130425 ประกายธรรม 08 อรหันต์ นั้นมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเป็น อรหันต์ เชื่อหรือไม่ บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.pdf

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2514
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์261 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2568
รายละเอียดอรหันต์, นิพพาน, นิโรธ, ความดับ, ความสงบสนิท, พ้นทุกข์, นิโรธอริยสัจ, ความไม่มีรสชอบและไม่มีรสชังเลยจริงๆ, จงตายตั้งแต่ยังไม่ตาย, คนธรรมดาๆ ก็เป็นอรหันต์, ผู้รู้รสแห่งนิพพาน, ธรรมะขั้นสูง (ปรมัตถ์), นามธรรม, วัตถุธรรม, นามธรรมหลายหลาก คือ หนึ่งเดียว, จงทำตนให้พินาศสิ้น, พระอริยเจ้า, พระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามี, พระอรหันต์, วิปัสสนา, ไม่ได้หมายความ ว่า นั่งสมาธิ หรือนั่งหลับตา, นิพพาน นั้น ยิ่งกว่าสุข, วาสนา, บารมี, กรรม, พระสารีบุตร, พระกุณฑธานะ, พระอานนท์, สอุปาทิเสสนิพพาน

เนื้อหาในไฟล์

ห น้า 1 ประกายธรรม เรองที 8. "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่ ? 25 เม.ย. 2513 ก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงเรองราวตามหัวข้อข้างบนนี ก็จะต้องทําความ เข้าใจ "ความแท้จรง" ต่างๆ ไปตามลําดับขันเสียก่อน มิฉะนัน ท่านผู้อ่านจะ ต้องหาว่า ข้าพเจ้าพูดเล่นแน่ๆ แต่ขอยืนยันอย่างแท้จรงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าว เล่นๆ เปนดังนันจรงๆ ใน "คน" ทุกๆ คน แต่ "คน" ทุกคนไม่รู้เองต่างหาก "อรหันต์" คืออะไร? "อรหันต์" คือ อะไร? นีควรจะรู้ให้ได้อย่างถูก อย่างแท้ อย่างชัดกันด้วย ไม่เช่นนันเราก็จะไม่รู้ว่า ในโลกนีมี "อรหันต์" หรอทีควรรู้ยิง ก็คือ แม้เราเองก็มี วาระเปน "อรหันต์" เหมือนกันในบางโอกาส 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 2 "อรหันต์" นัน คนเข้าใจผิดกันมากมายก่ายกอง ผิดจากความหมายอันบ่ง บอกถึงลักษณะ ถึงความแท้จรง โดยเพียนไปเปนสิงสูงเกินขนาดไป นันหนึง และเพียนไปเปนสิงทีผิดความจรงไปเลย นันอีกหนึง อรหันต์ คือ มนุษย์พิสดาร? เข้าใจพระอรหันต์เพียนไปเปนสิงสูงเกินขนาดไปนัน ก็คือ มีผู้เข้าใจว่า "อรหันตบุคคล" หรอ "พระอรหันต์" จะต้องเปนผู้ทีสูงส่งด้วยประการทังปวง สูงจรงๆ แต่สูงอย่างไร? ผู้เข้าใจเอาเองนัน ก็ไม่รู้ ก็ได้แต่เปรยบเทียบเอา ว่า ต้องไม่ใช่ "คน" ธรรมดา ก็เลยเข้าใจผิดอยู่ในใจอยู่เช่นนันเอง ว่า ถ้าตราบใด "คน" ยังมีสองแขน สองขา มีตา มีจมูก กินข้าว เดินดิน อยู่ปนๆ อยู่กับคน ธรรมดาด้วยกันอยู่อย่างนีละก็ "คน" ผู้นันจะเปน "อรหันตบุคคล" หาได้ไม่ "อรหันตบุคคล" จะต้องแปลกไปกว่า "คน" จะต้องพิสดารไปกว่า "คน" แน่ๆ พอเห็นปุบ! จะต้องสะดุดตา หรอรู้ได้ปบ! เลยว่า นีคือ "อรหันตบุคคล" และเขาก็ วาดไม่ออก บอกไ

อ่านต่อ

ม่ได้เหมือนกันว่า จะให้ "อรหันตบุคคล" ผู้นันแปลกไป หรอ พิสดารไปอย่างไร? เพียงแต่ในจิตสํานึกมีว่า ต้องแปลก ต้องพิสดารเท่านัน แต่ ตัวผู้รู้สึกอย่างนันเอง ก็มองไม่ออก เข้าใจไม่ได้ ว่าความแปลกความพิสดารของ "อรหันตบุคคล" แปลกและพิสดารอย่างไร? 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 3 พระอรหันต์ คือ คนธรรมดาๆ? อย่าเข้าใจผิดเลย "อรหันตบุคคล" หรอ "พระอรหันต์" นัน ไม่ได้แปลก เปลียนพิสดารอะไรไปจากความเปน "คน" หรอก "อรหันตบุคคล" ก็คือ ผู้มีรูปร่างหน้าตาคงเดิม เปน "คน" อย่างเดิม ยัง ไม่มีกระบังทีหน้าผาก ยังไม่มีชฎา ยังไม่มีเกือกแก้ว และจะไม่ Tall, Dark and Handsome ด้วย อาจจะไม่หล่อ ไม่สวย ไม่ผุดผาดอิมเอิบซาบซ่าเหมือน "คน" ผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลสแห่งความรัก "รูปสวย" รัก "รูปงาม" และ รัก "รูปหล่อ" ทันสมัย เท่-สมาร์ต-น่าทึง เปนอันขาด นันคือ "ความจรง" นันคือ "ความตรง-ความถูก" ของลักษณะ "อรหันต บุคคล" ถ้าจะนับว่าแปลก ว่าพิสดาร ก็คงจะผิดจาก "สํานึก" ทีผู้คาดคิดเอาไว้ ตรงนีเองและเปนมุมกลับด้วย เพราะ "อรหันตบุคคล" ไม่มี "ความหลง" แล้วในใจของท่าน ท่านมี "ร่างกาย" ก็ย่อมเหมือนไม่มี ดังนัน ท่านจะไม่อีนังขังขอบกับร่างกาย ว่าจะอ้วน ท้วนสมบูรณ์ หล่อเหลา ได้รูป-ได้ร่างอย่างไร และจะไม่อีนังขังขอบกับเครอง แต่งกาย ว่า จะสวย จะงาม จะทันสมัย หรอเหมาะสมกับสังคมสถานทีหรอไม่? แต่ ท่านก็จะมีร่างกาย เพียงให้มันทรงอยู่ได้ จะนุ่งห่มเพียงเพือคลุมกาย กันร้อน-กันหนาว-กันแมลงเท่านัน เปนสภาพร่างกาย หรอสภาพของ "คน" 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 4 ธรรมดา ทีไร้ความหล่อ-ไร้ความสวย-ไร้ความสง่า-ไร้ความโอ่อ่า-ไร้ความเท่-ไร้ ความทึงทีพอเห็นปุบ! ก็จะสะดุดตาปบ! แน่ๆ ด้วยเหตุดังนีเอง จึงจะเห็น "อรหันตบุคคล" ไม่ได้ง่ายๆ เพราะสภาพทีเห็น ได้ ไม่ได้ "สูง" ดังวาดไว้ เช่น จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม-สง่า แต่งกายดี มี ราศี หรอมีรัศมี จนบางทีคนทีคิดเอาไว้ หรอปรุงแต่ง หรอวาดรูปไว้ มักจะ วาดอย่างสุดสวย และแถมมีรังสี มีความพิเศษไปในทางทีเด่นๆ แบบทางโลก นึกคิดเอาเสียด้วย ความตรงกันข้ามด้วยประการดังนี จึงทําให้ "คน" ไม่พบ "อรหันตบุคคล" และไม่มีโอกาสได้พานพบ "อรหันตบุคคล" เปนอันขาด ทังๆ ทีอาจจะได้เห็นมา แล้วหลายครัง เพราะความสูงทีวาดไว้อย่างคน กับความ "สูง" ที "อรหันต บุคคล" มีอยู่ในตัวท่านนัน มันเปนความสูงกันคนละเรอง คนละลักษณะ พระอรหันต์ คือ อภินิหารบุคคล? อีกอย่างหนึงก็คือ คนเข้าใจความเปน "อรหันต์" ผิด นอกรตนอกรอยของ "อรหันต์" แห่งพุทธศาสนาออกไปเลย คือเข้าใจว่า "อรหันตบุคคล" จะต้องเปน คนเก่ง คนมีอภินิหาร เปนคนทีสามารถเล่นแร่แปรธาตุได้ เปนผู้ทีจะแสดงกล ต่างๆ ได้ เปนนักสะกดจิต เปนหมอดู เปนนักบังคับฟากําหนดดินได้ เปนนัก อะไรต่างๆ นานา อันผิดแผกไปจาก "คน" ธรรมดาๆ อันเปนการเข้าใจผิดนอกลู่ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 5 นอกทางจากเรองของ "พุทธศาสนา" โดยตรงเอาเลย และก็มีมากเหลือเกินที เข้าใจผิดไปในทํานองนี แม้แต่ "นักธรรมะ" และผู้ทีเปน "พระสงฆ์" เอง จรงๆ แล้ว "อรหันต์" ไม่ใช่ "บุคคล" เหล่านัน ไม่ใช่ผู้จะต้องเปน "นัก" อะไรดังกล่าวแล้วนันเลย บุคคลผู้มี "อภินิหารพิสดาร" อะไรเหล่านัน ไม่ใช่คุณสมบัติทีจําเปนอะไร เลยที "พระอรหันต์" จะต้องมี แต่ถ้ามีใน "พระอรหันต์" ใด ก็ย่อมจะมีได้เปนได้ ด้วยธรรมดา และท่านจะไม่ยินดีแสดงอวดอ้างออกมาให้ใครเห็นด้วย นอกจาก เกิดเองเปนเองตามวาระตามสภาพ ซึงนานๆ จะมีจะเกิดสักครัง หรออาจจะไม่มี ไม่เกิดเลยสักครัง ตราบจนท่าน "ปรนิพพาน" ไปเลยก็ เปนได้ ไม่ใช่จะต้องเกิด ต้องมี ต้องทําสิงเหล่านันทุกวันทุกชัวโมง ตามทีคน ต้องการ หรอแม้คนไม่ต้องการก็ยังอวด จึงต้องขอปรับความเข้าใจกันเปนขัน ต้นเสียก่อน มารู้จักพระอรหันต์กันเถอะ ! เมือความเข้าใจ "ไม่ถูก-ไม่ตรง" กับสภาพความเปนจรง ที "พระอรหันต์" เปนได้ ดังนีแล้ว "คน" จะพบเห็น จะได้รู้จัก "อรหันตบุคคล" หรอ "พระอรหันต์" กันได้อย่างไร? 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 6 ถ้ายังงัน "อรหันต์" คืออะไรแน่ ? ถ้าพูดกันโดยศัพท์ "อรหันต์" ก็คือ ผู้ทํา "นิพพาน" ทํา "นิโรธ" หรอทํา "ความดับ" ให้แก่ตนเองได้โดยตังใจ นันคือ ความหมายของ "อรหันต์" แท้ๆ ตรงๆ ดังนัน ขณะใด "คน" ผู้ใด ทําตนเองให้อยู่ในสภาวะ "นิพพาน" หรอ "นิโรธ" ขณะ นัน "คน" ผู้นันก็เปน "พระอรหันต์" หรอเปน "อรหันตบุคคล" เต็มที คือ เปนผู้ที "พ้นออกไปแล้วจากทุกข์" หรอ "พ้นออกไปแล้วจากโลกีย์นัน จากเหตุทีก่อทุกข์" ในขณะนัน และเมือเลิกจากสภาวะ "นิพพาน" หรอ "นิโรธ" ปล่อยจิตให้รับรู้ รับ กระทบ รับรู้สึกกับสิงทีจะพบจะเห็นจะสัมผัส คือ ให้ "เวทนาเจตสิก" ทํางาน นันเอง คนผู้นันก็พ้นสภาวะ "นิพพาน" ก็เปน "พระอรยบุคคล" ธรรมดา หรอ ถ้าจะเรยกว่าเปน "คน" ก็เปน "คน" ทีมี "สติครองตน" ซึงไม่ใช่ "คน" ธรรมดา เพราะ "คน" ธรรมดานัน อยู่ตาม "ยถากรรม" หรออยู่กับ "อารมณ์ครองตน" เปนส่วนใหญ่ ดังนัน ถ้าใครอยากพ้นสภาวะความเปน "คน" ยกระดับตนขึนเปน "พระ อรยเจ้า" ก็จงหัดมี "สติครองตน" ให้ได้ อย่าอยู่อย่างมี "อารมณ์ครองตน" พูดกันสันๆ "อรหันต์" จึงคือ "ผู้พ้นทุกข์" หรอ "คน" ผู้อยู่ในสภาวะ "พ้นทุกข์" นันแหละ เรยกว่า ผู้นันเปน "อรหันตบุคคล" จะเปนผู้รับรู้อารมณ์ทุก 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 7 อย่างได้ และเปนผู้เลือกปรุง "รสสัมผัส" ตาม "ปญญา" หรอตาม "ความ ประสงค์" แห่งตน (ผู้นีแหละ คือ ผู้อยู่ในสภาวะ "สอุปาทิเสสนิพพาน") ถ้าพ้นสภาวะ(พ้นทุกข์)นีไป ก็เปนผู้ไม่พ้นทุกข์ คือ ไม่อยู่ในสภาวะนิพพาน หรอ "สภาวะดับ" นันเอง "สภาวะดับ" หรอ "สภาวะนิพพาน" คืออะไร? "ดับ" หรอ "นิพพาน" ก็คือ ความไม่มีอะไรทีเปนโลภะ-โทสะ-โมหะ ความ ไม่รับรู้โลกียรสเลย ความไม่มียึด ไม่มีเสพย์อะไรเลย ความรับกระทบสัมผัส อะไรก็ไม่นํามาเปนอารมณ์อะไรเลยทังสิน รู้เหมือนไม่รู้ เฉยๆ เมยๆ ไม่มีรัก ไม่มีโกรธ นันแหละ คือ "ดับ" คือ "นิพพาน"ล่ะ ... ลองนึกดูดีๆ ทําความเข้าใจให้ดีว่า สภาวะอย่างนี มันคือ อย่างไรกันแน่? นึกให้เห็นจรง นึกให้ออกให้ได้ ว่าสภาพอย่างนี เราเองเคยเปน เคยมี เคยผ่าน เคยพบไหม? ข้าพเจ้าเชือว่า คนทุกคนมีโอกาสพบ "สภาวะ" นี ผู้พบสภาวะ "นิพพาน" แต่ผู้พบสภาวะ"นิพพาน" นี เหล่านัน ไม่มีโอกาส ทราบ เพราะไม่ทราบว่า "นิพพาน" หรอ "นิโรธอรยสัจ" และหรอ "ความดับ" นี มันเปนอย่างนี! "ความดับ" หรอ "นิพพาน" หรอ "นิโรธอรยสัจ" นี ก็คือ ความไม่มี "รส ชอบ" และ ไม่มี "รสชัง" เลยจรงๆ มีแต่การกระทบสัมผัสตามธรรมดาๆ ทีได้รับ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 8 ทางหู-ทางตา-จมูก-ลิน-กาย-ใจ รู้ชัดสภาพทีมากระทบมาสัมผัสนัน อย่างไม่ลุ่ม หลงด้วยอารมณ์ยินดี และไม่มีอารมณ์ยินร้าย เปนผู้รู้ความจรงของสภาพนันๆ ตามความเปนจรง...รู้เสียง รู้รูป รู้สี รู้กลิน รู้รส รู้สภาพเย็นร้อนอ่อนแข็งใน การกระทบกาย รู้รูปธรรม รู้นามธรรม ทีปรากฎใน "ใจ" ได้ชัด โดยไม่โลภ-ไม่ โกรธ แม้นิด-แม้น้อยเลย จรงๆ นันแหละ คือ อาการของ "ความดับ" หรอ "นิพพาน" หรอ "นิโรธอรยสัจ" อ่านทบทวนทําความเข้าใจให้ดี ให้พอ "คน" ธรรมดาๆ จะมีโอกาส "ดับ" อย่างนี น้อยนัก น้อยจรงๆ แต่ก็จะเคยมีในชีวตทุกคน และอาการ "ดับ" ดังกล่าวนี จะเกิดกับ "คน" ได้ทังที "ลืมตา" และทังที "หลับ" อยู่ แต่ในสภาวะลืมตานัน มีโอกาสเกิดน้อยยิงกว่าหลับ หลับนันแหละ "นิพพาน"? คนธรรมดา จึงมีโอกาสเคยตกอยู่ในสภาวะ "ดับ" ในเวลา "หลับ" เสียแหละ มาก แต่ไม่นานเปนอันขาด แม้จะหลับ ก็จะตกอยู่ในสภาวะ "ดับ" นีได้ไม่นาน เลย สําหรับคนธรรมดาๆ ยิงอยู่ในขณะ "ลืมตา" แล้ว ยิงจะตกอยู่ในสภาวะ "ดับ" ช่วงสันทีสุด สัน จรงๆ จนตนเองก็ไม่มีโอกาสนึกรู้เห็นได้เลย 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 9 "ความดับ" ทีเรยกว่า "นิพพาน" หรอ "นิโรธอรยสัจ" นัน คือ "ความดับ" หรอ "ความสงบสนิท" ขันไม่มีการ "ปรุงแต่ง" หรอไม่มีการ "รับรสสุข-รสทุกข์" อะไรทังสินในอารมณ์นัน-ในจิตนัน จะเรยกขานโดยใช้ศัพท์ ก็อาจจะเรยกได้ ว่า ช่วงนันแหละ คือช่วงกําลัง ตัด "วัฏฏะ" หรอเปนช่วงทีไม่มี "ปจจยาการ" หรอ "สันตติ" ขาดลงจากสุข เวทนา-ทุกข์เวทนา หรอแม้โสมนัสเวทนา-โทมนัสเวทนา ก็ไม่มี จะมีก็แต่ความรู้สึกเฉยๆ กับสภาพทีกําลังรับกระทบสัมผัสนันอยู่ ด้วย ปญญารู้ชัดว่า สภาพรูป-รส-กลิน-เสียง-สัมผัส ทีกําลังรับรู้ รับแจ้งอยู่นัน เปน อย่างนันๆ ตามความแท้ของรูปธรรมทีมากระทบเรานันเอง "อาการ" ดังนีเอง ทีเรยกว่า "ดับ" เรยกว่า"นิพพาน" หรอ "นิโรธอรยสัจ" คือ ช่วงระยะโอกาสนัน จงตายตังแต่ยังไม่ตาย แม้ "ตัวตน" ของเราจะมีอยู่ ก็มีแต่ "ตัวตน" แต่ "จิตใจ" นัน ไม่มีโลภะ- โทสะ-โมหะ แล้ว ไม่ "รับรสทีเปนทุกข์ใดๆ" เลย หรอ ไม่รับรู้อาการที "กระทบ" หรอ "สัมผัส" แล้วจะให้จิตเรา "หลงชอบ-หลงชัง" ไปด้วย คือ ไม่ยอมรับ "ปรุง" ใดๆ เลย "รู้" ก็สักแต่ว่า "รู้" ตามรูปธรรมเดิมแท้ ทีเขามากระทบนันๆ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 10 "สภาวะ" ดังกล่าวนี เปนสภาวะทีมีได้ เกิดได้ ในคนทุกคน ไม่ใช่ของที ต้องไปค้นไปหามาจากไหน หรอไปสร้างไปก่อเอาจากทีใด อยู่ทีตัวคนนีเอง แต่ "คน" ไม่รู้จักมันเอง และไม่ยอมหัดทําตนให้อยู่ในสภาวะนีให้ได้เองต่างหาก เพราะฉะนัน หากสภาวะ "ดับ" นีเกิดกับ "คน" ผู้ใดก็ตาม "คน" ผู้นัน เมือ นัน ก็คือ ผู้ตกอยู่ในสภาวะ "นิพพาน" หรอ "นิโรธ" นันคือ ผู้นันได้ชือว่า ขณะ นันเปน "อรหันต์" คนธรรมดาๆ ก็เปน"อรหันต์" ! แม้คนธรรมดาๆ ก็เช่นกัน ก็เรยกว่า ขณะนัน (สภาวะดับ) คือ "อรหันต์" ได้ เปน "อรหัตตผลจิต" ทีเรยกว่า "นิโรธ" แต่ มันเปน "อรหันต์" ทีบังเอิญ เปน "อรหันต์" ทีไม่จงใจทําตนให้เปนไป เปน "อรหันต์" ทีแม้ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเองได้เปนอันขาด จึงไม่นับ ไม่เรยกว่า เปน "ผลจิต" ทีตนได้สะสมฝกใส่จิตของตน แต่ก็เปนไปจรง เปนไปได้ และเปนไป อยู่กับคนทุกคน นันคือ ทีข้าพเจ้ากล่าวเปนหัวข้อว่า "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก ก็โดยนัยนี นันเอง แต่ "คน" ก็ไม่เสพรส "อรหันต์" หรอไม่รับรส "อรหัตตผล" นันเลย เพราะไม่รู้จักมัน และไม่รู้ตัวเอาด้วยในขณะตกอยู่ในสภาวะอรหันต์ หรอสภาวะ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 11 อรหัตตผลนัน จึงไม่ได้เสวยผลนัน ดังนัน การเปน "อรหันต์" ของคนผู้นัน จึง สูญเปล่า "อรหัตตผล" นัน จึงไม่มีผล ไม่เกิดผลใดๆ ให้กับผู้เปนเจ้าของเลยแม้ นิดน้อย เพราะเขาไม่รู้ตัว จิตของเขารับสภาวะนีไม่ได้ มันละเอียดลออ หรอมัน สูงเกินกว่าจิตของเขาจะรู้ จะรับได้ "ผล" นีเท่ากับไม่เกิด-เท่ากับไม่มี ใน "คน" ธรรมดา จึงไม่รู้ "รสอรยสุข" นัน ผู้รู้รสแห่งนิพพาน ถ้าผู้ใดเพียง "รู้" ว่า "รสอรยสุข" หรอ "อรหัตตผล" มีดังทีกล่าวมานี และ "รส" ของ "อรหัตตผล" เปน "รส" ทีได้สัมผัสกับจิตบ้างแล้ว และ "รับรู้รส" บ้าง แล้ว ว่า "ดีเลิศ" เหลือเกิน จะต้องขอเสพรส "อรหัตตผล" นีแล เปนยอดของ ชีวตให้ได้ หรอ ผู้นีได้ติดในรส "อรหัตตผล" อย่างถอนตัวไม่ขึนแล้ว จะเพราะ บังเอิญ หรอจะเพราะเกิดด้วยเหตุใดก็ตามแต่ ได้แตะชิม "รสอรหัตตผล" นี เข้าไปแล้ว และแน่ใจใน "รสอมตะ" นียิงแล้ว ผู้นีก็จะได้ชือ ว่า "อรยบุคคล" ทันที (เรมจากโสดาบัน..) และท่านผู้นี ก็จะเพียรหาทาง หาวธีสร้าง "อรหัตตผล" ให้ตนเองเสพให้ ได้ให้มากขึนๆ และถ้าผู้ใดได้พากเพียร จงใจทํา จงใจหาวธี สร้าง "สภาวะดับ" หรอ "สภาวะนิพพาน" อันคือ "ความไม่มีชอบ-ไม่มีชัง" เลยนี ให้กับตนเองได้ ผู้ นัน ก็คือ ผู้ทําความเปน "อรหันต์" ให้กับตนเองได้ นันเอง 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 12 ถ้าทําได้ช่วง 1 วนาที ก็เรยกว่า ท่านผู้ได้ทํา "อรหัตตผล" ให้ตนลิมชิมได้ แล้ว 1 วนาที ก็ได้ชือว่า เปน "อรหันต์" ได้แล้ว 1 วนาที จึงเรยกท่านผู้นีว่า "อรยบุคคล" ขันสูงขึนไปเรอยๆ เรยกว่า ไม่ใช่ "คน" ธรรมดาแล้ว เปนผู้ปรุง "รส" หรอ "อาหาร" อันเรยกว่า "อรหัตตผล" และเปนผู้ทํา "อรหัตตผล" หรอ "ความไม่มีชอบ-ไม่มีชังเลย" หรอทํา "นิพพาน" ให้ตนเองลิม ได้ เปนคนเก่งแล้ว มีความสามารถแล้ว ซึงก็ยังน้อยนิดนัก แต่ก็จงแน่ใจเถิดว่า ท่านผู้นีจะไม่มีวันหันเหไปทางใด และท่านผู้นีจะไม่ เห็นดีเห็นงามใน "รส" ใดอีกแล้วในชีวตของท่าน นอกจากรส "อรหัตตผล" หรอ รส "นิพพาน" นี หรอ รส "นิโรธอรยสัจ" หรอ รส "ความดับ" หรอ รสแห่ง "ความไม่มีชอบ ไม่มีชังเลย" หรอ รสแห่ง "อรยสุข" หรอความว่างเปล่า สูญ เปล่า อันเรยกว่า "สุญญตา" นี แต่ไม่ใช่ "สูญ" จากความไม่รู้อะไร เปน "นิโรธ" แบบ "อสัญญี" คือ ดับหมด แม้อะไรก็ไม่รู้เอาเลย อย่างนันไม่ใช่ "นิโรธอรยสัจ" นันเปน "นิโรธพรหม" ไม่ใช่ "พุทธ" อย่าเพิงรําคาญ! ท่านผู้อ่านก็คงจะรําคาญ หรอบางท่านอาจจะงงๆ อยู่บ้าง ทีข้าพเจ้านําเอา คําต่างๆ มาเทียบเคียง "หรอ" อย่างนัน "หรอ" อย่างนี กันอยู่นันแล้ว มากมาย ก่ายกอง เช่นว่า "อรหันต์" ก็คือ "ผู้นิพพาน" หรอ "ผู้นิโรธ" ฯลฯ หรอ "นิพพาน" 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 13 ก็คือ "อรหัตตผล" หรอคือ "สุญญตา" และแล้ว"สูญ" ก็ยังคือ ความไม่สูญ ฯลฯ อะไรทํานองนี ต้องพยายามตีความให้ถึงเนือเอาให้ได้เถิด เพราะความแท้จรงไม่ใช่ภาษา และแม้ภาษาเรยก ก็ไม่จําเพาะเจาะจงอะไรลงไปตรงเผงๆ นัก เปนเพียงคํากําหนด ให้ประมาณเวลาและประมาณการในสิงทีไม่มีตัวตน-ไม่มีรูปร่าง-ไม่ใช่วัตถุ-ไม่ใช่ สสาร ทีจะก่อรูป-ก่อร่าง มีรูปมีร่าง ให้เห็น ให้จับ ให้ชีได้ตรงเผงๆ มันจึงค่อน ข้างยากมากอยู่ทีเดียว เพราะมันเปนเรอง "ไม่มีทีจิต" ส่วนทุกสิงทุกอย่างนันมัน "มี" แถมจิตของเราก็ยัง "มีรู้" อยู่อีกด้วย ที "ไม่มีในจิต" นัน มันไม่มีชอบ ไม่มีชัง หรอ ไม่มีรัก ไม่มีเคือง ไม่มี โลภะ ไม่มีโทสะ มีแต่ "ปญญา" อัน "สะอาด" ไม่มีโมหะเอาด้วย ธรรมะขันสูง(ปรมัตถ์) เรองของ "ธรรมะ" ขันสูงสุด ทีใช้ภาษาบาลีเรยกว่า "ปรมัตถ์" (ปรม+อัตถ ) นัน เปนเรองของ "นามธรรม" โดยแท้ ไม่ใช่เรองของ "วัตถุธรรม" เลยเปนอัน ขาด แต่มันก็เกียวกับ "วัตถุ" ทีจะโยงใยอยู่กับ "ใจ" ดังนัน การศึกษาใดๆ อันเปนเรองการเจรญ-การก้าวหน้าทางวัตถุ การก่อ -การสร้างทาง "วัตถุธรรม" จึงไม่อยู่ในข่ายทีนักปฏิบัติธรรมจะต้องสนใจเอาใจใส่ เปนอันขาด ผู้ตัดทิงได้มากเท่าใด ยิงคือผู้เปน "นักปฏิบัติธรรมแห่งพุทธศาสนา" 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 14 แท้ยิงขึนเท่านัน และ "การปฏิบัติธรรม" ก็ไม่ใช่การยึดอยู่แต่ "ภาษา" หรอ วน เวยนอยู่แต่กับ "ศัพท์แสง" คําใดๆ เท่านันไม่! การรู้ของ "ธรรมะ" เรยกว่า "รู้แจ้ง เห็นจรง" อันเปน "รู้" ขันเรยกว่า "วชชา" นัน เปนการ "รู้แจ้ง" ตัว "นามธรรม" ต่างๆ อย่างแท้ อย่างจรง ให้ ถึงใจขันลึกสุดของใจ อันเรยกขานกันว่า "อาสวะ" หรอ "อนุสัย" นัน ให้ได้ ซึงตัว "นามธรรม" เหล่านัน ในภาษาเรยก ก็ตังชือมาเรยกกัน เพือให้คน เข้าใจได้ถูกฝาถูกตัว ซึงบางทีก็ลําบากมาก เพราะว่า โดยแท้จรงแล้ว "นามธรรม" ต่างๆ มันแปรเปลียนสภาพเท่านันเอง มันไม่ใช่มีมากตัวอะไรเลย "นามธรรม" หลายหลาก คือ หนึงเดียว ถ้านับโดยจรงแล้ว "นามธรรม" ทีมีชือเรยกต่างๆ นานานัน ก็มีตัวเดียว เท่านันเอง ทีเราเรยกว่า "นาม" นันแหละ มันอยู่ในสภาวะทีแปรเปลียนจากใหญ่ ไปสู่เล็ก จากเล็กไปสู่ใหญ่ จากช้าไปสู่เร็ว จากเร็วไปสูช้า จากหนึงไปเปนสอง จากสองไปเปนสาม ฯลฯ อยู่ไม่หยุดหย่อน และให้ฤทธิ-ให้รส จากนัอยเปนมาก จากมากเปนน้อย ผิดแผกกันไปตามสภาพเท่านัน และในสภาวะช่วงต่างๆ นัน เราก็แบ่งออกเปนช่วงๆ แล้วก็ตังคําเรยก กําหนดแจ้งสภาวะของแต่ละช่วง แต่ละตอนไว้ เช่น สภาวะอย่างหนึงเรยก "จิต" สภาวะอย่างหนึงเรยก "มานะ" สภาวะอย่างหนึงเรยก "ปฏิฆะ" บ้าง "อุทธัจจะ" 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 15 บ้าง หรอ "เวทนา" บ้าง "สัญญา" บ้าง และแม้สภาวะหนึงทีเรยกว่า "อาสวะ" หรอ "อนุสัย" นัน ก็ล้วนแล้วแต่ "จิต" ซึงแท้ทีจรง ก็คือตัว "นามธรรม" ตัว เดียวนันเอง เหมือนเช่นเราเรยก "คน" ผู้เกิดใหม่ๆ ว่า ทารก เด็กอ่อน เด็กแดงๆ หรอ เรยก ลูกอ่อน ดูเถอะ! เฉพาะเด็กเกิดใหม่ ยังเรยกได้หลายคํา พอโตมาหน่อยก็ เรยก หนู เด็กชาย เด็กหญิง เด็กไม่เดียงสา พอโตไปก็เรยกเด็กหนุ่ม เด็กสาว เด็กเดียงสา หรอ เด็กแตกพาน เรยกนักเรยน เรยกจิกโก๋ จิกกี จนก้าวขึนไป เรยก หนุ่ม สาว แฟนเรยกคู่ควง เรยกพระเอก นางเอก เรยกนักศึกษา เรยก ผัว เรยกเมีย และแล้วก็หนุ่มใหญ่ สาวใหญ่ หรอเรยกนาย เรยกนาง เรยกพ่อ เรยกแม่ ไปจนกลางคน ก็ยังมีคุณนาย คุณหญิง มีนายห้าง ลูกจ้าง เสมียน มี ข้าหลวง มีชาวนา ชาวสวน จนแก่ชรา ก็ผ่านตําแหน่งต่างๆ มามากมายก่าย กอง ซึงทียกมากล่าวนัน หรอยังไม่ได้ยกมากล่าวอีกทังหลายก็ดี ล้วนแล้วแต่ ชือเรยก สภาวะ "คน" แต่ละขนาด แต่ละช่วงของการแปรเปลียนความเปน "คน" ของคนทังสิน แต่ภาษาเรยก "คน" ทังหลายทีข้าพเจ้ายกมานัน เปนภาษา ไทย และบางคํา ชือยังนําไปเรยกภาวะของคนบางช่วงบางตอนซําๆ ซ้อนๆ กัน ได้ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 16 ส่วนภาษาทีใช้เรยก "นามธรรม" ทีเราเรยน เราได้ยิน ได้ฟงมา ส่วนมาก นัน นอกจากจะซําๆ ซ้อนๆ กันได้เหมือนเช่นนัน ยังแถมเปนภาษาบาลีอีก มันจึง ยิงงง ยิงชวนให้เข้าใจผิด เข้าใจไม่ตรงออกไปเรอยๆ โดยแท้จรงแล้ว ก็คือ ชือกําหนดทีตังขึนมาเรยกสภาวะของ "นามธรรม" บางอันตังเรยกให้รู้ไปถึง ว่า เปน "กรยา" ของนามธรรม บางอันตังเรยก เปน " ตัวตน" ของนามธรรม จึงจะต้องพยายามเข้าใจให้ถึง "ความแท้จรง" ของมันให้ ได้ เพียงแค่ปรยัติ...ไม่อาจลุถึงปรมัตถ์ ถ้าเรยนแค่ "ปรยัติ" หรอแค่จากตัวหนังสือ หรอฟงอธิบาย(ทฤษฎี) จะไม่ "รู้เรอง" หรอ "รู้แท้" "รู้จรง" ได้อย่างแน่แท้เปนอันขาด และผู้นันจะยกระดับ "จิต" ของตนเองขึนสูงไม่ได้ด้วย ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ เพราะผู้เรยน รู้เพียงจาก ตัวหนังสือนัน จะไม่รู้ "ตัวตน" แท้ๆ ของ "นามธรรม" ตัวใดเลย เหมือนช่างกลผู้เรยนแต่ตํารา ไม่เคยจับตัวจรงของเครองยนต์กลไกเลย แม้แต่น็อตสักตัว (ทีจรงช่างกลก็ยังดีกว่าเรยนเปนนักธรรม เพราะยังมีรูปภาพ ของเครองยนต์ให้ดู) ดังนันช่างกลจะทําจรงๆ หรอเปน "ช่างกล" จรงๆ ไม่ได้ เด็ดขาด แต่ตรงกันข้าม ผู้หยิบจับเครองยนต์กลไกจรงๆ อยู่เสมอนันแหละ จะ เปน "ช่างกล" ได้เร็วและแท้จรง โดยไม่จําเปนต้องรู้ชือรู้นามของเครองชินใด ส่วนไหนเลยก็ได้ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 17 โดยนัยนีเอง คําว่า "อรหันต์" แท้จรงนันก็คือ "ช่างกล" นันเอง เปนช่าง ขันซ่อมจักรยานถีบธรรมดา เพียงขันน็อตเชือมต่อได้ ก็เปนช่างขันตําหน่อย ถ้า เปนช่างซ่อมจักรยานยนต์ ก็สูงขึนไปอีก และสูงขึนไปจน รถยนต์ เครองบิน จรวดอะไรโน่น ก็เปนระดับเปนขันขึนไป แต่ก็ได้ชือว่า "ช่างกล" ทังนัน พุทธศาสนาสอนอะไร? ดังนัน ความจรงแล้ว "พุทธศาสนา" ไม่ได้สอนอะไรมากเลย สอนให้รู้ ความจรงแท้ของตัวทีไม่มีรูป ไม่มีร่าง ทีมันยุ่งเกียวอยู่ในตัวคน หรอตัวเราเอง นีแหละ ให้ได้รู้ละเอียดลออ และต้องเรยกว่า ศึกษาตัวนี "ตัวเดียว" เท่านัน เปนขันสุด แต่ก็ต้องศึกษาไต่ระดับมา จาก "วัตถุ" หรอ "ความมีรูปร่าง" ชัดๆ ทีเรา จะอาศัย สืบสือต่อทอดมาได้ละเอียดขึนๆ แล้วจึงมาถึง "จิต" ถึงตัวที "ไม่มีตัว" ทีมันแปรเปลียนสภาวะยืดหยุ่นอยู่อย่างพิสดาร ตัวนันก็คือ ตัว "นามธรรม" นีเอง และทีมันยุ่งมันยากมากมาย ทีคนตามไปรู้ไปแจ้งไม่ได้ ก็เพราะแม้จะเรยน รู้ "นามธรรม" เองนัน ก็ยังมี "รูปธรรม" ตัวตน อยู่ใน "นามธรรม" นันด้วย คือ "นามธรรม" ตัวทีแปรเปลียนตัวเองเปน "รูปธรรม" แล้วนันเอง อันนีเองที มันยาก 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 18 เพราะคนเข้าใจแต่เพียง ว่า "รูปธรรม" คือ "วัตถุธรรม" เท่านัน จึงแบ่ง แยกเพียง "รูป" กับ "นาม" ได้เพียงขันหยาบ พอไปถึงขันละเอียด มองเห็นก็ไม่ ได้ เมือแยกไม่ได้ ก็เปนอันไม่ "รู้" อะไรมากกว่า หรอสูงกว่า "โลก" ไปได้แน่ ก็ คงอยู่กับโลก อันมีแต่รูปแต่ร่างเปนตัวเปนตน มีของ "อร่อย" นีเท่านันนันเอง เลยรู้ความแท้จรงของตัว "รสอร่อย" อันไม่มีรูปไม่มีร่างไม่ได้ ว่า มันคืออะไร? มันเปนผู้ช่วยตัวสําคัญของโลกอย่างไร? หรอ มันคือ เครองมือชินสําคัญของ โลกขนาดไหน? จะฆ่ามัน หรอ จะเห็นมันเพือจับมันมา "ปหาน" ได้อย่างไร? จึง ทําไม่ได้สักที จงรู้สภาวะสองให้ชัดแจ้ง การเรยนรู้ทางพุทธศาสนา เรยนรู้ให้ได้ถึงความแท้จรง ว่า อาการดินอยู่ หรอแปรเปลียนอยู่ มันมีอยู่สองสภาวะเท่านันในโลก (คือ นาม-รูป, ไม่มี-มี) ไม่ ว่าโลกนี หรอโลกไหน และตราบใดทีรู้จนชัดเจนชัดแจ้งไม่ได้ ว่า ของสอง สภาวะนี มันก็เปนของสิงเดียว หรอสิงทีหมุนเวยนเปลียนแปรมาจากสภาวะแรก สภาวะเดียวเท่านันเอง คือ "ความไม่มีอะไรเลย" หรอ ทําตนให้นิงอยู่ในสภาวะ หนึงเท่านัน ไม่ให้เกิดความดินความหมุน(นิพพาน) เมือรู้แท้ รู้จรงไม่ได้ และไม่สามารถระงับหรอดับทุกสิงทุกส่วนในตัวตน ของตนเองลงได้ ถึงขันความไม่มีชอบ-ไม่มีชังเลย หรอ ความนิงสงบสนิทอยู่ 130425 ประกายธรรม 08 "อรหันต์" นันมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเปน "อรหันต์" เชือหรอไม่? บทความโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ห น้า 19 มีแต่ "รู้" เฉยๆ ผู้นันก็ถึงกาละ "ดับ" ไม่ได้แน่ๆ และจะถึงกาละ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน