130415 ประกายธรรม 07 ความดี จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า ความดีแท้ๆ คืออะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 7. "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? 15 เม.ย. 2513 ความดี หรอ ความชัว นันก็คือ สภาวะ สองสภาวะทีนับเปนของคู่กัน และ ตรงกันข้ามกันเท่านัน และแท้ทีจรงก็ไม่ใช่สภาวะทีบ่งบอกอะไรทีแน่นอนถูกต้อง แท้จรงอะไรนักด้วย เพราะแม้บางทีจะเรยกว่า "ความดี" มันก็ยังคือ "ความชัว ชันสูง" อยู่ก็เปนได้ หรอไม่บางที เราชนชาติเผ่านี เรยนการกระทํานี ว่าเปน "ความดี" แต่ในชนชาติบางเผ่า เขากลับเห็นว่าเปน "ความชัว" โดยตรงกันข้าม เอาเลยจรงๆ จังๆ ก็เปนได้อีกเช่นกัน เพราะฉะนัน จึงควรจะรู้จักตัว "ความดี" ทีแท้ ทีจรง ทีถูกต้อง โดยไม่แปร ไม่ผิด ไม่เปลียน ให้ได้ เราก็จะเปน "คนดี" เปนผู้ทํา "ความดี" ทุกเมือ ไม่มีผิด พลาดอย่างแท้จรง 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 เรามาลองพิจารณากันดูซิว่า "ดี" คืออะไรกันแน่ๆ แท้ๆ จะขอยกตัวอย่าง ในเรอง "ดี" มากล่าวถึงสักเรอง เช่นว่า เรอง การกิน เปนต้น ถ้าคนกล่าวกัน ว่า "กินดี" ก็คือ ต้องกินได้ทุกเวลา และกินอย่างหรูหรา ครบพร้อมทีต้องการ เต็มทีทังปรมาณ จนเรยกเหลือ นันเรยกว่าการ "กินดี" ของมนุษย์ ก็คงไม่มีใคร เห็นผิดประหลาดไปจากนีแน่ๆ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เหน็ดเหนือย สู้ทนทํา งานทําการกันอยู่ทุกเวลานาที ก็เพือจะได้ "กินดี" ดังกล่าวนีทังนัน ถ้าใครทํามา หาได้ จนเพียงพอทีจะ "จับจ่าย" หรอจัดให้ตนเองอยู่ในสภาพ "กินดี" อย่างทีได้ กล่าวมาแล้วนันได้ ทุกคนก็จะทํา ทุกคนก็จะต้อง "เสพการกินดี" อย่างทีว่านัน ทังนัน "การกินดี" ถ้าได้ในลักษณะ ถ้าอยากกินเมือใดก็ได้กิน และกินได้หรูหรา ครบพร้อมทีต้องการ และให้เต็มทังปรมาณ จนเรยกว่าเหลือ นีจะไม่มีใครเห็น ว่าเปน "ค
อ่านต่อ
วามชัว" เปนความผิดตรงไหนเลยอย่างแน่นอน ในคนธรรมดา ตรงกันข้าม ถ้า "ผู้มีอันจะกิน" คนใด อยากกินก็ไม่กิน จะกินให้หรูหราก็ ไม่ยอม ต้องกินเขม็ดแขม่ ทังๆ ที "มังมีเหลือพอ" อยู่แล้ว คนผู้นีก็จะถูกกล่าว หาว่า "ตระหนีถีเหนียว" และถูกกล่าวหาว่าเปนผู้มีลักษณะเห็นแก่ตัว ไม่สปอร์ต ไม่กล้าได้กล้าเสีย ไม่รู้จักใช้เงินทีอุตส่าห์หามาได้ คนผู้นีก็กลายเปนผู้ผิด เปนผู้ ทํา "ความชัว" เปน "คนไม่ดี" ดังสังคมส่วนใหญ่เขาเห็นไปเสียอีก แต่ในอีกมุมหนึง หรอความเห็นของคนจําพวกเขม็ดแขม่ ถีเหนียวด้วยกัน เขาก็เห็นว่า คนผู้นีปฏิบัติดีแล้ว ชอบแล้ว เปนการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เปน 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 "ความดี" ทีไม่กินให้หรูหราฟุมเฟอยนัน และก็เปนคนทีรู้จักใช้เงินเช่นกัน คือไม่ ใช้ให้มันพร่อง มันหมดไป เปนผู้รู้จักสะสม รู้จักค่าของเงิน ค่าของความเหนือย ยาก ทีอุตส่าห์หามาได้ด้วยยาก ก็ควรรักษามันไว้ ให้มันไปจากเราได้ด้วยยาก ผู้นีก็คือ "คนดี" ในสายตาของคนอีกหมู่หนึง ดังนี ด้วยตัวอย่างเช่นนีแหละ ในกรณีอืนๆ ใดๆ ก็ยังมีลักษณะเช่นนีทังนัน ดัง นัน คําว่า "ความดี" เหล่านี จึงยังไม่ใช่ "ความดี" ทีแท้จรงแน่ๆ ยังเปน "ความดี" ทีดินได้ ค้านกันอยู่ ทังสิน ถ้าเช่นนัน "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? และ "ความชัว" แท้ๆ คืออะไร? หาก เอาผลสรุปของพุทธศาสนา ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอ้าง หรอมา กล่าวเลย เราก็จะได้เปนจุดยอดจุดแท้กันเลยทีเดียวว่า "ความดี" ขันสุดยอด คือ การไม่เบียดเบียนผู้อืน และไม่เบียดเบียนแม้แต่ตัวเอง ถ้ายังเบียดเบียนตัวเอง อยู่อย่างมาก แม้จะไม่เบียดเบียนผู้อืนสินแล้ว ก็ยังไม่ถือว่า เปน "ความดี" ขัน สุดยอด ดังนัน สิงใดเรยกว่า "ความดี" สิงนันก็คือ "ความไม่ชัว" สิงใดยังดีไม่แท้ ก็คือ ยังมีชัวปนอยู่ ถ้า "ไม่ดีเลย" ก็คือ "ชัวแท้ๆ" นันเอง เพราะโดยแท้จรงแล้ว ความดีและความชัว ก็คือปลายสุดสองข้างของคุณธรรมแห่งมนุษย์ ถ้าความดี เดินทางจากปลายสุดมาหาความชัวเท่าใด ก็คือ ความดีลดน้อยลงๆ ทุกทีๆ และ โดยนัยเดียวกัน ถ้าความชัวขยับตัวขึนไปหาความดีเข้าไปมากเข้าๆ ทุกที ก็คือ ความชัวลดน้อยลงๆ กระเถิบตัวเองขึนไปเปนความดีขึนเรอยๆ เช่นกัน 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 เอาละ พอได้หลักดังนีแล้ว เราก็มาลองวจัยกันดูซิว่า ทําอย่างไรเราจะได้รู้ ว่า สิงใดอันใด อย่างไร จึงจะเรยกว่า "ความดี" และทําอย่างไรเราจะรู้ได้ว่า เปน ผู้ทําแต่ "ความดี" แท้ๆ ได้ ก็จําเปนจะต้องรู้กันเสียก่อนว่า การไม่เบียดเบียนผู้ อืน กับไม่เบียดเบียนตนเองนันคืออย่างไร เราจึงจํานํามาประกอบการแยกแยะ หรอวจัยออกมาได้ว่า "ความดี" คือสิงใด อันใด หรออย่างไร การจะติดตามรู้ได้ชัดเจนว่า "การเบียดเบียน" คืออะไร? และจะรู้ได้ชัดแจ้ง จนถึงว่า "การบังเบียดตนเอง" คืออย่างไร? นัน เราจะต้องใช้ "สติ" ตรอง และ ต้องตรองให้ละเอียดจรงจังอย่างสําคัญด้วย เมือตรองจนเห็น จนรู้ชัดแล้ว ก็จะ ต้องนํามา "ปฏิบัติ" เปนขันๆ เปนลําดับๆ ไป ผู้นันจึงจะได้เห็น "ความดี" ขันสูง ได้ถูกแท้จรงจัง และกระเถิบตัวขึนไปเห็น "ความดี" ขันสูงทีแท้สูงขึนๆ ไปเรอยๆ จนทีสุดก็จะถึงจุดสุดท้ายคือ เห็นและรู้จัก "ความดี" ทีแท้ๆ จรงๆ ถ้าไม่ทําดังทีว่านี จะเพียงอ่าน เพียงฟง เพือให้รู้ว่า "การบังเบียด" คือ อะไร แล้วก็ไม่ได้หัด "ปฏิบัติ" ตัดขาด หรองดเว้น "การบังเบียด"นัน แม้แต่ขัน ง่ายๆ ก็ตัดขาดไม่ได้ ยังคงเปนผู้มี "การบังเบียด" ผู้อืนอยู่อย่างไม่ท้อถอย ผู้นัน จะรู้จะเห็น "ความดี" ขันสูงขึนไม่ได้เปนอันขาดอย่างแท้จรง มันเหมือนกับการขึนบันไดไปเห็น "ความสูง" ถ้าเรายืนอยู่แต่เพียงขันเดิม คือ ขันตํา ไม่ยอมพาตัวเองก้าวขึนไปสู่บันไดขันสูงแล้ว เราก็เพียงรู้ หรอ เพียง เห็นแต่ "ขันบันได" ทีเปนขันๆ อันจะพาคนขึนไปสู่ทีสูง เพือจะไปดู หรอไปเห็น 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 ความสูงนันอย่างเดียวเท่านัน แต่จะไม่เห็นตัว "ความสูง" หรอ "ภูมิสูง" หรอ "แดนสูง" จรงๆ อันอืนใด เปนแน่แท้ ในเมือไม่พยายามก้าวขึนบันไดขันทีสูงขึนๆ ไปให้ได้ด้วยดังนี ผู้คนทียืนอยู่ บันไดขันที 1 แต่บรรยายความสูงในระดับบันไดขันที 2-3-4-5-6 ให้ผู้อืนฟง จึงไม่มีทางถูกต้องแท้จรงได้เลย เปนเรองหลักลอยทังสิน นีแหละเปน "เคล็ด" ทีสําคัญยิงของการจะรู้จัก "ความดี" ทีแท้จรง และจะ ทําให้ผู้ได้รู้ได้เห็นแท้เห็นจรงนันเปน "คนดี" อย่างแท้จรงๆ ด้วย ก่อนจะรู้ว่า "การเบียดเบียน" คืออะไร? ก็ต้องรู้ถึงความเปนอยู่ธรรมดา ปกติของคนเสียก่อน อันนีเปนความจําเปนอย่างยิง เพราะ "คน" ทังหลายส่วน มากนัน จะยังไม่รู้เลยว่า ตนเปนอยู่ได้ด้วยอะไร? หรออะไรทีตนยึดถือเอามาเปน "ชีวต"? หรออะไรทีเราใช้เปนเครองนําพา "ชีวต" ให้เปนไปอยู่ทุกเมือเชือวันนี? ใครเคยนึก เคยคิดบ้างหรอเปล่า "คน" นัน เปนอยู่ได้ด้วย "การเสพ" นันคือคําตอบทีถูกทีแท้ ดังนัน ถ้า ไม่รู้ว่า "การเสพ" คืออะไร เสียแล้ว ก็จะไม่รู้ถึงเรองอืนใดอีกเลย โดยเฉพาะ "การเบียดเบียน" หรอ "การบังเบียด" "การเสพ" ทังหลายก็คือ "การจับจ่าย" ตามให้ดี และตรองให้ดี 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 "การเสพ" คือ "การจับจ่าย" ไม่ว่าจะเปนการเสพใดๆ ทังสิน เมือลงมือ "เสพ" ก็คือลงมือ "จับจ่าย" ออกไป หรอ "ทําลาย" สิงทีตนเสพนันลงไป โดยตัว เราเอง ดังนัน ถ้าไม่มีค่าจ้าง หรอสิงแลกเปลียน ทีเราจะไป "จับจ่าย" แลกสิงทีจะ เสพนันมา เราก็จะต้อง "เปนหนี" เขาไว้ทันที จึงจะได้ "เสพ" สิงนันๆ นันคือ การมองให้เห็นอย่างละเอียด ถ้ามองกันอย่างผิวเผิน คนก็จะเข้าใจ เอาง่ายๆ ว่า "การเสพ" คือการได้มา "การเสพ" คือการรับเข้ามาแต่ถ่ายเดียว แต่คนก็ไม่ยอมคิดให้เห็นว่า ก่อนจะได้เสพนัน ทุกสิงทุกอย่างเราจะต้อง "ลงทุน" หรอหาสิงทีจะเปนของแลกเปลียนมาไว้ก่อน แล้วก็ต้อง "จับจ่าย" ทุนทีหามาได้ เปนของแลกเปลียนสิงทีจะเสพไป จึงจะได้มาซึง "การเสพ" นันๆ ถ้าไม่อย่างนัน ก็มีอีกกรณีหนึง คือ จะได้ "เสพ" ก่อน โดยถือว่าผู้เสพ "เปนหนี" ผู้ทีให้สิงนันมา "เสพ" ไว้ แล้วค่อย "จับจ่าย" ใช้หนี "ผู้ให้" นันทีหลัง ผู้อ่าน ต้องพยายามพิจารณาให้ดี ต้องให้ถูกฝาถูกตัว มันก็ไม่มีอะไร มี "การเสพ" มี "ผู้เสพ" และ "ผู้ให้เสพ" นันเอง ยุ่งๆ กันอยู่และทุกสิงทุกเรอง จะเปนอยู่อย่างนีทังนัน ไม่มีใครเลยจะได้อะไรมาฟรๆ ไม่มีใครเลยจะได้ "เสพ" ฟรๆ โดยไม่ "จับ จ่าย" หรอ "ลงทุน" ลองนึกดูให้ดีๆ มีใครบ้างทีได้อะไรมา "เสพ" โดยไม่แลก เปลียน หรอ ไม่ลงทุนเลย และเช่นเดียวกัน ก็ไม่มีใครเสียอะไรไปฟรๆ ไม่ว่าใน กรณีใดๆ ทังนัน 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 ถ้านึกดูให้ดี ในชาตินี ชาติทีเราเปนคนอยู่นีแหละ ก็จะเห็นได้บางเรองบาง อัน ทีเราได้มา "เสพ" ว่า เปนการลงทุน เปนการแลกเปลียน หรอเปนการ "จับ จ่าย" แต่บางเรอง บางอัน ท่านก็จะนึกไม่ออก สืบสาวไม่ได้ว่า มันได้มาโดยเรา ไป "ลงทุน" ไว้ตังแต่เมือใด อันนัน เรองนันแหละ จะทําให้ท่านเข้าใจผิด เข้าใจ เขวไปว่า นีกระมังคือ "กําไร" หรอ คือสิงทีได้มาฟรๆ ดังนัน ใครผู้ใด ทีได้อะไรมาฟรๆ ก็อย่านึกกระหยิมยิมย่องเปนอันขาด ถ้า ท่านไม่เคยลงทุนไว้ ท่านก็จะอยู่ในฐานะ ผู้กู้เขามาก่อนโดยแท้ ขอยืนยันว่า ไม่มีใครในโลก ไม่ว่าโลกนี หรอโลกไหน จะไม่มีการได้อะไรมา ฟรๆ เปนอันขาด ถ้าไม่ได้มา เพราะลงทุนแลกเปลียนไปเดียวนี แล้วก็ได้มา เดียวนี เช่น การซือขายธรรมดาๆ ก็จะต้องได้มาโดยทีเราเคยได้ "จับจ่าย" หรอ ลงทุนไว้แล้วตังแต่หลายมือ หลายวันมาแล้ว เราเพิงจะได้สิงตอบแทน แลก เปลียนนันมา หรอไม่เช่นนัน ก็จะต้องได้มา เพราะเราลงทุน "จับจ่าย" ไว้หลาย เดือน หลายปมาแล้ว พอมาถึงคราวสิงเหล่านันจะต้อง "ได้มา" เปนของเรา เรา ก็จะได้มา บางคนลืมเลือนไปแล้ว เพราะได้ลงทุน "จับจ่าย" ไว้ล่วงหน้าเสียหลาย เดือนหลายปมาแล้ว บางคนจะไม่ได้จําเอาไว้เสียด้วยซําไปว่า ได้ลงทุนจับจ่ายเอา ไว้ เช่น ให้ใครๆ เขาไป โดยบรสุทธิใจ ไม่ได้นึกคิดจะรับผลตอบแทนอะไรจาก เขาเลย จึงจําไม่ได้เลยว่า ได้ลงทุน "จับจ่าย" ไว้แล้ว แต่สิงทีให้ไปนัน มันจะ ต้องส่งผลสะท้อนกลับคืนมายังเราจนได้ อย่างแน่แท้ ไม่แปรปรวน ไม่วันใดก็ วันหนึง ไม่เมือใดก็เมือหนึง อย่างแท้จรง นันแหละคือสิงทีเราจะเห็นเปนกําไร 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 หรอเปน "โชค" เปน "วาสนา" เปน "บารมี" ของเรา หรอเรยกกันง่ายๆ ทัวไปว่า เปนบุญเก่า เปนกุศลปางก่อนนันเอง ยิงบางคนนันได้ลงทุน "จับจ่าย" เอาไว้แล้วข้ามชาติ เปนชาติๆ เลยทีเดียว ลงทุนจับจ่ายไว้ตังแต่ชาติทีแล้วบ้าง สองชาติทีแล้วบ้าง สามชาติ-สีชาติ-ห้าชาติ ทีแล้วๆ มาบ้าง คนเหล่านีจะไม่รู้แน่ๆ ว่าเขาได้ลงทุน "จับจ่าย" ข้ามชาติไว้ ถ้าใครสะสมไว้มากๆ พอสิงเหล่านันมาส่งผลให้ในชาตินี ก็ไม่รู้ ไม่แจ้งว่า ทําไมตนเองต้องเกิดในทีดีบ้าง เกิดบนกองเงินกองทองบ้าง เหมือนคนเกิดมาไม่ เห็นต้องดินรนอะไร แต่ได้มา ไหลมาเสมอบ้าง และผู้เกิดมาพร้อมมูลดังกล่าว นัน ก็จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเลย คือ อยู่ในลักษณะผู้ไม่รู้ว่า ตนเกิดมามีพร้อม ได้ด้วยอย่างไร เปนดังนีแหละ ส่วนมากทีสุด เพราะฉะนัน จึงมองกันไม่เห็น อ่านกันไม่ออก รู้กันไม่ได้ว่า ทีแท้นันเราจะ ไม่ได้อะไรมาฟรๆ เลยเปนอันขาด ไม่ว่าสิงใดๆ ทังมวล ทังสิงของวัตถุ และทัง อารมณ์จิตใจ ทุกประการ และเช่นเดียวกัน ผู้ใดลงทุนอันใดไว้ หรอ "จับจ่าย" ไว้ แต่ยังไม่ได้ "เสพ" สิงทีตนจับจ่ายไว้นันๆ ก็จะไม่มีสูญหายไปไหน สิงที "ลงทุนจับจ่าย" ไว้นัน ก็จะเปน "ทุนสะสม" ของเราทังสิน สักวันหนึงจะต้อง หมุนเวยนมาคืนให้เราจนได้ เปนดังนีโดยแท้ โดยจรง เพราะสมบัติทัง "รูปสมบัติ" และ "อรูปสมบัติ" ในโลกนี จะไม่มีเกิดใหม่ และจะไม่มีสูญหายไปไหน นอกจากมันจะหมุนเวยน 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 และเปลียนทีอยู่ และแปรสภาพของมันเท่านัน ปราชญ์แค่ขันไอน์สไตน์ ยัง ยืนยันได้ตรงตามพระพุทธองค์ยืนยันไว้แล้วเลยว่า ในโลกนี ไม่มีอะไรเกิดใหม่ ไม่มีอะไรสูญหายไปไหน ในชีวตของคนเรา มันมีทัง "สมบัติเก่า" หรอ "สมบัติอดีต" อันคือ "ทุน สะสม" ตังแต่ชาติใดๆ มาแล้วก็ไม่รู้ บางทีเกิดมาปุบ ได้ทันทีก็มี บางทีเกิดมา แล้ว ต้องรอจังหวะ รอโอกาส "สมบัติเก่า" นันจึงจะหมุนเวยนมาหาเรา และมัน จะมี "สมบัติปจจุบัน" อันคือสมบัติทีเราทําในชาตินี ลงทุนลงแรงไปเท่านี แล้ว ก็ได้สิงตอบแทนมาเท่านี นันก็คือ สมบัติปจจุบันแหละ และมันก็ยังมี "สมบัติ อนาคต" หรอ "สมบัติสะสมใหม่" ทีเรากําลังจะทําลงไปในชาตินี นีแหละ ลงทุน ลงแรงลงไป เมือทําลงไปแล้วเมือใด ถ้าเราไม่ได้ "สมบัติปจจุบัน" มาตอบแทน "การลงทุน" นัน ก็จะปดเปน "สมบัติอนาคต" ทันที หรอแม้ลงทุนไปแล้ว แต่ได้ "สมบัติปจจุบัน" ตอบแทนมาน้อยกว่าทีควร คือ "ขาดทุน" ก็จงทราบไว้เถิดว่า สิงทีเรยกว่า "ขาดทุน" นันแหละคือ "ทุนสะสม " ของเรา มันจะถูกปดลงไปเปน "สมบัติอนาคต" เท่าจํานวน หรอเท่ากับ "ค่า" ทีเรา "ขาดทุน" นันเอง ใครจะได้กําไรอย่างไร ในชาตินี ก็จงอย่าไปอิจฉาเขาเลย ใครจะโกงเรา อย่างไร ในชาตินี ก็อย่าไปโกรธเขาเลย หรอใครจะเอาเปรยบเราอย่างไร ก็อย่า ไปถือสาเขาเลย นันคือ เขารับสะสมสมบัติไว้ให้เรานันเอง 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 ดังนัน "สมบัติอนาคต" ทีได้สะสมไว้แล้ว หรอ "สมบัติใหม่" ทีเรากําลังจะ สร้างจะก่อ (ยังไม่ได้สร้าง) สมบัตินีแหละ จึงมีความสําคัญกับคนยิงนัก เพราะ เราจะสร้างจะก่ออย่างไร จึงจะทําได้ สมบัติทีเราสร้างเราก่อนัน เปน "สมบัติ อนาคต" เปน "ทุนสะสม" ไว้ จึงจะดี เมือได้ชือว่า "ทุนสะสม" ก็เรยกนันว่า " สมบัติเก่า" เปน "บุญเก่า" หรอ "บารมีเก่า" ของผู้นันๆ ซึงจะตามไปให้ผลใน อนาคตนันเอง "สัจธรรม" ไม่มีใครยือแย่ง หรอคดโกง บิดเบียว ด้วยวธีการใดๆ ได้เปน อันขาด ในโลกนี หรอจะในโลกไหนก็ตาม ทุกสิงอย่างจะเปนไปอย่าง "สมดุล" และ "ยุติธรรม" อย่างยิง เปนแต่ว่า รูปการณ์ทีบังเกิดผลออกมาแต่ละคราวนัน ผู้ต้องการผล จะมี "ตัณหา" ปรารถนา "เสพผล" ของตนเองออกมาในลักษณะ นานช้า หรอ รบร้อน หรอ ปานกลาง อย่างไรเท่านัน จงรู้ไว้เถิดว่า การกระทําใดๆ ของคนนัน มีอยู่เพียง 3 อย่าง คือ กระทําโดย การคิดนันหนึง กระทําโดยการพูดนันอีกหนึง และกระทําโดยลงมือปฏิบัติกัน จรงๆ จังๆ เลยนันอีกหนึง และการกระทําทัง 3 อย่างนี ไม่ว่าจะทําอะไรก็ตาม แม้จะเล็ก น้อย นิด จนแทบจะไม่นึกว่าเปนการกระทํา หรอเปน "กรรม" เลยก็ตาม ก็จะมี "ผล" บวกลบคูณหาร เปน "กรรม" ของตนเองไว้ทังสิน ความละเอียดลออของ "สัจธรรม" หรอความจรงแท้นัน ไม่มีอะไรตกหล่น ไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่มีอะไรบกพร่อง มันละเอียด มันซือสัตย์ มันตรงไปตรง 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 มาเสียยิงกว่าคอมพิวเตอร์ หรอสมองกลอันเปนเครองคํานวณทีเก่งเยียมในสมัย โลกก้าวหน้านีชนิดใดๆ ทีคนคิดค้นออกมาได้เสียอีก ดังนัน อย่าว่าแต่เปนรูปสมบัติ อันเปนข้าวของ ทรัพย์สินเงินทองอันใด ต่างๆ เลย แม้ อรูปสมบัติ ต่างๆ อันเปนอารมณ์โกรธ อารมณ์รัก อารมณ์อิจฉา รษยา อารมณ์เมตตาปรานี หรอแม้อารมณ์วาบหวว ตกใจ ดีใจ ใดๆ ทีมันเกิดขึน ภายในจิตใจของตน หรอ สิงทีเกิดในจิตใจวญญาณทีละเอียดอ่อนยิงกว่านัน มัน ก็ถูกประเมินค่า ถูกคิดเปนราคา เปนตัวเลข เปนส่วนได้ส่วนเสีย ทีเก็บสะสมไว้ เปน "กองทุน" ของคนทุกคนทังสิน ความละเอียดลออดังกล่าวนีนีเอง ทีผลักดัน "ชีวต" ทุกชีวตให้กระโดด โลดแล่นไปตามครรลองของแต่ละคน และมันจะไม่เท่ากัน จะไม่เสมอกัน จะไม่ เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว ในจํานวนคนทังโลกนี นันคือ ความเก่งของ "สัจธรรม" หรอทีภาษานักธรรมะเรยกว่า "ปรมัตถธรรม" ความละเอียดลออของความแท้จรง มันจะไม่ยอมเก็บอะไรขาดตกบกพร่อง เปนอันขาดเลยจรงๆ และใน "คน" แต่ละคน ก็จะไม่มีใครทํา "กรรม" ได้เสมอ เท่าเทียมกันเลยแม้แต่คนเดียว "คน" จึงจะไม่มีการซํากันเลย ถ้าได้ตรวจราย ละเอียดทีแท้จรงทุกสิงส่วนของ "คน" ทุกคนในโลก และ "คน" ทุกคนก็สร้างทุกสิงทุกอย่างให้ตนเองทังสิน ไม่ว่ารูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ไปจนอุปนิสัยใจคอ สติปญญา และทังสมบัติทางโลก ทาง 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 วัตถุอืนอันอยู่นอกตัว เช่น เกิดดี มีสมบัติ หรอเกิดไม่ดี ไม่มีสมบัติ ทุกสิงทุก อย่าง สินสิงสินอย่าง "คน" เปนผู้สร้าง เปนผู้ก่อให้ตนเองโดยแท้ ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครบันดาล และไม่มีใครจะสามารถคดโกง บิดเบือน "สัจธรรม" ไปได้ คนทุกคนมีกรรมเปนของตน มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผ่าพันธุ์ มี กรรมเปนทีอยู่ ทีอาศัย มีกรรมเปนสมบัติทังสิน เชือมโยง หมุนเวยนติดต่อกัน แล้วๆ เล่าๆ อยู่อย่างนัน อย่าหลงคิดว่า เราได้ผ่านพ้นช่วงนันช่วงนีไปแล้วง่ายๆ เลย บางคนคิด เพียงว่า ขณะนีเห็น "เงิน" กองนี ก็อยากได้ ก็หาวธีคดโกง ฉ้อฉลเอาจนได้ไป แล้วก็อย่าคิดว่า เราจะได้โดยเรยบร้อย ผ่านการ "ได้" ไปแล้ว โดยไม่มีผล ตอบแทน หรอผูกพันเปนอันขาด มันยังไม่จบสินไปได้ง่ายๆ หรอก มันยังจะ ผูกพัน เปนเผ่าพันธุ์ เปนกรรมกันไปอยู่นันเอง ด้วยหลักแห่ง "สัจธรรม" ดังนี ด้วยความเปนจรงดังนี ผู้ใดจะ "สะสม" จึง คือ ผู้ไม่ "จับจ่าย" ออกไปนันเอง และเมือ "การเสพ" คือการ "จับจ่าย" เพราะ ฉะนัน การ "สะสม" จึงคือ "การไม่เสพ" ถ้าใคร "เสพ" มากเท่าใด ผู้นันก็ไม่มี อะไร "สะสม" มากเท่านัน บางคนคงจะงงว่า ทําไมข้าพเจ้าต้องพูดถึงสมบัติเก่า-สมบัติอนาคต-สมบัติ ปจจุบัน หรอทุนสะสมอะไรเหล่านี ทีต้องพูดก็เพราะมันเกียวกับ "การเสพ" และ ข้าพเจ้าก็กําลังจะคลีคลาย ขยายความเรอง "การเสพ" อยู่ทีเดียว ดังนัน ถ้า 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 ไม่มี "สมบัติ" อะไร เราก็ไม่มี "การเสพ" สิงใดขึนได้ เพราะการจะ "เสพ" ก็ต้อง มี "สิงทีคนจะเสพ" แล้วก็ "สิงทีคนจะเสพ" นีแหละคือ สมบัติต่างๆ ทีข้าพเจ้าได้ เล่ามาแล้ว สมบัติทังหลายแหล่ในโลกนี ทีมนุษย์พึงเสพนัน ก็มีสิงทีมีตัวตน มีรูปร่าง อันเรยกว่าเปน รูปสมบัติ กับสิงทีไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง อันเรยกว่า อรูปสมบัติ และการ "เสพ" ก็คือการ "สัมผัสรส" สิงนันๆ หรอการอาศัยสิงนันๆ มาก่อเกิด มาช่วยสร้าง "รส" ให้แก่ผู้เสพ และ "รสต่างๆ" ทีมนุษย์ "เสพ" นัน ก็มีอยู่เพียง 5 อย่าง เท่านันเอง คือ รสแห่งความสวย ความงาม ทีรับได้ทางตา รสแห่งความ อร่อยทางปากทางลิน รสแห่งความไพเราะทางหู รสแห่งความหอมหวนชวนใจ ทางจมูก และรสแห่งการสัมผัสนุ่มเนียน หรอเสียดสีซาบซ่านทางกาย คนเราเกิดมาเปนชีวต ได้รับการเสียมสอนมาตังแต่เกิดทีเดียว ให้รู้จักสิง ทีจะเสพ 5 อย่างนี และแล้ว "คน" ก็จะมีชีวตอยู่กับการเสพสิง 5 อย่างนีเท่านัน และเท่านันจรงๆ ที "คน" ยึดถือ ผูกพัน และรับมาแนบแน่น ฝงลงไปเปนชีวต จิตใจของตน "ชีวต" จีงไม่มีอืนไปจาก เกิดมาเพือเสพสิง 5 อย่างนีเลย "คน" จึงได้มีการหมุนเวยนมาเพือสร้างสิง 5 อย่างนี เพือก่อสิง 5 อย่างนี อันพระพุทธองค์ตรัสเรยกว่า รูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัสนันเอง สร้างเพือตนเอง "เสพ" นันหนึง สร้างเพือให้ผู้อืน "เสพ" นันอีกหนึง ถ้าใครสร้างเพือให้ตนเอง "เสพ" ก็เรยกผู้นัน "ยังบังเบียดตนเอง" ถ้าใครไม่สร้าง ไม่ก่อ แต่ไปแย่ง ไปเก็บ ไปขอของทีผู้อืนสร้างมา "เสพ" ก็เรยกผู้นันว่า "บังเบียดผู้อืน" ถ้าผู้ใดสร้าง และ 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 มีแต่สร้าง แต่ไม่ "เสพ" เลย ผู้นันแหละ คือ ผู้ทีได้ชือว่า "คนดี" เปนผู้มีแต่ "ความดี" ครองไว้ซึงการไม่บังเบียดผู้อืน และไม่บังเบียดแม้แต่ตัวเอง ดังนัน การเสพสมบัติต่างๆ ดังได้เล่ามาแล้ว ก็ลองนึกตรองดูดีๆ เถิดว่า คนได้หัด "เสพ" กันมาตังแต่เกิดทีเดียว พอคลอดปุบออกมา ก็เสพการสัมผัส ทางกาย คือรับสัมผัสความร้อน ความเย็น ความอ่อน ความแข็ง สัมผัสเปน เจ็บ เปนปวด เปนนุ่มนิม เปนซาบซ่าน เพลิดเพลินอะไรก็ตามแต่ อันเปนการ สัมผัสกาย เปนลําดับแรก ทีคนเกิดมารับ "เสพ" ก่อนรสอืน จาก "รส" สัมผัส กายแล้ว ก็สัมผัสกลินทางจมูก เสียงทางหู และรสอร่อยทางลิน ไปเรอยๆ เปน ลําดับ ส่วนสัมผัสทางรูปทางตานัน เด็กสัมผัสทีหลังเพือน เพราะเกิดมาหลาย วันถึงจะลืมตา ทีจรง ถ้าใครไม่เสียมสอนเด็กให้มากนัก หรอไม่สร้างอุปาทาน (ความยึดถือ) ให้เด็กมากนัก เด็กผู้นันก็จะเปนผู้ "เสพ" แต่น้อย และมีทุกข์แต่น้อย เช่น ไม่ต้อง สอนให้เด็กรู้จักอาหารมากอย่างนัก และไม่ต้องแนะว่า อย่างโน้นอร่อย อย่างนี อร่อย ไม่ต้องสอนให้เด็กรู้ว่า เสือผ้าอย่างนันงาม อย่างนีไม่งาม รูปร่างอย่างนี สวย อย่างนีไม่สวย ดอกไม้อย่างนันหอม หรอนันดี นีไม่ดี ต่างๆ นานา เด็กก็ จะไม่มีอุปาทานมากเรอง จะไม่มีความปรารถนานานามากเรอง จะไม่มีความยึด นันยึดนี ว่าเปนสิงนันสิงนีสําคัญอย่างนันอย่างนี ออกไปมากมาย เด็กก็จะไม่ คิดฟุงเฟอ "หลง" ไปในสิงต่างๆ มากออกไป ความยึดถือก็ไม่มาก นันสวย นี งาม นันดี นีไม่ดี ก็ไม่มากเรองตามต้นเหตุ ก็จะมีทุกข์แต่น้อย และในเรองอืนๆ 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 เช่นกัน ถ้าเด็กไม่ได้เรยนรู้สิงยึดถือ (อุปาทาน) จากพ่อแม่สอน หรอพบเห็นจาก ตัวอย่าง สิงแวดล้อมมากมายนัก เด็กผู้นันก็จะไม่เลือกมาก ไม่มีความดินรน ไม่มีทุกข์อะไรมากมายเปนอันขาด ทุกข์ของเขาจะน้อยจรงๆ (ผู้เลียงลูกด้วย " ความฟุงเฟอ" จงสําเหนียกดู) เช่น ถ้าเราไม่เคยให้เด็กรู้เลยว่า การจัดงานวันเกิดนัน เปนสิงหนึง หรอ เรองหนึง ทีจะต้องทํา เด็กก็จะไม่สนใจในเรองการจัดงานวันเกิดเลย ความยุ่ง ยากใดๆ อันเกียวกับการจัดงานวันเกิด ก็จะไม่มี แต่ชาวกรุงทังหลาย ในปจจุบันนี ผู้มีอันจะกินส่วนใหญ่ พอเด็กครบเดือน ก็เรมจัดงานวันเกิดให้ลูกแล้ว พอครบปก็เปนอันแน่เลย ต้องมีฉลองวันเกิด พอ ขวบ-สองขวบ-สามขวบก็จัดมาเรอย เด็กย่อมรับรู้มาจากพ่อแม่ก่อให้เกิดนัน แหละเปนใหญ่ จึงกลายเปนภาระทีต้อง "เสพ" อันหนึงขึนมา แล้วพ่อแม่จะต้อง ลงทุนเหน็ดเหนือย หาสมบัติมาประกอบการ "เสพ" งานวันเกิดให้ลูกไปทุกปๆ เพราะลูกกว่าจะโต กว่าจะหาเงินได้เองนัน หลายสิบป แล้วทุกข์เปนของใคร เปนของพ่อแม่เอง ใครก่อใครสร้าง ก็เพราะตัวพ่อตัวแม่เอง สร้างเอง และแม้ ลูกก็จะต้องรับเอา "เรองนี" ไปทุกข์ต่อไปด้วยอีกอย่าง ถอนถอดได้ยากยิงด้วย สิงเหล่านี เปน "ทุกข์" ทีเกิดขึน เพราะความไม่เข้าใจ ไม่รู้ความแท้จรง จึงสร้าง "ทุกข์" ให้ตนเองโดยแท้ เปนตัวอย่างเรองหนึง ในหมืนในแสนในล้าน เรอง ซึงเปนเรองนอกจากตัวไปอีกทีข้าพเจ้าจะไม่พูดต่อละ เพราะเดียวจะออก 130415 ประกายธรรม 07 "ความดี" จะเกิดได้มีได้ ก็ต้องควรรู้ว่า "ความดี" แท้ๆ คืออะไร? โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 นอกเรองไป ส่วนเรองการเสพของตนเองนัน ก็เกิดมาจากพ่อแม่ และคนอืนๆ ในโลกนันเอง สอนให้ "เสพ" และพาเรา "เสพ" อย่างไรจึงจะเรยกว่า "เสพ" อย่างไรจึงจะเรยกว่า "ไม่เสพ" ปญหานี ควร จะได้แยกแยะให้ละเอียด "เสพ" ในทีนี ข้าพเจ้าหมายเอาความ คือสิงทีเปนส่วนเกิน หรอสิงทีไม่ จําเปน ทีคนรับมาให้ตนเอง พยายามตังใจตรองให้ดี นีคือ ความสําคัญทีคน ควรจะรู้จัก จะได้เปน "คนดี" ได้ สิงทีเปนส่วนเกิน หรอสิงทีไม่จําเปน นันก็คือ สิงทีเรยกว่า รูป-รส-กลิน- เสียง-สัมผัส นันเอง พอได้ยินคํา 5 คํานี คนส่วนมาก ก็คิดว่าตนรู้จัก คํา 5 คํา นีดีแล้วเสียทุกทีไป และคิดว่า ตนเข้าใจคํา 5 คํานีแจ่มแจ้งเพียงพอแล้ว และก็ เลยไม่ค่อยจะตังใจพิจารณาอย่างขมักเขม้นจรงจังสักที เลยไม่รู้จัก รูป-รส-กลิน -เสียง-สัมผัส อย่างจรงจัง แท้จรงสักที จึงจะตัดก็ตัดไม่ถูก จะลดก็ลดไม่ถูกว่า อะไรตัวไหน คงปฏิบัติอืน อันไม่ใช่ลดเจ้า 5 สิง 5 อย่างนีอยู่นันเอง แล้วคนจะ เปนคนทีปฏิบัติตนไปในทางทีถูกภายใต้ชือว่าเปน "พุทธศาสนิกชน" ไม่ได้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive