130409 ประกายธรรม 06 พุทธศาสนา วันนี้มีค่าต่ำกว่าเมื่อวานนี้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 6. "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี 9 เมษายน 2513 ข้าพเจ้า เชือด้วยจรง เชือด้วยแจ้งใจว่า "พุทธศาสนิกชน" ทุกคนทียึดถือ ศาสนาเปนทีพึง เปนสรณะนัน ย่อมปรารถนาดีกับพุทธศาสนา ทังสิน และ ปรารถนาจะให้ "ศาสนาพุทธ" จําเรญรุ่งเรอง ก้าวหน้า เปนหลักยึดหลักปฏิบัติ เพือพาหนะนาวาอันจักนําพาคนไปให้พ้นทุกข์ หรออย่างน้อยก็ไปสู่ความดีขึนๆ และถ้า "พุทธศาสนิกชน" ทุกคนเหล่านัน ทราบได้ว่า ตัวท่านเองนันแหละ เปนผู้หนึงทีทําให้ "พุทธศาสนา" ตําลง เสือมโทรมลง และไม่เปน "พุทธศาสนา" ทีแท้ ลงไปทุกที คือมี "ค่า" ตําลงๆ ไปทุกเมือเชือวัน ท่าน "พุทธศาสนิกชน" ทุกคนเหล่านัน ก็จะต้องเสียใจ และก็ควรจะได้เสียใจแล้ว เปนอย่างมากด้วยกัน เปนส่วนมาก เพราะนันคือ ความจรง ทีได้เกิด ได้เปนอยู่ เพราะฉะนัน "พุทธศาสนา" วันนี จึงมี "ค่า" ตํากว่า "พุทธศาสนา" เมือวาน นี เพราะอะไรร? ก็เพราะมองกันไม่ออก เห็นกันไม่ได้ เห็นกันไม่เปนนันเอง จึง 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 ไม่เห็นว่า อะไรเปน "กิเลส" อะไรเปนตัวฉุด ตัวบันทอนให้ "พุทธศาสนา" อับเฉา เสือมโทรมลงๆ ทุกวันๆ อายุของ "พุทธศาสนา" นัน สองพันห้าร้อยกว่าปแล้ว ถูก "กิเลส" เผาผลาญ ฉุดคร่าให้แปรสภาพ เปลียนรูป เปลียนร่างไปเรอยๆ จากชีวตทีเกิดมาเปน "พุทธศาสนา" ทีแท้ ใสบรสุทธิ ผุดผ่อง แล้วก็นับ วันถูกฉาบถูกทาด้วย "กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน" ชีวตหรอตัว "พุทธศาสนา" จึง ถูกหุ้ม ถูกพอกด้วยความไม่แท้ขึนทุกวันๆ เมือกาลเวลาผ่านมาจนปานนี อายุ ปาเข้าไปเทียบได้ในวัยกลางคนแล้ว ก็ลองคิดดูเถิดว่า "คน" ผู้นี มีกิเลส มี ตัณหา มีอุปาทาน อันถูกพอก ถูกหุ้มเข้าไปทุกวันๆ นัน จะมีความเปนของแท้ ของจรงให้เห็นได้
อ่านต่อ
แค่ใด แต่แท้จรง "พุทธศาสนา" แท้ๆ ทีซ่อนตัวอยู่ใจกลางนัน ก็เปน "พุทธ ศาสนา" แท้ๆ จรงๆ บรสุทธิ เทียงตรง ดังนันถ้าใครใฝรู้ "พุทธศาสนา" แท้ ก็ยัง จะได้รู้ ใครใฝเห็น "พุทธศาสนา" ทีใสบรสุทธิ ให้คุณ ให้ประโยชน์แท้จรง ก็ยัง จะได้เห็น แต่ก็จะต้องมีความพากเพียร มีมานะอดทน ค้นคว้าศึกษา บุกฝา แหวกสิงห่อหุ้มฉาบพอกเอาไว้ดังกล่าวแล้ว เข้าไปอย่างหนักทรหดยิง จึงจะ ถึงแก่นกลาง เห็น "พุทธศาสนา" แท้ รับเอาค่า เอาประโยชน์แท้จาก "พุทธ ศาสนา" ได้ เมือผู้ใดบุกแหวก นําตนฝาสิงห่อหุ้มเข้าไปได้ และยิงสัมผัสลึกเข้าไปหา แก่นได้เท่าใด ก็จะนับวันยิงรู้ ยิงเข้าใจ ยิงเห็นความไม่แท้ ความไม่จรง หรอ 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 กิเลสหนา ตัณหาแก่ ทีห่อหุ้มเปนชันๆ อันบดบัง "พุทธศาสนา" แท้ๆ ไว้ ชัดเจน แจ่มแจ้ง ยิงขึน กิเลสหนา และตัณหาแก่ เกิดขึนมาได้ด้วยอย่างไร? นีสิ ควรจะได้นํามา ขบคิดกัน จะได้รู้ต้นสายปลายเหตุกันบ้าง เพราะดังข้าพเจ้ากล่าวแล้วในเบืองต้น ว่า ข้าพเจ้าเชือด้วยจรง เชือด้วยแจ้งใจว่า ไม่มีพุทธศาสนิกชนผู้ใดดอก ทีจะมี เจตนาระราน หรอเข่นฆ่าชีวต "พุทธศาสนา" ให้อาสัญด้วยนํามือตนเอง แต่ แท้จรง ก็ได้ร่วมมืออยู่ทุกวทุกวัน อย่างน่าเสียดาย และน่าเสียใจ เหตุใหญ่ทีก่อให้เกิดกิเลสหนา ตัณแหาแก่ พอกหุ้มศาสนาพุทธ จนแทบจะ ไม่เหลือความเปนพุทธศาสนา ไปทุกวันๆ ก็คือ :- เพราะ "คน" ผู้ไม่เข้าใจ "ค่า" แท้จรง หรอจุดสุดยอดแท้จรงของ "พุทธ ศาสนา" นันหนึง และอีกอย่างก็คือ ผู้รู้ "ค่า" หรอจุดสุดยอดแท้จรงของพุทธ ศาสนาดีอยู่ แล้ว "ผู้รู้" ผู้นัน กระทําการ "หย่อนข้อ" หรอโอนอ่อนผ่อนตาม โดยยอมให้ "คน" นํา "กิเลส" (สิงทําลาย) มาผสม มาฉาบ มาทาพุทธศาสนา ลงไป ทีนี "ค่า" แท้จรง หรอจุดสุดยอดแท้จรง ของพุทธศาสนา คืออะไรล่ะ? และแม้ข้าพเจ้าจะพูด จะกล่าวออกไปในขณะนี ข้าพเจ้าก็เชือได้อย่างแน่ อย่าง แท้ด้วยว่า จะต้องมีคนไม่เห็นด้วย และไม่ยอมเห็นจรง หรอไม่ยอมเห็นตามว่า นี คือ "ค่า" อันแท้จรง หรอจุดสุดยอด อันแท้จรงของ "พุทธศาสนา" 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 จุดสุดยอดอันแท้จรงของ "พุทธศาสนา" นันคือ "ความไม่มีอะไรเลย" หรอ "ความพินาศสินแห่งคน" และ "ค่า" อันแท้จรงของ "พุทธศาสนา" ก็คือ ความไม่ ก้าวหน้า ความไม่ก่อ ความไม่สร้าง ความไม่เจรญงอกงามใดๆ ทังสิน ที "มนุษย์" หรอ "คน" ปรารถนา ยิงเปน "สมบัติทางโลก" หรอ "สมบัติทางกาม" แล้ว พุทธศาสนิกชนแท้ๆ จะต้องตัดให้สินโดยเร็วโดยไวก่อนอืนใดหมดทีเดียว เพราะมันง่ายกว่า "สมบัติทางจิต" ดังนัน "โลกธรรม" อันคือ ลาภ-ยศ- สรรเสรญ-สุข หากบุคคลใด ยังใฝอยู่ ยังหาอยู่ ยังไม่เพียร "ตัด" เพียร "ละ" ผู้ นันยังไม่ใช่ "พุทธศาสนิกชน" ทีแท้จรงถูกต้องเลย ยังคือผู้แอบแฝง อยู่ใน "ศาสนาพุทธ" แต่ในนามเท่านัน และคือผู้คอยบ่อนทําลาย และคือตัว "ภัย" ของ "ศาสนาพุทธ" ตัวฉุด "ศาสนาพุทธ" ให้แปรสภาพเปนตําลงๆ ด้วย นันแหละคือ จุด "พุทธศาสนา" ทีแท้ทีถูกทีจรง อ่านดูและคิดดูให้ดี คิดดู ให้ชัด ดังนันการกระทําใดๆ ทีคนยังกระทําตรงกันข้าม "จุดแห่งความจรง" ที ข้าพเจ้าว่าไว้นัน จึงเท่ากับเปนการนําเอา "ความไม่ถูก" นําเอา "กิเลส-ตัณหา- อุปาทาน" พอกหุ้มลงไปให้แก่ "พุทธศาสนา" หรอคือ "ทอนค่า" ของพุทธศาสนา ให้ผิดเพียน ให้ตําลงๆ นันเอง มาทําความเข้าใจกันเสียก่อนว่า "มนุษย์" นันต้องการ หรอปรารถนาอะไร? ถ้าสิงใด อันใด "มนุษย์" ปรารถนา ก็จงให้เข้าใจเถิดว่า สิงนัน อันนันแหละ เปน ความไม่ปรารถนาของ "พระอรยเจ้า" นีคือหลัก คือมาตรการทีจะนํามาใช้กัน 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 "จุดแห่งความจรง" ดังกล่าวแล้ว เพราะความเปน "มนุษย์" คือผู้ใฝอยู่ ผู้ สร้างอยู่ แต่ความเปน "พระอรยเจ้า" นันคือ ผู้ลดลง ผู้ตัดออก ความเจรญก้าวหน้าของ "มนุษย์" จึงคือ การมี การได้มา การมากขึนใน สมบัติทุกสิงทุกอย่าง ทังทีเปนสมบัติทีมีรูปร่างตัวตน และสมบัติทีไม่มีรูปร่างตัว ตน แม้นได้มาเต็มโลก เปนของตนผู้เดียวนันแหละ เรยกว่า เปนความเจรญ ความก้าวหน้าถึงขีดสุดทีสุดยอดจรงๆ ของ "มนุษย์" แต่ความเจรญก้าวหน้าของ "พระอรยเจ้า" นันคือ การตัดออกไป การให้ ไป การลด ทังสมบัติทีมีตัวตน และสมบัติทีไม่มีตัวตนออกไปจากตัว จนกระทัง "ไม่มีอะไรเลย" ไม่เหลืออะไรเลยจรงๆ แม้ความเปนตัวตน ทังๆ ทียังมีร่างกาย ตัวตนอยู่นันแหละ และทังความเปนตัวตนทีเกิดจากสิงทีไม่มีตัวตน จึงจะถึงขีด สุด ทีสุดยอดจรงๆ ของ "พระอรยเจ้า" ทีนี คงพอจะเข้าใจได้แล้วว่า มนุษย์ กับ "พระอรยเจ้า" หรอ การสร้าง ความเจรญก้าวหน้าให้มนุษย์ กับ การสร้างความเจรญก้าวหน้าให้กับตนผู้เปน "พุทธศาสนิกชน" อันเรยกว่า เดินทางไปสู่ความเปน "พระอรยเจ้า" นัน มัน คนละทาง มันคนละทิศ เหมือนดํากับขาว หน้ามือกับหลังมือ เอาทีเดียว เพราะเหตุ คนไม่ยอมเชืออย่างนี ยังไม่ยอมเห็นตามนี ยังไม่ยอมเข้าใจว่า ความจรงนัน ดังนีนันเอง คนผู้อ้างตนว่า เปน "พุทธศาสนิกชน" จึงได้กระทําผิด ได้ช่วยลด "ค่า" ของพุทธศาสนา ได้เอา "ความไม่ถูก" พอกหุ้มพุทธศาสนา 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 เข้าไปทุกวทุกวัน ทังๆ ทีใจนันรัก "พุทธศาสนา" ยังกะอะไรดี แต่ไม่ยอมเข้าใจให้ ได้ว่า ความเปน "พุทธศาสนิกชน" นัน ควรจะทําหน้าทีอย่างไร? จึงจะตรง จึง จะถูก และความเปน "มนุษย์" นัน หากจะเดินทางไปสู่ความเปน "พระอรยเจ้า" นัน ทําอย่างไร? เปนอย่างไร? จึงจะแท้ จึงจะตรง ดังนัน ใครยังรักจะเปน "มนุษย์" หรอ "ปุถุชน" อยู่ ก็คือผู้รักจะกอบโกย เอาสมบัติทีมีรูปร่างตัวตน ทังสมบัติทีไม่มีรูปร่างตัวตนในโลกนี มาเปนของตัว ถ้าไม่ได้มาเปนของตัวแต่ผู้เดียว ทังโลกนี ก็ย่อมยังไม่ได้ชือว่า เปน "ยอดมนุษย์" หรอ "สุดยอดของปุถุชน" อยู่ตราบนัน คนหรอมนุษย์ หรอปุถุชนนันก็จะเพียร เกิด เพียรตาย วนเวยนๆ มาตังหน้าตังตาสู้ทุกข์ แย่งเอาสมบัติทังเปนรูปและไม่ เปนรูป ดังกล่าวแล้วนัน แย่งจากผู้อืนมาเปนของตนให้ได้อยู่ แล้วๆ เล่าๆ จนฟา แตกดินละลาย จะเปนไปได้ไหม ก็ลองคิดดูให้ดีเถิด ส่วนผู้เปนพุทธศาสนิกชนแท้ๆ นัน คือผู้พยายามตัดออก สละออก รักทีจะ ให้ไป สมบัติทีมีรูปร่างตัวตน ทังสมบัติทีไม่มีรูปร่างตัวตนในโลกนี ทีตนเองมี อยู่และหรอทีตนมีสิทธิจะนํามาให้ใครๆ เขาได้ ให้ไปให้หมดให้สิน ไม่ให้เหลือเลย หมดสินจากตัวเองได้อย่างแท้จรง จนเรยกว่า "ไม่มีอะไร" เลย แม้สมบัติทีไม่มี ตัวตน อันคือ ความรัก ความชัง ความสะดุ้งสะเทือนวาบไหว (อุทธัจจะ) ก็ไม่มี เหลือในตัวทีจะให้ใครได้ หรอจะกระเพือมเกิดขึนมาได้ "พุทธศาสนิกชน" ผู้นัน ก็ถึงทีสุด เรยกว่าเปน "สุดยอดของพุทธศาสนิกชน" หรอ "ยอดพระอรยเจ้า" เท่านันเอง 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 นี ก็ลองคิดดูว่า การจะเปน "ยอดมนุษย์" กับการจะเปน "ยอด พุทธศาสนิกชน" นัน "ยอด" ไหนจะเปนได้ "ยอด" ไหนจะไม่มีวันเปนได้เลย นีเองคือ "จุด" ทีพระบรมศาสดาแห่งพุทธศาสนา คิดได้ เห็นได้ หลังจาก ได้เวยนเกิด เวยนตาย "ทดลอง" สะสม สร้างสมบัติ สังสมบารมี มาไม่รู้กีแสน อสงไขยกัป และการสะสมทีถูกต้องแท้จรง ก็คือ การลงทุน ลงแรงหามาให้ได้ เมือได้แล้ว ก็ให้บรจาคออกไป บรจาคออกไปให้มากทีสุด จึงจะเปนการสะสมที ถูกทีแท้ ดังเช่น พระพุทธองค์ได้เพียรสะสมสร้างมาทุกชาติ จนแม้ชาติสุดท้าย ของพระองค์ พระองค์ก็เกิดมาพร้อมกับมหาบรมสมบัติ ทียิงฟามหาศาล พรัง พร้อม พระองค์ก็มีแล้ว ซึงสมบัติทังทีมีรูป เปนตัวตน อันเรยกว่า มหา อาณาจักรแผ่นดิน ทรัพย์สิน เงินทอง เพชรนิลจินดา ข้าทาสบรวาร เวยงวัง และแม้สมบัติทีไม่มีรูปร่างเปนตัวตน อันเรยกว่า มหาอํานาจ ยศฐาบรรดาศักดิ ทังความรัก ความเทิดทูน บูชาใดๆ พระองค์ก็มีพรังพร้อม มหาศาลยิงแล้ว แต่นันแหละ ก็ยังไม่ได้ชือว่า "ยอดมนุษย์" เพราะยังไม่ได้มาหมดทังโลก ดัง กล่าวแล้ว ถ้าพระองค์ยังจะรักเปน "มนุษย์" ต่อไปอีก ก็แน่นอน พระองค์ก็จะต้อง "ต่อสู้" ตังหน้า "กอบโกย" สะสมอาณาจักร มหาสมบัติและข้าทาสเหล่านันต่อไป อีก ตําแหน่งต่อไปของพระองค์ทีจะได้ ก็จะก้าวไปเปน "พระบรมหาจักรพรรดิ ราช" ซึงหมายถึง จะมีสมบัติต่างๆ นันเพิมขึนมากอีกกว่าทีมีอยู่แล้ว เมือจบ ชีวตนี ชาติหน้าพระองค์ก็จะต้องเกิดมา "สู้ทุกข์" ต่อสู้เพือสะสม กอบโกย เพิม 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 "สมบัติโลก" นีไปอีกให้ยิงๆ ขึนไป และวธีการทีจะสะสม สังสมบารมีสมบัติให้คน นัน ก็มิใช่จะทําจะรักษาให้เพิมพูนขึนได้ด้วยง่าย กว่าพระองค์จะได้จะมีบรมมหา สมบัติได้ขนาดในชาติของพระสิทธัตถะนัน ก็ได้สะสมสังสมด้วยวธีการต่างๆ มา ไม่รู้กีชาติต่อกีชาติ ก็คิดดู คํานวณดูต่ออีกเถิดว่า ถ้าจะให้ตนมีสมบัติอันเรยก ว่า ล้นโลก หรอทังโลกมาเปนของตนแต่ผู้เดียวนัน มันจะต้องทํากันแค่ไหน และ จะมีทางเปนไปได้ละหรอ? ด้วย "ญาณ" ด้วย "พระปรชาญาณ" อันเลิศ ได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า อีก ตราบโลกนีแตก ก็เปนไปได้ยากเหลือล้นพ้นคณนา ทีพระองค์จะได้ "สมบัติโลก" นี มาไว้ในครอบครองแต่ผู้เดียว จนจักได้ชือว่า "ยอดมนุษย์" หรอ "ยอดปุถุชน" และแม้ได้สิงเหล่านันมาแล้ว ก็เพียงแสดงความเปน "มนุษย์" คือ ผู้เต็มไปด้วย การใฝอยู่ ผู้เต็มไปด้วยการก่อ การสร้าง การสะสมอยู่ ก็เท่านันเอง จะ "จบสิน" นัน เปนไปมิได้เลย ผู้ใดยังหลงงมงายอยู่กับตําแหน่ง "ยอดมนุษย์" ก็คือ ผู้ที ยอมทนทุกข์ และยอม "ตายเปล่า" อยู่ทุกชาติ ด้วย "ญาณ" ดังนันแล พระพุทธองค์จึงได้สละทิง "สมบัติโลก" แล้วหมุน ทิศกลับหลัง หันไปตังหน้าบําเพ็ญเพียร มุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม คือ มุ่งสู่ ทางสละออก ตัดออก ให้ไป ไม่เอามา ซึงเปนทางทีทําได้ไม่ง่ายเลย เช่น เดียวกัน ยากยิงเท่าเทียมกันกับการใฝสร้าง ใฝก่อ หรอหามา เอามาเปนของ ตน ถ้าใครไม่เชือ ก็ทดลองดูเถิด ลองหัดให้ไป หรอตัดออก หรอสละออกกัน บ้าง ลองดูซิ การหาสมบัติมาให้ตน ยากยิงเท่าใด การสละสมบัติของตนออกไป 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 มันก็ยากยิงเท่าเทียมกันฉันนัน ไม่ใช่ว่า จะทําง่ายกว่ากันนัน ไม่ใช่เลย เราจะ หามาใหัคนให้ได้มากๆ ยิงๆ ขึน เปนการกระทําได้ยากเท่าใด เราจะสละออกไป ให้ได้ให้มากยิงๆ ขึนเช่นนัน ก็เปนการกระทําทีทําได้ยากยิงเท่าเทียมกัน เมือพระพุทธองค์ เหหันมามุ่งเพียรบําเพ็ญสร้างความไม่ใฝ ความไม่เอานี จึงได้มองเห็นทางว่า เปนทางทีเปนไปได้ เปนทางแห่งความสําเร็จ เปนทางทีจะ สมประสงค์สุดใจได้ พระองค์จึงได้เลือกเดินทางนีอย่างเด็ดเดียว และสุดท้าย ก็ บรรลุสุดทางได้อย่างจรง จึงได้ชือว่า "ยอดพระอรยเจ้า" และได้ชือว่า "ยอดคน" หรอ "ยอดมนุษย์" รวมทังแม้แต่คําว่า ยอดมาร ยอดเทวดา ยอดพรหม ก็จะ ต้องนํามามอบให้พระองค์ท่านด้วยดังนี เพราะในมหาพิภพ จบจักรวาลนีนัน จุดเรมต้น คือ "ความไม่มีอะไรเลย" ดังนัน เมือผู้ใดถึงจุดนันแล้ว ก็เท่ากับผู้นัน "มีทุกสิงทุกอย่างเต็มครบทังสิน" ด้วยเช่นเดียวกัน นันคือ โลกแห่ง "สุญญตา" หรอคือ โลกแห่งมิติที 0 และ นัน คือ เบืองต้นและเบืองปลายสุด บรรจบกันทีจุดๆ เดียวกัน เบืองต้นก็คือ ความ ไม่มีอะไรเลย คือ ก่อนจะก่อเกิด และเบืองปลายสุด ก็คือ เกิดแล้ว จนเต็มโลก แล้วก็ค่อยๆ ย่อยลงๆ กลับไปหาความหมดสิน หรอความพินาศสิน นันก็คือ ความไม่มีอะไรเลยอีกนันเอง หรอจะเทียบให้เห็นได้ง่ายๆ ด้วยสิงทีเปนตัวตน ก็คือ สมมุติว่า เรามียางที เปนลูกโปงอยู่ลูกหนึง นันคือ เรมต้นด้วยยางลูกโปงนันเท่านัน ยังไม่มีอะไรเลย (ทีจะมีคือคน) เรานํามาเปา บรรจุลมใส่เข้าไปๆๆ จนมันเต็ม และเต็มสุดทีจรงๆ 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 เรยกว่า "เต็มสุด" แม้จะมี "ธุลี" ใด เพิมเข้าไปอีก เพียงเสียวธุลีเดียว ความ "เต็มสุด" ก็จะระเบิด หรอพินาศออกไปทันที "ธุลี" ทีเติมเข้าไปนันแหละคือ ส่วน เกินความ "เต็มสุด" คือจุดทีเลยไปถึงมิติที 0 และเมือพินาศสินแล้ว ก็คงเหลือ แต่เนือยางของลูกโปงใบนัน เท่าเดิม คงที คือหมายถึง ความไม่มีอะไรเลยเท่า เดิม นันแล คือ ทีต่อ หรอ จุดต่อ หรอ บรรจบแห่ง "วัฏฏะ" ความไม่มีอะไรเลย กับความเต็มสุด อย่างแท้จรง จึงคือ จุดๆ เดียวกัน เรยกจุดนีว่า มิติที 0 หรอ "สุญญตา" ทีอธิบายมาทังหมดนันคือ จุดสุดยอด แท้จรงของ "พุทธศาสนา" ดังนัน ทางเดินของ "พุทธศาสนา" จึงไม่ใช่ การสร้าง การก่อ การก้าวหน้าด้วยวัตถุโลก ใดๆ เปนอันขาด นีคือ ความแท้ ถ้าใครยังยืนยันว่า ทางเดินของ "พุทธศาสนา" เปนไปตรงกันข้ามกับทางดังกล่าวนีละก็ "ผิด" อย่างตรงกันข้ามเช่นกัน ด้วยดังนี ผู้เต็มไปด้วย กิเลส ตัณหา อุปาทาน ผู้ยังเต็มไปด้วยความยึดไว้ หวงไว้ จะเอาไว้ จึงย่อมปฏิเสธ "ทางเดิน" นีอย่างเอาเปนเอาตาย แม้จะรัก "พุทธศาสนา" สุดใจอย่างใด ก็ยังไม่ยอมเชืออยู่นันเองว่า ทางเดินของ "พุทธศาสนิกชน" นันคือ ทางเดินไปโดยจะต้องเล็กลงๆ ตัดออกๆ หายไปๆ มิใช่ ยังเอามาก่อมาสร้างมา ผู้ใด ตัดออกไป ลดลงไปได้มากยิงเท่าใด ผู้นันก็ยิงเดินทางเข้าไปใกล้จุดสุด ยอดแท้จรงของตําแหน่ง "ยอดพระอรยเจ้า" เท่านัน 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 ถ้าผู้ใด ยังไม่แน่ใจ ยังไม่กล้าตัดออก ยังไม่กล้าลดลง อย่างเห็นแจ้ง เปน ความจรง ผู้นันก็ยังไม่มีวันได้เดินทางไปสู่จุด "ยอดพระอรยเจ้า" คือ ยังไม่เข้า กระแสแห่งพระนิพพาน นันเอง ถ้าผู้ใดเห็นแจ้งเข้าใจอย่างดี และได้เพียร พยายามตัดออก ลดลงๆ ไปทุก วันทุกเวลา และเมือได้เรมลดลงไปเท่าใด ก็บังเกิดผล เห็นเปนการ "พ้นทุกข์" ขึนแก่ตน แก่ใจของตน ไปได้เท่านัน ผู้นันก็คือ ผู้ได้เดินทางและมุ่งหน้าเข้าหา นิพพาน หรอมุ่งหน้าไปสู่จุดสุดยอดของ "พระอรยเจ้า" กันแล้ว ผู้ทีเห็นดังนี แจ้งใจดังนี และเข้าใจแท้ได้ดังนีแล้ว จะไม่มีวัน "หย่อนข้อ" หรอโอนอ่อนผ่อน ตาม ยอมให้ "กิเลส" เข้ามาฉาบพอก หรอมาหุ้มตัวเปนอันขาด จะมีก็แต่จะ พยายาม "ฆ่า" กิเลสทีมันมีอยู่ในตัวเองออกไป และถอดไปให้ได้ให้หมดสินจาก ตัวเองเท่านัน แลนีคือ เหตุข้อสอง ทีว่า "พุทธศาสนา" มี "ค่า" ตําลงๆ ไป เพราะ "ผู้รู้" (บ้างแล้ว จากตําราก็ดี จากได้ฟงมาก็ดี) ได้กระทําการ "หย่อนข้อ" หรอโอน อ่อนผ่อนตาม โดยยอมให้ "คน นํากิเลส" (สิงทําลาย หรอการกระทําทีตรงกัน ข้ามกับการจะเดินทางไปสู่จุดยอดของพุทธศาสนา) มาผสม มาฉาบ มาทาพุทธ ศาสนาลงไปเรอยๆ "ผู้รู้" ทีกล่าวถึงนี จึงคือ "ผู้รู้" ทียังไม่แท้ ไม่เข้าข่ายผู้ได้เดินทางอย่างจรง หรอคือ ยังไม่ใช่ผู้เข้าสายกระแสแห่งพระนิพพานแล้วนันเอง แต่เปนเพียง "รู้" จากตํารา และจากได้ยินได้ฟงมา บางคนมี "ใบบอกแจ้ง" ตําแหน่งถึงเปรยญ 9 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 บางคนมีผู้คนยกย่องรับรองกันทัวบ้านทัวเมือง ถึงขัน "อาจารย์" แต่ กระนันก็ดี ก็ยังคือ ผู้ฟาดฟน รดรอน เข่นฆ่าความเปน "พุทธศาสนา" ลงไป ด้วยนํามือของตนเองอยู่นันเอง เพราะตนเองคิดได้เพียงว่า ต้องล่อ ต้องหลอก ให้คนทีไม่สนใจศาสนามาสนใจศาสนา ต้องทําให้เขาดีขึนนิดหน่อย โดยยอม เปลียน ยอมแปลงกฎวนัยของทางเดินอันแท้จรงของ "พุทธ" ไปบ้างก็เอา หรอ แม้เขาจะเอาจารตประเพณี เอาพิธีกรรมของมนุษย์ๆ มาผสมผเสบ้าง ก็ยินยอม เพืออย่างน้อยก็จะเปนเหยือล่อให้คนเข้ามาสู่พุทธศาสนาบ้าง กฎวนัย อย่างจรงของ "พุทธ" ศีลและพรตอย่างถูกต้องของ "พุทธ" จารตประเพณีทีถูกต้องของ "พุทธ" จึงบานปลายออกไป มากเรองออกไป กลายเปนหย่อนยานลง ทางเดินก็คด ก็โค้งออกไป เสียเส้นทางหมด ยืดยาด รวนเร ไม่เปนเส้นตรง เส้นแท้ บางที เปนทางเดินไปสู่นรกเอาเลยก็มี "พุทธ" สอนความแท้จรง ชีให้แจ้งความแท้จรง จึงจะต้องพูด ต้องทําให้ "เห็น" ความแท้จรง โดยไม่ต้องหลอก ไม่ต้องล่อ ไม่ต้อง "หย่อนข้อ" โอนอ่อน โดยยอมก่อวัตถุ เครองมือ ยอมสร้างพิธีการ สร้างจารตอันจะเบนทางแห่งความ เข้าใจทีถูกจุดตรงเปาออกไป นันคือ "ข้อเสีย" อันแท้จรง ทีเกิดโดยนํามือของ พุทธศาสนิกชน ผู้ เจตนาดีกับศาสนาพุทธโดยจรงเหมือนกัน แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึง ได้ฉุด ได้ทําลายศาสนาพุทธ โดยความหวังดีของตนเองแท้ๆ 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 ส่วนจารตและประเพณี รวมทังพิธีกรรม อันเปนของศาสนาอืนเข้ามาเจือ มาปนในพุทธนัน เปนความจงใจของผู้นับถือศาสนาอืน โดยหวังผลจะจูง พุทธศาสนิกชนออกไปสู่ศาสนาของเขาโดยตรงก็มี และก็มีทังผู้ทีอลุ้มอล่วย "หย่อนข้อ" รับเอาจารตประเพณี พิธีกรรมเหล่านัน เข้ามาเจือใน "พุทธ" โดยรู้ โดยเห็น แม้โดยไม่รู้ ไม่เฉลียวใจก็ยังมีอีกด้วย นีแหละคือ ผลของการกระทําของ "ผู้รู้" (อันเพียงรู้อย่างได้จากตํารา และ จากฟง) ที "หย่อนข้อ" หรอโอนอ่อนผ่อนตาม "มนุษย์" ดังนัน ผู้จะไปสู่ทางสุดของ "พุทธศาสนา" จะต้องเตรยมตัวเตรยมใจ และ พยายามเข้าใจให้ดีให้พอว่า พุทธศาสนา ไม่มีการหย่อนข้อ มีแต่จะแข็งข้อ เพราะรอบด้าน คือ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน จึงจะต้องระวังตัวอยู่ทุกวนาที พุทธศาสนาไม่มีหลอกล่อ เพือเรยกเอา "ปรมาณ" เอาความมาก เอา ความทวเพิม พุทธศาสนามีแต่ความจรง ความแท้ ความเด็ดเดียว และความ ลดลงๆ ผู้เปน "พุทธศาสนิกชน" อย่างแท้จรง จึงคือผู้ไม่เพิม "กิเลส" หรอ อนุญาต หรอยินยอมให้ใครๆ นําเอา "กิเลส" (สิงบันทอน ทําลายความแท้ของ พุทธศาสนา) เข้ามาพอก มาฉาบ มาทา มาหุ้มพุทธศาสนา ใครผู้ใดยินยอม หรออนุญาต หรอร่วมมือ ผู้นันย่อมได้ชือว่าช่วยลด "ค่า" ของพุทธศาสนาให้ตํา ลง และเรยกได้ว่า คือ ผู้ทําลายความเปน "พุทธศาสนา" ลงด้วยมือของตนเอง 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 นันเอง ซึงบางที น่าเสียใจอย่างยิงทีสุด เพราะผู้ทํานันๆ ไม่รู้ว่าตนได้ทําไปแล้ว เช่นนันจรงๆ และได้กลายเปน "ความไม่ถูก" ดังนี จึงเปนการยากมาก ทีจะให้ "รู้" แท้ รู้จรงให้ได้ และดําเนินไปโดยถูก โดยต้อง เพราะทางนีเปนทางเล็ก ทางนีเปนทางลัด และทางนีเท่านัน ทีคนจะเดิน ถึงจุดสุดยอดแท้จรงได้ เมือถึงจุดสุดยอดแท้จรงแล้ว ผู้ถึงนันก็คือ ผู้มีทุกสิงทุก อย่างครบพร้อม อย่างจรง อย่างแท้ ผู้ถึงนันแหละจะรู้เองโดยตนเองว่า ตนมี ตนได้อย่างแท้จรงๆ "ผู้ไม่มีอะไรอยู่เต็ม" หรอผู้ได้อะไรมาไว้เปนของตนเสียทังหมดนัน ก็คือ ผู้ จะไม่ได้อะไรจากใครอีกเลย (เพราะได้มาหมดเกลียงแล้ว) และของทีตนมีก็จะ ไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว เมือตนแน่ใจว่า จะไม่ยอมให้ของทีตนมีแต่ผู้เดียวนันแก่ใคร นันคือ ของผู้นันก็หมดค่าลงเปนสูญ และนันคือ เท่ากับ "ผู้ไม่มีอะไรเลย" ลองนําไปคิดดูให้ดี นีคือความแท้จรง นีคือข้อไขขยายความว่า จงมา ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนากันเถิด มาฝกหัดตัดออก มาฝกหัดลดลง มา ฝกหัดให้ออกไป มาฝกหัดไม่เอามาเปนของตนกันนันเถิด แล้วเราจะเปนผู้บรรลุ ถึงความเปนผู้ได้มาเต็ม ผู้มีอยู่เต็ม ผู้ครบพร้อมบรบูรณ์ทุกประการอย่างแท้ จรงๆ และจะเปนได้เร็วกว่า ลัดกว่าทีไปใฝได้ ใฝเอา ไม่มีเหมือนมนุษย์ทังหลาย พากันแย่งกันกระทําอยู่ เพราะ "ทางนัน" คนแย่งกัน "ทํา" แยะ จึงเปนทางเดิน ทีจะบรรลุตําแหน่ง "เต็ม" จรงๆ หรอบรรลุตําแหน่ง "ยอด" จรงๆ ได้ยาก 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 แต่ทางเดิน ทีพระพุทธองค์ทรงค้นพบนี เปนทางเดินทีจะสะดวกกว่า บรสุทธิกว่า มีขวากหนามน้อยกว่า มีการต่อสู้กับ "ศัตรู" ภายนอกน้อยกว่า ทุกๆ ด้านแหละ ถ้าคิดให้ดี ทางนีเปนทางทีพระพุทธองค์ทรงปฏิบัติมาแล้ว และ ได้บรรลุแล้วก็แล้วกัน และเปนทางลัดโดยจรง จึงถึงเร็ว ถึงอย่างแท้จรง ได้ ง่ายกว่าด้วย อย่าไปมัวหลงอยู่กับคนหมู่มากนันเลย มามองให้ออก อ่านให้เห็น เถิดว่า "ความเต็ม" นัน เราจะใฝเอาได้ทังสองอย่าง อย่างทีได้อธิบายมาแล้ว ทังหมดนัน เชือเถิดว่า ทางเดินทีเปนทางสละออก ตัดออก ลดลงนี เปนทางที จะ "ได้มา" ทีถูกต้องและเพียบพร้อมถึง "จุดสุดยอด" อย่างแท้จรง เพราะ พระพุทธองค์ได้ทดลอง "เดิน" มาก่อนแล้ว และแม้การสะสม พระพุทธองค์ ก็ได้ ทรงลองสะสมมาก่อนแล้วเช่นกัน พระองค์จึงได้ทรงเห็นแท้ เห็นจรง และแล้วก็ บรรลุสุดยอดแท้จรง ดังเราทุกคน ก็ได้รู้ ได้ทราบกันดีอยู่แล้ว ข้อทีข้าพเจ้าใคร่จะกราบขอร้องกัน ก็คือ พุทธศาสนิกชนทังหลาย แม้ ตนเอง จะไม่เห็นดี เห็นตามทีข้าพเจ้าอธิบายมานี ไม่เห็นแท้ตามนี และจะไม่ยินดี ปฏิบัติตามนี ก็ขอความกรุณา อย่าช่วยกันฉุด หรอลาก "พุทธศาสนา" ให้ลด " ค่า" ลงเลย "พุทธศาสนา" ทุกวันนี มองหาเนือแท้แทบจะไม่เห็นอยู่แล้ว เพราะความ เข้มข้นจรงจัง ได้ถูก "มนุษย์" ละเลง ละลาย หรอทําความเจือจางลงไปเรอยๆ ทุกวทุกวัน 130409 ประกายธรรม 06 "พุทธศาสนา" วันนี มี "ค่า" ตํากว่าเมือวานนี โดย พ่อ ท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 อย่าคิดแต่เพียงว่า ตนไม่อาจเดินทางไปจนถึงขันพระอรยเจ้าได้ ก็ขอเพียง เข้า "ปลอมตน" เปน "พระอรยเจ้า" แล้วทังจิตทังใจและการกระทําของ "พระ อรยเจ้าปลอม" ผู้นันก็จะแสดงออกมาตามวสัยของ "พระอรยเจ้าปลอม" จึง เท่ากับผู้นันเอา "ความไม่ถูก" ความไม่แท้ ความไม่จรง มาทา มาพอก มาหุ้ม มา แปดเปอน "พุทธศาสนา" ไว้ แต่ละผู้ทีคิดว่า ตัวรู้ แล้วกระทําการ "หย่อนข้อ" ก็กรุณาอย่าได้กระทําต่อ ไปเลย จะคิดเพียงว่า ตําแหน่งความสูงของ "พุทธศาสนาแท้" ถ้าเทียบได้ว่า อยู่ ขันที 10 ถ้าเรายังไม่รู้ถึงขันที 10 (หรอแม้รู้ก็ตาม) แต่นํามาสอนเขาไม่ถึง หรอ ไม่ได้แค่ขันที 10 เพราะถ้าบอกจุดสุดยอดของขันที 10 แล้ว กลัวคนเขาเห็นว่า สูงเกิน จะไม่ยอมสนใจ ก็เลย "หย่อนข้อ" สอนเขาเพียงแค่ขันที 9 อําพรางขัน ที 10 ไว้ และแล้วยังไม่พอ บางคนก็อนุโลมลงมายิงกว่านัน แค่ขันที 8 ที 7 ลง มาเรอยๆ เพือเพียงจะหลอกล่อให้เขาเข้ามาร่วมเปนพุทธศาสนิกชนนัน "ผู้รู้" ผู้ นันคิดผิด เพราะทีถูก "ผู้รู้" ผู้นัน ต้องทําตนให้ถึงขันที 10 เสียก่อน นันขันแรก แล้วค่อยมาสอนคนอืน และผู้รู้นันจะต้องไม่หย่อนข้อด้วยประการทังปวงด้วย จึงจะถูก จึงจะดึงคนอืนขึนไปหาขันที 10 นันได้ และอย่าโอนอ่อนโดยใช้วธียอม ตาม แม้คนจะนําเอาสิงไม่ถูก ไม่ดีเข้ามาร่วมขอผสม หรอขอฉาบทาพุทธศาสนา ก็อย่ายอมเปนอันขาด การค่อยๆ ลดตัวลงมาหาสิงทีตํานันแหละ คือการปล่อยให้สิงทีตําฉุดความสูง ลงมา ถ้าความสูงไม่ยอมลดราวาศอกเอากั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive