350326 อบรมสัมมนาครู กศน. โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์369 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350326 อบรมสัมมนาครู กศน. โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

อบรมครู กศน. เนื่องในงานสัมมนาครูสัมมาสิกขาและครู กศน. โดย พ่อท่าน สมณะโพธรักษ์ ณ ศาลาเรียนปฐมอโศก เมื่อ 26 มีนาคม 2535

สำนึกดีทุกๆคน มาถึงวันนี้แล้วพวกเราก็คงจะมีความมั่นใจ หรือว่ามีความเห็น ความเข้าใจ ซึ่งเราได้สะสมตามเวลาที่เราได้พิสูจน์ ได้เอาตัวเองเข้ามาปฏิบัติ ประพฤติพิสูจน์หลักมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้า พิสูจน์ว่าเราปฏิบัติธรรม ปฏิบัติโดยที่อาตมาได้อธิบายความเข้าใจของมรรคองค์ 8 ว่าปฏิบัติอย่างไร แล้วก็ให้พวกเราได้รู้ว่าเราปฏิบัติจริงๆ อาตมาเชื่อว่าคงจะได้ผลกันทุกคนนั่นแหละ ไม่มากก็น้อย เท่าที่เราได้ผ่านกาลเวลามา ได้ศึกษาปริยัติแล้วก็ปฏิบัติ ก็คงจะมีปฏิเวธบ้าง โดยเรามาทำความเข้าใจก่อน เรียกว่าทิฐิ ทำความเห็นก่อน ให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจ เมื่อเห็นดีว่าเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ดีแล้วเราก็เอามาปฏิบัติ ในการปฏิบัติของแต่ละคน ใครจะสังวรระวัง ใครจะมีอิทธิบาท จะมีสัมมัปปธาน แล้วก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ละบุคคลที่จะกระทำได้ มีความสมารถ เมื่อทำได้จริงตรงตามหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 แล้วก็สั่งสมลงเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 ซ้อนเชิงลงไป ก็ตามหลักโพชฌงค์ 7 มรรค 8 โพชฌงค์ 7 เป็นตัวปฏิบัติจริงๆ มีโพชฌงค์ของสติ มีโพชฌงค์ของธัมมวิจัย มีโพชฌงค์ของวิริยะ คือมีองค์แห่งการตรัสรู้ สังวรระวังจนกระทั่งถึงขั้นเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เพราะว่าประพฤติปฏิบัติถูกตรง สติถึงขั้นสัมโพชฌงค์ แล้วก็มีธัมมวิจัยอย่างสัมโพชฌงค์ มีความเพียร มีวิริยะขั้น สัมโพชฌงค์ ปฏิบัติสั่งสมให้เกิดปีติสัมโพชฌงค์ เกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สั่งสมเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์กันจริงๆ จนจิตเป็นฌาน เป็นอุเบกขาฌาน มีจิตที่เ

อ่านต่อ

จริญขึ้นจนกระทั่งมันวาง มันไม่ผลัก มันไม่ดูด จิตถึงขั้นอุเบกขาธาตุที่เป็นธาตุสุดท้าย ที่เราเองเราพยายามปฏิบัติประพฤติ โดยการละอำนาจของนิวรณ์ มันผลักหรือมันดูด มันก็มีกามวิตกกับพยาบาทวิตกนั่นแหละเป็นหลัก 2 ด้าน ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่รักหรือว่าไม่ชังกันจนเกินการ มีธาตุรู้ที่เป็นญาณ เป็นปัญญา แล้วก็ได้พิสูจน์หลักปฏิบัติมรรคองค์ 8 ที่มีทิฐิเป็นประธาน ทิฐิก็คือความเข้าใจไปโดยปริยัติ ความเข้าใจไปโดยภาษา โดยการอธิบายความหมาย โดยการนำให้แจ้ง เห็นจริงไปเท่าที่เราจะสื่อสู่กันฟังได้ หรือบอกทาง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านเป็นผู้บอกทางให้เราเข้าใจ ให้เราเกิดความเห็นหรือทิฐิ แล้วเราก็ลงมือปฏิบัติ เมื่อมีทิฐิก็มีสติกับวายามะ ความพยายามหรือวิริยะนั่นแหละ เป็นความพยายามที่พยายามให้เกิดความเพียร ให้เกิดบทปฏิบัติอยู่กับชีวิตปกติ และตรวจสอบสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ จนกระทั่งมาเป็นอาชีพ เราเคยเข้าใจผิดมานักหนา การปฏิบัติธรรมของพุทธว่าปฏิบัติธรรม คือไปนั่งหลับตาเป็นหลัก เดินจงกรม นั่งหลับตาปฏิบัติธรรม ไปวัดรับศีลเสร็จแล้วก็นั่งหลับตา เดินจงกรม นั่นปฏิบัติให้มีสติอยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ นั่งหลับตาเข้าไปก็มีสติอยู่ในภวังค์ นั่นเป็นเจโตสมถะก็ถูก เป็นอุปการะส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่หลักมรรคองค์ 8 เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติในอิริยาบถต่างๆ แต่นั่งหลับตาก็เป็นอิริยาบถหนึ่ง สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา มรรคองค์ 8 นี่มันมีทุกอิริยาบถ แล้ว ให้ตรวจสอบทางด้านความคิด ทางด้านภาษาคำพูด วาจา กรรมกิริยาต่างๆหมด จนกระทั่งถึงการงานที่เราทำอยู่ประจำชีวิต เป็นการงานที่เรียกว่าอาชีพ ก็เป็นการปฏิบัติธรรม มีสัมมาทิฐิ เกิดสัมมาทิฐิให้ได้ โดยมีสติมีความพยายามให้เป็นสัมมาสติ ให้เป็นสัมมาวายามะ ปฏิบัติโดยมีสัมมาทิฐิเป็นประธาน มีสติกับวายามะห้อมล้อม ตามที่เราได้เรียนมาในมหาจัตตารีสกสูตร แล้วเราก็ได้พิสูจน์ดูซิ ตามหลักพระพุทธเจ้าท่านว่า จนทุกวันนี้ เรามีอาชีพที่เราแน่ใจแล้ว หลายๆผู้ หลายๆคนว่า เออ! เรามีชีวิตนี้ไร้ค่า เข้าใจผิดมาแต่เดิมว่า มาปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรดอก อาชีพอะไรที่เราเรียนมา อาชีพอะไรที่เราเคยทำมา อาชีพอะไรที่เราเคยถนัด เคยอาศัยมันเลี้ยงชีพ เป็นการงานที่ทำแล้วก็ได้เงินได้ทอง ได้สิ่งแลกเปลี่ยนมาเลี้ยงชีพ ทางโลกก็เรียกว่าเป็นอาชีพ พอมาเข้าใจทางธรรมก็บอกว่าไม่ใช่เท่านั้น ไม่ต้องได้เงินมาเลี้ยงชีพดอก สิ่งที่ทำอยู่ประจำชีวิตเป็นส่วนมาก อะไรที่เราถือเป็นงานหลัก งานประจำชีวิตเป็นส่วนมากเราก็เรียกว่าอาชีพ โดยไม่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน เพราะสัมมาอาชีพของพระพุทธเจ้าสูงสุดแล้ว ไม่ต้องรับอะไรแลกเปลี่ยนเลย ตามที่เรามาได้เข้าใจ เอาหลักฐานของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสสอนเอาไว้มายืนยัน แล้วเราก็มาพิสูจน์ให้มันเป็นได้ แม้มันจะไม่สนิทสมบูรณ์รอบ ซับซ้อนอยู่ หลายชั้นอยู่ แม้แต่ยังไม่สมบูรณ์รอบ ยังมีจิตใจ ยังมีโลภะ ยังมีโทสะเศษๆ ส่วนๆ แม้แค่จะเหลืออนุสัย อนุสัยกิเลสก็ตาม แต่เราก็จะเห็นได้ว่าเราก็ลด ก็ละ ลด ละ ตั้งแต่วิติกกมกิเลส ตั้งแต่ กิเลสหยาบๆ ต้นๆ เราก็คิดว่า เอ้อ! เรารู้ว่าแต่ก่อนนี้เรามีมาก แรงนั่นก็เป็นเชิงผลัก หรือเชิงดูดก็ตาม กิเลสเชิงกามวิตก หรือกิเลสเชิงพยาบาทวิตก เราก็ลดลงมาได้จริง ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งมากลาง ไล่มาเรื่อยๆ ซึ่งมันมากขั้นมากตอนเหลือเกิน ถ้าจะว่ากันจริงๆ ซอยละเอียดแล้ว เราปฏิบัติจริงเราก็จะรู้ฤทธิ์แรง อาการของกิเลส แล้วเราก็ทำมา จนกระทั่งเข้าใจได้มากขึ้นว่า เออ! แต่ก่อนหลายคนก็เป็นครู เสร็จแล้วเบื่อเหลือเกิน ไปเป็นครู อะไรนี่ จะมาสอนนั่นสอนนี่ จะมารับผิดชอบ มารับภาระมันก็เบื่อที่จะมีภาระด้วยการเข้าใจหลวมๆ อีกเหมือนกันว่า ควรจะต้องเป็นอิสรเสรีภาพ เรามาปฏิบัติธรรมจะต้องเป็นผู้ที่หลุดพ้น เป็นอิสรเสรีภาพลอยตัว แต่แท้จริงก็คือมันเป็นการบำเรออัตตากัน จะทำอะไรก็ทำไปตามใจ ชอบ ก็นึกว่าเป็นอิสรเสรีภาพ พอมาได้รับความเข้าใจอีกทีหนึ่ง มันก็ไม่ใช่ ถ้าเราอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ มันก็ไม่ใช่อิสรเสรีภาพ มันก็คือการสร้างกิเลสอีกอย่างหนึ่ง อย่างสำคัญเสียด้วย บำเรออัตตาเราเองจริงๆ ไม่ได้ถอดตัวถอดตนอะไร มาศึกษาลึกขึ้น สูงขึ้นเราก็เข้าใจ ถ้าเราทำอะไรก็ทำด้วยความควร อะไรที่มันสมควรจะทำเราก็ทำ มันจะหนักจะหนา ถ้ามันจำเป็นมันสำคัญเราก็ต้องทำเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าตัวเราเองขี้เกียจ ตัวเรงเองนี่ขี้กลัว ตัวเราเองนี่ขี้เลี่ยง หนักไม่เอาเบาไม่สู้อะไร มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียด้วย มาศึกษาดีๆแล้วจะเข้าใจ อ๋อ! ความเป็นตัวตนมันเป็นอย่างนี้ ความเห็นแก่ตัวมันเป็นอย่างนี้ เราก็มาฝึกเรียนรู้ ละออก ลดออก แล้วก็มาทำในสิ่งที่ดีขึ้น เจริญขึ้น เป็นผู้มีคุณค่า คุณค่าเป็นอย่างไร ประโยชน์เป็นอย่างไร ก็ได้ลดกิเลสนั้นซ้อนลงไป ทั้งสภาพกามตัณหา ภวตัณหา แม้มันจะดีขึ้นมาอีก อุดมการณ์เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ที่แท้ ที่เราทำถึงขั้น ถึงเขตขึ้นมา เราก็ไม่หลงในความดี ลดวิภวตัณหาลงไปอีก ซ้อนเชิงลงไป นี่เป็นบทปฏิบัติที่เราได้มาเป็นนักเรียนก่อน โดยเราทำคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนผู้อื่นจักไม่มัวหมอง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา เราก็ทำให้มันดี มาเป็นครูที่ดีในสิ่งที่เป็นการงานสอนนักเรียน มีอะไรบ้างเราก็มาพยายามที่จะทำ แล้วเราจะสอนนักเรียนให้เป็นนักเรียนที่ดีเป็นคนดีด้วย แล้วก็มีการงาน มีสมรรถภาพในตนเอง ขยันหมั่นเพียรสร้างอะไรได้ ทำอะไรได้ มีนิสัยก็ดี คุณธรรมดี การงานก็ทำได้ด้วย จิตใจก็ยิ่งดี ถึงขั้นที่ไม่ทำเพื่อโลภ ไม่ทำด้วยโลภ ด้วยโกรธ ด้วยหลง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีอัตตามานะอะไรเป็นที่สุด จริงๆแล้วก็ถึงหลุดพ้นเป็นพระนิพพานโน่นได้อีกนั่นแหละ สุดแล้วแต่จะทำ จะมาเป็นรูปเป็นเรื่องของการงาน มาเป็นอาชีพถึงขั้นเป็นจริงเป็นจัง มีโรงเรียนเป็นหลักเป็นฐานอะไรขึ้นมา ซึ่งอาตมาเริ่มตั้งแต่พยายามเป็นครูสอนพวกเรา ตั้งแต่ขั้นมาเป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ เป็นฆราวาสมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ด้วยกัน ผู้ที่ไม่บวชแต่ว่าเป็นฆราวาสมาจนเดี๋ยวนี้นี่เป็นผู้ชายก็มี ผู้หญิงก็มี ก็ยังมีอยู่ แล้วได้รับการฝึกฝนมาจริงๆ จะมาร่วมรวมกันกอปรก่อเป็นกลุ่มสังคม มีการงานกันต่างๆ หลายๆอย่างที่อาศัยว่า คนต้องมีการงาน แล้วก็ได้อาศัยการงานเหล่านั้นเป็นการงานที่สอดคล้องกับสัมมาอาชีพ หรือสัมมากัมมันตะกันขึ้นมาจนป่านนี้ จนมีรูปร่างของนักเรียน กศน. จนจะมีโรงเรียนที่เป็นในรูป ในระบบ กศน. นี่ นอกโรงเรียน ทีนี้ ก็จะมีนักเรียนในโรงเรียน นี่นักเรียน นอกโรงเรียน แล้วเราก็มารับผิดชอบกัน รวมกันเป็นคณะ เป็นหมู่ รับผิดชอบแต่ละหน้าที่กันบ้าง มาอยู่รวมกัน ทำงานอย่างเขาแบบโลกๆ ที่เราเคยทำ มีเงินทองขึ้นด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขที่เราไม่ได้ศึกษาธรรมะเราก็อยู่ในระบบแบบนั้นแหละ ความรู้สึกจะต่างกัน ที่จริงต่างกันมาก คนที่ทำงานอย่างโลกๆ แล้วก็มาทำงานอย่างเราๆ นี่ต่างกันมาก จะรู้ว่าต่างกันมากได้นี่ไม่ยากดอก เอาคนที่ไม่ได้เคยศึกษาธรรมะเลยเป็นกลุ่มอย่างนี้มาพร้อมกันแล้ว ก็ระบบอย่างนี้เลย มีนักเรียน มีโรงเรียน มีความเป็นอยู่อย่างนี้มา จับครูมานี่ จำนวนกี่คน มีเรา มีกี่คน เอาครูจากทางโน้นมา ครูที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างที่เราศึกษากัน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรมาเลย ให้เขามาทำอย่างที่เราทำกันนี่ เอานักเรียนให้เขาสอนนี่แหละ แล้วก็จับครูนั้นขึ้นมาเลย ให้เขาทำให้เขาสอน เมื่อเขาไม่ได้ ไม่ได้เหมือนเราไม่ได้นี่ เมื่อเราทำเป็นอยู่นี่ ไม่ได้เงินไม่ได้ทอง ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ จับครูทางด้านโลกีย์นั่นมาเลย จำนวนเท่ากัน ใครว่าสอนเก่งๆ เจ๋งๆ อะไรก็ยิ่งดี จะได้เห็นมานะอัตตามากๆ เอาครูสอนเก่งๆ เจ๋งๆนั่นมารวมกันอย่างนี้ สอนไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่กันอย่างนี้ ให้สอนบอกว่าหลักสูตรของเราสอนอย่างนี้ หลักสูตรเราไม่เอาหลักสูตรแนวทางการสอนของเขาเลย โดยเขาไม่ได้อบรม ไม่ ได้ศึกษาทางธรรมมาเลยนี่ อาตมาว่าไม่ถึงอาทิตย์ดอก เปิดแน็บหมด จริงๆน่ะ มันต่างกันไม่ใช่น้อย ต่างกันไม่ใช่น้อย มาถึงบอกว่า คุณมาสอนที่นี่ สอนอยู่สักปีไม่มีลาภ ยศ หรือว่าให้สอนไปยิ่งทำใจเลยว่าไม่ใช่สอนทั้งปีดอก คุณก็สอนตลอดไปนั่นแหละ อาชีพครูนี่แหละ ไม่ต้องสมมุติดอก แม้แต่มาก็ไม่มา เขาไม่มา มาทำทำไม? ทำก็ไม่ได้เงินไม่ได้ทอง ทำก็มาเป็นอย่างนี้ มาอยู่มากินอย่างนี้ มาทำไม? เขาไม่มาดอก ถึงมาก็อยู่ไม่ได้ ทำไม่ได้ แต่พวกเรานี่มันค่อยๆซึมซับ ค่อยๆเปลี่ยนทิฏฐิ เปลี่ยนความเห็น เกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดความเข้าใจซ้อนมาเรื่อยๆ แล้วก็มาทำขนาดมาทำนี่ มันก็ยังมีกิเลสของมัน ค่อยๆขัด ค่อยๆเกลา ค่อยๆลด ค่อยๆละลงมาเรื่อยๆ นี่กว่าจะมาถึงวันนี้นี่ จะมาเป็นอย่างนี้ขึ้นมานี่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสั้นๆ ยาวมาก มันเป็นเรื่องยาว เป็นเรื่องมาก แล้วก็ยังมีอีกมากที่เรารู้ว่าเราจะต้องทำ ยังมีอีกยาวนานที่เราจะต้องดำเนินต่อไป ต้องให้มันเป็นสุคติ ให้มันดำเนินไปที่ดีที่งาม ให้ลงรูปลงช่องลงร่องลงช่อง ลงตัวลงตน เข้าเป็นระบบ เข้าสภาพที่ดี แล้วในจำนวนที่ดีที่อยู่ด้วยกันนี่ จะเป็นครูแต่ละคนก็ตาม จะเป็นนักเรียนที่มารับก็ตาม จะมีบทบาทลีลาเป็นจารีต เป็นประเพณี เป็นพฤติกรรมในสังคมของเราทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งระบบกิจกรรม กิจวัตรอะไร ต่างๆ ก็แล้วแต่ หรือแม้แต่บางครั้งบางคราว ก็เข้าข่ายพิธีกรรม พิธีกรรม ไม่ได้หมายความว่าเป็นทางศาสนาเท่านั้น เหมือนอย่างพิธี การของรัฐ พิธีการของเจ้านั่นเจ้านี่ พิธีการของบริษัทนั้น บริษัทนี้ กระทรวง นั้นอะไร ก็มีพิธีการ ไม่ใช่ว่าพิธีกรรมนี่คือพิธีทางศาสนาเท่านั้น มันเป็นพิธีการของกิจกรรมกิจการนั้นๆสอนเด็ก เป็นงานเป็นหน้าที่ เป็นเรื่องราวของแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ ของเราก็มีพิธีการในวงของการศึกษา ในวงของการเรียน ก็มีพิธีกรรม พิธีกรรมนั้น พิธีกรรมของอันนั้นอันนี้ พิธีกรรมที่นานๆมีที ปีหนึ่งมีหนหนึ่ง หรือหลายปีมีหน หรือพิธีกรรมที่มีทุกๆเดือน หรือทุกๆวัน ต่อมาเขามีอย่างสมมุติว่า นักเรียนแต่ก่อนนี้ที่เคยเรียน อาตมาเป็นนักเรียนมา พิธีกรรมย่อย มาถึงตอนเช้าต้องไหว้พระเสียก่อน มาถึงก็ต้องไหว้พระ เช้าไปในโรงเรียน นักเรียนทุกคนต้องไหว้พระก่อน เดี๋ยวนี้จะมีกันหรือเปล่าไม่รู้ ตามบ้าน เอ้ย ตามโรงเรียนน่ะ อ๋อ! โรงเรียนทุกวันเขาไหว้พระหรือ โรงเรียนตามข้างนอกนี่ หน้าเสาธงเขาไหว้พระด้วยหรือ สวดมนต์ด้วยหรือ เขายังมีสวดมนต์ ก็ยังดีน่ะ สวดมนต์ก็เป็นพิธีกรรม อย่างนี้เป็นต้น พิธีกรรมซ้อนอยู่ในนั้นไม่มากไม่มายนัก แต่ถึงพิธีกรรมที่ต้องมีวิธี พิธีไหว้ครู งานพิธีไหว้ครู งานอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็มีพิธีกรรม นี่ยกตัวอย่างประกอบให้ฟังเท่านั้น แต่ก็ยังมีงานของแต่ละส่วน แต่ละหมู่ แต่ละกลุ่ม แต่ละที่ แต่ละกิจการใดก็มีพิธีกรรมซ้อนอยู่ในตัว อย่างนี้เป็นต้น นี่ยกตัวอย่างก็คงพอเข้าใจ มันก็เป็นบทบาทลีลาของความเป็นอยู่ เป็นพฤติกรรม เป็นการงานของมนุษยชาติ ฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจแล้ว ชีวิตมันก็คือการทำงาน ชีวิตมันไม่ได้นั่งอยู่ เล่นๆ เหมือนเดรัจฉาน เหมือนสัตว์ทั้งหลาย มันกินๆขี้ๆเยี่ยวๆสืบพันธุ์แล้วมันก็มีชีวิตของมันลอยๆไปจนกระทั่งตาย มันไม่ดูไม่แลอะไรกันดอก ขนาดนั้นมันก็ยังมีดูแลกันโดยประปรายนะ สัตว์มันก็ดูแลกันบ้าง แต่มันทำได้แค่นั้นแหละ แต่คนซิมันทำได้มากกว่านั้น คนนี่มันเลวก็เลวสุด ดีก็ดีสุด มันดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน แต่มันก็เลวกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยนะ อาตมาว่า มันทำได้หลายๆอย่างที่สัตว์ทำไม่ลง ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ แต่คนนี่ทำได้ แหม! มันเลว พูดด้วยสัตว์ๆ ก็มันเลวระยำด้วยนี่ ยิ่งกว่าสัตว์จริงๆ เลยคนนี่ ร้ายกาจจริง ดีก็ดีได้สูงกว่า สูงกว่ามากๆ แล้วเรียนรู้ได้ถึงขั้นสุดลึกซึ้งจนกระทั่งถึงมีนิพพาน มีปรินิพพานแล้วมีคุณค่าประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม ช่วยเหลือเฟือฟายโลกทั้งโลก โลกทุกวันนี้มันพร่อง พระพุทธเจ้าท่านตรัสมา 2,500 ปีแล้ว มันก็พร่องมาเรื่อยๆ แล้วพร่องมาจนถึงวันนี้นี่ ไม่ใช่มันพร่องแต่เมื่อพระพุทธเจ้า ท่านตรัสนะ มันพร่องมาก่อนพระพุทธเจ้าท่านตรัสด้วยว่า โลกพร่องอยู่เป็นนิจ มันพร่องมาเสมอๆๆ โดนเบียดเบียน โดนทำลายโลก คำว่าโลกก็ทุกอย่าง แม้แต่คุณธรรมของมนุษย์ก็ถูกทำลายมาเหมือนกัน อย่าว่าแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งแวดล้อมที่เป็นธาตุง่ายๆของโลก ธาตุวัตถุ ธาตุรูปธรรม แม้แต่ธาตุนามธรรม ก็ถูกทำลายมาเรื่อยๆ พร่องอยู่เป็นนิจ มาถึงวันนี้นี่ มันจะพร่องขนาดไหนละ ถูกทำลายไปสักเท่าไร เพราะ ฉะนั้นมันถึงยากที่เราจะพยายามศึกษา แล้วเราทำตัวเองให้เต็ม มันพร่องแม้แต่ คุณธรรมมันก็พร่อง บอกแล้ว กรรมกิริยาอะไรมันก็พร่อง ก็โทรม ก็เสื่อมก็เสียมามากมาย ยิ่งจิตใจไม่ต้องห่วงเลย จิตใจก็เสื่อมก็โทรมมามากมาย พร่อง ไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง ใจไม่เต็ม ใจที่ละกิเลสได้สมบูรณ์หมด ซึ่งเป็นใจเต็ม เป็นใจไม่มีพร่อง เป็นใจไม่มีการเสีย ใจไม่มีการตก ใจไม่มีการน้อยใจ ไม่ใช่ภาษาเท่านั้น เราต้องรู้ว่าตัวเราเองนี่เป็นคนที่น้อยใจเก่ง เสียใจเก่ง มันเป็นทุกข์ เป็นความโง่ เป็นอวิชชาที่แท้จริง สภาพที่เราเองเราถูกกระทบสัมผัสแล้ว เราก็ถือสา ไอ้โน้น ไอ้นี่ไม่ได้ เหมาะใจ ไม่ได้ดังใจ เป็นการบำเรออัตตา ไม่ใช่ธาตุรู้ที่เป็นญาณทัสสนวิเศษ ญาณทัสสนวิเศษมันรับรู้อะไร มันก็เป็นธาตุรู้ ที่เรารู้ รู้ความจริงว่า เออ! มันผิดหรือมันถูก อาจจะตัดสินแรกเลย มันตัววิจารณญาณของคนนี้มันไว สัมผัสพั้บมันก็พิจารณาตัดสินแรกเลย มันตัววิจารณ์ของคนนี้มันไว สัมผัสพั้บมันก็พิจารณาหรือตัดสิน พั๊วะ! เร็ว มันมีค่าซับซ้อนอยู่ในตัวของมัน ผิดหรือถูกตัดสินเลย เสร็จแล้วเราก็มีอัตโนมัติของเรา ถ้าเราชอบ ตรงกับอุปาทานของเรา อุปาทานตัวที่เรายึดถือเอาไว้อย่างนั้นๆ อย่างใดก็แล้วแต่ อย่างนั้นทั้งนั้น เมื่อยึดถือไว้อย่างใด อย่างนั้นๆ มันก็จะตรวจสอบเอาให้เป็นหลัก เมื่อมันไม่ตรงกับที่เรายึดเราถือมัน มันก็ผิด ถ้ามันตรง เออ! ถูกนี่ ตัวตัดสินตัวแรกมันจะเป็นอย่างนั้นปุ๊บปั๊บเลย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ไม่มีตัวตนแล้วก็ แม้เราจะมีญาณทัสสนวิเศษ ที่ไม่ใช่ว่าไม่มีสัญญา มีสัญญารู้แล้วว่าอย่างนี้ถูก ตามที่เรากำหนดรู้ อย่างนี้ผิด ตามที่เรากำหนดรู้ มันก็จะตัดสินเหมือนกัน แค่ที่ว่าไม่เป็นอุปาทานนั้นก็เพราะว่าเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ยึดว่า เราจะไม่พิจารณาเป็นอื่น พอเราสัมผัสหรือว่าเรารับแล้วเราว่าถูก เราก็จะไม่เกิดจิตใจ ที่จะโบ๋เบ๋ไปตามอารมณ์ ถูกก็ชอบ พอไม่ถูกก็ชัง มีอาการผลัก อาการดูดนิดหน่อย มันจะไม่มีอาการอย่างนั้นในจิต แต่มันจะรู้ว่าถูกหรีอผิดตามที่เรามี ถ้าเราเรียกลำลองว่าอุปาทาน การยึดการถือ ที่จริงไม่ได้ยึดถือล่ะ มันเป็นสัญญาแล้ว มันไม่ใช่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แต่มันเป็นสัญญา สัญญายะ ตัวบทบาทของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันไม่มีอยู่ในตัวเรา เรายังมีรูปนามขันธ์ 5 มันก็ต้องทำงาน ยิ่งทำงานแคล่วคล่อง ยิ่งทำงานได้เร็ว เมื่อทำงานไม่มีอาการซ้อนตรงที่ว่า มันยึดเป็นเรา เป็นของเรานี่แหละ มันก็ไม่เกิดความลำเอียงอะไร มันก็จะเห็นชัดเจนว่า เออ! ถูกหรือผิดตามความฉลาด ตามญาณทัสสนวิเศษของ เราที่จะรู้ถูก เราอาจจะรู้ผิดก็ได้ พระอรหันต์เองก็ยังมีตัวที่ผิด ผิดตรงที่ว่าท่านสัญญาว่าอย่างนี้ ว่าถูก ความจริงเข้าใจไว้ผิดเป็นสัญญา มันเป็นสมมุติสัจจะ อันนี้มันถูกแค่เมื่อเวลาได้เรียน พระอรหันต์ก็ตาม ถ้าได้เรียนแล้ว มีข้อมูล มีหลักฐาน มีเหตุมีผล มีโน่นมีนี่ชัดเจนแล้วว่า อ้อ! อันนี้มันไม่ดีกว่าดอก อันนี้มันไม่ดีที่สุด อันนี้ดีที่สุดหรือดีกว่า ไปพิจารณากันรอบแล้ว ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยอะไรตามสมมุติสัจจะแล้ว เออ! อันนี้ไม่ถูก ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไร ท่านก็ไม่ได้ติดยึดอะไรอีกแล้ว ก็ว่าเอาถูกตามที่ว่านั้น โดยสมมุติสัจจะเรียกว่าถูก ส่วนท่านเคยเข้าใจผิดมาท่านก็แก้ทันที เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พระอรหันต์นี่ มันจะต้องยึดผิดยึดถูกอะไรอยู่ นานาสารพัด นอกจากยึดผิดยึดถูกแล้วยังยึดมั่นถือมั่นไว้อีกเยอะแยะ ตัวยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเราของเรา จะต้องเอาชนะคะคาน จะต้องอะไรโดยไม่พยายามดูตามเหตุตามปัจจัยนี่แหละ ตัวนี้แหละมันทำให้เราเกิดอาการที่จะต้องน้อยใจ เสียใจ สมใจ ไม่สมใจ อะไรอยู่ตลอดเวลา มันก็เกิดภาวะ ที่จริงถ้าเราเข้าใจว่า หรือสัญญาของเรากำหนดว่า อย่างนี้ถูกอยู่ เราก็มีสิทธิ์ ไม่ต้องบอกมีสิทธิ์ดอก มันก็เป็นธรรมชาติของมันว่าจะต้องถือว่าอันนี้ถูกก่อน ส่วนคนที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร ก็แสดงออกมาเท่านั้นเอง แสดงออกมายืนยัน แล้วก็วิเคราะห์วิจัยอะไรกันไป ก็ว่ากันไป เมื่อเข้าหมู่แล้วก็ ไม่มีอารมณ์ ว่าจะต้องถือดี ถือโกรธ จะต้องชอบ ไม่ชอบ แต่มันก็จะมีสภาพอาศัยหรือยึดอยู่นั่นแหละ ก็คือว่ายึดใช้ภาษาว่ายึด จะยึดว่าเรา เข้าใจอย่างนี้ เป็นสัญญา เป็นการกำหนดว่าเรายืนหยัด แต่ยืนอยู่แค่ฝั่งนี้ว่าดี เราก็จะยืนอยู่ฝั่งดีทั้งนั้นแหละ หรือถูกยืนยันว่าฝั่งที่เรายืนนี่ถูกว่าดี เราจะยืนยันว่าอย่างนั้นก่อน พยายามที่จะหาสิ่งประกอบ องค์ประกอบอื่น สิ่งแวดล้อมอื่น เหตุผลอื่นอะไรอื่นขึ้นมา หลักฐานอื่นอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเป็นส่วนประกอบของมันต่างๆ จนกว่าจะสมบูรณ์ว่า เออ! ถ้ารอบถ้วนแล้วหลักฐานก็ดี เหตุผลก็ดี ความหมายอะไรต่างๆนานา ยืนยันแล้วอันนี้ถูกกว่า ก็ปล่อยก็วาง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถูกทางแล้ว จะไม่ทุกข์ตรงที่ว่า เรายึดมากก็ทุกข์ เอา ชนะคะคานทุกข์ ก็ถ้าเผื่อว่าไม่ได้ยึดมาก ไม่ยึดเสียจนจะต้องเอาชนะคะคานแล้วละก็ มีแต่ตัวที่เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก ฟังโดยวิจัยโดยไม่ได้มีจิตเป็นอัตตา เป็นอัตนียาอะไร เป็นตัวเป็นตนของเรา ต้องยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทานเกินการ มีธัมมวิจัยดำเนินบทบาทอยู่ก็วิจัยไป ให้คะแนนไป ตามความเป็นจริง เท่าที่เรามีปัญญา เท่าที่เรามีตัวตัดสิน มีความเฉลียวฉลาดเท่าไรเราก็ทำ ผู้นั้นก็ไม่ต้องทุกข์ใจ ไม่ต้องน้อยใจเสียใจ ไม่ต้องโน่นไม่ต้องนี่อะไร แล้วก็ไม่ต้องดูดดึงจนติดพัน แต่โดยธรรมชาติของความเป็นจริง คนเราก็จะต้องยืนอยู่ในฝั่งถูก หรือฝั่งดีเป็นธรรมชาติสามัญ ฉะนั้นจะบอกว่ายึดในภาษาก็ได้ พออันไหนที่เราเห็นถูกต้องและดี เออ ก็ปักกันไปเท่านั้น เป็นอัปปนา เป็นพยัปปนา เป็นเจตโสอภินิโรปนา เป็นความแน่วแน่ เป็นความมั่นคง เป็นความปักมั่นของใจลงไปว่า เออ อันนี้ถูกแล้ว อันนี้อย่างนี้ มันก็จะยืนยันลงไปตามธรรมชาติของสัญญายะ การกำหนดรู้ แล้วมันก็จำไว้ จะเรียกว่ายึดหรือจำไว้ก็ได้ เมื่อมันยังไม่คลาย มันยังไม่ลืม ยังไม่ลบทิ้งหมด ยกเลิกหมดเลย มันก็ยังอยู่กับเรา เพราะเราก็มีเจตสิกพวกนี้อยู่ มีธาตุรู้ที่เป็นธาตุของวิญญาณ เป็นเจตสิก ซึ่งเป็นสมบัติของสัตว์โลกมาแต่ไหนๆ จะเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม แม้จะมีสัญญา ถ้ายังไม่วางปล่อยจนกระทั่งเราไม่ต่อภพ แล้วก็หยุดภพ ไม่ต่อภพเกิดอีก ไม่มีองค์ประกอบที่จะไปร่วมเป็นธาตุ เป็นขันธ์ หมดขันธ์ 5 ธาตุทั้งหลายก็สลายไป เลิกกัน ธาตุต่างๆ ก็ไม่มาเกาะกุม ไม่มารวม มันก็ไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีกอง มีแต่ธาตุบริสุทธิ์เฉยๆ มันก็ไม่เป็นเราเป็นเขาอะไรอีกแล้ว ขันธ์นี้แปลว่ากอง มันไม่มารวมกองกันอีกแล้ว ก็ปล่อยหมดขันธ์ 5 ธาตุเหล่านั้นถ้ามันยังรวมกันอยู่ มันก็เป็นธาตุนาม ธาตุรูปเท่านั้นเอง นี่ก็ขยายความถึงปรมัตถธรรมอะไรต่ออะไรให้ฟัง เป็นทฤษฎี เป็นหลักฐาน ทีนี้ มาพูดถึงเรา พวกเราทำงาน กศน. กันขึ้นมาแล้ว ได้มีบทบาทมา ปีหนึ่ง ที่ศีรษะอโศกก็ 2 ปี ที่นี่ปีหนึ่งขึ้นมาแล้ว สันติอโศกก็ดี ปฐมอโศกก็ตาม เราก็ทำกันขึ้น มันก็มีประสบการณ์ มีการศึกษา อาตมาก็สอน อาตมาก็แนะนำเพิ่มเติมขึ้นให้ทำจริงๆ ถ้ามีอะไรเกิดจริงๆ เราก็มีจริงๆน่ะ หลายคนก็มีบทเรียน สิ่งที่ผิดพลาด สิ่งที่ไม่ดีไม่งามของเรา เราก็แก้ไข โดยเฉพาะในทางปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่ความสามารถว่า การเรียนนี่แหละ เกี่ยวกับนักเรียนนี่แหละ เรามีอะไรที่จะถ่ายทอดให้นักเรียน เราก็ทำไป หรือเราจะต้องบำเพ็ญด้วยเรียนด้วยซ้อนไปในการปฏิบัติธรรม แล้วก็มีองค์ประกอบเหล่านี้เป็นการศึกษา เป็นองค์ประกอบของการศึกษาด้วย เราก็มีองค์ประกอบ นักเรียนก็ดี กิจการก็ดี พฤติกรรมต่างๆก็ดี มีการกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นองค์ประกอบในการศึกษา เป็นโจทย์ให้เราปฏิบัติตนเองไปด้วย เราถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่ นักเรียนเป็นเด็ก แล้วแกก็มาปฏิบัติธรรมกับเรา ทีหลังเราจริงๆด้วย เราได้ปฏิบัติธรรมมาก่อน แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ด้วย วิชาการความรู้เราก็เรียนมาด้วย การปฏิบัติธรรมเราก็ทำมาก่อนด้วย มันไม่ได้ผิดขั้นตอนอะไร เราก็ควรจะดีกว่า เราควรจะเป็นตัวอย่างอันดี แล้วเราก็สอนทั้งทางคุณธรรม สอนทั้งการศึกษา เล่าเรียนที่จะต้องมีความสามารถ มีความรู้ ที่สังคมทุกวันนี้มันมาก มันกว้าง มันเยอะ มันมีอะไรๆ ที่เราจะต้องรู้ตามเขาด้วยพอสมควร ไม่ได้ด้อย ไม่ได้น้อยหน้าจนเกินไป แต่ก็ไม่ต้องไปแข่งขันเอาชนะคะคานอะไร สังขารทางโลกเขามากเกินไปนัก ที่เราก็กำลังรู้นโยบาย หรือทิศทางว่าเราจะนำไปแค่ไหน อย่างไร ที่เราจะเอามาใช้ในสังคมพวกเรานี่ให้มาก เพราะฉะนั้นบางอย่างนี่ เราไม่ต้องไปกระดี๊กระด๊ากับเขาเลย ยกตัวอย่างเช่นว่า เราจะต้องตั้งวงดนตรี สอนวิชาการดนตรี เรียกว่าไปเน้นในเรื่องการกีฬา นี่เหมือนข้างนอกเขา โรงเรียนนี่ เน้นลงทุนลงแรงให้เป็นหลักเลย การบันเทิง ดนตรี การกีฬา มีให้เด็กนักเรียนอะไรลงไว้เป็นหลักสูตรเข้ามาในอะไรต่ออะไร ซึ่งเราเองก็คิดว่าเราไม่ต้องไปเน้นอันนี้ แต่เราก็รับรู้กับเขา ทำความเข้าใจเขาให้พอ โดยเฉพาะกีฬา กับดนตรี ก็ยังต่างกัน กีฬาจะไปเล่น ไปแข่งอะไรกับเขาทีเดียวนั้นน่ะ อาตมาว่าเราไม่ต้องทำแล้ว เราไม่เอา เดี๋ยวนี้กำลังบ้ากีฬาก็ตาม ดนตรีก็ตาม ผงาดในโลกมากเลย มันเป็นความบันเทิงที่ถึงใจหนักเหลือเกิน เกมแข่งขัน จะว่ากีฬาก็คือเกมแข่งขันอะไรจะหาวิธีมีรูปเรื่องอะไรที่แข่งขันกันได้ มันเอามาหมด เป็นเกมแข่งขันกัน จากการพนันมา มันก็เอามาหมด แม้กระทั่งเล่นไพ่ ก็เอามาเป็นเกมกีฬา มันจะมีมากขึ้นเท่านั้นแหละ ตอนนี้แข่งขันกีฬา ไพ่ก็มี เป็นบริดจ์ อาจจะค่อยๆ จากบริดจ์ประเดี๋ยวก็มีไอ้โน่นไอ้นี่กันมาหมด แต่ก่อนนี้ ไอ้โบว์ลิ่ง ก็เถียงกันว่าเป็นกีฬาไหม เดี๋ยวนี้ก็เอาเข้าหมดแล้ว ในซีเกมส์อะไรนี่ แทงบิลเลียดก็เอามาเป็นกีฬา อะไรต่างๆ นานาสารพัดที่มันจะ ก็มันมาก เสียจนแล้วมันไม่ได้ประโยชน์อะไร มันแข่งขันเอาชนะคะคานด้วยความสามารถ เราก็รู้ว่าต้องใช้ความสามารถในอย่างนั้น ซึ่งต้องใช้แรงงาน ใช้ความซักซ้อมอะไรต่ออะไรเขา ทั้งนั้นแหละ เสร็จแล้วก็มีความเก่ง มีความสามารถ ผลพลอยได้มีอะไร กลายเป็นเรื่องของทุนนิยม กลายเป็นเรื่องของการหาเงินหาทอง เสร็จแล้วเป็นเรื่องของการหาเงินหาทองหมดเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนกีฬาก็เป็นแต่เพียงว่า การไม่ออกกำลังกายของคนนี้ มันก็เป็นการเสียสร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน