350728 ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350728 ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ได้บรรยายโดยยังไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกเพิ่มเติม ให้ฟังอีก ในสูตรต่อๆ มา ในพระไตรปิฎกเล่ม 21 นี้ ที่เป็นจตุกนิบาต ซึ่งสูตรแรกของปฐมปัณณาสก์แล้วและอนุพุทธสูตร ผู้ตกไปจากธรรมวินัย สูตรต่อมา ผู้ตกไปจากธรรมวินัย ปาปติกสูตร สูตรแรกอนุพุทธสูตร สูตรไปตามลำดับเป็นอาริยธรรม 4 ซึ่งเป็นธรรมไปตามลำดับ อันต่อมานี่ ท่านว่าอย่างนี้ ข้อที่ 2 ท่านว่าอย่างนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ เราเรียกว่าผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ฟังดีๆนะ ตกไปจากธรรมวินัยนี้ คือ ตกไปจากศาสนานะ คำว่าธรรมวินัย นี่คือศาสนา คือพรหมจรรย์ ตกไปจากศาสนาเลยนะ จะเป็นรูปของผู้บวชก็ถือว่าได้สึกออกไป ไม่ศึกษาในสิกขาบทของพระพุทธเจ้าแล้ว เรียก ว่าตกไปจากธรรมวินัยนี้ จากเป็นฆราวาส ถ้าเราจะให้เข้าใจลึกๆ ก็คือเป็นผู้ไม่ศึกษาสิกขาบทของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ตามฐานะของฆราวาส เป็นสมณะก็ศึกษาตามสิกขาบทในฐานะของสมณะ คือไม่ศึกษาสิกขาบท ตกไปจากสิกขาบท โดยเฉพาะไตรสิกขาของพระพุทธเจ้า จึงเป็นคนตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรมะ 4 ประการเป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอาริยะ ฟังดีๆ ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ตกไปจากพรหมจรรย์นี้ หรือตกไปจากศาสนานี้ ธรรมวินัยคือศาสนา คือพรหมจรรย์ ผู้ใดตกไปจริงๆ ก็คือ ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัย คือศีลที่เป็นอาริยะ เพราะฉะนั้นแค่มีศีลที่ไม่เป็นอาริยะนี้ ก็คือตกแล้ว ฟังให้ดี เอาให้ชัดๆ ตกไปจากศีลที่เป็นอาริยะ 1 สมาธิที่เป็นอาริยะ 1 ปัญญาที่เป็นอาริยะ 1 และวิมุติที่เป็นอาริยะ 1 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ 4 ประการนี้แล เราเรียกว่าผู
อ่านต่อ
้ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ เราเรียกว่า ผู้ไม่ตก ผู้ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ คือ ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม 4 ประการ เป็นไฉน คือ ศีลที่เป็นอาริยะ 1 สมาธิที่เป็นอาริยะ 1 ปัญญาที่เป็นอาริยะ 1 และวิมุติที่เป็นอาริยะ 1 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการนี้แล เราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ และมีคาถาต่อไปว่า ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป ผู้กำหนัดเพราะราคะ เป็นผู้กลับมาอีก ฉะนั้น ควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีในชาติที่ควรยินดี จะได้บรรลุสุขทั้งโลกียสุข และโลกุตรสุข นะ ฟังๆดู พระคาถานี่ แล้วฟังดูอีกที ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป ผู้กำหนัดเพราะราคะ เป็นผู้กลับมาอีก ฟังๆดูยังไง ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อผู้ตกไป ผู้กำหนัดเพราะราคะ ผู้ตกไปนี่ เป็นผู้กำหนัดเพราะราคะนะ และเป็นผู้กลับมาอีกนี่ คืออะไร อีกวรรคหนึ่งต่างหากไปเลย เป็นผู้ตกไปเพราะกำหนัดราคะ เพราะฉะนั้นผู้ใดจะเป็นผู้กลับมาอีก ฉะนั้นควรทำกิจที่ควรทำ อันนี้มันต่อประโยคหลัง ผู้กลับมาอีกฉะนั้น ทำไมฉะนั้นไปตกอยู่ตรงโน้นนะ ท่านธัมมนิยโม นี่ลึกซึ้งๆ เข้าใจลึกไปกว่าที่อาตมาเข้าใจไปอีก คือเป็นผู้กลับมาอีกนี่ คือ เป็นผู้ยังวนเวียนกลับเกิดอีก เกิดไปเกิดมา เกิดวนเกิดเวียนแล้วๆเล่าๆ มีกิเลสที่ไม่จบ ยังวนตายวนเกิด เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เป็นผู้เวียนกลับมาอีก คือเป็นผู้ยังไม่ขาดสนิท ยังไม่ดับสนิท ยังไม่ตายสนิท ยังไม่วิมุติ เป็นผู้กลับมาอีก ฉะนั้นควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีในชาติที่ควรยินดี จะได้บรรลุทั้งโลกียสุขและโลกุตรสุข แหม อาตมาพึ่งเจอโลกุตรสุข ไม่กล้าพูดคำนี้มานานแล้ว ไม่เจอในพระไตรปิฎกสักทีหนึ่ง ในพระไตร ปิฎก โลกุตรสุข อาตมาก็นอกจากเรียกว่า วูปสโมสุข อุปสโมสุข ไม่ได้กล้าเรียกคำว่าโลกุตรสุข ไม่มีปัญหาอะไรนะ ทีนี้ได้พบสองคำเลย โลกียสุข กับ โลกุตรสุข เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่เหนือ เป็นโลกุตระนี่นะ เป็นผู้ที่โลกียสุข ก็ไม่มีปัญหา ถ้าอยู่เหนือจริงๆแล้ว จะปรุงด้วยยังได้เลย คุณเอาขนมมาให้อาตมาชิมนี่นะ อาตมาก็ปรุงรสโดยสัญญา โดยกำหนดรู้ โดยให้เข้าใจเลยว่า รสนี่เป็นอย่างไร ความรู้สึกว่า เออ มันอร่อย เป็นอารมณ์อย่างไร ปรุงขึ้นมารู้นี่ อาตมาปรุงได้นะ แต่เราไม่ได้ติด ไม่ได้ยึดจริงๆ จะพยายามมีความรู้สึกร่วมด้วยได้ ปรุงขึ้นมาให้รู้ตาม มีสัญญากำหนด เป็นสัญญา จำได้จริงๆ มีสัญญาที่เคยจำว่า รสสุขที่เป็นโลกียสุขอย่างนี้ อย่างไรจำได้ แต่โลกียสุขอย่างนี้ ไม่มีตัวที่ทำให้เราเวียนกลับ ไม่ต้องทำให้เรามาเกิด มาติด มาหลงใหลได้ปลื้ม วนเวียนตีกลับอีก ถ้าถอนอาสวะอนุสัยสิ้นอย่างที่เป็น ที่สนิทจริงแล้วนะ แม้เราจะปฏินิสสัคคะ จะสลัดคืน จะกลับมาปรุงอีก เกิดอีก เป็นอีก ก็เกิดลำลอง เกิดอย่างสมมุติ เกิดอย่างไม่จริงหรอก เพราะผู้ที่แท้แล้ว ผู้ที่เป็นโลกุตระแท้เสียแล้วนี่ มาเกิดเป็นสมมุติ มาเกิดลำลอง มาแกล้งเป็นปุถุชน แกล้งเป็นคนอย่างโลกๆ บ้างนี่ แกล้งได้ ก็ไม่เป็นได้แต่แกล้งเป็นๆ ลิงลมอมข้าวพอง เป็นตัวเมาๆ กับโลกเขาไปเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้เมาแท้ ไม่ได้เมาจริงหรอก เพราะมีสติสัมปชัญญะ หมดเมา หมดมัชชะ หมดแท้ๆจริงๆ ทำอย่างรู้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ พยายามที่จะรู้ตามสัญญาที่กำหนดมา เรียกว่าใช้การกำหนดลึกลงไปเป็นสัญญายะอย่างแท้จริง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สูงสุด ที่ผู้ที่ถึงจริง เป็นจริง จะรู้ จะเข้าใจอย่างชัดเจน อ่านสูตรต่อๆไปอีกซิ อาตมาตั้งใจว่าจะอ่านสักห้าสูตรแล้วจะอธิบายธรรมะพวกนี้ออกไปดีๆ แต่อย่าพึ่งเลย เอาไว้เทศน์วันพุธ วันพฤหัสบดี เอาไว้เทศน์ตอนเช้าดีกว่าเพราะว่าจะได้ มันมีสูตรหลายๆสูตรนี่ต่อๆกันไป จะได้ขยายความยาวไปเลยจะดี แต่อันนี้มันคล้ายๆกันกับสูตรที่ 1 อนุพุทธสูตร อนุพุทธสูตร นี่ มันๆเหมือนกัน สูตรนั้นก็บอกว่าเป็นสูตรที่ ถ้าผู้ไม่แจ้งไม่รู้ ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมวินัย 4 ประการแล้วละก็ ผู้นั้นก็เรียกว่าจะต้องแล่นไป ท่องเที่ยวไปในโลกโลกียะ ไปอีกชั่วกาลนาน แต่ถ้าผู้ใดรู้แจ้ง ตรัสรู้แจ้งแทงตลอด ถอนตัณหาภวภพขึ้นหมดแล้ว สิ้นแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกนะ ก็เป็นอาริยะสูงไปจนสมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมี จะเรียน แล้วก็ตาม ตอนนี้ผู้ตกไปจากธรรมวินัย จะมี จะเรียน แต่ตนเองเรียนไม่ให้ถึงที่สุด ไม่ถึงขั้นสุดท้าย ไม่เป็นอาริยะ ไม่เกิดความประเสริฐ ไม่เกิดความจริงๆ ศีลก็ตาม เมื่อกี้ได้ย้ำแล้ว แม้คุณจะรู้จักศีล แต่ศีลของคุณ แค่คุณเข้าใจ อาตมาได้ขยายความแล้วนะ สีลลัพพตปรามาส กับ สีล ลัพพตุปาทาน ต่างกัน สีลลัพพตปรามาสนั้น ก็ต่อให้คุณรู้ มีปัญญาเข้าใจ ด้วยเหตุด้วยผล แต่คุณทำไม่จริง ปฏิบัติไม่จริง ปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต ให้คุณรู้จักสักกายด้วยซ้ำ ที่เคยอธิบายละเอียดไปแล้ว ให้มีสังโยชน์ข้อที่ 1 คุณก็พ้น คือ รู้ มีทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ มีทิฏฐิเห็นในสักกายะของเรา พ้นการไม่เห็นสักกายะ พ้นการไม่เข้าใจสักกายะ พ้นเลยนะ กลายเป็นผู้เข้าใจแล้วด้วย เห็นเลย ต่อให้มีญาณ มีตาทิพย์ เห็นแล้ว เห็นของเรา เห็นตัวเราเองนี่แหละ ว่านี่สักกายะของเรา คือตัวการ กิเลส ตัวเหตุปัจจัย ตัวทุกข์ สมุทัย อาการทุกข์เป็นอย่างนี้ รู้ทุกอย่าง ปริญเญยยะ รู้ว่าทุกข์ และก็รู้เหตุแห่งทุกข์ คือทุกข์สมุทัย คือกิเลสตัณหาต่างๆ จับอาการ ลิงคะ นิมิตของมันได้เลยว่า ไอ้นี่ ตัวนี้กิเลสโลภ ไอ้นี่ กิเลสโกรธ เป็นตัวอาการมันแท้ๆเลยนี่ อาการโกรธหรืออาการโลภนี่เกิดอยู่ปัจจุบัน เกิดโกรธก็รู้โกรธ เกิดโลภก็รู้โลภอยู่ชัดๆเลย เห็นหลัดๆอยู่นี่ เรียกว่าญาณ เห็นอยู่แท้ๆ เป็นสักกายะตัวสำคัญ ไม่สงสัยเลย พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ด้วย เห็นอยู่ชัดๆ ไม่สงสัย ไม่คลางแคลง ตัวจริงเห็นหน้าตา มันเล่นบทบาทแสดงตัวจริงอยู่ทีเดียว แต่คุณปฏิบัตศีล ปฏิบัติพรต ไม่พ้นสีลลัพพตปรามาสตรงที่ว่า ปฏิบัติศีล ปฏิบัติ พรตเหยาะๆแหยะๆ ลูบๆคลำๆ จับๆจดๆ เล่นๆหัวๆ ทำไม่จริง ไม่แข็งแรง ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอำนาจเพียงพอ มันก็ไม่ละ ก็ไม่ล้างไม่ลด ไอ้เจ้าตัวเหตุตัวนั้นน่ะ ไอ้เจ้าตัวสักกายะตัวนั้น มันไม่ได้ลดสักกายะตัวนั่นลงไปเลย ไม่เข้าทาง ไม่เดินทางอยู่ที่เก่า เพราะมันไม่ได้ฆ่ากิเลสลงไป รู้กิเลส ดีไม่ดี กิเลสหนาขึ้นด้วย โอ๋ยตาย ดีไม่ดีรู้เห็นกิเลส ก็มีญาณนะไม่ใช่ไม่มีญาณ พ้นมิจฉาทิฏฐินะ อย่างที่อธิบายไปแล้ว เป็นอนิจจัง เห็นไม่เที่ยงนะ แต่ไม่เที่ยง ที่เป็นปุถุ และมันจะเป็นอาริยะได้ตรงไหนเล่า เพราะมันหนาขึ้น เห็นนะกิเลส รู้หน้ารู้ตากิเลส และปล่อยให้กิเลสหนาขึ้นด้วย ไม่ได้ปฏิบัติศีลปฏิบัตพรตมีประสิทธิภาพอะไร เข้าใจ ไหม นี่แหละคือ สีลลัพพตปรามาส ไม่พ้น ต่อให้รู้ ถ้าสีลลัพพตุปาทาน มีศีลมี พรต ยึดศีล ยึดพรต ต่อให้เคร่งอย่างไรก็ตาม แต่ปฏิบัติกลับกันกับสีลลัพพต ปรามาส สีลลัพพตปรามาส นี่ปฏิบัติเหยาะๆแหยะๆ ไม่เคร่ง ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่พากไม่เพียร รู้ มีความรู้นะ เห็น รู้เห็นด้วย แต่สีลลัพพตุปาทานนั่น ยังไม่มีญาณเลย ยังไม่มีญาณรู้ ญาณเห็นอะไรเลย ปฏิบัติเคร่งแต่ไม่เข้าท่า ตามจารีต ตามประเพณี ตามที่เขาพากันทำ เขาทำอย่างไรก็ทำ มืดๆ บอดๆ อวิชชา เรียกว่าไม่มีญาณ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีทิฏฐิ เพราะฉะนั้นสีลลัพพตุปาทานนี่หยาบ หรือต่ำกว่าสีลลัพพตปรามาส เพราะ มันยังอวิชชาหนักกว่า มันยังไม่รู้ตัว ทำตามกันไป ศีลเป็นอย่างไรก็ปฏิบัติศีลไป ที่เขาพาทำ ก็ทำกันไป เคอะๆคละๆ ไปอย่างนั้นแหละ ไม่มีญาณปัญญา ยังไม่ถึงขั้นอ่านปรมัตถ์ออก ยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิ องค์นี้ฉลาดจังนะเข้าใจสรุป ยังไม่เกิดพ่อ มีแต่แม่ โอ พวกกำพร้าพ่อ นี่หนักโว้ย เออ สีลลัพพตปรามาส มีพ่อ ไม่มีแม่ ส่วนสีลลัพพตุปาทาน ไม่มีพ่อ ต่อให้มีแม่ มันยังไม่ใช่แม่จริง แม่เก๊เพราะว่าถ้าศีลจริงนี่นะ ศีลที่มีญาณปัญญานี่เป็นอาริยะ ศีลที่มีความเฉลียวฉลาด ศีลที่ประเสริฐจริงๆ ต้องมีญาณใช่ไหม นี่มันไม่มีญาณ ศีลนี่ไม่มีญาณ ปฏิบัติศีลไม่เป็น ไม่ถูกทาง ปฏิบัติศีลไม่เข้าท่า มีแม่ ก็มีแม่เก๊ๆ แหม เคร่งครัดใหญ่เลยนะ เลี้ยงดูกันใหญ่เลยนะ แต่เอายาพิษเลี้ยง เอาอาหารพิษเลี้ยง เอาอาหารเดียรถีย์ให้กิน กินอาหารเดียรถีย์ โอ้โฮ! เขี้ยวงอก เขาโง้งเลย งาแหลม อะไรต่ออะไรเลื้อยเฟื้อย กลายเป็นต่างรูปไปเลย ไม่ใช่พันธุ์พุทธะ ไปเป็นพันธุ์ผีมาร เป็นมารเป็นยักษ์ไปหมด อะไรไปโน่นเลย เป็นสิ่งที่ออกนอกทางน่า ฟังก็คงคิด เข้าใจได้ขึ้นนะ ว่ามันไม่มีญาณปัญญา ไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิ พวกสีลลัพพตุปาทานไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิ ยังไม่มีความเห็น ความเข้าใจ โดยเฉพาะเห็นด้วยญาณ เข้าใจยังไม่ถูกทาง ยังไม่มีญาณเห็น ยังไม่มีญาณที่เห็นแท้จริง เพราะฉะนั้นในขนาดหนึ่งที่ว่า เราเห็นแล้วว่า มีตาปรมัตถ์แล้วสามารถเห็นกิเลส แต่ยังไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ไม่มีความสามารถ หรือไม่เอาจริง ไม่เกิดการพัฒนาขึ้นไป ให้มันลดละ จางคลาย ไม่เดิน เรียกว่าอนิจจานุปัสสี นี่ตามเห็นความไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่ไม่เที่ยงที่ไม่เข้าอลมริยา ยังไม่เข้าทางที่จะไปสู่ความเจริญ เข้าไปสู่ความเป็นอาริยะ เห็นเหมือนกัน แต่เห็นทางที่มันเดินไปเป็นปุถุชน เพราะกิเลสของเราหนาขึ้น พ้นมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน เห็นอนิจจังนะ เห็นความไม่เที่ยงที่เป็นปรมัตถ์ด้วยเชียวนะ นี่เรียกว่าเป็นคนมีปรมัตถ์ทีเดียว ศึกษาปรมัตถ์ เพราะฉะนั้นศึกษาปรมัตถ์ที่เห็นนี่เกิดญาณแล้ว เกิดเห็นแล้ว เพราะฉะนั้นยังไม่พ้นสีลลัพพตปรามาส คือไม่สามารถทำให้เกิดวิราคานุปัสสี ตามไม่เห็นความจางคลายกิเลส ปฏิบัติจนจางคลายลงไป จะน้อยก็ตาม แม้ลดได้เล็กๆน้อยๆ คุณก็ต้องรู้ว่า ลดได้เล็กๆน้อยๆ แต่กำลังเดินอยู่ กำลังเดินก้าวไป แล้วไม่อยู่ที่ เก่าแล้ว และก้าวไปสู่อลมริยา ไปในทางที่จะไปสู่อาริยะด้วย นิดหนึ่ง ก็นิดหนึ่งก็ แล้วกัน ต้องเห็นด้วยญาณฉลาดเฉลียว เห็นด้วยญาณที่เป็นปัญญา อธิปัญญาหรือญาณทัสสนวิเศษอย่างนี้จริงๆ เห็นของใครของมันให้ชัดเจน นี่ต้องพ้นอย่างนี้ สีลลัพพตปรามาส นี่มันต่างกัน เพราะฉะนั้นความเป็นอาริยะ ศีลเป็นอาริยกันตศีล ก็เป็นข้อยืนยันสูงขึ้นอีก อาริยกันตะ กันตะนี่แปลว่า ความยินดีพอใจ อาริยกันตะ ก็หมายความว่า ผู้เป็นอาริยะพอใจ เรายังไม่ได้เป็นอาริยะอย่างสมบูรณ์ เรายังไม่พอใจเลย เช่นว่าเราปฏิบัติธรรมนี่แหละ เราก็ลดกิเลสลงไปได้ จางคลายลงไปด้วย แต่เรายังไม่พอใจ แหม มันยังอึดอัดขัดเคือง มันยังไม่ได้การลดละ ยังไม่ได้การก้าวหน้าพอที่จะไว้ใจตัวเองได้เลย ยังไม่มั่นใจตัวเองเลย ยังไม่แน่ใจตัวเองเลย ยังปฏิบัติไปก็ลดละได้แค่นี้ ก็คือ มันก็ยังเก่งนะเรา นี่ว่าตัวเราเองเป็นพระอาริยะนะ เราไม่ใช่สมมุติ เราได้ลดละจางคลายไปเรื่อยๆ เราเข้าสู่ทางความเป็นพระอาริยะ เพิ่มตัวปรมัตถสัจ จะ ตัวการ ลดกิเลสลงไปได้เรื่อยๆ แต่ลดไปมันก็ยังไม่หมด ยังสอบไม่ได้ กิเลสร้อยหนึ่ง ก็ทำได้ 10 ได้ 5 ได้ 8 ได้ยี่สิบ ได้สามสิบ คิดแล้วยังไม่ถึงครึ่งเลย ยังไม่แข็งแรง ยังไม่ถึงขั้น 60%-70%-80% ขึ้นไป มันไม่พอใจเลย ยังสอบตก หรือยังสอบได้แค่ 60 ยังไม่ได้เกียรตินิยมเลย นั่นแหละ คือเรายังไม่พอใจ ยังไม่ยินดี หรือว่าคุณพอใจแล้ว เราสอบได้แค่ 30% ก็พอใจแล้ว ท่านผู้สันโดษมักน้อย แหม เห็นชัดๆ เลยนะว่า ลดกิเลสได้ เรามี 100 ลดได้ 30% และเราก็พอใจ นั่นน่ะมันยังไม่เป็นอาริยกันตศีล เราเป็นอาริยะเองนะ จริงๆเลย เราเห็นเอง รู้เองนี่ ก็ยังไม่พอในศีลที่เราปฏิบัติ เราลดละได้แค่นี้ จึงไม่เกิดอาริยกันตศีล เพราะฉะนั้นศีลที่พระอาริยเจ้าพอใจนั้นก็คือศีล แม้เราเป็นพระอาริยเจ้าเอง เราก็ต้องพอใจ โอ๋ เราสอบได้ สอบได้เป็นเกียรตินิยมเลย แหมได้ 90% ยิ่งได้ 100% เลย ยิ่งพอใจใหญ่ใช่ไหม นี่คือลักษณะของอาริยกันตศีล ทีนี้อาริยะคนอื่นๆ คนอื่นรู้ตาม คุณปฏิบัติแล้วก็คบคุ้น นี่ปฏิบัติตาม นี่ก็คบคุ้นด้วย และเราก็เป็นผู้ที่มีญาณพอรู้ และผู้นี้ก็ปฏิบัติตามศีลตามธรรม ศีลนี่ขัดเกลา ศีลนี่ละกิเลส คนนี่ลดโลภ ลดโกรธ อย่าหลอกมากนักก็แล้วกัน หลอกนี่ อาตมานี่เคยถูกหลอก แหม คบคุ้นไปก็ แหม กาย วาจาอย่างพระอรหันต์นั่นแน่ แหม เท่เลยนะ ไม่ละเมิด ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ติดไม่ยึด สิ่งนี้ๆ อยู่เหนือมัน ดูท่าทีอยู่เหนือ แหม่ เห็นที่ไหนได้ กดข่มเก่ง เรียกว่า แสดงท่าทีข้างนอก กาย วจีข้างนอก อย่างกะพระอรหันต์ แต่ข้างในหมกเม็ด หมกใหญ่เลย กดข่มเอาไว้ได้ อัดเอาไว้เก่ง ไม่ให้โผล่ ไม่ให้แพลม ไม่ให้มันมีฤทธิ์ออกทางกาย ทางวาจา เลยนะ เก่ง หลอก ดีไม่ดี เบื้องหลัง ลับหลังมา ตามไม่รู้ ตามไม่เห็น ไปทำชั่วทำเลว ปลดปล่อยให้กิเลส ให้มันออกทางไหนก็ไม่รู้ เราก็หลงทิศหลงทางได้ เพราะเราไม่ได้ติดตามดูทุกฝีก้าว เราก็ไม่หยั่งไปรู้ในใจได้อะไรนัก เก่งถึงขนาด ถึงจะไปรู้จริงหรอก มันก็ได้ขนาดหนึ่ง เราก็พอใจ แม้เราก็ว่าเป็นอาริยะ แต่อาริยะทื่อหน่อยนะ อาริยะไม่รู้แจ้งเป็นจริงในจิตเขาน่ะ แหม่ ถูกหลอกอย่างนี้ก็มี อาตมาเคยถูกหลอกจริง เพราะฉะนั้นอย่าหลอกกันมากเลย หลอกกันมากมันก็หลง ถูกหลอกได้ ไม่ได้วิเศษวิเสโสขนาดไหน แต่ถ้าไม่หลอกกันจริงๆ คบคุ้นกันแล้ว พอได้จริงๆ อยู่กันซื่อสัตย์ สุจริต และจริงใจ เราจะรู้กันได้ คบคุ้นกันไป ก็รู้กันจริงได้ โอ๊ คนนี้นี่ ศีลขัดเกลาท่านได้ดี เบาง่ายแล้ว เบิกบานร่าเริง กิเลสโลภ เหตุนั้น ปัจจัยนั้น เออ องค์นี้ มาอยู่กะเรานี่นะ แต่ก่อนท่านติดกัญชา เดี๋ยวนี้หายติดแล้วนะ เห็นแล้วคงไม่โหยหา บางทีก็สอบทาน สอบถามแล้ว เป็นอย่างไร ระลึกถึงไหม ไม่แล้ว สบายแล้วครับ ผม เออ บอกบ่อยๆ จริงๆแล้ว ถือว่าท่านไม่โกหกเราหนอ ก็จริงใจ เราก็พอรู้ได้ว่า เออ น่ายินดี น่าพอใจแล้ว พระอาริยเจ้าพอใจ เพราะการคบคุ้น เพราะเข้าใจตาม เพราะรู้ด้วย ได้คบคุ้น ได้หยั่งรู้ว่าผู้นี้จะบรรลุ ผู้นี้จะเจริญด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญาหรือไม่ ก็ให้รู้จักๆ การคบคุ้นอย่างนี้ ก็คบคุ้นกัน ก็พอตรวจสอบได้บ้าง และก็เป็นพระอาริยเจ้าอีก ต่างองค์พอใจด้วย ผู้ที่เป็นพระอาริยะด้วยกัน อยู่รวมกัน มีหลักฐานยืนยันอยู่ด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่า อาริยกันตศีลได้ ไม่ใช่ปรมัตถ์ แต่โดยสมมุติ โดยผู้อื่น โดยอีกคนหนึ่ง สมรู้ ร่วมรับ ถ้าปรมัตถ์จริงๆแล้ว เราต้องเป็นเอง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ รู้เอง เข้าใจเอง ยินดีเอง เป็นอาริยกันตศีล เพราะเรายินดีเอง ความเป็นอาริยะนี่ มันอย่างไร มันเจริญอย่างที่ว่า เข้าใจชัดไหม เพราะฉะนั้นศีลก็มีศีล มีอธิศีล อธิศีลก็คือยิ่งๆขึ้น ให้มันเจริญยิ่งๆ ขึ้นนะ อย่าให้มันมีกิเลสยิ่งๆขึ้น อธิศีลที่ได้ผล เพื่อเป็นไปให้หน่ายคลาย กิเลสลด อธิศีล นี้ต้องหมายอย่างนั้น เป็นบาปสมาจาร เราก็ต้องลดกิเลส เพราะฉะนั้นอธิศีลขึ้นเป็นอาริยกันตศีล จนกระทั่งเป็นปาริสุทธิศีล ปาริสุทธิ ก็คือ บริสุทธิ์นั่นเอง ศีลนี่ทำให้กิเลสนั่นบริสุทธิ์หมดเลย ปาริสุทธิศีล 4 มีอะไรมั่งๆ มีอาชีวปาริสุทธิศีล นี่แหละเรียกว่า มีการงานได้พิสูจน์ มีศีลนี้ก็ปฏิบัติไป มีการงาน มีอาชีพ ทำการงานอาชีพ มีสัมผัสเป็นปัจจัย ได้พิสูจน์ แม้สัมผัสการงาน สัมผัสไอ้สิ่งที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยอยู่ ก็บริสุทธิ์ อ่านกิเลสออก ไม่ใช่ว่าปาริสุทธิศีล ก็คือนั่งหลับตา สะกดจิตอยู่ แม้อาชีวปาริสุทธิศีล แม้มีการงาน และอะไรอีก มีปาฏิโมกขสังวร ตรวจหลักเกณฑ์ ตรวจหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ได้เอามาปฏิบัติ เอามาประพฤติ เอามาสังวร เอามาระวัง ตามหลักปาฏิโมกข์ ของพระพุทธเจ้า ก็ปาฏิโมกขสังวร ปาริสุทธิศีลได้ด้วยน่า มีปาฏิโมกขสังวร เอามาสังวร เอามาประพฤติ เอามาสังวร ก็คือระวัง ปฏิบัติประพฤตินี่แหละ ตามหลักปาฏิโมกขสังวร ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ คำสอนทุกอย่างก็เรียกว่า ปาฏิโมกข์นั่นแหละ ปาฏิโมกข์ คำสอนทุกอย่าง สรุปลงก็ 3 ข้อ 4 ข้อ 3 ข้อ 6 ข้ออะไร โอวาทปาฏิโมกข์ มีทั้ง 3 มี 4-6 ข้อ สอนตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ถูกหมดหลุดพ้นนั่นแหละ ข้อที่ 3 สังวรก็พิสูจน์ ยืนยันว่า ปาริสุทธิ เอาปาฏิโมกข์มาจับ เอาหลักเกณฑ์มาจับ ปาฏิโมกข์ หรือศีล หรือธรรมวินัย ก็แล้วแต่ ก็บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ เพราะได้สังวร เอามาปฏิบัติประพฤติได้ดีแล้ว อันที่ 3 อันที่ 4 ปัจจยสันนิสิทอินทรียสังวร ด้วยการปฏิบัติ มี 6 จริงๆ ตามหลักปาฏิโมกข์ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อินทรียสังวรได้มาสังวรตามหลักและได้มีตัวจริง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตัวจริง ได้เอามาสังวรจนบริสุทธิ์ ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 รูปก็บริสุทธิ์ รสก็บริสุทธิ์ กลิ่นก็บริสุทธิ์ เสียงก็บริสุทธิ์ สัมผัสก็บริสุทธิ์ สัมผัสนอกสัมผัสใน ก็บริสุทธิ์ ไม่ใช่ไม่ได้สัมผัสเลย นั่งหลับหูหลับตา ตาประสบละ จะหัดสังวรหรือเปล่า ไม่เคยสังวรทางตา เพราะฉันไม่เคยลืมตา จนลืมตา ตาลืมยังไง แหม มันซึ้งจริงๆนะ อาตมาว่าได้อธิบายถึงที่แล้ว ลืม คำว่าภาษาไทยนี่เก่งนะ เป็นอย่างไรนี่ ลืมๆ นี่คืออะไร เพราะมันลืมจนกระทั่งว่า ลืมแม้แต่ตายังลืมเลยว่าลืมยังไง ภาษาไทยนี่นะ ลืม ลืมตา จนลืมว่าลืมยังไง คือมันปิดเสียจน ปิดแล้วให้เป็นอื่น เป็นอย่างไร ปิดให้เป็นอื่น คือทำยังไง นอกจากปิดแล้ว อย่างไร มันมีเปิดด้วย เอ๋ เปิดทำอย่างไรนะ มันลืมแล้ว จำไม่ได้แล้ว เปิดทำอย่างไร คือลืมตา ลืมไม่มีตา ลืมตาไม่ขึ้น ลืมมันหมายความว่ามันเปิดตา เปิดไม่เป็นแล้ว มันลืมๆแล้วน่ะ สัญญามันลืมแล้ว โอ้โฮ ภาษาไทยนี่ลึกนะ แม้กระทั่งตายังลืม ลืมไม่เป็นเลย คือเปิดตาไม่เป็น นี่แหละ มันโอ้โฮ ภาษาไทยนี่ มันมาจากธรรมะที่ลึกมากนะ จนกระทั่งกลายเป็นคนไม่ลืมตา ได้หลับตาอยู่ ลืมตาเป็นไหม มันลืมจริงๆ คือไม่รู้ว่าลืมตามีด้วยหรือ ลืมตาในโลก ไม่รู้ ลืมตาไม่มีในโลก เป็นยังไงลืมตา สัญญาจำไม่ได้แล้ว ลืมตาทำไม่เป็นแล้ว โอ้โฮ มันหนำใจจริง นั่นแหละพวกหลับ ตา ฤาษีปิดหูปิดตา จริงๆ นะ ไม่ต้องเอาสังวรอินทรีย์ ตาก็สัมผัสเห็นรูป หูก็ปิดหู ได้ยินเสียง สัมผัสเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แล้วสังวร แล้วกิเลสหมด รู้รูปอย่างปาริสุทธิรูป อย่างไรก็อย่างนั้น รูปหน้าตาอย่างนี้ เขาว่าสวยเป็นนางงามจักรวาล ก็สัญญากำหนดรู้ตามเขา แต่ไม่เกิดกิเลสอะไร ไม่เกิดราคะ ไม่เกิดโทสะ ไม่เกิดโมหะอะไร ไม่มีกิเลส นั่นเรียกว่าปาริสุทธิ อินทรีย์สังวรทางตา หู จมูก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งนอกทั้งใน กายใจบริสุทธิ์หมด เรียกว่าอินทรียสังวร บริสุทธิ์หมด หรืออินทรียสังวร ปาริสุทธิ ในความหมาย หมายความว่าเราได้ ปัจจยนิสิทนี่แปลว่า สงบ เราได้ตรวจสอบ ได้ระลึกรู้ ปัจจยนี่ หมายความว่าตลอดเวลา เนืองๆ ระลึกเนืองๆ ตรวจสอบเนืองๆ เห็นเนืองๆ เข้าใจอยู่ต่อเนื่อง ก็มันสงบอยู่ต่อเนื่อง บริสุทธิ์อยู่อย่างต่อเนื่อง บริสุทธิ์อยู่อย่างเนืองๆ เป็นนิสสัย เป็นประจำชีวิต คือได้บริสุทธิ์ในสิ่งที่ปัจจเวกขณ์อยู่ และระลึกเนืองๆ เข้าใจอยู่ ปัจจเวกขณ์ การระลึกต่อเนื่อง การระลึกเนืองๆ ก็เห็นเหตุ เห็นปัจจัย ปัจจยะ ก็ปัจจัยนั่นเป็นเหตุ เป็นปัจจัยนำ แต่ท่านแปลเอาอรรถ โดยความหมาย อาตมาพอจำได้นะ แปลก็ตาม แต่ความจริงก็ ความรู้สึกจริง ก็รู้นี่แหละ ปัจจย ปัจเวกขณะ พิจารณาการบริโภคปัจจัย 4 ท่านบอกว่าพิจารณาบริโภคปัจจัย 4 ก็ชีวิตของเรายังไม่ตายนี่ ก็บริโภคอยู่ตลอดเวลา คนยังไม่ตายนี่ บริโภคอยู่ตลอดเวลา บริโภคอยู่ปกติ เราก็บริโภคเสื้อผ้า นุ่งห่มเสื้อผ้าอยู่ ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวก็บริโภคอาหาร กินอาหารเข้าทางปาก บริโภคอะไรก็บริโภคทั้งนั้นแหละ บริโภคอาหาร บริโภคทางการสัมผัสกาย ประเดี๋ยวก็ลมพัดเย็นมา ก็บริโภคเย็นดีหนอ ประเดี๋ยวอากาศร้อนมา อากาศร้อนพัดมาถูกกาย ก็ร้อนหนอ ก็บริโภคร้อน บริโภคเย็น บริโภคเปียก บริ โภคแห้ง บริโภคเดี๋ยวฝนมาก็เปียกหนอ บริโภคทั้งนั้นแหละ บริโภคะ แม้การบริ โภคต่างๆนั้น เราได้เกิดกิเลสหรือไม่ ก็จะต้องพิจารณาในการบริโภค พิจารณา เห็นว่าเราบริโภคโดยบริสุทธิ์ บริโภคโดยไม่มีกิเลสนั่นเอง เราก็อยู่อย่างบริโภค เพราะฉะนั้นเรามีชีวิตอยู่ อย่างกับสิ่งมนุษย์โลกเขาบริโภคกันอยู่นั่นแหละ มันก็ทำร้ายทำลายอะไรเราไม่ได้ อาหารอย่างเอร็ดอร่อยเลยนะ คนแตะอาหารอร่อยนี้เข้าจิตหวั่นไหว จิตปรุงไปตามกิเลสเลย อดไม่ได้ ไม่แข็งแรง จิตไม่เป็นสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น จิตเหลวเป๋วไปกับกิเลส มีกิเลสเข้าไปสังขารร่วมกับจิตเรา เรียกว่าเราไม่สมบูรณ์ ถ้าเราไม่สังขารนะ ไม่มีกิเลสเข้าไปสังขาร กิเลสเข้าไม่ได้ กิเลสไปสังขารไม่ได้ เราจะสัมผัสแตะกับรูปที่มันแสนสวย รูปแสนน่ารักน่าใคร่ น่าเกลียดน่าชัง อะไรก็ ไม่มีกิเลสโลภ โกรธ หลง ชัดเจน ไม่หลงผิด ไม่หลงลืม ไม่หลงใหล กิเลสไม่หลงเหลืออะไรเลย ชัด ก็เป็นตัวสมบูรณ์ ก็เป็นปาริสุทธิศีล 4 ได้จนเป็นอเสขศีล จบกิจ ไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว เป็นศีลบุคคล เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นตัวศีลเลย เป็นตัวปกติ เจอกิเลสเหตุปัจจัยอะไร อยู่กับมัน เหนือมัน เดินลุยกิเลสกองเท่าภูเขา ก็เหมือนเดินไปในที่ว่าง กิเลสกองกิเลสแข็งยังกะกำแพง ก็เดินทะลุเหมือนเดินทะลุในที่ว่าง กิเลสทำอะไรไม่ได้เลย มีอิทธิวิธี มีอิทธิฤทธิ์อย่างนั้น นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ว่า ศีลเป็นอาริยศีล หรือว่าที่เป็นอาริยะ มันเป็นถึงขนาดไหน สมาธิที่เป็นอาริยะ จิตของเรานั่นแหละ มันแข็งแรง และก็มีปัญญาพร้อม ในจิตนี่ มีปัญญาวิมุติกับเจโตวิมุติ เพราะปัญญาวิมุติ เพราะจิตวิมุติ ไม่มีกิเลสนั่นจริง เกิดได้เลยแข็งแรงมาก เจโตแข็งแรง กิเลสเกิดในนั้นไม่ได้เลย ปัญญารู้รอบถ้วน มีปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติอยู่อย่างนั้นจริง ไม่กลับกำเริบ อกุปปาเจโตวิมุติ จิตไม่กลับกำเริบ ไม่กลับเกิดกิเลสอีกเลย เป็นสมาธิที่เป็นอาริยะสมบูรณ์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์คุณก็สั่งสมไปสิ หัดฝึกไป เกิดอธิจิตไปเรื่อยๆ เป็นแค่ผลที่ลดละนิวรณ์ได้ชั่วคราว เรียกว่า ขณิกสมาธิ ลดละนิวรณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆๆ ใกล้ผลสำเร็จเป็นอุปจาระ อุปจาระแปลว่าเข้าใกล้ อุปจารสมาธิ เข้าไปใกล้เรื่อยๆ หรือเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นการแน่วแน่ แนบแน่นเข้าไปเรื่อยๆ แน่วแน่ มั่นคง แนบแน่น มั่นคงเข้าไปเรื่อยๆ เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา เป็นการแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นขึ้นไปเรื่อยๆ แข็งแรง สมาธินี่แข็งแรง เป็นแข็งแรงของจิตสูงขึ้นเรื่อย เป็นสมาธิอย่างนั้น และในสมาธิหรือในฌานที่ว่าไม่มีนิวรณ์ นี่ก็ ไม่ได้หมายความ ไม่มีญาณปัญญา มีญาณปัญญา เห็นในสมาธิ เห็นในฌานของเราสะอาดบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นฌานลืมตานี่ ยิ่งดีใหญ่เลย ฌานลืมตา แข็งแรง ลืมตาอย่างฌานลืมตา ไม่มีนิวรณ์ ประสบเหตุที่เป็นกาม เหตุให้กาม ก็ไม่เกิดกาม สัมผัสแตะต้อง ถูกกระทุ้ง กระแทก กระเทือนให้โกรธ ก็ไม่โกรธเคือง ไม่มีสายโทสมูล ละเอียดลออ หยาบ กลาง ละเอียดขนาดไหน ก็ไม่เกิดอาการที่เอนเอียงไปในทางไม่มีธุลีหมอง ธุลีเริงอะไรเลย สมบูรณ์ จิตก็แข็งแรง เป็นสมาธิตั้งมั่น เป็นอาริยะ ทั้งๆที่ลืมตานี่แหละ เห็นอยู่ รู้อยู่ มีสติสัมปชัญญะ หลับตา ก็ไม่ติดง่วง ไม่ติดหลับ ไม่ติดถีนมิทธะ ไม่ติดฟุ้งซ่าน ลืมตาก็ไม่ติดกาม ไม่ติดพยาบาท ไม่ติดอาฆาต เคียดแค้นอะไร ลืมตา ระวังกามกับพยาบาท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive