กายสักขีกับปัญญาวิมุติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
กายสักขีกับปัญญาวิมุติ พ่อครูว่า…วันนี้วันอังคารที่ 6 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศกวันนี้เป็นวันจักรี งานนี้เราพูดเป็นซีรีย์ว่า จะพูดถึงปัญญา อนัตตา ก็เลยเอาปัญญา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัญญาสูตรพระไตรปิฎกเล่ม 13 ข้อ 92 ไล่มา เราพูดถึงปัญญาไป 3 ข้อแล้ว ปัญญา ซึ่งเป็นความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกียะ นี่ถ้า อาตมาไม่ได้เกิดมาก็จะไม่มีใครมาบอกนัยสำคัญประเด็นนี้ให้แก่โลกรู้ ก็จะเข้าใจคำว่าปัญญา มันก็คือความรู้ความฉลาดที่เหมือนกับเฉโก หรือเฉกะ เขาก็จะเข้าใจว่าเหมือนกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างยิ่ง เป็นความรู้กันคนละโลก ความรู้โลกีย์เป็นความรู้ความฉลาดที่ใช้ภาษาบาลี เฉโก หรือเฉกะ หรือเฉกตา(นาม) แต่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจแล้ว แยกไม่ออกไม่เห็นความต่างอันนี้ตรงที่ว่าเป็นโลกุตระนั้นอย่างไร จะเห็นว่าเป็นความฉลาดเหมือนโลกีย์ เพราะฉะนั้นจะพูดถึงปัญญาๆๆ เมื่อไหร่ ชาวพุทธคนไทยก็จะเข้าใจว่าเป็น เฉโก เป็นความฉลาดแบบเดียวกับโลกีย์ ซึ่งผิดหมดเลย ใช้ไม่ได้เลย เพราะปัญญานี้ เป็นความฉลาดที่เป็น ฌาน ถ้าปฏิบัติฌาน ของพระพุทธเจ้าสำเร็จ เป็นมรรคผลที่แท้จริง สัมมาทิฏฐิ แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติฌานไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นแบบฤาษี เดียรถีย์สมัยเก่า ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็น ฌาน นั่งหลับตาสะกดจิต แบบนั้นไม่ใช่ฌาน ของพระพุทธเจ้าที่จะมีปัญญา ปัญญาย จัสสทิสวา จะไม่มี นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก
ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 35)
ปัญญาพาสู่นิพพาน แต่เฉโก ไม่พาไปสู่นิพพาน จะเป็นความฉลาดของศาสดาองค์ใดก็ตาม
อ่านต่อ
ในศาสนาเทวนิยม กี่ศาสดาประกาศศาสนาเป็นของตัวเองได้ไม่รู้กี่องค์ก็ไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา ใน พระไตรปิฎกเล่ม 36 ที่ท่านบอกว่าจะทำให้อาสวะสิ้นได้ด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาก็ทำให้อาสวะสิ้นไปไม่ได้ เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าชัดเจนในบุคคล 7 ปัญญาเป็นความเฉลียวฉลาดของโลกุตรธรรมที่จะเรียนรู้ธาตุขันธ์ จิตเจตสิก รูปนิพพาน ไม่ใช่เป็นความรู้สารพัดสารเพที่จะรู้อะไรโลกโลกโลกีย์ทั้งหมด ไม่ใช่เลย เป็นความรู้พิเศษต่างหาก ที่ตรัสรู้โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ศาสนาไหนก็มีไม่ได้ตัวปัญญานี้ มีได้เฉพาะศาสนาพุทธ มีได้เฉพาะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ทั้งนั้น ไม่มีใครสามารถรู้ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสความหมายของปัญญา 8 ข้อนี้ไว้เลย ข้อ 1 คนจะเกิดปัญญาได้ต้องได้ยินจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าในโลก ยุคไหน ๆ ก็ตาม ก็ไม่เกิดปัญญา … ใน พระไตรปิฎก เล่ม 36 [41] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ เรียกว่า ปัญญาวิมุต [41] กตโม จ ปุคฺคโล ปญฺญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญฺญาวิมุตฺโต ฯ [42] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้ง อาสวะบางอย่าง ของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี [42] กตโม จ ปุคฺคโล กายสกฺขี อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล กายสกฺขี ฯ แม้แต่คำว่าปัญญาทุกวันนี้ก็เสื่อม คนได้เสื่อมจากความรู้ที่เป็นวิชชา ปัญญา พระพุทธเจ้าไปแล้ว เข้าใจสิ่งที่อาตมาพูดไปนี้ไม่ได้แล้ว แค่คำว่า กาย คำว่า ปุญญะ คำว่า สมาธิ คำว่าฌาน เป็นของพระพุทธเจ้าก็เสื่อมเพี้ยนไปหมดอาตาตมาก็เอามาอธิบายแก้ไปหมด พูดไปแล้วก็เหมือนกับตัวเองรู้ยิ่งอยู่คนเดียว เกิดมาในยุคนี้มีคนเดียวจริงๆ เป็นไก่ตัวพี่ที่หาตัวน้องไม่ได้ มีแต่ไก่นอกคอก เปิดสุ่มมาเขารุมจิกเราอยู่ตัวเดียวเลย แต่เราก็อึด รุมจิกอย่างไรก็จิกไป เราก็ทนยอมให้จิก แล้วเราก็บอกเขาด้วยความสงสาร พูดไปแล้วก็เหมือนกับยกตัวอย่างของตนข่มผู้อื่นเพราะว่าเป็นยุคที่แล้งศาสนาพุทธที่เป็นโลกุตระไปแล้ว เหลือแต่ศาสนาพุทธที่เป็นเดรัจฉานวิชาเป็นไสยศาสตร์ มีแต่หลงโลกีย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ศาสนาต่อไปจะไม่เหลือ จะเหลือแต่ผู้ที่เอาใบดอกผลไม่เอาแก่นกระพี้ ซึ่งเป็นเรื่องจริง ศาสนาพุทธทุกวันนี้เขามีความยินดี มีความดำริ เต็มเปี่ยมในลาภ และความสรรเสริญ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรมว่า...อันนี้อยู่ใน มหาสาโรปมสูตร เล่ม 12 ข้อ 347 พ่อครูว่า…เขาไปหาแก่นไม้แต่ไปหลงผิด ไปเอาใบดอกผล ไปหลงติดใบดอกผลของต้นไม้งามพริ้ง ไม่มาศึกษาเอาแก่น ติดลอยลมอยู่บนต้น ไม่มาเรียนรู้เปลือก กระพี้ สะเก็ด เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภและความสรรเสริญ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย. เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยเสก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น. ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภสักการะสรรเสริญ เขาละเลย สะเก็ด เปลือก กระพี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องฝันถึงแก่นหรือวิมุติ ว่าจะได้ เขาก็ได้ ดอกใบผล สำคัญว่าเป็นแก่น งมงายอยู่แค่นั้น ชัดๆ อย่างนี้เลย ไม่ใช่อาตมาไปว่า แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดๆอย่างนั้น ในยุคนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่แสวงหาแก่นของศาสนาพุทธจริงๆ โดยไม่มีอคติว่า ใครจะพูด ไม่อคติกับอาตมา จะเข้าใจ จะรู้ได้ว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันไม่เหลือแล้วในประเทศไทย เพราะเขาไปหลงอยู่ที่ กิ่งใบดอกผล อร่ามงาม อยู่บนต้น ไม่ได้ลงมาหาต้นเลย ลอยลมเฟ้อฟ่องอยู่บนต้นยอด เอาดอกใบกิ่งผล ซึ่งมันยั่วใจ จะมาถึงต้นที่ดูเหมือนมีแต่สะเก็ด เปลือกกระพี้ ไม่เอา แต่ไปหลงพริ้งเพราแต่ใบดอกผล น่าสงสาร อาตมาพูดเหมือนกับผู้ใหญ่ที่สงสารเด็ก อย่างนั้นจริงๆ น่าสงสาร ไม่รู้ทำยังไง ไม่รู้เมื่อไหร่จะเดียงสา เมื่อไหร่จะฟังอาตมารู้เรื่อง เมื่อไหร่จะพอมีปฏิภาณปัญญา มีวัยวุฒิ วุฒิ อะไรที่จะพอที่จะรู้เรื่องที่อาตมาพูดนี้บ้าง น่าสงสารจริงๆ
640406_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 2 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44