท่าไหร่นะ ริษยาก็คงรู้แล้ว
5. คนผู้ไม่ให้ข้าว ฯ 5. คนผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ ตายไป ย่อมถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีโภคะน้อย พ่อครูว่า… โภคะคือทรัพย์ จะมีทรัพย์ จะได้รับทรัพย์ จะได้รับลาภ ทรัพย์โภคะ ทรัพย์ศฤงคาร ทรัพย์สมบัติอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดไม่ทานวัตถุนั่นเอง สรุป สรุปง่าย ๆ นะ นอกจากไม่ทานวัตถุแล้ว ก็ไม่ให้ความสะดวกนะ ไม่ให้อะไรต่ออะไรที่จะเกิดแก่สมณพราหมณ์ สิ่งที่สมณพราหมณ์ต้องอาศัยนะ ก็จะได้โภคะน้อย ส่วนคนผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นคนจะมีโภคะมาก พ่อครูว่า… ทีนี้คนพาซื่อนี่ อ่านอย่างนี้ก็บอกว่า อ๋อ พระพุทธเจ้าสอน ต้องให้ ต้องหัดให้ดอกไม้ หัดให้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องประทีปแก่สมณหรือพราหมณ์ เขาบอกนี่ นี่ไง ถวายดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ให้แก่สมณะ แก่พราหมณ์ได้ นี่ถ้าไม่ให้ เดี๋ยวจะไม่ได้มีโภคะนะ ฟังแล้ว มันจะย้อนแย้งกัน ก็พระพุทธเจ้าตรัสเองทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ ตรัสว่า ผู้ถือศีลสูงขึ้น ศีล 8 ไม่ต้องเอา(ถึงขั้น)สมณะ ก็ผู้จะให้นี่ก็คือฆราวาส ศีล 8 นี่ อย่าไปให้ดอกไม้ของหอม ว่าอย่างนั้นนะ อย่าไปเล่นดอกไม้ของหอม ไม่ให้แก่สมณะ ไม่ให้แก่พราหมณ์ด้วยแหละนะ ไม่เล่น ก็สมณะหรือพราหมณ์ท่านจะไปเล่นดอกไม้เล่นของหอมอะไร เราศีล 8 เรายังไม่เล่นแล้ว แล้วเราจะเอาดอกไม้ เอาของหอมไปให้แก่พระแก่สมณะ แก่พราหมณ์ทำไมเล่า ใช่ไหม มันไม่ย้อนแย้งหรอก ถ้าเรารู้ฐานะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นผู้ไม่รู้เลย เอาสมมุติอย่างนั้น ผู้ไม่รู้เลย ไม่ได้ถือศีล ถือธรรม ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อไรเลย เอาดอกไม้มาถวาย เออ เขาก็ไม่รู้ เอามาถวายสมณะ ถวายพราหมณ์ด้วยนะ ถวายแล้ว เขาก็ยิ่งไปถือเลยว่า ถ้าไม่ถวาย แล้วเขาจะไม่ได้โภคะมากนะ เขาจะต้องเอาดอกไม้ เอาของหอม เอาเครื่องลูบไล้พอกทา ดีไม่ดีเอาน้ำอบมาจากฝรั่ง ฝรั่งเศสโน่นแน่ะ มาถวายสมณะ แล้วจะมีโภคะมาก ก็เป็นความหลงของเขา แต่จิตใจที่ลึกซึ้งนี่ซิ เขาจะถวายจริง ๆ นี่ มันจะมีอานิสงส์ตรงนี้ เพราะฉะนั้น แม้แต่คนที่เอาสิ่งที่มันไม่ดีไม่งามอะไรนั่น เอาปืนมาให้พระ อย่างนี้เป็นต้น เอาเหล้ามาถวายพระ อย่างนี้เป็นต้น โดยเขาเองเขาเข้าใจผิด เมื่อกี้บอกแล้ว คนเขาไม่รู้ เขาเข้าใจผิด เขาถึงเอาดอกไม้ เอาของหอม เอาเครื่องลูบไล้พอกทา ดีไม่ดี ซื้อมาราคาแพงจากฝรั่งเศสอย่างที่ว่า เขาว่าของดี ของราคาแพงเชียวนะ เหมาะจะให้แก่คนที่เรานับถือ ศรัทธา เขาบริสุทธิ์ใจนะ แต่เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจนะ เขามีความรู้แค่นั้น มีภูมิแค่นั้น เขาก็เอาแค่นี้มาให้ แต่ใจบริสุทธิ์นะ ตัวนี้ จะเป็นอานิสงส์ ตัวใจบริสุทธิ์ตัวนี้เป็นอานิสงส์ ของมันผิดก็ผิดจริงอยู่ ทีนี้มาถวายกับสมณะกับพราหมณ์ เอาปืนมาถวายอาตมา ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาไม่เอาปืนไปฆ่าใครแน่ เอาไปก็เอาไปทำลายแน่ แน่นอน เอาไปก็เอาไปทำลายแน่นอน อาตมาไม่เอาไปขายต่อด้วยปืนนี่ ทำลาย จะกระบอกแพงเท่าไหร่ เอามาถวาย รับ รับนะ ขนาดเด็กเล่นปืนพลาสติก เอามาถวายยังรับเลย เอาไปทำลาย ไม่เอาไปขายต่อ ไม่เอาไปให้เขาใช้ต่อ เพราะเขาคิดว่าเขาควรจะให้ เด็กแกอุตส่าห์เอาปืนมาถวาย ก็พวก ๆ เรานี่ ไปพูดบอก โอย อย่าเล่นเลยปืนนี่นะ ปืนพลาสติก มันไม่ดีหรอกอย่างโน้นอย่างนี้ อธิบาย เด็กเชื่อ เอา ถวาย อาตมาขอได้ไหมนั่น ได้ ให้อาตมา อาตมาจะเอาไปทำลายให้นะ ให้ เชื่อ แล้วเขาก็ถวายเหมือนกันนะ เขาไม่บาปหรอก เขาเองปลดปล่อยสิ่งนั้นเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าใครยังมีเข้าใจผิด สภาวะซับซ้อนนะ เข้าใจผิดว่า เรานี่ให้ของดีอันนี้ไปแก่สมณพราหมณ์ สมณพราหมณ์จะได้เอาของดีนี่ไปใช้ ดี ไปใช้เป็นประโยชน์ต่อ เช่น เอาไปล่าสัตว์กินเมื่อเข้าป่า อะไรอย่างนี้ เป็นต้น สมมุตินะ เขาอาจจะคิดได้ด้วยความไม่รู้จริง ๆ นะ เอาสมมุติก่อน ไม่รู้ เขาก็มองไปในแง่ดีนะ จิตอย่างนั้นเป็นกุศลจิตนะ กุศลเจตนา แม้จะบอกว่า เออ ได้ปืนไปเพื่อจะไปยิงสัตว์กินในป่า ก็เป็นกุศลจิตนะ มองไปในแง่เป็นกุศลจิต กุศลจิตซ้อนอยู่ แต่กรรมกิริยานั่นซิ มัน แหม มันไมใช่กุศลแล้ว มันเป็นอกุศลแท้ ๆ เลย นี่มันซ้อนเชิงละเอียดลอออยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีทั้งโทษ และคุณ มีทั้งโทษและคุณที่ซ้อนแฝงอยู่ อะไรมาก ความบริสุทธิ์ สะอาด นั่นล่ะ มีค่าซ้อนที่มาก โทษภัยที่มากด้วย มันก็ลดค่า เอาค่าลดเท่านั้น แต่กรรมไม่ได้ลดหรอกนะ นี่เราพูดถึงค่า คุณค่า ราคา ราคาค่าของบาป ค่าของบุญ แต่ไม่ได้หมายความว่า ลดบาป ลดบุญ เรารู้ค่าที่มันมาก มันต่ำ มันดีมาก ดีน้อย มันดีมันชั่วมาก ชั่วน้อยอะไรนี่ ค่าของมัน ความหมายของค่า ของราคาของมัน มันมีของมัน ของในตัวของมัน มันบวก ลบ คูณ หาร ของมันในตัวได้ เพราะฉะนั้น เราเรียนรู้แล้ว เราจะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ดี ๆ เราจะเปรียบเทียบ เราจะวัดค่าได้ดี ผู้ใดยิ่งมีปัญญาญาณ ปฏิภาณละเอียด รู้จักค่าของบุญ ละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนได้สูงเท่าใด ๆ ผู้นั้นย่อมสะสมบุญได้ลึกซึ้งมากเท่านั้น ๆ ผู้ใดพาซื่อ ไม่ฉลาด อย่างที่ว่า แหม ดันเอาปืนมาถวายพระ แล้วบริสุทธิ์ใจเสียด้วยนะ ซื่อบริสุทธิ์ด้วยนะว่า เผื่อท่านจะได้ประโยชน์ แล้วมันก็โง่บริสุทธิ์อย่างนั้นด้วยนะ ไม่รู้ว่าไม่สมควร แต่มีใจบริสุทธิ์จริง ๆ นะ มองไปในแง่ดีนะ เขาก็ได้ส่วนหนึ่ง แต่เขาก็เสียส่วนหนึ่ง ที่เขาโง่ ที่เขาถ้าไปให้คนที่ไม่มีปัญญา ไม่มีภูมิธรรม เขาก็เอาไปทำชั่วต่อแน่นอน และคุณนั่นแหละเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องด้วยกันกับเขา เหมือนกับร่วมมือร่วมไม้กันทำชั่ว มีบาป มีเวรร่วมกัน ระวังเรื่องเหล่านี้ อย่าไปสมรู้ร่วมคิดโจรอะไรที่มากมายนัก
6. คนผู้กระด้างเย่อหยิ่ง 6. คนผู้กระด้างเย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเกิดเป็นคน จะเป็นผู้มีสกุลต่ำ พ่อครูว่า… คนอย่างนี้ก็มีอยู่เยอะ ยิ่งอยู่ในแวดวงที่เราเห็นนี่นะ อาตมานี่เป็นคนควรกราบไหม? ไม่ได้พูดอย่างหยิ่งผยอง ยกย่องตนเองอะไรนะ หยิบมาเพื่อยกตัวอย่างชัด ๆ ถ้าจะหยิบองค์นี้มาเป็นผู้ควรกราบไหม ก็ได้ อาตมาก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าพูดข่มหรอกนะ ถ้าว่ากันจริง ๆ ถ้าอาตมามีคุณธรรมมากกว่าท่านองค์นี้ ก็น่ากราบอาตมามากกว่าแหละนะ นี่พูดถ้าไว้นะ จริงไม่จริงก็แล้วแต่ เป็นคนที่น่ากราบน่าไหว้ น่าลุกรับ น่าให้อาสนะ น่าที่จะบอกทางให้ทาง นี่กำลังจะตัดทาง กำลังจะเอาไปทางอีกทางหนึ่ง แล้วเอาไปกักไปขังด้วย สักการะ ควรจะสักการะ แต่ก็ไม่สักการะ ควรเคารพแต่ก็ไม่เคารพ ควรนับถือควรบูชาโน่นแน่ะ แต่ก็ไม่นับถื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive