โลกุตรธรรมต้องได้ยินจากผู้อยู่ในฐานะครูที่เป็นสัตบุรุษ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข6 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

โลกุตรธรรมต้องได้ยินจากผู้อยู่ในฐานะครูที่เป็นสัตบุรุษ สู่แดนธรรม...คงจะได้กลับมาสู่ปัญญาสูตร ข้อที่ 1 อีกครั้งนะครับ พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าจึงย้ำจะเกิดปัญญาได้ข้อที่ 1 ต้องเกิดจากสัตบุรุษต้องได้ยินจากสัตบุรุษ อาศัยพระสหอศาสดา ซึ่ง ตอนนี้พระศาสดาไม่มี ก็รู้กันอยู่แล้ว ท่านปรินิพพานไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่ผู้ที่จะเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ศาสดา เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ที่เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครู เพราะฉะนั้นเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งที่เป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู พวกเราเรียกอาตมาได้ไปเรียกมาเรียกว่าพ่อท่าน เอาไปเอามาเรียกว่าพ่อครู อาตมาเลยอยู่ในฐานะครู ทีนี้ผู้ที่จะรู้จักอาตมาว่าอยู่ในฐานะครูจะต้องมีปัญญา เพราะฉะนั้นเขาไม่มีปัญญาเขาจะไม่รู้จักเลยว่าอาตมาคือครู ที่จะมาสอนให้เกิดปัญญา จะมีความรู้ที่เป็น อัญญธาตุ ซึ่งไม่เหมือนโลกเขาเป็น จะต้องเกิดอัญญธาตุ ธาตุใหม่ธาตุอื่นที่แตกต่างจากโลกียธาตุ จะเป็น เป็นอันอื่น ที่เราใช้เป็นศัพท์บาลีว่า อัญญธาตุ พระพุทธเจ้าท่านใช้กับ อัญญาโกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ท่าน เทศนาไปแล้วโกณฑัญญะเกิดเข้าใจได้เป็นโลกุตรธรรม พระพุทธเจ้าถึงได้อุทานว่า อัญญาสิ วตโภโกณฑัญโญ มีคนรู้ได้เข้าใจได้แล้ว มันยากจริงๆนะที่โลกโลกียธรรมดาจะมารู้อันนี้ได้ เพราะในยุคนี้เป็นยุคเสื่อม 2,500 กว่าปีแล้ว คนได้เสื่อมจากศาสนาแล้ว ศาสนาไม่ได้เสื่อมหรอก ชาวพุทธได้เสื่อมไปจากศาสนา จนกระทั่งพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เอาไปเอามาจนกระทั่งผู้ที่ยังพูดโลกุตระถูกจัดการเลย เหมือนที่ท่านตรัสในอาณิสูตร ล.8 ข้อ [672] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์

อ่านต่อ

ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ [673] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ

พ่อครูว่า…อาตมาเอาธรรมะที่เป็นโลกุตระมากล่าวเอาพระไตรปิฎกมาอ้างอิงยืนยันเขาก็จะไปอ้างของคนอื่น ของพุทธโฆษาจารย์ วิสุทธิมรรค ไปอ้างตำราของอาจารย์สมัยนี้เขียน ก็ช่างกระไรหนอ พุทธโฆษาจารย์เขียนเขาก็เรียนแต่วิสุทธิมรรค ในพระไตรปิฎกเขาไม่เรียนเขาไม่รู้ ของวิสุทธิมรรคซึ่งเป็นเทวนิยมเยอะ อาจจะกล่าวพาดพิงถึงโลกุตระ แต่มันไม่ใช่โลกุตระที่ชัดเจนเพียวๆ มันเป็นเทวนิยมกว่าครึ่งกว่าค่อน เท่าที่อาตมาสัมผัสศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่เขาเรียนจากวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ เดี๋ยวนี้คนไทยก็เรียนรู้จากตำราผู้เขียนใหม่เป็นคนไทยเหมือนกัน แล้วก็ยึดถือ พุทธธรรม ตามตำราอันนั้นๆเหมือนกัน มันก็เลยเป็นอย่างที่มันเป็น อาตมาพูดซื่อๆ พูดความจริง พูดตรงๆ ไม่ได้ไปข่มเบ่ง ขออภัยหากทำให้เข้าใจว่าไปข่มเบ่ง อวดดี ทั้งที่บางคนเป็นผู้ที่เขายอมรับนับถือกันทั่วโลก อาตมาไปค้านแย้งกับคนที่ทั้งโลกเขานับถือ อาตมาจะเป็นอย่างไร เข้าใจไหม? ซึ่งอันนั้นทั้งโลกเขารับรอง ซึ่งทั้งโลกเขาจะไปรู้จักโลกุตรธรรมที่ไหน Unesco ก็ดี สหประชาชาติ ก็ดี เขาเป็นเทวนิยม แล้วจะมารู้จักโลกุตระธรรมอย่างไร เขามาให้คะแนน เขามาให้ตำแหน่ง เขาก็เอา กู๊ดวิน ที่ประเทศไทยนิยมชมชอบ เขาก็เอาประมาณอันนั้น เอาไปนับถือตาม เขาไม่ได้แทงเข้าหาแก่นแท้เนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะรู้กันได้ง่ายๆ รู้ไม่ได้ คนเทวนิยม คนตะวันตก คนอเมริกา คนยุโรป ไม่สามารถที่จะมีปัญญา ขอพูดชัดๆ มีได้แต่ เฉกา เฉโก ไม่สามารถจะมีปัญญาได้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นนะ ที่อาตมาพูดนี้เหมือนกับพูดอวดดี ไปดูถูกดูแคลนคนอื่น กำลังพูดนี่ไม่ได้ดูถูกใคร แต่มันพูดถูก ไม่ได้ดูถูก พูดความจริง ไม่ใช่ไปดูผิดๆ ถูกๆไม่ใช่ ไม่ต้องดูหรอก เห็น อาตมาชัดเจนอยู่แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วก็พูดความถูกความผิดนั้นออกมา ไม่ได้ไปเอาแต่แค่มาดูมาแล แลถูกแลผิด แล้วดูถูกดูผิด เพราะว่าแลถูกแลผิด แค่แนมเห็นถูก แนมเห็นผิด แนมนี่แค่ชำเลือง ไม่ใช่ แต่นี่เห็นเลย ไม่ใช่จ้อง ทะลุ เห็นทะลุ เห็นอย่างปฏิเวธ แทงทะลุรอบเลย พูดแล้วผู้ที่ไม่ชอบใจก็อาจจะไม่ชอบใจเพิ่มขึ้นพูดที่เข้าใจก็ไม่มีปัญหาอะไร 1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ปัญญาข้อที่ 1 ต้องได้รับได้ยินได้ฟังจากพระโอษฐ์จากพระศาสดาหรือผู้อยู่ในฐานะครู ที่เป็นสัตบุรุษหรือเป็นผู้ที่สืบทอดผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิถูกต้องจริง เป็นพระอริยะแท้ๆ เป็นต้น เมื่อท่านพูดท่านบอกความจริงโลกุตรธรรมให้ความรู้ขั้นปัญญานี้แล้ว ผู้ที่ได้ยินนั้นจะรู้สึกละอายเลย ประเด็นแค่นี้มันยากมากเลยที่อาตมาจะอธิบายถึงความจริงขึ้นมาได้ แต่ความจริงมีอยู่ให้เห็น แต่เขาไม่ละอาย เพราะเขายังไม่เกิดปัญญา ถ้าเขาเกิดปัญญาเขาจะละอาย ฟังเข้าใจขึ้นไหม ผู้รู้ทั้งหลายอยู่ในประเทศไทยนี่ ถ้าเขารู้ว่าโพธิรักษ์พูดนี่แหละของจริงอย่างที่เขาเข้าใจเขายึดถือมานั้นมันไม่ใช่ มันผิด โลกุตระอย่างที่เขาเข้าใจมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเขารู้ ที่เรียกด้วยศัพท์ว่าปัญญา เขายังฉลาดเพี้ยนๆ หรือรู้อย่างผิดๆเขาไม่ได้รู้ถูกโลกุตรแท้ พออาตมาเอาโลกุตรแท้มาพูด เขาก็จะว่าพูดอะไรวะ ไม่เห็นเหมือนที่เขาเข้าใจ เมื่อเขาจะรู้เมื่อไหร่ว่า เฮ้ย เราเข้าใจว่าโลกุตระเป็นอย่างนี้อยู่ตั้งนานแล้ว ที่จริงมันไม่ใช่ มันต้องเป็นอย่างโพธิรักษ์บอกนี้ ก็จะละอายมาก เขาจะละอายมาก เพราะเขาเคยได้ดูถูก ข่มขี่ ย่ำยี โพธิรักษ์มามากแล้ว เข้าใจไหมความละอายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส พอได้ยินจากปากของผู้ที่อยู่ในฐานะครู อาตมาอยู่ในฐานะครู ฉะนั้นเขาจะเกิดปัญญาข้อที่ 1 อ๋อ แต่นี่มันยังไม่เกิดปัญญา เขาก็จะไม่ละอายและก็ดูถูกอาตมา ถ้าเขาเข้าใจเขาจะรู้ว่า เขาหลงเสียเวลาเข้าใจขี้กะโล้โท้ ว่าเป็นโลกุตระเป็นสิ่งที่ควรได้ควรมีแบกมาเสียตั้งนาน เสร็จแล้วก็หลงมาบำเรอยกย่องกันมาตั้งนาน เพิ่งมารู้ว่า ผิดหรือนี่ เขาจะละอายอย่างแรงกล้า แค่นี้ อธิบายยากจะตาย จะเกิดความละอายอย่างแรงกล้า จะเกิดความเกรงกลัว ทำไมต้องเกรงกลัวเมื่อได้ยินสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่ประเสริฐ ก็เพราะตัวเองได้ทำผิดมา ได้ลบหลู่ดูถูกได้ปรามาส จริง เขาจะกลัว ตายๆๆ เรานี่แหละผิดไปนานก็จะกลัว เพราะรู้แล้ว ทีนี้ก็ค่อยเกิดความรัก เปลี่ยนจากรักอันผิด มาเห็นอันถูกอันควรได้ควรมีควรเป็นจะเกิดรัก จนเกิดเคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า

640406_พ่อครูเทศน์ เปิดยุคบุญนิยมระดม ปัญญา-อนัตตา ตอน 2 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน