350820 อินทรีย์พละปรากฏอย่างไร? โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์362 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350820 อินทรีย์พละปรากฏอย่างไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

อินทรีย์พละปรากฏอย่างไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

อาตมาได้เอาเรื่อง "อินทรีย์" มาเน้น เอาปฏิปัณสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าอินทรีย์ของคนนี่ก็เป็นไปตามลำดับ อินทรีย์ของผู้ที่ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้งก็มี อินทรีย์ของผู้ที่เต็มบริบูรณ์แล้วในอรหัตผลก็มี อินทรีย์ของผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อความเป็นอนาคามีก็มี ผู้ที่มีอินทรีย์ที่ปฏิบัติเป็นอนาคามีที่บริบูรณ์แล้วก็มี ผู้ที่มีอินทรีย์ปฏิบัติเพื่อความเป็นสกิทาคามีก็มี ผู้ที่มีอินทรีย์ที่ปฏิบัติเป็นสกิทาคามีผลสมบูรณ์แล้วก็มี หรือโสดาบันก็เหมือนกัน ผู้ที่ปฏิบัติเพื่ออินทรีย์ขณะ ที่จะปฏิบัติเป็นโสดาบัน หรืออินทรีย์ที่ปฏิบัติเป็นโสดาบันแล้วสมบูรณ์ บริบูรณ์ก็มี อินทรีย์ผู้ที่ยังอ่อนกว่านั้น ยังอ่อนกว่าโสดาบันก็มี อินทรีย์ที่อ่อนกว่าโสดา บันนั้น ก็เป็นผู้ที่เรียกว่าไม่มีอินทรีย์ อินทรีย์ 5 ประการ อินทรีย์ 5 ก็มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่ อินทรีย์ 5 ประการนี้ ไม่มีแก่ผู้ใดเสียเลย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นคนภายนอก ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน เพราะเรื่องของอินทรีย์หรือกำลัง อินทรีย์ก็ดี พละก็ดี ซึ่งเราก็รู้อยู่ อินทรีย์ 5 พละ 5 มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สูงขึ้นไปก็เป็นพละ เป็นกำลัง ที่เรียกว่าพละ ซึ่งภาษาไทยมันก็ซ้อนๆกันอยู่นะ ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า ถ้าอินทรีย์ห้านั้น ก็อย่างหนึ่ง หมายถึงอินทรีย์ลำดับอย่างหนึ่ง ในโพธิปักขิยสูตรนี้ จริงๆแล้ว อินทรีย์ 5 แล้วก็มาพละ 5 ก็ตัวเก่านั่นแหละ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ แต่ว่าคำว่ากำลัง อินทรีย์จะแปลว่ากำลัง มันก็เหมือนกันก็ได้ แปลว่าคว

อ่านต่อ

ามเป็นใหญ่ แปลว่าอำนาจ แปลว่าฤทธิ์แรงก็ได้ ในภาษาไทย แต่ถ้าเราไม่เข้าใจสภาวะที่เกิดในตัวเราเองจริงๆ อ๋อ! อย่างนี้หรือคืออินทรีย์ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า แค่ปฏิบัติเพื่อความเป็น มันก็จะเกิดอินทรีย์ขึ้นไปเรื่อยๆ ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสดาฯ ปฏิบัติเพื่อความเป็นสกิทา ปฏิบัติเพื่อความเป็นอนาคาฯ ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ ก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ กำลัง มีกำลังเพิ่มขึ้น มีสภาวะของความเจริญของตัวเรา ศรัทธามันก็เชื่อ น้ำหนักของความเชื่อมันเป็นใหญ่ขึ้นมา มันมีอำนาจ มันมีฤทธิ์ขึ้นมาในตัวเรานี่แหละ ในจิต เจตสิกของเรา มีตัวสภาพตัวนั้น เป็นตัวจริงขึ้นมาเลย เราจะเข้าใจว่าศรัทธาคืออะไร ความเชื่อมันคืออะไร พอถึงขีดหนึ่งเราเรียกว่าพละ ก็น่าจะเรียกว่าเป็นผล เป็นผลท่านก็เรียก ศรัทธาผล หรือศรัทธาพละ ผลก็หมายความว่า กำลังบริบูรณ์ ดังที่ว่าอินทรีย์ 5 เมื่อกี้นี้ อินทรีย์ ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อความเป็นโสดาฯ เพื่อความเป็นสกิทาฯ เพื่อความเป็นอนาคา เพื่อความเป็นอรหันต์ หรืออินทรีย์ 5 ที่บริบูรณ์ ที่ปฏิบัติเป็นโสดาบริบูรณ์ อินทรีย์ 5 ที่ปฏิบัติเป็นสกิทาบริบูรณ์ เป็นอนาคาบริบูรณ์ เป็นอรหันต์ บริบูรณ์ เราเรียกโดยใช้ภาษาว่ากำลังหรืออินทรีย์ ความจริงเมื่อมันบริบูรณ์มันก็น่าจะเรียกว่าพละ ความเชื่อ ศรัทธา หรือศรัทธินทรีย์ และก็ศรัทธานี่แหละ เป็นถึงขั้นพละ เป็นถึงขั้นผล มันมีกำลังถึงขั้นผล มันมีอำนาจ มันมีฤทธิ์ มันมี ความเป็นใหญ่ มีลักษณะอันนั้นแหละ ถ้าว่าศรัทธา มันก็มีกำลังของศรัทธา กำลังของความเชื่อ ถึงความเชื่อมั่น ดังที่อาตมาเคยให้ความหมาย มันเชื่อจริงๆ กำลังความเชื่อมันเกิดในตัวเรา ที่จิตเรานี่ เป็นความเชื่อในตัวเราจริงๆเลยนะว่า โอ๊ะ เราเชื่อจริงๆเลย เชื่อว่ากรรมนี่เป็นของๆตน เชื่อว่าเราเป็นทายาทของกรรม เชื่อว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป เชื่อว่าทุจริตอื่นๆใดๆ ก็แล้วแต่ มันเป็นบาปจริงๆ แล้วเราก็มีความเกรงกลัวในบาป มีโอตตัปปะ มีหิริจริงๆ อาการของโอตตัปปะ อาการของหิริ ก็มีจริงๆ ในตัวเรานี่แหละ เราไม่ทำ เรากลัว เราเกรง และเราก็รู้ว่า เมื่อทำแล้วมันก็เป็นสมบัติ เป็นทรัพย์ เป็นวิบาก วิบากให้แก่เรานี้แหละรับ ให้แก่เรานี่แหละมี แล้วเราก็ปฏิบัติไปจนกระทั่งเห็นว่าโอ้ มันมีแล้ว มันจะมาเป็นอะไรกับเรา เราได้อาศัยมันนะ กรรมวิบากนี่ เป็นกรรม เป็นวิบาก เป็นมรดกของเรา มันอาศัยชาติแล้วชาติเล่า เราสั่งสมมา ศรัทธาเราจะเชื่อ เชื่อขนาดนั้นขนาดนี้มันจะเป็นความจริง เพราะฉะนั้นผู้ใดเชื่ออย่างไร อย่างโลกๆเขาก็เชื่อว่า โอ๊ะ ไม่มีปัญหาหรอก กรรมเกิมไม่เชื่อ เชื่ออะไรมากมาย บาปๆบุญๆ ก็พอเชื่อเลาๆ แต่ถ้าเผื่อว่าได้โอกาสจะต้องคอร์รัปชั่น จะต้องขโมย จะต้องโกง จะต้องทุจริตเอาได้เงินได้ทองมา เถอะ เอาเงินเอาทองนี่ดีกว่า เราเชื่อว่ามีเงินมีทองแล้วจะเป็นความสุข เป็นชีวิตที่ดี เป็นชีวิตที่เจริญ เราจะได้อาศัย เป็นกัมมปฏิสรโณ เราจะได้อาศัยการกระทำกรรมอย่างนี้แหละ ทั้งๆที่มันเป็นทุจริตกรรม อกุศลกรรม คนนั้นก็กล้าทำ เพราะไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ความเชื่อนั้นมันก็เชื่อนะ เขาก็มีกำลังในการจะทำการ ไม่มีกำลัง ขโมยกันไม่ได้ ทุจริตกันไม่ได้ คอร์รัปชั่นกันไม่ลงนะ ถ้าความเชื่อไม่มีกำลังน่ะ แต่มันเชื่อว่าบาปไม่จริง บาปมันไม่มีฤทธิ์แรงอะไรพอ บาปมันไม่ได้พาทุกข์ พาร้อน พาตกต่ำอะไรหรอก ขโมยนี่เราได้ดีด้วย บางที คอร์รัปชั่นทีละร้อยล้านนี่ โอ้โฮ มันน่าคอร์รัปชั่นจะตายไป แล้วคิดถึงมุมกลับซิ ถ้าคุณคอร์รัปชั่นร้อยล้านนี่ มันบาปเข้าไปหนักขนาดไหนล่ะ? โลกเขาก็เอาติดคุก ถ้าขโมยไม่กี่บาท ขโมย 5 บาท 10 บาท มันก็ติดคุกขนาดระดับหนึ่ง ขโมยร้อยล้านก็ติดคุกอีกขนาดหนึ่ง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ทางโลกเขาก็ตีราคาทั้งบาป ความจริงมันก็มีน้ำหนักของราคาบาปเหมือนกัน ยิ่งมากคนยิ่งไม่กล้า เอ้อ ขโมยบาทหนึ่ง สองบาท ไม่เป็นไรหรอก นิดๆหน่อยๆนะ เหมือนกับเรา ถ้าสัตว์นี้ตัวเล็ก ตัวน้อย ตัวไม่มีคุณค่า ตัวไม่มีประโยชน์เท่าไหร่หรอก ตายเราทำตาย มันก็บาปขนาดหนึ่ง เฮ้อ! สัตว์อย่างนี้ มันเป็นสัตว์ที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว สัตว์ที่มันเป็นสัตว์ใหญ่ หรือสัตว์ที่มีอินทรีย์พละ หรือว่าสัตว์ที่มีบุญมีอะไรขึ้นมามาก ทำสัตว์อย่างนั้นตาย มันก็บาปกว่ากัน เราก็รู้น้ำหนัก หรือยิ่งทำคนตาย มันก็มีน้ำหนักบาปมากกว่าทำสัตว์ตาย อย่างนี้เป็นต้น เราก็เข้าใจค่า เข้าใจราคาของมันตามลำดับๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนที่จะกล้าทำบาปมากๆ มันยิ่งเข้าใจว่า เอ๊อ! ถ้าเราขโมย ถ้าคนที่ขโมย ในจิตวิญญาณ ในปัญญา หรือในความเห็น ในความเข้าใจของคน เออ อันนี้มันต้องหยิบเอาของคนอื่นเขา มันไม่ถึงกับขโมยทีเดียว มันก็มีความจำเป็น หรือมันมีความสำคัญ เอาน่า นิดๆหน่อยๆ 5 บาท 10 บาท คนที่มีความรู้สึกว่า ถ้าขโมยเขามากๆ มันก็บาปมาก ขโมยน้อยๆ มันก็บาปน้อย ถ้าคนที่เข้าใจด้วยปัญญาและก็เชื่อจริงๆ เขาไม่กล้าขโมยมาก แต่ถ้าคนที่บอกว่า เอ๊อ! ขโมยไม่มีปัญหาหรอก หรือคอร์รัปชั่นทุจริตไม่มีปัญหาอะไรหรอก ทำแล้ว ถ้าคนจับได้ มันก็เท่ากันล่ะวะ ขโมย 5 บาท กับขโมย 500 ล้าน นี่ก็ขโมยเหมือนกัน แต่ขโมย 500 ล้านนี่ แหมมันได้ใช้ มันได้กิน มันมีความสุขสบายมากมายนะ มองมุมกลับ ถ้ามากๆ เอา ไม่เป็นไรหรอก มากๆดี น้อยๆจะไปทำทำไม เสียชื่อ ทำแล้วก็ทำให้มันถึงใจเลย ทำให้มันถึงระดับเลย 500 ล้าน 1,000 ล้าน โอ้โห! ทำที โอ้โห! สุโข สโมสรไปนานเลย เขาก็กล้าทำ เขาก็มีความเชื่อไปอย่างนั้น มีปัญญาไปอย่างนั้น มีความเข้าใจไปอย่างนั้น ก็มีนัยอะไรต่ออะไร หมุนกลับไปกลับมาซับซ้อน ฉะนั้นคนที่ไม่กล้าทำแล้วเล็กๆน้อยๆ โทษภัยอันมีประมาณน้อย ถ้าเป็นทุจริตกรรม บางคนทุจริตกรรมบางอย่างก็กลัว บางอย่างก็ไม่กล้า แต่เป็นแต่ละคนอีกเหมือนกัน มันจริตแต่ละอย่าง มีความแตกต่างอะไรกันไปอีก ที่อาตมาบรรยาย เอามาพูดซ้ำพูดซาก ขยายให้ฟังก็เพื่อที่จะให้เข้าใจมากขึ้นอีก ถึงแม้ว่าจะเข้าใจแล้ว ก็พยายามระลึกตาม ไม่ใช่ว่ามันจะเข้าใจหรือว่ามันเห็นตาม หรือว่ามันจะเกิดความรู้ได้ง่ายๆ จะสมบูรณ์ด้วยความรู้ง่ายๆ มันก็ไม่จริง ถึงแม้ว่าเรารู้แล้วก็ตาม เรารู้แล้วเราก็ฟังซ้ำฟังซากได้ ถ้าเราเห็นว่าความรู้อย่างนี้แหละ น่าฟังนะ เหมือนเพลงอย่างนี้มันน่าฟัง เพลงอย่างนี้เราฟังเมื่อไหร่ ก็เพราะเมื่อนั้น ฟังเมื่อไหร่ ก็ประทับใจเมื่อนั้น ฟังเมื่อไหร่ ก็เกิดสบายใจเมื่อนั้น ฟังธรรมก็เหมือนฟังเพลงนั่นแหละ ถ้าเผื่อเราเห็นว่า เออ ฟังเมื่อไหร่ก็ประทับใจ ฟังเมื่อไหร่ก็เกิดคุณค่าแก่ตัวเรา เกิดประโยชน์แก่ตัวเรา ฟังเมื่อไหร่ก็สบายใจ ฟังเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่าเจริญขึ้น เราก็อยากฟังใคร่ฟัง เพราะฉะนั้นจะฟังซ้ำฟังซาก ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าฟังสิ่งนี้เราเห็นเนื้อหา เราเห็นสาระ เราเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่า เห็นสิ่งที่ดี อาตมาพูดนี่ ก็เห็นว่ามีประโยชน์ เป็นคุณค่า ขยันพูดอยู่ พูดซ้ำพูดซาก ก็ ขยันพูด ขยายแล้วขยายอีก บางทีก็ซ้ำ บางทีก็นัย บางทีนี่มันเห็นมุมเกิดปัญญา เกิดปฏิภาณ มีปฏิสัมภิทาญาณในทางปัญญา ในทางญาณ ทางความรู้ ทางปฏิภาณขึ้นมา อ้อ! เราก็น่าจะมาขยายความให้พวกเราได้รับรู้ได้รับฟัง มันเป็นประโยชน์ มันก็เกิดขมีขมันเหมือนกันนะ เอ้อ! รีบเอามาอธิบายให้ฟัง จะได้รีบๆรู้ จะได้เอาไปใช้งาน เพราะฉะนั้นถ้ากำลังของศรัทธา กำลังของวิริยะนี่มันมีจริง มันก็จะเป็นที่ตัวเราจริงๆ เห็นได้ชัด เกิดบทบาท เกิดลีลา เกิดอันนั้นขึ้นมาเลย เราดูที่ตัวเรา เราโกหกตัวเองไม่ได้หรอก เราเชื่อ เชื่อมากหรือเชื่อน้อย ก็มีกำลังของความเชื่อนั้นจริง หมายถึงขั้นอินทรีย์ก็ขนาดหนึ่ง แล้วอินทรีย์ก็มีระดับ ไม่ ใช่อินทรีย์อยู่ตายตัว คือกำลังความเชื่อนี่ มันก็มีนี่มากขึ้นแล้วนะ ก็อินทรีย์สูงขึ้น มากขึ้นอีก ก็อินทรีย์สูงขึ้นอีก จนกระทั่งถึงศรัทธาพละ ความเชื่อนั้นถึงขั้นพละกำลัง หรือผล ก็เป็นความเชื่อมั่นที่มีน้ำหนักความเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เมื่อเชื่อว่าบาปมี และก็รู้ว่าบาปนี้ทำให้ทุกข์ บาปนี้ทำให้ตกต่ำ บาปนี้ทำให้เสื่อม ผู้ที่ "เห็น" จริงๆก็จะไม่อยากทำบาปหรอก ไม่กล้า ไม่ทำ แล้วเราก็เลี่ยงไม่ทำที่มันเป็นกุศล คนเรามันก็เห็นความจริง เกิดความจริงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ได้อบรมฝึกฝนปฏิบัติแล้วก็รู้กุศล รู้อกุศล รู้ทางบาป ทางบุญ รู้สิ่งที่ควรเป็น ควรมี ควรทำ แล้วก็เข้าใจทางโลกีย์ด้วยว่า เอ๊อ โลกีย์นี้ไม่น่าจะเอามาแลกเลย แลกกับบาปกับบุญนี่ เราจะไปทำทำไม? แม้จะได้พันล้าน หมื่นล้าน แต่มันทุจริต ก็เราเองเราไม่รู้จะเอามาทำไม แล้วยิ่งเราปฏิบัติธรรมแล้ว เราก็ไม่ได้กิน ได้ใช้อะไรมากมายนี่ เอาหมื่นแสนล้านมาก็ไม่ได้เอามาบำเรออะไร ไม่เห็นจะเข้าท่าอะไร เพราะเราไม่ได้หลงใหลว่าชีวิตชีวานี้ ถ้ามีเงินมาแล้วเราจะเป็นสุข ได้เอามาซื้อรถเก๋ง ได้เอามาซื้อบ้าน ได้เอามาซื้อเวียงซื้อวัง ได้เอามาบำเรอตนในแง่นั้นแง่นี้ แม้แต่จะมีเงินมีทองมากๆ ก็รู้สึกว่ามันภาคภูมิ มันโก้ มันเก๋ มันวิเศษวิเสโสอะไรหรอก เราก็ไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนั้นแล้ว เอามาจะมาซื้อไอ้โน่นไอ้นี่บำเรอตนก็ไม่แล้ว แม้ที่สุดจะบอกว่าดีเหมือนกันแหละ ทุจริตมาก็ไม่เป็นไรหรอก ได้พันล้าน มาแล้ว เราจะเอามาสร้างบุญ เอามาทำทานหมดนี่แหละ ได้พันล้านก็เอามาก่อบุญ ก่อกุศล เอามาให้พ่อท่านสร้างศาสนา ว่างั้นนะ แล้วก็ทุจริตด้วยนะ คอร์รัปชั่น มาพันล้านก็ไม่เป็นไร เอามาให้พ่อท่านสร้างศาสนาเหมือนกัน ใครจะทำเล่า ถ้ารู้แล้วว่าทุจริต ก็คือทุจริตกรรมของเรา เวรภัยของเรานี่แหละที่เราจะต้องรับผลในอนาคตต่อไปอีกกี่ชาติๆ เรายังไม่ตาย ก็จะเป็นผลหนี้ผลสินของเราเองนี่แหละ คนที่ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะเอามา แล้วมันก็ไม่เป็นชีวิตชีวา ไม่เป็น สุขอะไร ยิ่งไม่เป็นโลกียสุขอะไรหรอก คนนั้นไม่ทำหรอก คนนั้นถ้ามีความจริงเป็นอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นคนเราทุกวันที่ทำทุจริต ทำอะไรต่ออะไรอยู่ก็เพราะว่ามันมีตัวตน มีสักกายะ มีอัตตา มีอาสวะนี่แหละ บำเรอตนให้เป็นสุข แม้แต่แค่บอกแล้วว่าได้มาก็เป็นสุข ได้เงินทองมาเป็นสุข ได้มายิ่งมากๆ ยิ่งรู้สึกภาคภูมิ อะไรอย่างนี้ มันก็อย่างนั้นแหละ ถ้าเผื่อว่าเราปฏิบัติจริงๆแล้ว บอก เอ๊อ มากๆมันก็มาก น้อยๆมันก็น้อย ก็ไม่ได้ภาคภูมิอะไร ก็รู้ตามประสา สัญญาความจำได้ ก็มี ก็จำได้ว่าได้มากมันก็ เอ๊อ มันก็ได้มากก็ดีแหละ มันบอกค่าอันหนึ่ง เราทำแล้วค่าราคาของความสามารถของเรา เราทำงานอันนี้ชิ้นนี้ โอ้ เขาให้ตั้งร้อย พอค่าของเราสูงขึ้นนี่ เขาให้ตั้งพัน ค่าสูงขึ้นเขาให้ตั้งหมื่น เราก็รู้ค่า ความสูง ความสามารถ หรือว่าประสิทธิภาพของงาน แรงงานอะไรพวกนี้ คนอื่นเขาตีราคาให้เรายังงั้นยังงี้ เราก็รู้ราคาของโลก ราคาของโลกีย์ ราคาของส่วนรวม เขาก็มีการกำหนดกัน ว่านี่มันสมควรจะได้ราคาขนาดนั้นขนาดนี้ มันก็เป็นสัจจะ แม้เขา จะตีราคาแล้วเขาจะให้มา เราก็เรียนกันแล้วบอกแล้ว ราคาพันหนึ่งราคาหมื่นหนึ่ง ถ้าเราให้เขาไป เขาก็เอาราคาพันหนึ่ง หมื่นหนึ่ง แลกเปลี่ยนกลับมา มันก็จะเจ๊าล่ะนะ อืมม์! ถ้าเอามาหมดก็เจ๊า มันก็ไม่ได้เป็นบุญเป็นกุศลอะไร ก็อธิบายแล้ว เราก็รู้ เราก็จะไปเอามาทำไม ไม่เอามันก็เป็นบุญของเรา ไอ้ที่มันเป็นหนี้เป็นสิน เป็นบาป ที่แต่ก่อนไม่รู้เอามาสักเท่าไหร่แล้ว ไม่ใช่ว่าราคาพันจะเอาพัน นี่ราคาพันจะเอาห้าพันโน่นแน่ะ! แล้วก็เคยหาวิธีการที่จะโกง รู้จักเอาเปรียบเอารัดแบบ นี้มานานแล้ว เพราะคนเราเคยคิดมาทั้งนั้นแหละ คิดที่จะเอาเปรียบเอารัด คิดที่ จะหลงในความได้ มักได้ มักมาก มันหลง มันทำมามาก นี่พวกนี้นับไม่ถ้วน หรือว่าใครไม่เคยทำ? ไม่ต้องเอาชาติก่อนหรอก ที่มันยังโง่กว่านี้ เอาชาตินี้ มีบารมีเกิดมาชาตินี้ คิดว่าชาตินี้แล้วก็มาฟังธรรมได้นี่ แสดงว่าเรามีบารมีอยู่แล้ว มาฟังโลกุตรธรรม ด้วย มาเรียนรับประทับใจ ในเรื่องโลกุตรธรรมด้วย คนที่ได้ฟังโลกุตรธรรม อย่างที่อาตมาพูด อาตมาบอกนี่มีเยอะไป ฟังแล้วก็เฉย ฟังแล้วก็ไม่ได้ดูดดื่ม อะไร ฟังแล้วเขาก็ยังไปทำมาหากิน ล่าลาภ ล่ายศ ยังไปทำอะไรต่ออะไรมา เอา มาก็มาบำเรอตนอยู่อย่างนั้นน่ะ ก็เยอะไป ในชาวอโศกนี่ก็ยังมีเลย บำเรอตัวยัง มากอยู่ บำเรอตัว ยังไม่ใช่ว่าจะลดละอะไรสักเท่าไหร่ ก็ยังมีอยู่ ลดละมาบ้างนิด หน่อยก็มี ลดละมาได้มากๆก็มี ก็เป็นตามลำดับของความจริงที่ตัวเรามีศรัทธา มีความเชื่อ มีปัญญา มีความเข้าใจ มีกำลังของความเชื่อ เพราะฉะนั้นเชื่ออย่าง ปล่อยได้ ลดได้ วางได้ หรือว่าเชื่อเข้าใจเหมือนกัน เชื่อขนาดนี้ แต่ยังปล่อยวาง ไม่ได้เลย เรายังรู้สึกเป็นสุข เป็นชีวิตชีวา มันก็เป็นอัสสาทะ เป็นกิเลสรสอร่อย ของเขาที่เขาต้องเสพย์ เขาต้องติดอยู่เสพย์อยู่ เขาก็ต้องบำเรอตนอยู่ มันก็ต้อง จ่าย ตัวเองก็ต้องผลาญหรือว่าทำ มีการบำเรอ บำบัดตัวเองอยู่ ก็อย่างนั้นแหละ เป็นธรรมดาธรรมชาติ มาอยู่วัดนี่เหมือนกันนะ เพื่อนไม่พาบำเรอเท่าไหร่ ถ้าจะมาบำเรอตัวเอง มากๆ ก็น่าอายเขา มันก็ดูเป็นกรอบ มันก็ไม่เปลืองไม่ผลาญ อย่างน้อยก็ไม่ติดหนี้ ถ้าออกไปข้างนอก แล้วมันก็ไม่เหมือนอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่ก็เหมือนกับมีด้ายสาย สิญจน์รอบล้อมไว้นะ เพื่อนไม่พาทำ เราก็ไม่เท่าไหร่ พอออกไปอยู่ข้างนอก เอ๊! อำนาจสิ่งแวดล้อมมันก็ไม่มี เพื่อนไม่พาทำ ดีไม่ดีเพื่อนข้างนอกเขาพาทำอีกอย่าง หนึ่งอีกนี่ เขาทำอย่างโลก ไอ้เราก็จิตใจเราก็โน้มน้อมไป ไม่เป็นไรหรอก หยวน มันหน่อยลดลงมาบ้าง ใจมันเป็นจริงๆนะ มันอยากจะทำ ก็ทำกับเขาไป ถ้าอยู่ข้างนอก ถ้าใจเราไม่อยากทำ แม้แต่เขาจะบอกว่า เฮ้ย! คนเชย คนบ้านนอก แม้แต่ผู้หญิงก็ถูกเรียก "อีมหา" ผู้หญิงก็เรียกอีซะเลย "ไอ้มหา" เพื่อนสนิทก็ต้องเรียกอย่างนั้นแหละ มี ต้องมี artical นำหน้าด้วยนะ ต้องมีไอ้มหา อีมหา ผู้หญิงก็เคยมีมาบอกเหมือนกัน เพื่อนมันเรียกมหา เอ๊อ! ผู้หญิงก็เป็นมหาก็มีนะ เขาประชดน่ะ เขาก็ประชดอะไรต่ออะไร เราก็ไม่ว่า เขาจะประชดว่ายังไงก็ไม่เป็นไร เราเองเรามันก็จะเชื่อ เราว่าเราทำดี เราเข้าใจแล้วว่ามันดี ใครจะว่าประชดแดกดันอะไรก็ เอ๊า! ว่าไปทนได้ ไม่ทุกข์ร้อนด้วย เราก็เข้าใจเขา เพราะปัญญาเราเข้าใจว่า เขาเข้าใจไม่ได้หรอก เราว่าเราดีนะ เราทำดีแล้ว เขายังรู้สึกว่าไม่ดีก็เรื่องของเขา เขาว่าเรานี่ไม่ดี เราว่าเราทำดีได้ ถ้าเรากลับไปอย่างที่เขามาประชดประชันแดกดัน ยั่วยุบ้าง แล้วเราก็ทนไม่ได้ หรือว่าเราก็อาย เอ๊อ! เอาใจเพื่อนหน่อย หรือว่าเราตัวเราเองมันมีอัตตาในตัว อัตตามานะ มันทนไม่ได้ เพื่อนมันว่าเรา มันต้องเอาใจเพื่อน หรือว่ามันต้องไปตามเพื่อนบ้าง ไม่งั้นก็อาย อายเพื่อน มันชั่ว นั่นเรียกว่า "อินทรีย์พละ" เราทั้งนั้นแหละ ถ้าคนไหนที่รู้สึกว่ามันไม่เห็นมีอะไร มันจะยั่วก็ยั่วไป มันจะว่าก็ว่าไป เขาจะมองก็มองไป เขาจะลบหลู่ดูถูกก็ดูถูกไป เพราะว่าเราชัดเจนจริงๆในใจนี่มันมีศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละสมบูรณ์ เราไม่ได้โทรม เราไม่ได้เสื่อม เราไม่ได้ทราม เราไม่ได้ต่ำอะไรนี่ เราไม่ได้ด้อยอะไรเลย ถ้าคนที่เต็มกำลังความเชื่อความเห็นนี่ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ มันมีจริงๆ มันก็มีอย่างนั้นแหละ ดีไม่ดีบางคนจะมีอุปกิเลสซ้อน เป็นอัตตามานะซ้อนขึ้นว่า "อย่างนี้ละสูงกว่าเขาเสียอีก มันจะทำเย้ยๆหยันๆ มันจะมีทำทีอะไรต่ออะไรด้วยนะ แม้ว่าบางทีไม่ออกทางกาย ใจมันก็ยังบอก ไอ้โง่เอ๊ย ! ไม่รู้ว่าตัวเองน่ะ ยังไม่พ้นชวด ฉลู ขาล เถาะ ยังจมอยู่ในทางเสื่อมทางต่ำ ข้านี่สูงแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าข้านี่พระอาริยะนะ เอ็งนี่ยังปุถุชนนะ เชอะ ! ข้านี่อาริยะรู้เปล่า รู้อ๊ะเปล่า ? เดี๋ยวนี้เขามีเพลงฮิต มีอะไรอ๊ะปล่าว รู้อ๊ะเปล่า ข้านี่อาริยะ อาตมาก็ว่าคุณไม่ต้องไปแสดงทำข้างนอกนะ แต่ว่าข้างในมันเหมือนอย่างนี้ล่ะนะ ในใจมันก็หยิ่งผยอง นี่ก็อัตตามานะทั้งนั้นแหละ มันมีได้อัตตามานะอย่างนี้ เรามีอยู่หรือไม่ มันมีก็ต้องอ่านใจเราเอง เราจะต้องไปข่มเขาทำไมเล่า เรารู้แน่ชัดว่า นี่ดีกว่า ดีก็เงียบ แล้วก็แล้วไป นี่เขาไม่รู้น่ะ เขาก็ยังไม่รู้ตัวหรอกว่า "หนูไม่รู้" เขาก็ยังไม่รู้ โง่ๆอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าเขารู้ว่า "หนูไม่รู้" เอ้อ! ดี สารภาพตัวเอง แล้วก็เข้าใจอย่างนี้ว่าไม่รู้นี่ ไม่รู้แล้วจะได้เปลี่ยนแปลง จะได้แก้ไข เขายังเป็นศรัทธาพละของเขาเหมือนกัน ไอ้เราก็รู้ของเรา เราก็ศรัทธาเรา ตัวเราเองก็เชื่อของเราอยู่อย่างนี้ ต่างคนต่างเข้าใจอย่างตัวเองเชื่อ ตัวเองมีปัญญา ตัวเองมีความเข้าใจ ตัวเองมีความเห็น ตัวเองมีความรู้ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น โลกมันก็เป็นธรรมดา ทีนี้ก็จะมีซ้อนเชิง จะเกิดอัตตามานะไหม? จะหมิ่นหยามเขาไหม? จะดูถูกดูแคลนเขาไหม? ก็ระวังเพิ่มเติมแม้เราเชื่ออันนี้อย่างเป็นศรัทธาพละสมบูรณ์แล้วก็ตาม เราก็อย่าให้มีอุปกิเลสซ้อน มีอัตตา มีมานะสังโยชน์ มีอุทธัจจะฟุ้งซ่านประกอบไปให้มันเป็นพวกอกุศล เป็นพวกที่ไม่ดีไม่งาม แม้โทษภัยประมาณน้อยอะไรพวกนี้ นี่เราจะละเอียดลออ อ่านจิตวิญญาณ อ่านอาการของกิเลส อาการของความไม่ดีไม่งามของกิเลสในใจเรา มันมีมากหรือมันมีน้อย นี่เราเรียนไป เราก็จะรู้ลีลาบทบาทอะไรพวกนี้ แล้วก็ฝึกหัดปฏิบัติไป มันจะมีประสบการณ์ มันจะมีธรรมชาติ จะเกิดสิ่งเหล่านี้จริง เพราะฉะนั้นยิ่งเราเข้าสู่บริษัท เราอยู่ในบริษัทพวกเราเข้าใจ เราก็ไม่ลบหลู่กัน แต่เราเข้าไปสู่บริษัทชาวโลก คนที่มันเป็นโลกีย์ มันเป็นโลกๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์นี่นะ พอพบเข้าก็บอก เอ๊ะ ไอ้คนนี้มันไม่ได้อยู่ในสังคม สังคมของเขาก็จะเป็นอย่างนั้นล่ะนะ ถ้าเราเข้าไป เราก็จะกลายเป็นแกะดำในหมู่แกะขาว เดี๋ยวจะเป็นตัวแปลกๆ เป็นตัวประหลาด พวกนี้มันก็ เอ๊ะ! คนเผ่าไหนมาวะ? รองเท้ามันก็ไม่มี พอมาสัมผัสเข้าก็ไปอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็มีลักษณะของเราไปหมด มันจะมีอย่างนี้แหละ บางทีเขาก็เจตนา บางทีเขาก็เป็นคนตรงๆ บ้าง เขาก็จะทักเอา บอก ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วยล่ะ? อย่างนี้ดีเหรอ? อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรดีไม่ดี เขาก็จะพูดอย่างขำๆ อย่างขันๆ อย่างดูถูกดูหมิ่นหยามมาอีก มันจะเป็นบทปฏิบัติเลย บางคนนี่หมิ่นหยามจริงๆเลยนะ ดูถูกหมิ่นหยามว่าเราเป็นคนอย่างนี้ ซึ่งเราก็ว่าเราดี เขาก็ว่าไอ้นี่บ้า เราจะทนได้ไหม เราจะเกิดกิเลสผลักเขาไหม? ชังเขาไหม? เขาหมิ่นหยามเรา เราก็เลยโกรธเขาไหม? อะไรต่างๆนานา พวกนี้มันจะมีมากขึ้น หรือไปพูดไปอธิบายอะไร เขาก็โต้ค้านแย้งยั่วยุเราอีก เราจะเกิดโกรธ เราจะเกิดไม่พอใจ ยั่วยุมาแล้ว เราจะอดทนได้ไหวไหม? ปฏิฆะจะขึ้นไหม? โกรธจะขึ้นไหม? ใจจะเย็นพอไหม? อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องจริง ที่เราจะได้มีประสบการณ์ ยิ่งเข้าสู่บริษัทที่หยาบขึ้นอีก บริษัทก็คือหมู่คน หมู่คนอย่างหมู่เราก็บริษัท ขนาดเรา หมู่คนที่เป็นโลกียะมากขึ้น มันก็ค่อยๆเป็นไป ค่อยๆดำเนินไปอีก จนกระทั่งอยู่ในหมู่ใหญ่ หมู่หนา หมู่กำแพงกิเลสเหมือนกับกองเท่าภูเขา กองเป็นกำแพงกิเลส เราก็เดินไปเหมือนเดินไปในที่ว่าง เป็นอิทธิวิธี เราจะเจริญขึ้นจริง เพราะฉะนั้นใครไม่มีประสบการณ์เหล่านี้จริง นั่งนึกนั่งคิดเอา มันจะอินทรีย์พละแก่กล้าแข็งแรงสมบูรณ์ อยู่เหนือโลกที่ไม่ต้องหนีโลก อยู่เหนือโลกที่เป็นโลกหยาบๆ โลกโลกียะร้อยเปอร์เซ็นต์ โลกียะที่มีสังขารธรรมหยาบๆ อย่างทุกวันนี้อีกมากมายก่ายกอง มันก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าเมื่อว่าเราไม่ได้พิสูจน์จริง ไม่ได้มีประสบการณ์จริง ไม่ได้มีผัสสะเป็นปัจจัย ได้พิสูจน์อินทรีย์ 6 (อินทรีย์นี้ก็คือทวารแล้วอินทรีย์ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา) มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็จนกระทั่งเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเกิด ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีเอน ไม่มีเอียง แรงบ้างเบาบ้างอะไรก็รับซับซาบไป รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ตั้งสติหรือไม่ตั้งสติ บางครั้งไม่ตั้งสติ นี่มันแว้บขึ้นได้ง่ายๆนะ กิเลสมันแว้บ กระทบปังเข้าแล้วไม่ได้ตั้งตัวนี่ กิเลสแว้บขึ้น คุณมีปฏิภาณแววไว อ่าน มีมุทุภูตธาตุ มุทุภูเต แววไว ที่อ่านกิเลสขึ้น กิเลสเกิด มันมีจุตูปปาตญาณ มีญาณนั้น ชำนิชำนาญพอไหม เห็นตัวเกิดหรือว่าดับ มันไม่เกิดแล้วหรือว่ายังเกิด เกิดเบาๆ เกิดน้อยๆ เกิดระริกระรี้ เกิดแต่พอเป็นระดับอ่อนแล้วไม่ใช่ระดับแรง หรือว่ามันยังเกิดแรงอยู่ หรือมันเกิดกลางๆ สภาวะอะไรพวกนี้ ต้องเป็นสภาวะของจริงทั้งนั้น มันจึงจะมั่นใจ มันจึงจะมีศรัทธาพละที่มั่นใจจริงๆ ไม่จำเป็นจะต้องไปตั้งโจทย์ล่ะ ยิ่งตั้งใจสร้างโจทย์ยิ่งไม่จริงใหญ่ เพราะรู้ก่อนใช่ไหม เพราะฉะนั้นพวกกระทบสัมผัสก็รู้ได้ล่ะซิ ตั้งใจก่อน แต่ตอนแรกๆ ก็ตั้งใจไว้เรื่อยๆนั่นแหละ ตอนหลังๆ ก็ไม่ค่อยจะต้องตั้งใจเท่าไหร่หรอก มันก็จะมีเป็นธรรมชาติที่เผลอ ที่ไม่ตั้งใจ ก็เป็นการกระทบสัมผัสของจริง แล้วเราจะรู้ตัว ว่า ในขณะที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนา ไม่ได้ตั้งสติอะไรหรอก กระทบสัมผัสแล้วเราเกิดไหมล่ะ อารมณ์ เกิดการเป็นอกุศลอะไรต่ออะไรขึ้นไหม มันจะเป็นไปตามธรรม ไม่ต้องหาโจทย์ แล้วมันก็จะเป็นไปเรื่อยๆ ได้พิสูจน์ ได้ความจริง นั่นก็เป็นการพิสูจน์อินทรีย์ พิสูจน์พละของเรา ตัวสภาพศรัทธา มันก็เป็นความเป็นศรัทธาอย่างนั้นแหละ ตัวสภาพวิริยะ มันก็จะเป็นวิริยะ เป็นลักษณะของความเพียรความขยัน ตัวสติก็จะเป็นสภาพสติ เป็นสภาพรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้สึกได้เร็ว รู้สึกได้อยู่เสมอต่อเนื่องมากหรือไม่มาก สมาธิก็คือกำลังของอธิจิตต่างๆ เจโตนี่แหละสมาธิ เจโตสมาธิไปเรียกตัวเจโตก็เรียก ศรัทธาก็เอาไปเรียกตัวเจโตก็เรียก ปัญญาอีกส่วนหนึ่ง ปัญญาก็คือความเฉลียวฉลาดรู้รอบ ส่วนศรัทธาเราเอาเรียกเจโต เออ ว่าจิตของเรามีความสงบแล้ว หรือสมาธิจิตของเราสงบนิ่งดีแล้ว จิตเราแข็งแรงแล้วเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นสมาธิ เป็นฌานที่แข็งแรง เราก็เอาไปเรียกเป็นสมาธิ ทางสมาธิไปเรียกจิตที่เป็นจริง ศรัทธาก็เอาไปเรียกจิตที่เป็นจริง หรือแม้แต่วิริยะ ก็เรียกจิตที่เป็นจริง ส่วนลักษณะที่จะมาเรียกทางด้านปัญญา ก็มีสติที่เป็นต่อเนื่องกัน สายที่สัมพันธ์กันมากสติ เพราะอินทรีย์ 5 นี่ สติกับปัญญา ก็เป็นลักษณะที่มาสายเดียวกัน ส่วนศรัทธา วิริยะ สมาธิ ก็มาทางเจโต สรุปรวมแล้วอุภโตภาค มีเจโตวิมุติ กับปัญญาวิมุติ เพราะฉะนั้นเจโตวิมุติ แล้วนี่ ก็สมบูรณ์ของมัน เพราะพระหรือสมณะ พระพุทธเจ้าว่าเอาอะไรเป็นเครื่องแสดง เอาอินทรีย์ พระหรือสมณะนี่ ถ้าเผื่อว่ายังมีอายุอยู่ ยิ่งเป็นผู้ที่เป็นสมณะอยู่จบกิจเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นสมณะที่ 4 อิทธิบาทมันเน้นที่วิริยะ อิทธิบาทหรือวิริยะนะ แม้อายูหะก็แปลโดยอรรถว่า ความเพียร แปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าความเพียรเหมือนกันนะ แปลจากภาษาบาลีมาตรงๆ แปลว่าความเพียร หรืออิทธิบาท เพราะฉะนั้นตัววิริยะนี่จะแสดงให้เห็นได้ ที่อาตมาหยิบเอามาซ้ำมาซากก็เพราะว่า ในอินทรีย์ 5 นี่นะ พระอรหันต์เจ้าจะเห็นวิริยะเป็นตัวปรากฏเด่น เพราะฉะนั้นตั้งแต่โสดา ถ้าได้ฝึกเพียรไปเรื่อยๆนี่นะ มันก็จะเป็นความเพีย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน