351022-2 อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) ตอน 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
351022 อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) ตอน 2/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) ตอน 2/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ แสดงธรรมก่อนฉัน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 ณ ปฐมอโศก
อธิมุตติสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 22 (ต่อจากตอนที่ 1/2) พ่อท่านว่า… ฟังเทศน์ฟังธรรมก่อนจะได้ทานอาหารกันนะ อาตมาบอกไว้แล้วว่า จะได้อธิบายถึงเรื่อง “อธิมุตติสูตร” นี่ต่อนะ “อธิมุตติ” พูดกันอีกทีหนึ่งก่อนนะ (ต่อจาก ตอนที่ 1/2 ดู 351022-1 ทำวัตรเช้า ฯ ) ความหมายของคำว่า “อธิมุตติ” : “อธิมุตติ” นี่ ในความหมายที่ท่านแปลตรงตัวเลยนะ แปลเป็นภาษาไทยว่า ความน้อมใจเชื่อ บ้างแปลว่าความน้อมนึก บ้างแปลว่าความพอใจ แปลว่าอารมณ์ อธิมุตติ แปลว่าอารมณ์ แปลว่านิยมในใจ แปลว่าอัธยาศัย เยอะแยะนะคำแปลนี่ หรือแปลว่าความตั้งใจ มาจากรากศัพท์เดียวกันว่า อัชฌาสัย ก็ได้ อธิมุตติ นี่แปลว่าอัชฌาสัย แล้วเราไปดูที่คำว่าอัชฌาสัยอีกทีหนึ่ง มันก็แปลว่าความปรารถนา ก็ได้ ความตั้งใจ ความปรารถนา นิสัยใจคอ อัธยาสัย หรือว่ามีสิ่งที่นิยมอยู่ในใจ หรือแปลว่าอารมณ์ ถ้าเราเข้าใจความหมาย ซึ่งสภาวะแล้วจะไม่มีปัญหาอะไร มันก็เป็นความ อารมณ์ที่ในใจนี่ หมายเหตุ : อธิมุตติ (อะทิมุดติ) น. อัชฌาสัย, ความพอใจ, ความตั้งใจ. (ที่มา : พจนานุกรม ไทย-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554) อันที่จริงแล้ว มันก็หมายความ อธิมุตตินี่มันหมายความถึงสภาพของปรมัตถ์ หมายถึงสภาพของอารมณ์ในใจ เป็นสิ่งที่นิยมในใจ เป็นสิ่งที่เราอาศัย เป็นอัชฌาสัย หรือเป็นอัธยาสัย เป็นนิสัยใจคอ เป็นความตั้งใจ เป็นความปรารถนา เป็นความยอมรับไว้ ก็ได้ นี่อาตมาแปลเองนะ คำว่ายอมรับไว้ นี่คือเป็นความน้อมใจเชื่อ
อ่านต่อ
เราเชื่อเราก็รับไว้ในตัวเรานี่แหละ เป็นความน้อมนึก มันมีบทบาทแล้วมีความน้อมนึก มีบทบาทแล้วมีความพอใจ อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นลักษณะอยู่ที่ใจที่อาศัยอยู่ สรุปแล้วก็คือในใจของเราที่อาศัยอยู่ ที่ท่านแปลเป็นความน้อมใจเชื่อ ก็แปลไปในสายศรัทธา แปลไปในสภาพความปรารถนา ก็แปลไปในสายปัญญา หรือไปสายในทางสร้างสังขาร ถ้าแปลไปในทางสังขาร ก็เป็นไปในการปรารถนา มีความตั้งใจ ถ้าแปลไปในทางเป็นความปรุงแต่งหรือเป็นกิเลสเป็นรสหน่อย ก็แปลว่าความพอใจ ถ้าแปลไปในทางศรัทธา ไปในทางเจโต ไปในทางตั้งมั่น ก็แปลว่า ความน้อมใจเชื่อ รวม ๆ แล้วก็แปลว่า อารมณ์ที่ในใจนั่นแหละ มีบทบาทอารมณ์จะเป็นอย่างไรล่ะ อารมณ์ แม้แต่คำว่าเจตนารมณ์ก็แปลได้ อธิมุตตินี่ เจตนารมณ์ก็แปลได้ เป็นเจตนาที่มีความปรารถนา มีความตั้งใจ มีความมุ่งหมาย หรือเป็นตัวนิสัยใจคอของคนนั้น ๆ จะเป็นลักษณะอย่างไร มีความหมายที่กว้างมากนะ เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น ๆ : ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ท่านมีญาณ แล้วญาณเหล่านั้นแหละ ญาณอันใด เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น ๆ ดูกรอานนท์ เราเป็นผู้แกล้วกล้าปฏิญาณในธรรมเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น ๆ แล้วแสดงธรรม สามารถที่จะรู้ในสิ่งที่ทรงไว้ในใจ ใจมันจะไปในทางปัญญา ไปในทางศรัทธา ไปในทางโน้มไปทางไหน ๆ ของคน โดยเฉพาะ ทางจิตวิญญาณ ที่เราเรียนจากตนเองนี่แหละ เราเรียนจากตนเอง เราจะอ่านอาการเหล่านี้ออก พระพุทธเจ้าก็เรียนจากตนเองนี่แหละ อ่านอาการของตนเองนี่แหละ เป็นสิ่งที่เป็นจริง ที่เราได้เรียนรู้แท้ แล้วก็ขยายความรู้รอบถ้วนลึกซึ้ง มากมายหลากหลาย จนรู้ชั้นเชิงกิริยาอาการของจิตวิญญาณได้ครบถ้วน หรือได้มากมายว่ามันอยู่อย่างไร นะ อธิมุตติ อธิมุตติ นี่มันเป็นอยู่อย่างไร : ดูกรอานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังแห่งตถาคตเหล่านั้น (ขันธ์ อายตนะ ธาตุเป็นต้น หรือทิฐิ) มี ๑๐ ประการ อธิมุตติ นี่มันเป็นอยู่อย่างไร ในขันธ์ แม้แต่เป็นนามขันธ์ ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่มันอยู่ในนั้น แล้วมันก็รับมาจากทวารทั้ง 6 มาเป็นอายตนะทั้ง 6 จากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือแม้ที่สุด หรือทิฐิ นี่ท่านแปลเอาตัวบัญญัติเลยว่า อธิมุตติบท หมายความว่า ตัวหลักต่าง ๆ นี่ มีขันธ์เป็นต้น อายตนะเป็นต้น ธาตุเป็นต้น หรือทิฐิเหล่านี้ อยู่ในจิตในใจทั้งนั้น มันเป็นปรมัตถ์ทั้งสิ้นเลย “อาลยวิญญาณ” : อาตมาได้อธิบายเมื่อเช้านี้ไปในลักษณะของปรมัตถ์ ในลักษณะของจิตใจที่มันอาศัย จนกระทั่งไปถึงขั้นพูดไปถึง “อาลยวิญญาณ” “อาลยะ” นี่ก็แปลว่าอาศัย อาลัยนี่แหละ อาลยวิญญาณ วิญญาณที่อาศัย คนเรามีวิญญาณ หรือว่ามีธาตุรู้ที่ได้อาศัยสูงสุด ผู้ที่รู้จักอาลยวิญญาณ รู้เท่าทัน แล้วก็ไม่ติดยึด ก็เป็นผู้ที่เพียงอาศัย ผู้ใดที่ยังติดยึดอยู่ ก็เรียกว่า ยังเป็นอาลัย ที่มีความหมายภาษาไทยว่า มันยังเกี่ยวเกาะ อาลัยนี่แปลว่า ยังเกาะเกี่ยวเกาะ ยังเกี่ยวเกาะ ยังไม่ปล่อย อาลัยนี่ยังเกี่ยวเกาะ ยังไม่ปล่อย เพราะฉะนั้น เราอาลัย เราก็เลยมาทำความหมายข้างในภาษาไทย เราเอามาใช้คำว่าอาลัย ก็บอกว่าอาลัยอาวรณ์ อาลัยอาวรณ์ หมายความว่า ยังห่วงหา ยังไม่ปล่อย ไม่วาง ยังระลึกถึง ยังมีความเกี่ยวเกาะกันนั่นแหละ ยังระลึกถึง ยังไม่ปลดปล่อยเป็นที่สุด เรียกว่า อาลยวิญญาณ ความหมายนี้ใช้ได้ อาลยวิญญาณในพระอรหันต์เจ้า : สำหรับพระอรหันต์เจ้า ท่านยังไม่ปล่อยสุด ท่านก็มี”วิภวตัณหา”อาศัย วิภวตัณหาจึงเป็น”อลยวิญญาณ”ของพระอรหันต์ วิภวตัณหานี่ หรือจะเรียกว่า อากังขาวจร จะเรียกว่า อิจฉาวจร อะไรก็ได้ ซึ่งเป็นตัวปรารถนา นี่เป็นอธิมุตติทั้งนั้นนะ ที่พูดนี่เป็นตัวความปรารถนา อาการปรารถนา อาการต้องการ ที่เรียกว่า อิจฉาวจร หรือเรียกว่า อากังขาวจร เป็นความปรารถนาดี แต่เป็นความปรารถนาที่เป็นกุศล เป็นสิ่งดี เป็นสิ่งที่ไม่เพื่อตัวตน ของพระอรหันต์ นี่ไม่ได้เพื่อตัวเรา ไม่ได้เพื่อตัวกูของกูอะไร แต่เป็นสิ่งที่อาศัยอยู่ในขันธ์ 5 อาลยวิญญาณของคนธรรมดา เป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ : ขันธ์ 5 ยังมีนามธรรมพวกนี้อยู่ ยังมีจิตวิญญาณ ยังมีจิตเจตสิกพวกนี้อยู่ พระอรหันต์เจ้าก็มีสิ่งเหล่านี้อาศัยเป็นอาลยวิญญาณ แต่ถ้าเผื่อว่าผู้ใด ที่ยังเป็นคนธรรมดา หรือเป็นพระอริยเจ้ายังไม่ถึงขั้นอรหันต์ก็ตาม อาลัยอันนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์อยู่ เป็นความห่วงหาอาวรณ์ เป็นความเกี่ยวเกาะ เป็นความไม่ปล่อยได้สมบูรณ์ ส่วนพระอรหันต์เจ้านั้น ท่านไม่ปล่อยก็ได้ โดยไม่ทุกข์ ท่านปล่อยก็ได้ด้วยวางก็ได้ด้วย สุดท้าย พระอรหันต์เจ้านี่ ท่านปล่อยวางได้ด้วย แต่คนธรรมดานี่ปล่อยวางไม่เป็น จึงมีทุกข์หนักกว่ามากกว่า ยิ่งอาลัยอาวรณ์มากเท่าใด ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น เกี่ยวเกาะเป็นเราเป็นของเราอยู่มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้น นี่เป็นที่สุดของที่สุด อาตมาอธิบายเมื่อเช้านี้ มาถึงคำนี้ ยังไม่ได้ขยายความ แต่เวลามันเลยไป ก็เลยมาขอขยายเพิ่มเติมนิดหน่อย จิตวิญญาณของเราอยู่ที่ไหน? : เมื่อเช้านี้ ได้ขยายความไปถึงว่า อันหนึ่งอาตมาว่าได้มีตัวอย่างที่มันชี้ชัดเหมือนกันว่า คนเรายังงง ๆ หรือยังสงสัย ยังข้องใจในเรื่องของวิญญาณ หรือสัมภเวสี ว่าคนเราตายแล้วนี่ วิญญาณมันไปไหน อยู่ที่ไหน มันต้องมีที่อยู่ ไปคิดกันอย่างนั้น มันอยู่ตรงไหน มันเป็นยังไง แล้วมันอยู่ตรงไหน อาศัยอยู่ตรงไหน อาตมาก็มีตัวอย่าง เมื่อเช้านี้ รู้สึกว่าเราจะชี้ชัดขึ้นว่า ในตัวเรานี่ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ หรือพร้อมวิญญาณนี่ อยู่ในตัวเราขณะนี้ เรามีวิญญาณ มีจิตวิญญาณแน่นอน แต่คุณบอกอาตมาได้ไหมว่า มันอยู่ตรงไหน? บอกสิ จิตวิญญาณของคุณมันอาศัยอยู่ตรงไหน? บอกสิ (ผู้ฟังหลายคนช่วยกันตอบ) นี่ท่านนี้องค์นี้บอกมันอยู่ที่หัว มันอยู่ในสมอง หรือมันอยู่ที่หัวใจ หรือมันอยู่ที่ตับที่ม้าม ผู้ฟังท่านหนึ่งตอบ… ในคูหาสยัง พ่อท่านว่า… ในคูหาสยัง แน่ะ! ตอบเก๋เสียด้วย โอ้โห เล่นคำ technical term เล่นคำภาษาวิชาการเสียด้วย อยู่ในคูหาสยัง ก็คืออยู่ในถ้ำนี้แหละ ถ้ำร่างกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก นี่อยู่ในถ้ำนี้ แต่มันไม่รู้ว่าตรงไหน มันตรงไหนนะ เอาแน่ๆ ไอ้ถ้ำที่ว่า นี่ตรงไหน ห้องอยู่แท้ ๆ ของมันอยู่ตรงไหนล่ะ อยู่หัวใจ อยู่สมอง อยู่ปลายจมูก แล้วเวลาเจ็บ มันเจ็บตรงไหนล่ะ? เจ็บใจว่าอย่างนั้น เจ็บตรงไหนละ? เวลาเจ็บบอกสิ อยู่ตรงไหน เจ็บตรงไหน เจ็บที่ตรง แหม ตรงหัวใจนี่ ตรงที่มันสูบฉีดโลหิตนี่ หรือว่า เจ็บตรงสมอง เจ็บตรงปลายนิ้ว เจ็บตรงไหนล่ะ บอกไม่ได้ มันไม่มีสถานที่ ปัญหาโลกแตก “ คนเราตายแล้ว วิญญาณมันไปไหน?” : เพราะฉะนั้น แต่แค่แคบ ๆ กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก นี่มันมีวิญญาณอยู่แน่ มันมีจิตวิญญาณอยู่แน่ คุณยังบอกไม่ได้เลยว่ามันอยู่ตรงไหน ชี้ให้อาตมาดูยังไม่ได้ แล้วคุณจะไปสงสัยว่า เวลาตายแล้ว ไม่มีร่างกายนี้แล้ว แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ โอ๋ย กว้าง นับไม่ถ้วนเลย แล้วมันอยู่ตรงไหน อย่าบ้าไปถามกันต่อ ถ้าคนฉลาดแล้ว จะไม่บ้าไปถามต่อเลยว่า วิญญาณแล้วมันไปอยู่ตรงไหน นรกอยู่ตรงไหน สวรรค์อยู่ตรงไหน อาตมาตอบได้แต่ว่า นรกก็ตาม สวรรค์ก็ตาม มันไม่อยู่นอกจิตวิญญาณ นอกจิตวิญญาณไม่มีนรก นอกจิตวิญญาณไม่มีสวรรค์ นี่เป็นคำตอบของโพธิรักษ์ ไม่ได้อยู่ที่ยอดไม้ ไม่ได้อยู่ที่บนเขา ไม่ได้อยู่ที่บนฟ้า ไม่ได้อยู่ที่ใต้ดิน ไม่ได้อยู่ที่ไหน ๆ มันอยู่ที่จิตวิญญาณ จิตวิญญาณอยู่ไหน นรก สวรรค์อยู่ที่นั่น แล้วถามว่าอยู่ไหนละ ก็ในตัวร่างกายเรา ก็ยังชี้ไม่ได้ว่าอยู่ไหน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันมีจิตวิญญาณ “ปัจเจกสัจจะบรรเทา” : เพราะฉะนั้น ถ้าใครตอบ หรือว่าใครถาม ใครสามารถตอบได้ หรือว่าใครยังติดใจสงสัยถามอยู่ ผู้นั้นก็คือ ผู้ยังไม่มี “ปัจเจกสัจจะบรรเทา” ผู้นั้นก็คือยังไม่มีสัจจะ หรือว่าไม่รู้จักสัจจะในขั้นบรรเทาความสงสัยได้ จะต้องข้องใจอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าใครบรรเทาความสงสัยได้แล้ว จะไม่ต้องไปถามปัญหานี้อีก ปัญหาโลกแตกนี้ จะไม่ไปถามใครอีก ใครรู้สึกตัวอย่างนี้บ้าง โอ้โห ฟังคำอธิบายนี้แล้วนี่ เอ้อเฮอ เราไม่ต้องไปถามใครอีกแล้วว่า วิญญาณมันไปอยู่ที่ไหน ตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปไหน นี่เป็นคำถามโลกแตก เป็นปัญหาโลกแตก ตายแล้วไปไหน โลกอะไรนะ อะไรก็มีปัญหาจิต ปัญหาโลกแตก โลกเที่ยงก็มี โลกไม่เที่ยงก็มี อะไรอย่างนี้ ปัญหาโลกแตกพวกนี้นี่ จะค่อย ๆ เข้าใจ จะค่อย ๆ บรรเทา มันจะรู้จักสัจจะโดยตนเองนี่ จะเข้าใจ แต่ที่อาตมาพูดให้ฟังนี่ เป็นเพียงโวหารนี่ ถ้าใครฟังไปแล้วจะรู้สึกบรรเทาได้ขนาดหนึ่ง ถ้าเข้าใจสภาวะที่อาตมาอธิบาย แต่ถ้าใครยิ่งเห็นแจ้งเห็นจริง มีของตัวของจริงของตนเลยนะ โอ๊ หมดปัญหาจริง ๆ ปัญหาอย่างนี้ หมด ไม่ต้องถาม หมดปัญหา ปัญหาโลกแตก นี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา แม้จะจี้ลงไปไม่ได้ว่า มันเป็นตรงไหน ก็รู้แล้วว่ามันเป็นตรงไหน มันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณมันอยู่ตรงไหน ตายแล้วไปไหน ไม่รู้ แม้แต่รู้อยู่เดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงไหน ในร่างกายเรา มันไม่กว้างเลยนะ มันแคบ ๆ แค่นี้ ยังชี้ไม่ออกเลยว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วจะชี้ว่า มันตายแล้ว มันไปอยู่ตรงไหน แล้วมันจะไปบอกได้อย่างไร เดี๋ยวนี้ยังบอกไม่ได้เลย ชัดขี้นไหม (เพิ่มเติม) ความหมายของคำว่า “อธิมุตติ” : เมื่อเช้านี้บรรยายไป ก็ได้ประเด็นนี้ขึ้นมาอันหนึ่งเหมือนกันว่า เรารู้ในเรื่องของจิตวิญญาณนี่เพิ่มเติมขึ้น และมันก็เป็นอารมณ์ อธิมุตติ มันเป็นอารมณ์ หรือมันเป็นนิสัยใจคอ มันจะเป็นความปรารถนา เป็นความเชื่อ น้อมใจเชื่อ อย่างที่เขาแปลกันไว้หมดล่ะนะ อธิมุตตินี่ แปลไว้ในพจนานุกรมบาลี อาตมาไปเปิด ๆ ดู เมื่อเช้านี้ เขาแปลว่าอะไรบ้าง เปิด ๆ ดู ก็ได้ทั้งคำว่า ความน้อมใจเชื่อ ความน้อมนึก ความพอใจ หรือแปลว่าอารมณ์ หรือแปลว่านิยมในใจ ความนิยมในใจ อาตมาเปิดหลายเล่มนะ เปิดหลายเล่ม เปิดพจนานุกรมบาลี หรือเปิดคำแปลเหล่านี้หลายเล่ม ก็ได้ความหมายมาเยอะ แต่ละเล่ม ๆ ท่านแปลว่าอย่างนี้ ๆ ซ้ำกันบ้าง ไอ้ที่ซ้ำอาตมาก็ไม่ลอก อาตมาก็ลอกเอามาอ่านให้ฟังในที่มันแตกต่างกัน คำที่เขาแปลซ้ำ ๆ กัน อาตมาก็ไม่ได้ลอก ว่าอันนั้นอันนี้ก็ได้ หลากหลายมา คำว่า “อัธยาศัย” กับ “อัชฌาสัย” : แปลว่าอัธยาศัย แปลว่าความตั้งใจ หรือว่าอัธยาศัยนี่มันก็คือ อัชฌาสัย อัชฌาสัย กับอัธยาศัย นี่จะเรียกว่าคำเดียวกัน หรือว่าคำคล้ายกัน ก็ได้ เป็นคำ ซิน’เนอะนิม (synonym) ก็ได้ คือคำที่มันคล้ายกัน ใช้แทนกันได้ มันแปลว่าความปรารถนา อัธยาศัย นี่ มันเป็นภาษาสันสกฤต อัชฌาสัย เป็นภาษาบาลีนะ ตัวเดียวกัน ใช้แทนกันได้นะ แล้วก็แปลว่าอย่างที่ว่านี่ คำต่าง ๆ รวมแล้วก็คือ อารมณ์ในใจของตน เท่าที่เราจะมีกิเลส หรือไม่มีกิเลส ถ้าเป็นอารมณ์ในใจของคนที่มีกิเลสก็หยาบคายได้มากมาย
เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น : เมื่อเช้าอาตมาก็บอกว่าจะอธิบายต่อให้มันมาถึงรูปธรรม มาถึงข้างนอก ที่จะเป็นกิเลสหยาบ เมื่อเช้านี้อธิบายไปแล้วนั้นนะ เป็นการอธิบายไปสู่การมีกิเลสน้อย ไปจนกระทั่งอยู่ในสภาพที่เป็นอารมณ์นิพพาน ถึงขั้นอารมณ์นิพพานของพระอรหันต์ หรือว่านิสัยใจคอของพระอรหันต์ หรือว่าตัวเชื่อ ตัวความปรารถนา ความตั้งใจ อะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่จะนึกน้อมไปในทางใด หรือเป็นความพอใจ หรือเป็นอารมณ์ขั้นชึกขั้นไปหาทางสูง ทีนี้จะขยายออกมาทางที่มันไม่สูง มาทางต่ำบ้าง อะไรไปอาศัยอยู่ในจิตวิญญาณ? : พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกว่า ท่านมีญาณที่สามารถจะรู้ได้หมดเลยว่า คนนี่ มีอารมณ์อย่างไร อะไรไปอาศัยอยู่ในจิตวิญญาณ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ศึกษา แล้วก็ปฏิบัติอบรมฝึกฝนให้มันมีสภาวะ ให้มันรู้ตามมาเหมือนกัน แล้วก็พอรู้ ไม่มากเท่าพระพุทธเจ้า ก็รู้เท่าที่อาตมาหยิบมาอธิบายให้ฟังกันนี่แหละนะ สิ่งที่มันบรรจุอยู่ในใจคนก็มีกิเลส กิเลสแล้วมันก็ออกมายึดเอาข้างนอก ยึดเอาข้างนอก ยึดเอานอกกว่าร่างกายด้วย นอกกว่ารูปนามขันธ์ 5 นอกกว่าตัวตนแขนขาเนื้อตัว ตัวร่างกาย จนกระทั่งมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ไปรู้ไปเห็น ไปได้ยิน ไปได้กลิ่น ไปได้รส ไปสัมผัส แล้วใจนี่แหละ เป็นอารมณ์ของใจ ไปยึดเอาว่าเป็นเรา เป็นของเรามามากมาย แล้วก็จะต้องได้ ต้องเป็น ต้องมี ต้องครอบครอง ต้องสะสม หอบหาม เป็นวัตถุหยาบนะ แต่ก็ไปรวมลงที่จิต เป็นรสได้สมใจก็สุข ปุถุชนแสวงหาไล่ล่าสุขสมใจในโลก : ได้สมใจก็สุข ตัวอย่าง เด็ก ๆ ไปติดสมมุติ ไปหลงคารมของคนว่า ถ้าเราได้ตุ๊กตา ได้ของเล่นนี่ โอ้โห เป็นสมบัติที่เราน่าได้ น่ามี อยากได้ พอได้สมใจแล้ว เป็นสุขเหลือเกิน นอนก็ต้องกอดตุ๊กตา ถ้าไม่ได้กอดก็กลัวคนเขาแย่งไป นอนกอดตุ๊กตาไว้นอนหลับ กอดตุ๊กตาไปไหนก็ตุ๊กตา โอ๊ เป็นของฉัน ๆ เป็นสุขเหลือเกิน เป็นทรัพย์ เป็นสมบัติ สุขเหลือเกิน พอโตมาหน่อยแล้ว เอาตุ๊กตามาให้ คนที่เขามีวุฒิภาวะจริง ๆ แล้วเขาไม่เอาหรอก เขาไม่มานั่งเล่นตุ๊กตาหรอก ตุ๊กตาก็ตุ๊กตา เออ นี่มันของเด็ก เอาไปให้เด็ก เรามันโตแล้ว เราไม่ต้องหรอก เราไปหาตุ๊กตาตัวใหม่ ที่ไม่ใช่รูปตุ๊กตาแล้วตอนนี้ กลายเป็นเอาตุ๊กตาดิ้นได้บ้าง เป็นตัวคนจริง ๆ บ้าง เป็นของเรา หรือไปเอาอะไรอื่นที่เป็นตุ๊กตา เป็นเงิน เป็นทอง เป็นทรัพย์ศฤงคาร เป็นตุ๊กตา หรือเป็นบ้านเป็นช่อง เป็นเรือนเป็นชาน เป็นวัตถุสมบัติอื่น ๆ รถเก๋ง เครื่องบิน อะไรสมบัติอะไรก็แล้วแต่เป็นของเรา ไปโน่นเลย จนกระทั่ง มีทั้งรูปและนาม เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นนามธรรมเข้าไปบ้าง แล้วเป็นรูปธรรมบ้าง มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นตำแหน่งหน้าที่ เป็นอำนาจทางโลก อย่างคนนี่ อยู่ดี ๆ ขณะนี้ นี่เป็นฆราวาส แล้วเป็นคนธรรมดา พอสมัคร ส.ส. พอสมัคร ส.ส. เสร็จปั๊บ ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี โอ้โห! อำนาจมหาศาลเลยตอนนี้ อื้อหือ เบ่งเลย เปลี่ยนปุ๊บปั๊บภายในเวลาไม่นานเลยนะ พอรับเลือก พอได้เป็น ส.ส. พอได้เป็น ส.ส. พอได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แล้วยิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มันปุ๊บปั๊บ มันยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจ แหม มันบึ๊บ อื้อหือ แหม เกือบ ๆ จะสั่งกุดหัวคนนี้ได้เลยนะ แต่สมัยนี้ มันประชาธิปไตยเท่านั้นเอง ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็สั่งกุดหัวได้แล้ว นี่ถ้าได้รับแต่งตั้งใหญ่ในประเทศขนาดนี้น่ะ ถึงขนาดนั้นก็ตาม แม้จะเป็นประชาธิปไตย อิสรเสรีภาพ ไม่ขูด ไม่กดขี่ข่มเห่งกันได้มากมายขนาดนี้ ก็แทบ ๆ จะสั่งกุดหัวได้แล้วนะ เดี๋ยวนี้ ซ่อนซ้อนเชิงวิธีการล่ะนะ ขนาดระดับนายกนี่ โอ้โห นี่ คนเราก็ไปนึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วเขาก็ไขว่คว้าแสวงหาเอา สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นอธิมุตติ ที่จะต้องรู้ แล้วรู้ด้วยว่า คนเรานี่อาศัยอะไร คนที่ไปนึกว่าอันนั้นนะ เป็นสมบัติ เป็นทรัพย์ เป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น เขาก็พยายามที่จะทำให้ได้ มีให้ได้ เป็นให้ได้ แล้วก็พอได้มา ก็สุขเหลือเกิน รวมลงก็เป็นการเสพโลกียสุขสมใจ ได้น้อยก็ไม่สมใจถึงที่ ถ้าตั้งเป้าหมายไว้สูง ก็ได้ยากหน่อย ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ต่ำ ๆ เออ เราก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นแค่กำนันเราก็สมใจ สบายใจ ก็สมใจ มันก็อาจเป็นง่ายหน่อย ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ไปเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ก็คงยากหน่อย เป็นทหาร ถ้าเป็นพลทหาร ก็ เออ ก็ค่อยง่ายหน่อย เป็นสิบตรี ก็ง่ายหน่อย เป็นนายร้อยก็ง่ายหน่อย ก็ยังไม่ยากมากมายนัก เป็นนายพัน นายพลอะไรขึ้นมา ก็ยากขึ้น จนกระทั่งเป็นพลเอก เป็นจอมพลอะไร ก็ยิ่งยากใหญ่ อำนาจบาตรใหญ่ หรืออะไรที่ประกอบเป็นรูปลักษณ์ของโลกีย์ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ อยู่ในอารมณ์จิต เป็นความปรารถนา เป็นความตั้งใจ เป็นความนึกน้อม น้อมนึกอยากได้ เป็นความอยากได้ เป็นความอะไร ๆ แล้วแต่ไปตามเรื่อง แล้วก็เชื่อ เป็นการน้อมใจเชื่อ เชื่อว่าจริง เชื่อว่าสำคัญ เชื่อว่าสาระ แล้วก็แย่งกันในโลก แสวงหา ใช้ตัวฉลาดเฉลียวที่สามารถจะสร้างความฉลาดเฉลียวได้ แล้วก็พยายามหาทางมาให้ได้ ตั้งแต่สุจริตตามมาตรการ หรือตามหลักเกณฑ์ของโลกที่เขาสมมุติกัน ก็พยายามจะไม่ให้มันผิดกติกา หรือผิดหลักเกณฑ์ของโลก จนกระทั่งใช้ความฉลาดฉ้อฉล ซับซ้อนในหลักเกณฑ์ของโลกให้คนอื่นรู้ไม่เท่าไม่ทัน แต่ว่าเราได้เปรียบ ได้เปรียบเข้าก็เก่งขึ้น จนกระทั่งคนอื่นไล่ไม่ทัน แต่คนเฉลียวฉลาดคนนี้ได้สมใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอย่างไร จะเป็นอำนาจบาตรใหญ่ จะเป็นทุนนิยม จะเป็นศักดิ์ศรีอะไรก็แล้วแต่ ได้จนได้ เราเคยแย่งชิงกันมาแล้วไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ : เป็นดั่งนี้มาในโลกนานมาแล้ว นับหมื่น นับแสน นับล้านปี หรือแม้แต่จะมีมนุษย์ยุคไหน ๆ ก็เป็นอย่างนี้ เรียกว่าโลกธรรม เราก็เคยเป็นมาแล้ว ก็เคยบ้าบอแย่งชิงกันมา ไม่ใช่ว่าชาตินี้ชาติเดียว แย่งมาไม่รู้กี่ชาติ ชาตินี้มาวาง มาปล่อยได้ นี่มันเป็นบารมีของคน ยิ่งมาเรียนรู้เป็นโลกุตรธรรม เข้าใจได้ว่า อ๋อ สิ่งเหล่านี้นี่ เราไม่ต้องไปปรารถนาอยากใคร่ ไม่ต้องไปอยากเป็นอยากมีอีก ได้จริง ๆ เท่าใด ก็เป็นสัจจะที่ประเสริฐ เป็นสัจธรรมที่ประเสริฐของผู้นั้นเท่านั้น ๆ มีจริง ได้จริง หรือแค่หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว : นี่พวกเราที่มีมานี่ มีมาบ้าง แต่ไม่แน่ชัดนักหรอกนะ บางทีก็มันก็ยังไม่ได้ช่อง เหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว บอก เออ เราไม่ได้ เราก็อย่าว่ามันดีเลย แล้วเราก็ทำทีเป็นไม่ดี แต่ถ้าได้ช่องทีหน้าทีหลัง แล้วก็ยังจะเอาใหม่ ยังจะแย่งชิงใหม่ มันไม่มีช่อง ก็ทำทีเป็นว่า ไม่เอาดีกว่า ไม่เอานี่เก๋กว่า เพราะว่ามันไม่มีช่องจะมีโอกาส แต่ถ้ามีช่อง มีโอกาส แล้วตัวเองก็ยังจะเอาอยู่ นั่นแสดงว่าผู้นั้นไม่จริง แต่ถ้าผู้ใดจริง แม้มีช่อง ก็ไม่เอา มีช่องทางก็ไม่เอา โลกุตรธรรมนั่นมันมีอยู่หลัด ๆ แล้วเราก็ไม่เอาจริง ๆ แต่อำนาจของโลกียะ มันก็มีสิ่งที่จะพิสูจน์จิตเหมือนกันว่า เอาละ แสนหนึ่งนี่ เราไม่เอาได้ แต่ถ้าล้านหนึ่งล่ะ นั่นก็เป็นความโลภของจิต ถ้าล้านหนึ่ง เอ บางคนก็ไม่แน่ บางคนบอกล้านหนึ่ง ไม่เอาหรอก แม้มีช่องทางเท่าไหร่ก็ไม่เอา แม้จะได้มาโดยง่ายดายอย่างไร ก็ไม่เอา มันไม่โลภแล้ว มันเห็นความจริงแล้วว่า เราไม่ต้องมาโลภโมโทสันเอาล้านหนึ่งมาให้เรานี่ เราก็อยู่ได้ แล้วเราก็ประเสริฐดี สบายดี ล้านหนึ่งไม่เอา ถ้า 5 ล้านล่ะ หวั่นไหวไหม แปรปรวนไหม 5 ล้านไม่เอา 500 ล้านล่ะ เอ๊ ไม่แน่เว้ย มันก็สะดวก ๆ อยู่นะนี่ ช่องทางไม่ได้ลำบากลำบนอะไรนี่ เหมือนกับได้อย่างสุจริตเสียด้วยซ้ำไป ถ้า 500 ล้าน เอ๊ ไม่เคยนี่นะ เอ๊ะ (พระ)องค์นี้นี่จะลองดูมั่ง จะดีไหมนี่ เอา 500 ล้านมาให้ บอกให้เอาฟรี ๆ ไม่มีเงื่อนไข เอาไปเลย จะเอาไหมล่ะ เป็นของตัวของตน แต่ต้องแลกกับต้องสึกนะ ต้องสึกไปเป็นฆราวาส ต้องใช้เงินใช้ทองนี้อย่างฆราวาส อยู่ในฐานะอย่างนี้ไม่ได้ ไม่ให้อยู่ในฐานะอย่างนี้ จะเอาไหม แลกกับตำแหน่งฐานะอย่างนี้ล่ะนะ เออ เราอาจจะยังไม่มีช่อง เราอาจจะพูดได้บอกไม่เอา ก็มันยังไม่มีจริง แต่ถ้าคนเอามาให้จริง ๆ 500 ล้านจริง ๆ นี่ หวั่นไหวไหม นี่มันก็ต้องพิสูจน์กันจริง ๆ เหมือนกัน คนจะเป็นไปตามลำดับของบารมี ธรรมชาติมันจะเป็นไปเอง ไม่ต้องแสวงหรอก โอ๊ย เราไม่เคยได้ล้านหนึ่ง ไม่เคยพิสูจน์เลยว่าเราจะใจโลเลไหม หวั่นไหวไหม เราไปเอาก่อน 500 ล้าน เรายังไม่เคย ต้องไปหาทางให้มี 500 ล้านเสียก่อน เราถึงจะแน่ชัดว่าเราเองเราไม่หวั่นไหว ไม่ต้อง บุญบารมีของคนมันจะเป็นไปตามภพตามชาติเอง ไอ้เท่าที่เรามีแค่นี้ทุกวันนี้ นี่ก็ละล้างให้มันหมดหน่อยเถอะ มันละเอียดซับซ้อนว่าแม้มันไม่ 5 ล้านนี่ แล้วมันจะต๊องแต่ง ต๊องแต่ง เดี๋ยวจะเอามาใช้ เดี๋ยวจะอย่างโน้นอย่างนี้ ยังไปมีเอี่ยว มีอะไรอยู่บ้าง นี่ก็พูดให้ฟังหยาบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นลาภ เป็นยศ พวกเรานี่ ไม่มียศก็เหมือนยศ ไม่มีลาภก็เหมือนลาภ พวกเราทำงานอยู่ทุกวันนี้ ผู้ใดขยันหมั่นเพียร สร้างสรร จะเป็นคนมีคนเอาสิ่งมาแลกเปลี่ยนให้บ้าง ไม่แลกเปลี่ยนก็เอามาทำบุญทำทาน มันเหมือนกับบริสุทธิ์กว่า เอามาทำบุญทำทาน นี่ แล้วจะมีผู้ที่อุดหนุน จุนเจือ ทำบุญ ทำทาน เสร็จแล้วเราเองเรายังยินดี ยังยึดติดเป็นเราเป็นของเราอยู่ขนาดใด ขนาดไหนนี่ เราจะรู้เลย มันจะละเอียดลึกซึ้งไปเลยนะ เหมือนเราไม่ไว้ที่ตัวเอง ไม่สะสมเป็นของตัวเอง คนอื่นเอาไว้ให้ หยาบ กลาง ละเอียด ขนาดไหน ขนาดไหนนี่ เราจะรู้ตัวเรา เราจะศึกษาจริง ๆ เลย เราจะเรียนรู้ไปได้เป็นลำดับ ๆ น้อยก็ตาม มากก็ตาม เพราะฉะนั้น ใครทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ จะสามารถมีแล้วเราก็ไม่ติด ไม่ยึดจริง ๆ เอาไปได้อย่างสะดวกสบาย อะไรมันขนาดไหน มันจะมีตัวตามฐานะ ตามขั้นตอนของคน
ความบริสุทธิ์จากเรื่องเงินทองสมบัติวัตถุของนักบวชชาวอโศก : อาตมายังภาคภูมิใจในพวกเราอยู่เหมือนกัน ว่าพวกเรานี่เป็นสมณะในเรื่องของวัตถุสมบัติที่จะสะสมเงินทอง พวกเราก็ทำได้ละเอียดสูงกันพอใช้ทีเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ไปในอนาคตนะ สมณะเรารักษาฐานะของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องในเรื่องของชาตะรูป รชตะ หรือว่าเรื่องรูปียะ เรื่องเงินเรื่องทองพวกนี้นี่ โภคักขันธาปหายะ ไม่มีทรัพย์ศฤงคารไว้เป็นของตน ๆ ในรูปของอนาคาริกะบุคคลนี่ ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่มีบ้านช่องเรือนชายได้ขนาดนี้นี่นะ ถ้าเป็นไปได้อีกนาน พันปีนี่ สมณะชาวอโศกยังรักษาสภาพนี้ได้ รับรองเลย อีก 2 พันปี สบาย ศาสนานี้ ไปอีก 2 พันปี สบาย ถ้าสมณะอโศกนี่ยังรักษาได้ขนาดนี้ บริสุทธิ์สะอาดทั้งรูปธรรมและจิตใจ : เพราะว่ามันเป็นภัยมากเลย แล้วมันก็เป็นการประกาศ หรือมันเป็นการพิสูจน์ให้ชาวโลกเขาไว้ใจ ให้ชาวโลกเขาเห็นได้แม้เป็นรูปธรรม ถ้ายิ่งจิตใจก็สะอาดด้วยแล้วนะ โอย ยิ่งไปได้นาน ยิ่งบริสุทธิ์จริง ยิ่งใจก็สะอาดด้วย ไม่มีก็สบาย ไม่มีก็ไม่เป็นไร พิสูจน์สิ ถ้าไม่มีนี่ ยิ่งคนยิ่งอยากจะให้ ยิ่งอยากจะให้ เรายิ่งเอาออก ยิ่งเอาออก คนยิ่งอยากจะให้ ยิ่งเอาออกให้จริง ๆ สะอาดเท่าไหร่ คนยิ่งจะให้เรามากขึ้นได้ กล้าให้มากขึ้นได้ จริง ๆ ยืนยันเลย พิสูจน์ท้าให้พิสูจน์ พวกยิ่งเอา มีวิธีฉ้อฉล ซับซ้อนแฝงมากมาย ทำลายศาสนาพุทธ : ถ้ายิ่งเราเอา เอามาก็เอา หรือว่าใครให้มาก็เอา มีวิธีฉ้อฉลนะ ซับซ้อนแฝง ๆ ไว้ว่าเอา แต่ว่าไม่ให้ใครรู้ว่าเอา ไม่ให้ใครรู้ว่าเรามี ถ้าเขาจับได้เมื่อไหร่นะ หมด คนที่แน่จริง เขาก็เสื่อม ไม่ศรัทธา ก็เสื่อมศรัทธานะ หรือแม้แต่คนจะศรัทธางมงาย ๆ อยู่ อย่างทุกวันนี้นี่เขาพูดพราง พูดย้อน พูดซ้อน ฉันไม่ได้เอาไว้เป็นของฉันหรอก ฉันเอาไว้สร้างศาสนา ฉันเอาไว้ทำโน่นทำนี่ อะไรต่ออะไรเป็นไปเพื่อศาสนา แต่แท้จริงก็ตัวเองนั่นแหละ ใช้เสพ มีสิทธิ์เต็มที่ แล้วก็เอาไปบำเรอตนในอะไรๆ อยากได้อะไร อยากมีอะไร อยากทำอะไร อยากสร้างอะไร อยากโน่นอยากนี่อะไร ก็ใช้เงินเหล่านี้มาบำเรอตน ไม่ใช่เพื่อส่วนกลาง ไม่ใช่เพื่อส่วนรวม แต่ก็อธิบาย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive