350702 เศรษฐีจริงยิ่งไม่มีอย่างไร ตอน 1-3 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350702 เศรษฐีจริงยิ่งไม่มีอย่างไร ตอน 1-3 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก เศรษฐีจริง ยิ่งไม่มี อย่างไร ? ตอน 1 บรรพชิตสูตร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 2 กรกฎาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก บรรพชิตสูตร ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยสิ่งสมควรแก่บรรพชา อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วจักไปรัดรึงจิตตั้งอยู่ จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนัตตสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับการอบรมแล้วด้วยอนัตตสัญญา ด้วยอสุภสัญญา อนิจจสัญญา แล้วก็อนัตตสัญญา แล้วก็อสุภสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับการอบรมแล้วด้วยอาทีนวสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความประพฤติชอบ และความประพฤติไม่ชอบของสัตว์โลกแล้ว ได้รับอบรมด้วยสัญญานั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความเจริญและความเสื่อมของสัตว์โลก แล้วได้รับอบรมด้วยสัญญานั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตรู้ความเกิดและความดับแห่งสังขารโลก แล้วได้รับอบรมด้วยสัญญานั้น จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบมรมแล้วด้วยปหานสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยวิราคสัญญา จิตของพวกเราจักเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยนิโรธสัญญา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล จิตของภิกษุเป็นจิตได้รับอบรมแล้วด้วยสิ่งสมควรแก่บรรพชา อกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่รัดรึงจิตตั้งอยู่ จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญา จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอนัตตสัญญา จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญา จิตได้รับอบรมแล้วด้วยอาทีนวสัญญา จิตรู้ความประพฤติชอบและควา
อ่านต่อ
มประพฤติไม่ชอบของสัตว์โลกแล้ว ได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น จิตรู้ความเกิด และความดับแห่งสังขารโลกแล้วได้รับอบรมแล้ว ด้วยสัญญานั้น จิตได้รับอบรมด้วยปหานสัญญา จิตได้รับอบรมด้วยวิราคสัญญา และจิตได้รับอบรมด้วยนิโรธสัญญา เมื่อนั้น ภิกษุนั้นพึงหวังผลได้สองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี นี่ฟังดูแล้ว เป็นจุดที่สำคัญทีเดียว ถ้าเข้าใจปรมัตถ์ เข้าใจอาการของทางจิต จิตเจตสิกที่เราได้พยายาม อาตมาก็พยายามสอนปรมัตถธรรมกับพวกเรานะ ให้อ่านจิตใจให้เป็น อ่านจริงๆ มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อนั่นเมื่อนี่ ตลอดเวลามีสติปัฏฐาน ปฏิบัติพยายามพากเพียรให้มีการรู้ตัวทั่วพร้อม กระทบสัมผัสเมื่อใดเราก็จะรู้ขึ้นมา แล้วก็อ่านหยั่งลงไป วิเคราะห์วิจัยให้รู้เหตุนะ อย่างที่เราได้พยายามเอาสูตรต่างๆ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนแม้เป็นภาษาบาลี เป็นคำที่เป็นคำจำเพาะ เป็นคำเรียกว่าเป็นคำภาษาธรรมะ หรือเป็นภาษาวิชาการทางธรรมะ เป็นคำอย่างอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา อะไรอย่างงี้ เป็นต้นนะ เราก็พยายามขยายความกันเข้าใจกัน แม้แต่ในคำที่มันเคยได้ยินมาตั้งมาก ตั้งนาน คำว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คำว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อะไรต่างๆ เราก็พยายามอธิบายให้เห็นว่าอาการของมัน ลักษณะของมันเป็นอย่างไร แล้วเราก็ไปอ่านจิตใจของเรา ให้มันเกิดอาการฉันทะ หรือยัง อาการไม่ฉันทะนี่ มันไม่ดีแล้วนะ ก็พยายามสูตรอื่นๆที่ท่านเตือน ถ้ามันไม่มีฉันทะนี่ มันชักแย่แล้วนะ คนจะไม่เจริญ แล้วมันก็ไม่ดีหรอก คนเราไม่มีฉันทะ มันไม่มีความสุขหรอก มันก็มีแต่ความทุกข์อัดอั้น ความเฉื่อย ความจืด ความเซ็ง อะไรไปอย่างนั้น เป็นต้น จะไปหาพุทธะเป็นความหมายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ได้ มันผิดลักษณะ แม้น้อยแม้มาก อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราก็พยายามที่ได้เอามาขยายแจกแจง สูตรนี้มีนัยหลายๆอย่าง เดี๋ยว อาพาธสูตรนี้ ท่านจะขยายความถึงอนิจจสัญญา เป็นไฉนบ้าง อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ยังแถมด้วยสัพพโลเก อนภิรัตตสัญญา อภิสังขาเร สุ อนิจจสัญญา นะ ยังมีต่อไปอีกว่า มันจะเป็นลักษณะอย่างไร ในสูตรต่อไป อาพาธสูตรท่านจะขยาย แต่ว่าตอนนี้อาตมาจะขยายความในลักษณะที่ท่านบอกไว้แล้วว่า ถ้าเผื่อจิตเราได้รับอบรมแล้ว ก็หมายความว่าได้ฝึกหัด ได้ทำไปเรื่อยๆ เนืองๆ สั่งสมได้ทีละเล็กละน้อย แพ้บ้าง ชนะบ้าง จนได้ชนะมากขึ้นๆ แพ้น้อยลงๆ ก็เป็นการอบรมฝึกฝน ได้พัฒนาไปเรื่อยๆ อบรมแล้วด้วยลักษณะที่สัญญา เรียกว่า กำหนด กำหนดรู้ และพยายามที่จะเอาความรู้ด้วยปริยัติก็ดี แล้วจำได้ ปริยัติความหมายเราฟัง อธิบายนี่ อุเทศ ยกหัวข้อขึ้นขยายความสู่กันฟัง มีผู้รู้ขยายความให้ฟังอย่างที่เราเป็นนี่แหละ มีสัตบุรุษ มีอาจารย์ มีครู มีผู้รู้ ผู้มีของจริง แล้วเอาของจริงมาแหวะมาแหวกให้ดู มาจับมาบี้มาทำให้ดู เหมือนเรากำดินขึ้นมากำหนึ่ง แล้วเราก็ ผู้รู้นี่ รู้ว่าดินนี่มีอะไรบ้าง ก็พยายาม...นี่ดินนะ แต่ไม่มีแต่ดินอย่างเดียวนะ มีโน่นมีนี่ ผสมส่วน อย่างโน้นอย่างนี้ ดินอย่างนี้ดี ดินอย่างนี้ไม่ดี อะไรต่างๆนานา อธิบายให้ฟังว่าดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรดีกว่า จะใช้ประโยชน์อะไรดีขึ้น ผู้รู้จะรู้ความจริงและมีความชำนาญ มีความรู้รอบ ก็เอามาอธิบายสู่เราฟังด้วยภาษา เราก็จำได้ สัญญา สัญญา แปลว่าการจำได้นะ ได้ยินได้ฟัง ได้รับซับทราบมา เมื่อจำได้ เราก็ทบทวนสิ่งที่จำได้ ในความหมายก็ดี ในของจริงก็ดี ที่เป็นต้นทุน เป็นรากฐานที่ ถ้าเราเคยจำได้ว่า อันนั้นเป็นต้นทุน เป็นรากฐานอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นของเก่า ก็เอามาเทียบมาเคียงกันขึ้นมาเรื่อยๆ ความหมายใหม่ที่เรารู้ใหม่ ก็เอามาใช้ประกอบ เมื่อประกอบปฏิบัติไปกระทบสัมผัส มีเหตุการณ์ มีประสบการณ์จริงขึ้นมา เกิดอาการอย่างไรขึ้นมา เกิดมีของจริงอย่างไรขึ้นมา เป็นรูปธรรม เจอ กระทั่งถึงนามธรรม ถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันอย่างไร เวทนา ความรู้สึกอย่างไร ก็สัญญาเข้าไปอีก กำหนดรู้ วิเคราะห์วิจัยลงไปอีก เปรียบเทียบ มีเจตสิกอื่นอีก ก็พยายามวิจัยลงไป อ่านของจริง ความจริงเหล่านั้น เอาความหมายมาเปรียบเทียบ ปฏิบัติไปแล้ว เราทำวิปัสสนาภาวนาบ้าง เราทำสมถภาวนาบ้าง ในขณะที่ปฏิบัติ แล้วเป็นผลอย่างไร แล้วเราได้ เกิดเห็นความจริง อย่างไร ขึ้นมาอบรมกันเข้าไปแล้วนะ จิตของเรานี่ เมื่อได้อบรมแล้วจิตก็รู้นะ จิตรู้ความประพฤติชอบ และความประพฤติไม่ชอบ ของสัตว์โลกแล้ว เรารู้ว่า เราประพฤติอย่างนี้ ประพฤติดี ประพฤติ... จิตของเรานี่เกิดรู้ เกิดญาณขึ้นมา เกิดความเห็นจริง เกิดอธิปัญญา เกิดการรู้ของจริงตามความเป็นจริงที่ได้อบรม ที่ได้ฝึกฝน ก็อ่านไปด้วย ตรวจไปด้วยนี่แหละ จิตรู้ความประพฤติชอบ และความประพฤติไม่ชอบของสัตว์โลกแล้วก็ค่อยๆรู้ไป จนกระทั่งรู้ได้มาก รู้แล้ว รู้จบ รู้ครบ รู้อย่างมีการรู้ รู้อย่างมีการเกิดรู้ไป ไม่ใช่ว่ารู้โดยแคบ ดังความหมายเท่านั้น ทีนี้พอปฏิบัติอบรมฝึกฝน เราก็จะเกิดญาณ เกิดการรู้ที่เป็นธาตุปัญญา ไม่ใช่ธาตุสัญญาเท่านั้น สัญญาเกิดก่อนการกำหนดรู้ตามเรื่อยๆละ สัญญานี่กำหนดรู้ตาม แล้วมันก็สะสมความรู้ที่ความจริงมันเกิดพัฒนามีความจริงหรือเสื่อมก็ตาม ความจริงมันเกิดเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงก็ตาม มันดีหรือไม่ดี มันชอบหรือไม่ชอบนั่นแหละ มันถูกหรือไม่ถูกของสัตว์โลก เราก็รู้ความจริงของสัตว์โลก โดยเฉพาะสัตว์โลกในระดับโอปปาติกะ สัตว์โลกคือจิตวิญญาณ โอปปาติกะเรียกว่าสัตว์โลกชนิดหนึ่ง เป็นโอปปาติกสัตว์ โอปปาติกสัตตา สัตตาโอปปาติกา เป็นสัตว์โอปปาติกะ คือจิตวิญญาณอย่างนี้ อาการอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ เราเรียกว่าพวกสัตว์นรกเป็นสัตว์อบาย สัตว์อย่างนี้เรียกว่า สัตว์ที่มีความเจริญขึ้น จากสัตว์อบายที่ไม่เจริญ จนเจริญขึ้นมาเรื่อยๆ เจริญขึ้นมาจริงๆ เจริญขึ้นมาเพราะกิเลส เพราะความทุกข์ความร้อน เพราะความไม่ดีไม่งาม เพราะเป็นมิจฉา หรือเพราะเจริญขึ้นมาจริงๆ เป็นสัตว์โลกที่เจริญขึ้น จิตรู้ความประพฤติชอบและความประพฤติไม่ชอบของสัตว์โลกแล้วได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น ด้วยการกำหนดรู้ รู้จนเกิดปัญญา จากสัญญามาเป็นปัญญา กำหนดรู้ รู้ตามจริง จากสัญญามาเป็นปัญญาเรื่อยๆ จิตรู้ความเจริญและความเสื่อมของสัตว์โลกแล้วรู้ นอกจากมันชอบ มันไม่ชอบ มันเสื่อม มันเจริญ มันเกิดความเจริญหรือว่าความเสื่อม มีญาณปัญญาที่รู้ความเจริญแท้ แต่ก่อนเราเข้าใจผิดว่า เจริญคือได้เสพสม สุขสมได้มากๆนี่เจริญนะ ที่จริงมันก็ดีหรอก ในโลกๆเข้าใจระดับโลกีย์ว่า แต่ก่อนนี้ แหม! มันไม่รู้จักความสุขของโลก ก็รู้ความสุขลึกซึ้งกว่านั้นอีก ก็ความสุขของอย่างโลกๆเป็นโลกียสุข ก็แค่นั้นเป็นสุขัลลิกะ ถ้าเราไม่ไปติด ไปหลงใหลเสียได้ ละลดโลกียสุขหรือสุขัลลิกะนี่ออกได้อีก ซึ่งเป็นตัวล่อตัวหลอกสำคัญ เราก็รู้ว่าจิตของเราละ หน่าย คลายนะ เป็นวิราคสัญญา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ยังไม่ได้อธิบายอะไรพวกนั้นต่อนะ เอาละอธิบายแค่นี้ก่อนนะ ความเจริญหรือความเสื่อม เสื่อมอย่างไรที่ลึกซึ้งซับซ้อนที่เราฟังไป เดี๋ยวอาตมาอธิบายนี่ มันขึ้นไปถึงระดับโลกุตระ ได้รับอบรมแล้วด้วยสัญญานั้น ก็อบรม ก็ฝึกฝน ก็เห็นจริงไปเรื่อยๆ จิตรู้ความเกิดและความดับแห่งสังขารโลกแล้ว ตอนนี้ก็รู้แจ้งรู้จริงถึงสังขารโลกนะ สังขารโลกนี่รู้ความจริงไป มันจะเป็นสรรพสังขาเรสุอนิจจสัญญา อันนี้ไงไม่ได้กล่าวในนี้ ในบทนี้ บทนี้คำว่าสัพพเร สุ อนิจจสัญญาไม่มี แต่มันจะรู้หรือแม้แต่สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อะไรๆ ของโลกทั้งหลาย โลกต่างๆ โลกทั้งปวง ที่ไม่ใช่เรื่องความยินดี ยินชอบ ที่ไม่น่ายินดีต่อไป อนภิรตะ นี่เราจะกำหนดรู้ว่าอะไรน่ายินดี อะไรไม่น่ายินดี ภิรตะ แปลว่าความยินดี อนก็ไม่ ไม่ ไม่น่ายินดีนะ เราจะรู้ความยินดีไม่น่ายินดี หรือว่าอะไรทำอะไรให้เกิด ทำอะไรให้ดับ อันนี้ก็จะเห็นตัวปหานสัญญา คือการฆ่า การทำลาย การทำให้ดับ ด้วยเจตนาด้วยรู้ๆเลยว่าอะไรควรดับ เราถึงจะดับโลกได้ เราถึงจะดับกิเลสได้ เราถึงจะดับสิ่งที่เราเจตนาให้ดับ เมื่อดับสิ่งที่มันเกิดเก่งโดยไม่รู้มาได้ จนกระทั่งมันดับสนิท ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาของไตรลักษณ์ เราก็จะได้เห็นความจริงว่า จิตวิญญาณนี่ไม่ใช่กิเลส กิเลสนี่เป็นตัวร้าย เกิดแล้วเกาะ เกิดแล้วติด เกิดแล้วเหนียว เกิดแล้วสังสารวัฏยาวนาน อวิชชายิ่งโง่ ยิ่งเง่า ยิ่งไม่รู้เรื่อง ยิ่งมันจะวนเวียนอยู่นั่นนะ นานับชาติ นานนับไม่ถ้วน สังสารวัฏอันนับไม่ถ้วน ยาวไกลต่อเนื่อง ทรมานกันไปนานแสนนาน เราจะเห็นความจริงพวกนี้ชัดขึ้นๆ จิตยิ่งสะอาดเท่าไร เรายิ่งเห็นว่า จิตไม่ใช่ธาตุที่วนเวียน เป็นแต่เพียงองค์ประกอบของเหตุปัจจัย จิตยิ่งสะอาดเท่าไหร่ๆ ยิ่งเป็นพระอรหันต์เจ้าขึ้นมา เราจะเห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่อัตตา เป็นอนัตตา ซึ่งจะเข้าใจถึงอนัตตาไปถึงอย่างนั้น มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน มันเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนที่เกาะที่ยึด ที่ยึดนี่มันเรื่องของยางเหนียว มันเป็นเรื่องของกิเลส ตัณหา เรื่องของความหลงที่เป็นอุปาทาน กำหนดยึดติดอยู่ในใจเราเท่านั้น ในจิตเราเท่านั้น ไอ้ตัวนั้นมันเป็นอีกอันหนึ่ง เช่นสมมุติว่า เราเอาวัตถุอย่างหนึ่ง จะเป็นไม้แล้วก็เอายางมาติด ไม้จริงๆมันมีอะไรที่มันติดกัน หรือว่าฝุ่นอะไร เอาฝุ่นดีกว่า ฝุ่นมันคือฝุ่น มันไม่ได้เป็นตัวตน เป็นอะไรละเอียดอย่างนั้นนะ แต่แล้วเราเอากาวมาผสมกันเข้า แล้วเอากาวคลุกเข้ากับฝุ่น แล้วก็ปั้นเป็นก้อน มันก็เป็นก้อนเข้า ไอ้ที่มันเป็นก้อนอยู่ได้ มันไม่ใช่ว่าไอ้ฝุ่นนั้นมันติดกันเอง มันไม่มี มันไม่ได้ติดกันเอง มันไม่เป็นตัวเป็นตน มันไม่ได้เป็นก้อน แต่มันเป็นก้อนอยู่ได้ เพราะยางที่เราเอาไปผสมกับฝุ่นติด คล้ายๆอย่างนั้น นี่อธิบายหยาบๆให้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าเราล้างเอายางนั่นออก คือตัณหา คือยางเหนียว เขาบอกว่าตัณหานี่คือยางเหนียว เอาออกเสียให้หมด ไอ้ฝุ่นนั้นมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ก้อนไม่ใช่แท่ง มันก็เป็นอะไรๆ แต่ว่าจิตวิญญาณมันละเอียดกว่าฝุ่น ฝุ่นมันยังเป็นตัวเป็นตนของเม็ดฝุ่น จิตวิญญาณมันไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเม็ด ไม่มีอะไรเลย มันอยู่ได้ มันรวมอยู่ก็เพราะองค์ประกอบของเหตุปัจจัยเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น เราจะเห็นอนัตตะ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนขึ้นไปได้อีก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็ประหารให้ถูกสัดถูกส่วนก็แล้วกัน ประหารกิเลส ประหารตัณหาอุปาทาน ประหารในสิ่งที่มันเป็นอาการโง่ หรือว่าอาการที่เลว พวกนี้มันละเอียดอย่างนั้นนะ เพราะเราทำให้ดับได้จริง ไม่เกิดอีกจริงๆ เราก็จะเห็น มันมาปรุง มาแต่ง มาประสม มาประสานอยู่ในนั้นเท่านั้นเองนะ เราได้รับการอบรมด้วยสัญญาแล้ว อบรมแล้วด้วยสัญญานั้น จิตรู้ความเกิดความดับในสังขารโลกแล้ว ได้รับอบรมแล้ว ได้สัญญานั้น จิตได้รับอบรมด้วยปหานสัญญา จิตได้รับอบรมด้วยวิราคสัญญา เราได้ประหารจริง เราได้ฆ่าจริง เราได้จางคลายจริง วิราคสัญญา จิตได้อบรมแล้วด้วยนิโรธสัญญา จิตเห็นความดับสนิทจริง ได้ประหาร เมื่อประหารได้มากขึ้นๆ ก็เห็นความจางคลาย ความไม่หนักไม่หนา ความชักเห็นความเบา ชักเห็นความง่าย ชักเห็นความโล่ง ความโปร่งขึ้น วิราคะ หน่ายคลายจางขึ้นมาเรื่อยๆ จิตได้รับอบรมด้วยนิโรธสัญญา เมื่อฝึกไป อ่านไป สัญญากำหนดรู้ว่า โอ! นี่ดับ นี่นิโรธเป็นอย่างนี้ วิราคะเป็นอย่างนี้ ประหารเป็นอย่างนี้ รู้ลักษณะการประหาร การได้ทำลาย โดยเรานี่แหละเป็นคนทำลายเป็นคนฆ่าเป็นคนทำให้ตาย หรือทำให้มันลด อาการลดสภาพ ลดสภาพจริงๆ ถ้าเราทำได้ถูกดังที่ว่านี้ไปทั้งหมด เราได้อบรม ได้อะไรต่างๆพวกนี้ครบครัน พระพุทธเจ้าก็ได้พยากรณ์ไว้เลย พึงหวังผลได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี อรหัตผลหมายความว่าสมบูรณ์ สมบูรณ์สามารถทำให้มัน โดยเฉพาะตัว ที่เราทำให้มันตายสนิทหรือดับสนิท ไม่เกิดอีกเป็นธรรมดานี่ นิโรธ ดับสนิทนี่ เราก็ทำได้สมบูรณ์ อย่างที่อาตมาได้พยายามพาทำอยู่นี่ ทีนี้มันอยาก คนในโลกหลงติดเป็นรสเป็นชาติ เป็นสวรรค์เป็นนรกอยู่ เอาเรื่องนี้ละพิจารณาอ่านปฏิบัติไปเป็นกรรมฐาน เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกของที่เราติดเรายึด ใครติดขนม ก็เลิกขนม ใครติดอะไรก็ว่ากันไป ติดผ้าติดเสื้อ ติดเครื่องแต่งตัว ติดของเล่นของกินของใช้ ติดอุปโภคบริโภค ติดอะไรก็ตามแต่ มันติดรักติดชังหรือแม้แต่คน เอ๊ คนนี้นี่เป็นคู่อาฆาตของเราเหลือเกิน เราก็เอาคนนี้ละเป็นกรรมฐาน เราจะพยายามสัมผัสสัมพันธ์คนนี้ดู ไม่ใช่ขี้แพ้หนีตะพึด ไม่เอา เราตั้งใจเลย คนนี้หละเป็นคนทางสัมผัส พยายามเป็นกรรมฐานเรา เราชัง เราแก้จิตที่มันชัง เราแก้จิตที่มันอาฆาต ไม่ชอบ มันพยาบาทแต่ปางไหน ก็ไม่รู้ละ หรือใหม่นี่ ก็ช่างเถอะ เราก็พยายามปฏิบัติ อบรมฝึกฝน ใช้เป็นเหตุปัจจัย ในการปฏิบัติลดละ อ่านอาการจิตอาการใจและกิเลส ฆ่ากิเลส ประหาร มีปหานปทาน มีวิราคะ ตามเห็นวิราคา อนิจจสัญญา กำหนดเห็นความไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่ามันไม่เที่ยงตามยถากรรม ไม่เที่ยงตามอำนาจของตัวมัน แต่มันไม่เที่ยงเพราะเรามีความตั้งใจให้มันลดลง ไม่เที่ยงนี่ให้มันลดลง ลดให้มันน้อยลง ไม่อยู่อย่างเก่า ไม่อยู่เท่าเก่า นอกจากไม่อยู่เท่าเก่าแล้วยังแถมไม่เที่ยงไปในทางปุถุ ทางทวีกิเลสขึ้นไปอีก อย่างนั้นยิ่งหนาใหญ่ ลักษณะปุถุนี่ อาตมาได้พบอีกสูตรหนึ่ง พอดีอยู่ข้างบน ไม่ได้เอามาวันนี้ ลักษณะอย่างไร ตัดสินความเป็นปุถุ อย่างนี้อาตมาก็เคยอธิบายให้ฟังแล้ว พอเจออีกสูตรนี้ แหม อธิบายไปอธิบายมาแล้วก็ตามสูตร พบทีหลังเรื่อยเลย แสดงว่าอาตมานี่ อธิบายถูกทางมาเรื่อยนะ อธิบายไปก่อนแล้วจึงค่อยมาเจอสูตรทีหลังตามมาเรื่อยนะ ก็ดีละ มันสอดคล้อง ไม่ใช่อธิบายไปแล้ว มาเจอสูตรทีหลัง สูตรนั้นค้านแย้งกับอาตมาอธิบาย แหม ไปเฉิบๆเลย ตอนนี้ ออกนอกลู่แน่ แต่นี่อธิบายอย่างปรมัตถ์จะไปอย่างนั้นเรื่อยนะ แต่ค่อยเอาไว้วันหลัง อธิบายเพิ่มเติมเรื่องปุถุนะ เราจะเห็นว่านี่ มันไม่ใช่หนาขึ้น แต่มันลดลงนะ ทำลายได้ชัด เห็นได้ชัด ไม่ต้องไปให้ใครๆมาพิสูจน์เราหรอก เรารู้แจ้งเห็นจริงของเรา ได้ญาณได้ปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราได้รับการอบรม จะใช้สัญญา จะใช้การกำหนดรู้ การอ่าน รวมทั้งความจำที่จำได้ เอามาใช้ทั้งปัจจุบัน ที่ได้อบรมและได้กำหนดรู้ตามที่มันปรุงแต่ง มันขัด มันเกลา มันปรุงแต่งด้วยการขัดเกลา หรือปรุงแต่งด้วยการฆ่า การทำลาย หรือการปรุงแต่งด้วยการสร้างสรร เราสร้างสรรสิ่งที่ควรสร้างสรร ทำกิจที่มีความเห็นชอบให้มันเจริญ ประพฤติอบรมให้สิ่งที่ชอบ และความประพฤติไม่ชอบ รู้ว่านี้ชอบต้องให้เจริญยิ่ง อันนี้ไม่ชอบ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ก็ไม่ทำ ไม่สั่งไม่สม ไม่ติดไม่ยึดเข้าไปนะ อันนี้เจริญ อันนี้เสื่อมเราก็ไม่เอาความเสื่อม เราก็เอาความเจริญ หรือต้องการให้เสื่อม อันนี้มันเป็นกิเลส ต้องการให้กิเลสเสื่อม ต้องการให้กิเลสนี่เสื่อม ต้องการให้สิ่งอาศัยนี้ดี นี้เจริญ แม้แต่ความดี ความดีที่เป็นขั้นตอนว่าเราต้องทำความดี ความดีเป็นสมมุติสัจจะ ก็จริงอยู่ แต่ใจในใจเราลึกซ้อนเข้าไปอีกว่า ความดีนี่เป็นสิ่งที่เราต้องอาศัยในโลก เพราะฉะนั้นเราก็ยังความดีนี้ให้มันช่ำชอง ให้มันชำนาญ ให้มันง่าย ให้มันสบาย โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ฝึกฝนตนให้ทำความดีนี้โดยไม่ลำบาก แล้วใจเราตอนแรกจะอาศัยว่า ยินดี ภาคภูมิ ยินดี ภาคภูมิเข้าไป อาตมาเคยอธิบายหลายทีแล้ว ไอ้ที่ได้ใหม่ๆ หรือว่าได้โดยที่ว่ายังไม่รวยนี่นะ มันก็จะฟูฟ่องใจ พอได้มากๆเข้า ได้นานๆเข้า ก็มากขึ้นๆ มันก็รวยขึ้น มันก็เฉยๆ มากขึ้นๆ มันก็เคย มันก็ชินได้ เราก็อย่าหยุด ก็แล้วกัน ขยันสร้างสรรไปแล้วก็มากขึ้นมีขึ้น มันก็ไม่ฟูใจเหมือนกับเมื่อได้แรกๆใหม่ๆหรอก คนไม่เคยได้ก็ฟูใจ พอได้ พอเริ่มรวยก็ชักฟูใจ เพราะ เอ้อ เราไม่เคยรวย ก็รวยขึ้น ก็ฟูใจ พอรวยไปชินๆ เอ๊ เรารวยพอ รวยไปนานๆเข้า มันก็ธรรมดา แม้จะไม่ลดไม่ละ มันก็รู้สึกเฉยหรือวางเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าเรารู้ตัวเรา ก็อย่าไปหลงให้มันช้ามันนาน ไปหลงยินดีในสิ่งเหล่านั้นนานเกินไป แต่ต้องรู้ซ้อนลึกว่า เราต้องทำบทบาท พฤติกรรมอาการ สิ่งที่เราจะเป็นอยู่ในมนุษย์โลก สิ่งที่เป็นอาการที่ดี เป็นกรรมที่ดี เป็นกุศลกรรมที่ต้องยังอยู่ เพราะว่าแม้กุศลกรรมก็ตาม ก็เสื่อมได้ มันไม่เที่ยงไม่แท้หรอก มันเสื่อมได้ เพราะฉะนั้นเราทำไว้เถอะ ส่วนใจในใจเรานั้นไม่ได้ติดยึด ไม่ได้มาหลงว่าเป็นเรา ของเราโดยเที่ยงแท้ ทำใจในใจของเราจริงๆ ว่า เอ้อ มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเที่ยงแท้อะไร มันอาจจะอยู่ด้วยกันนาน ก็อยู่ด้วยกันไปซิ ก็เป็นเครื่องอาศัยซึ่งกันและกัน อาศัยสิ่งนั้นไป เรามีได้เป็นได้เพราะเราสร้าง เพราะเรามีบุญ บางทีเราไม่ได้สร้างเอง แต่คนอื่นเขาเอามาให้เราได้เพราะเรามีบุญ เพราะเราได้ทำสิ่งที่เป็นกุศล เป็นอะไรต่ออะไร เป็นกุศลวิบาก มันย่อมหมุนเวียนเป็นเรา เป็นของเรา เป็นมรดก เป็นทายาทที่จะรับมรดกนั้นๆ เป็นกรรมทายาโท แล้วเราก็มีจิตใจที่ไม่หลงใหลได้ปลื้มที่จะหอบ จะหวง จะกอบ จะโกย จะมักมาก มักใหญ่อะไร พออาศัยเหล่านั้น ก็แบ่ง ก็แจกไป แล้วก็เป็นคนมักน้อยอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ใช้มากกินมาก แล้วเราก็ต้องเป็นคนขยัน เป็นคนมีฝีมือ ความสามารถที่สร้างได้มากกว่า ให้กำไรอยู่ทุกวินาที กำไรคือเราได้สร้างสรร มากกว่าที่เราจะเอามาเสพเอามาบำเรอ ในวินาทีหนึ่งอาจจะคิดไม่ได้ แต่นาทีหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่ง ภายในแต่ละชั่วโมงนี่เรามีบุญ เราได้มากกว่าเสีย ได้ก็คือได้ เราได้มากกว่าเสีย ได้มากกว่าเสียก็คือเสียมากกว่าได้นั่นเอง เอาละ พูดให้มันกระชับเข้า ที่เราได้มากกว่าเสีย เพราะเราได้เสียมากกว่าได้ เมาไหม ชัดไหม เพราะฉะนั้นก็คำนวณประมาณไป แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี ในนาทีหนึ่ง อาจจะน้อยไป มันอาจจะ แหม เรานี่ เราอาศัยมันมากกว่า ตอนนี้กำลังกิน กำลังใช้ โห กินข้าวไปตั้งเยอะนี่ แต่เรายังไม่ได้สร้างอะไรเลย เอ้า ใช่ เอ้าภายในชั่วโมงหนึ่ง สองชั่วโมงเข้าไป งบแล้วนี่วันหนึ่งๆ หรือชั่วโมงหนึ่ง สองชั่วโมง สามชั่วโมง ยิ่งละเอียดเท่าไหร่เรายิ่งมีเวลาที่ได้เสียสละมากกว่าที่เราเอามาบำเรอตน เอามาอาศัย เราได้ให้มากกว่ารับ เอา ชัดขึ้น จริงขึ้น เราก็เป็นคนไม่หลง ไม่เลอะ เราก็เป็นคนที่รู้ความจริง ประมาณได้ คนเรานี่ คำนวณได้ ประมาณได้ ว่าเราเป็นคนไม่ขาดทุนหรอก แล้วก็อย่าประมาท เพราะว่าวิบากกรรมของเรานี่ หลงเป็นปุถุชน หลงสร้างวิบากที่เป็นหนี้มากมานาน นานจริงๆ กว่าจะได้มาปฏิบัติธรรม รู้ทิศทางที่เรารู้สภาพที่ควรได้ ควรสะสม เพราะว่าวนไปเอาเปรียบเอารัดมา เป็นหนี้เป็นสินมา มีแต่ขี้โลภ เพราะฉะนั้นเรามาสละ มาลดโลภ เออ เราก็ได้รังสรรค์ ได้สร้างสรร ได้อะไรต่ออะไรจริงๆนะ เราได้ทำมากกว่า ไม่ประมาท ละได้มากเท่าไรเราก็ทำให้มันได้ ถ้าเราไม่ทรมานตนเกินการ แล้วก็สร้างก็สรรเข้าไป เราจะรู้ความจริงพวกนี้ ซับซ้อนขึ้นจริงๆเลย ชีวิตเราก็ รู้สัจจะโดยลึกซึ้งอย่างนี้ จะขาดทุนตรงไหนล่ะ ไอ้สิ่งที่อาศัย ก็แค่นั้น ถ้าเรามักน้อยสันโดษได้จริง ไม่บำเรอตนจริง แล้วเราก็เป็นคนขยันจริง ไม่ดูดาย ขวนขวาย อุตสาหะ รังสรรค์ สร้างสรรไปเรื่อยๆจริงๆ ทำไปเถอะ จะเกิดอีกกี่ชาติๆ คุณก็ไม่มีตกต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราศึกษา อ่านจริงๆ แล้วก็ทำได้ อรหัตผล ของแต่ละเรื่องในปัจจุบัน อย่างน้อยเราก็หวังผลได้สองอย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นอรหัตผลอาจจะยังไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ที่จะต้องมีกิเลสทั้งหมดสูญเกลี้ยงสมบูรณ์ แต่เราจะเข้าใจอรหัตผล ปฏิบัติอย่างนี้จริงๆ แล้วก็จะรู้ความจางคลาย จนกระทั่งอ่อนแรง จนกระทั่งเหลือหรือเมื่ออุปาทานยังเหลืออยู่ ยังมีอุปาทานอยู่บ้าง เรายังมีสิ่งที่เรายังติด ยังยึดอยู่ เหลือเศษ เหลือส่วนอะไร อยู่บ้าง ก็เป็นเพียงสังโยชน์เบื้องสูง เป็นแค่รูปราคะ อรูปราคะ แล้วยังมีมานะ มีอุทธัจจะ ที่เราเองยังไม่ละเอียด ยังไม่สมบูรณ์สุดยอด เป็นอนาคามีภูมิ อาจจะยังไม่ถึงสภาพอนาคามีบุคคล แต่อนาคามีภูมิในเหตุในปัจจัย แต่ละเหตุแต่ละปัจจัย ที่อาตมาอธิบายซ้อนให้ฟังแล้ว มีอรหัตผลในโสดา อรหัตผลในสกิทา อรหัตผลในอนาคา อรหัตผลในอรหันต์ ในเหตุแต่ละเหตุ ปัจจัยแต่ละปัจจัย ถ้าเราเข้าใจเราก็จะเกิดญาณปัญญารู้ความจริงพวกนี้อย่างชัด อย่างแม่น ไม่หลงไม่เลอะ ฉะนั้นพยายามใช้สัญญากำหนดให้เกิดปัญญานะ เรียนรู้สัญญาให้ชัดเจนดี เพราะฉะนั้นจะเป็นปหานสัญญา ปหานสัญญา คือการกำหนดรู้ว่าเราได้ฆ่านะ ได้ทำลายนะ วิราคสัญญา เราได้ทำให้จางคลาย ทำให้อ่อนแรง ได้ฆ่ากิเลสถูกวิธีจริงๆเลย จะฆ่าด้วยวิธีสมถภาวนา เราก็รู้ จะรู้ความแตกต่าง สมถภาวนาก็เป็นอุปการะเหมือนกัน มันมากมันแรงไปนี่ ต้องสมถะก่อน ก็ทำก่อน เป็นวิปัสสนาภาวนาว่า เออ ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยปัญญา ด้วยความรู้แจ้ง รู้ชัด แทงทะลุรอบ หรือปัญญาอันยิ่งจริงๆเลย จนกระทั่งมันไม่เวียนคืนไม่กลับคืน เพราะว่าตัวปัญญาเท่านั้น จะเป็นตัวตัดสิน จะเป็นตัวสมบูรณ์ คำว่าสมถะ ว่าสงบระงับ มันก็มีสงบระงับอยู่ในวิปัสสนาซ้อนอีกทีหนึ่ง ถ้าถูกต้องด้วยวิปัสสนาภาวนา การกระทำให้เกิดผลด้วยวิปัสสนาที่ถูกทางแท้แล้ว มันก็สงบระงับ จะเอาสมถนั้นมาเรียกอีกที จะเรียกว่า ปัสสัทธิ จะเรียกว่าวิเวก จะเรียกว่าสงบระงับ ด้วยภาษาอื่นๆใดๆ ก็เป็นการสงบระงับจริงๆ ที่จริงสมถะเรียกว่า สงบระงับด้วยวิธีของ ก็ภาษาที่เรียกว่า อธิบายโดยลักษณะ สมถะโดยลักษณะหวังสงบอย่างเดียว อย่างใดก็เอาด้วยฤทธิ์ด้วยแรงอะไรที่เขาทำมาก่อน เอาหมด กดข่มด้วย ลืมมันไป ทิ้งมันเฉยๆ ด้วยวิธีอะไรก็ตามใจ เราก็เข้าใจแล้วซึ่งไม่ใช่วิปัสสนาวิธี ไม่ใช่วิธีของวิปัสสนาโดยตรง ที่เราเรียนอยู่รู้แจ้งเห็นจริง มีผัสสะ มีการอ่านรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน อะไร เป็นแบบอย่างปรมัตถสัจจะ สำคัญรู้แจ้งรู้จริงสัมผัสได้ละเอียดลออ ไม่ใช่เรื่องโมเม เกิดญาณปัญญาที่แท้ เราก็จะรู้ความต่าง แล้วก็จะรู้อานิสงส์ แล้วก็จะรู้อุปการะ รู้จักประโยชน์ของสมถะด้วย ไม่ใช่ไปดูถูกดูแคลนสมถะ บางคนนี่จะต้องใช้สมถะมาก ก็ต้องรู้ตัวเอง ใช้สมถะมากจนคล่องแคล่ว แล้วสมถะก็น้อยลงๆ สมถภาวนาน้อยลง ก็มีวิปัสสนาภาวนา สุดท้ายก็มีวิปัสสนา ก็ทำให้สงบระงับจิตขึ้นได้ เราก็จะรู้ว่า เราปฏิบัตินี่ ภายในจิตในใจของเรา ภายในปรมัตถ์ จิตเจตสิกเรานี่ เมื่อมีเวลาปฏิบัติอยู่ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ไม่ว่าในทางนึกคิด ไม่ว่าในทางพูด มีผัสสะอะไรเกิดขึ้น พฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นก็ตาม การกระทำ เป็นการงานอาชีพอะไรที่ทำอยู่ เกิดสภาพเหมือนคนธรรมดา เกิดการเกี่ยวข้อง เกิดการสัมผัสแตะต้อง เกิดการรู้ เกิดสภาพที่เราจับรู้ อ่านได้ อ่านสมุทัย อ่านเวทนา แล้วก็วิเคราะห์วิจัย เวทนาในเวทนาลงไปได้ จนกระทั่งรู้ในจิต จิตในจิต มีเจโตปริยญาณโดยแท้ชัด วิเคราะห์วิจัยราคะ โทสะ โมหะ อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive