571229-ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ ๓ เรื่อง เปิดยุคบุญนิยม ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571229- ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.ครั้งที่ 3 เรื่อง เปิดยุคบุญนิยม ตอน 2

พ่อครูว่า … วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก อากาศเย็นดี เขาบอกว่า 17 องศาฯ แต่วันที่ 26 นั้นได้ 26 องศาฯ แต่พอมาถึงวันนี้ ก็เย็นยะเยือกพอได้ ตอนนี้ 18 องศาฯ ตอนใกล้รุ่งนี่แหละจะเย็น ธรรมดาธรรมชาติจะเป็นเช่นนี้ เราไม่ต้องไปดอยอินทนนท์หรอก เรามาที่นี่มารับธรรมะรับอรุณ อาตมาขอยืนยันว่า มีไฟ คือพร้อมในเรื่องการที่จะประกาศธรรมะพระพุทธเจ้าสืบสานธรรมะพระพุทธเจ้า พร้อมเสมอ ไม่เคยมีไฟอ่อน อาตมาไม่เห็นว่าอะไรจะสำคัญในความเป็นมนุษย์ เท่ากับธรรมะ อาตมาไม่เห็น ธรรมะคือคุณากร คือ สิ่งดีสิ่งประเสริฐในความเป็นมนุษย์ สำหรับทุกสังคม แม้แต่ผู้บริหารก็ตาม สงสารที่ไปวุ่นแต่เรื่องระเบียบการ กฎหมาย ก็สำคัญ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณธรรม คือธรรมะในคนนี่แหละสำคัญ การจะออกกฎหมาย ต้องคำนึงถึงต้องเอื้ออำนวยให้คนมีคุณธรรมเป็นหลัก ทั้งตัวผู้บริหารเองนี่แหละต้องมีคุณธรรม แล้วให้ประชาชนมีคุณธรรมด้วย ไม่ว่าศาสนาไหน แล้วจะเจริญโดยเฉพาะพุทธศาสนา พุทธนั้นเพี้ยนไปไกลมาก จนมิจฉาทิฏฐิว่า คนปฏิบัติธรรมไม่ได้ ถ้าจะทำต้องไปนั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ ตามที่เขาทำกันอยู่ในวัดวา ซึ่งผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้าสิ้นเชิง เพราะหลักธรรมเอกของพระพุทธเจ้าคือมรรคองค์ 8 ก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 ก็คือ โลกุตรธรรม 37 พระไตร ปิฎก เล่ม 31 ข ้อ 620 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า โลกุตระมี 46 คือ โลกุตระ 9 กับ โพธิปักขิยธรรม 37 การปฏิบัติมรรคองค์ 8 โพธิปัก ขิยธรรม หรือศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ การทำสมาธิของพระพุทธเจ้าคือ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ เล่ม 14 7 . มหาจัตตารีสกสูตร ( 117 ) [ 252 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอ

อ่านต่อ

ยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจัก กล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [ 253 ] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ พ่อครูว่า...การ นั่งทำสมาธิ ก็เป็นอุปการะบ้าง แม้อานาปานสติ ก็ไม่ใช่ว่าให้นั่งทำเอาเท่านั้น แต่ถ้าจะอธิบายเฉพาะว่าการนั่งก็ได้ แต่ท่านตรัสว่าก็ดี คือจะอยู่ป่าเขาถ้ำก็ดี คำว่า ก็ดี ท่านแปลจากคำว่า “วา” เขาสอนกันก็คือว่า ก็ดี ก็คือ ก็ได้ ว่าให้เอาลมหายใจเข้าออกเป็นกาย ยิ่งครบ มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูปอีก 24 ก็ต้องเรียนรู้ให้ครบ ทุก กายาคตาสติ และทุกลมหายใจ ก็คือ อานาปานสติ ให้มีสติปัฏฐาน ใครไม่เข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่มีความรู้ใน อิทธิวิธญาณ (เอโกปิ หุตวา พหิทา โหติ หรือ พหุทาปิ หุตาวา เอโก โหติ) คือหลายอันเป็นหนึ่ง หรือหนึ่งเป็นหลายอันก็ได้ คือ กายคตาสติ อานาปาสนสติ หรือ สติปัฏฐาน สามเส้านี้ ก็ เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วหนึ่งก็แยกเป็นสาม คือ ปฏิบัติสังวร สำรวม ใน โพธิปักขิยธรรม 37 ก็รวมเป็นองค์รวมเดียวคือกาโย พระพุทธเจ้าก็ตรัสใน ข้อ 230 ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 และทุกอย่างเป็น อิทัปปัจจยตา หรือเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ นี่คือหนึ่งเป็นหลายอัน หรือหลายอันเป็นหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขา แม้พระพุทธเจ้าจะพูดถึง อ้างเป็นปุคคลาธิษฐาน ก็ต้องเข้าใจให้เป็นปรมัตถ์เสมอ เอโก คือโดยส่วนตน ของตน เช่น เคล้าเคลียอารมณ์ ถึง เวทนา 108 ให้เกิด สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ คือมีญาณเห็นได้ว่าเป็น นิโรธสมบูรณ์ ถาวร เที่ยงแท้เป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ใน พระไตร ปิฎก เล่ม 16 มหาวรรคที่ 7 1 . อัสสุตวตาสูตรที่ 1 [ 230 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในจิตเป็นต้น นั้นได้เลย ฯ เมื่อวานนี้อาตมาได้ขึ้นต้นเรื่อง บุญนิยม ที่ต้องเข้าใจบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ ว่า บุญ คือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ พระบาลียืนยันชัดเจน ว่าคือการชำระกิเลสในสันดานให้หมดจด ผู้ใดจะชำระได้ต้องรู้จักกายของกิเลส วิญญาณ จะรู้ได้ด้วยการมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส เรียกสั้นๆว่ามี ผัสสะ 3 ต้องมี ปสาทรูป โคจรรูป ทำงาน กระทบแล้วมีปฏิกิริยา จิตวิญญาณทำงานเป็นนามกาย เมื่อเป็นนามกายหรือเป็นรูปกาย กาย คือองค์รวมของจิตที่รู้ร่วมกับภายนอก 1 . รูปรูป คือ มหาภูตรูป 4 คืออุตุนิยาม ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีชีวะไปเกี่ยวข้อง 2 . รูปนาม คือ รูป กับนาม ที่มาประชุมแตะกัน แต่ไม่ได้สังขารกัน ทว่าถูกรู้ได้โดยแยกกัน เป็นส่วนนาม ส่วนรูป ๓. รูปกาย คือ องค์ประชุมของรูปกับนามที่สังขารกัน ๔. นามกาย คือ องค์ประชุมของนาม(มีเฉพาะนาม) ๕. นามรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ นั้นวินิจฉัยเฉพาะนามเท่านั้น พระพุทธเจ้าเน้นที่อ่านจิต แล้วแจกเป็น เจตสิก เป็นปรมัตถ์ คำว่า กาย นี้มีนามธรรมเริ่มทำงาน คำว่ากายนี้ ไม่มีนามธรรมไม่ได้ ต้องมีนามธรรมร่วมทำงานตลอด แต่ไปเข้าใจว่า กายคือ รูปรูป หรือไปเข้าใจว่าคือแค่รูปนาม ประชุมกันเฉยๆก็ไม่ได้ ต้องมีปฏิกิริยาที่ทำงานร่วมกัน ทำงานรับรู้เต็มที่ครบพร้อม มีสติมันโต ก็ชัดเจน ต้องเกี่ยวทั้งส่วนนอกทั้งส่วนในเป็นรูป 28 แม้ นามกาย ขาดจากรูป ก็ไม่หลงผิดว่า ไปกำหนดเอาแต่ภายใน ที่เป็นสัญญาที่กำหนดจากความจำ หรือของใหม่ที่ไม่มีรากฐานเกี่ยวเนื่องจากมหาภูตรูป อันนี้คือ สัญญาความจำ แม้จะเข้าใจดีอย่างไร ก็เป็นแค่สัญญา ไม่ใช่ปัญญาที่คือ ความรู้ความจริงตามความเป็นจริง ความจริงไม่ใช่ความจำที่คือ ต้องมี ทวาร 6 ครบพร้อม ทำงานอยู่มี รูป 28 ที่ไม่ทิ้งมหาภูตรูป พระพุทธเจ้าให้อ่าน จิต มโน วิญญาณ เรียกว่า กาย ความจริง จึงต้องประกอบด้วยข้างนอก อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ต้องสัมผัสเห็น รูปนามต้องทำงานร่วมกันอยู่ เป็นรูปกาย ต้องเกิดธาตุจิต มโน วิญญาณ จึงเป็นปรมัถตธรรมคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่า รูป นี้คือรูปที่เป็นนามธรรม เป็นรูปภายใน ที่พระพุทธเจ้าเรียกกายว่าคือ จิต มโน วิญญาณ พยัญชนะเหล่านี้ หากไม่มีสภาวะ ก็แปลไปตามภาษา ซึ่งแปลได้หลายนัย ผู้ที่ได้ถึงความมีนิโรธ มีวิมุติ ท่านจะอนุโลมได้ ผู้อนุโลมภาษาโลกเรียกว่าแพ้ คือผู้ยอม แต่สิ่งที่ถูกเสนอไป เขารับก็เรียกว่าชนะ ซึ่งก็ไม่ต้องยินดีโลดแล่นดีใจ อย่าไปปรุงอารมณ์ปีติ แบบอุพเพงคาปีติ เหมือนนักฟุตบอลเตะเข้าโกลซักวันจะช็อคตายนะ ไม่ถูกต้อง ไปหาความเบาเป็นลหุตา เราจะปรุงให้แรงขึ้น ก็ได้หากมีจิตแข็งแรงเป็นมุทุตา มีฐานอัปปนา(แน่วแน่) พยัปปนา(แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนาน (ปักมั่น) อะไรเป็นกิเลสก็เอาออก เรียกว่าเป็นบุญ สำเร็จเป็นองค์ประชุมของสังกัปปะ ผ่านด่านตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วก็ผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็น Potential energy เป็นขั้วบวก เป็นสภาพปุริสัตตะ แต่ถ้าสภาพเคลื่อนไหวก็เป็น kinetic energy เป็นขั้วลบ พวกพลังงานเคลื่อนไหว ผู้ใดใช้ อภิสังขาร จัดการจิตปรุงแต่งได้ ทำให้เป็นอภิสังขาร เป็น ปุญญาภิสังขาร คือ สังขารอย่างยิ่งเท่าที่เราสามารถชำระกิเลสได้ จนกระทั่งเราไม่ต้องสังขารอีก เป็น อปุญญาภิสังขาร ก็ทำอย่าง อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นอนุรักขณาปธาน เป็นปฏิปัสสัทธิหปหาน ให้แข็งแรงเป็นอัตโนมัติเป็นเอง แข็งแรงเป็นนิจจัง ทุวัง สัสตัง เป็นสมาหิตจิต หลุดพ้นวิมุติถาวร เป็นอนัตตรังจิตตัง ชาวอโศก ทำงานร่วมกับสังคมเพิ่มขึ้น ก็ทำเท่าที่เรามีคุณสมบัติบุญนิยม ที่มีตามจริง เราค่อยๆเปิดตัวไปขยายไปตามลำดับ ประชาชนในโลกจึงได้สัมผัสได้รู้จัก ได้เห็น ได้เห็นคุณค่าหรือคุณความดี เห็น บุญนิยม จากพวกเรา เราเป็น สังคมที่คนมีพฤติกรรมลดกิเลส ได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่รวมกันเป็นหมู่ มีจิตเป็นประธาน แต่ก่อนเราก็ ทำคุณอันสมควรก่อนไปพร่ำสอนคนอื่น ลำดับการพัฒนาสู่ความสัมบูรณ์ของสังคม ตนเอง รู้แต่ทำไม่ได้ ผู้รู้ตาม เชื่อตาม แต่ทำไม่ได้ ผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม แต่ยังทำไม่ได้ กระจายทั่วมากขึ้นๆ ตนเองรู้ดีเข้าใจดีพร้อม และทำได้สำเร็จ มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และทำได้สำเร็จมากขึ้นแต่ยังกระจายกันอยู่ มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และทำได้สำเร็จมากขึ้นรวมเป็นกลุ่ม มีระบบระเบียบ มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และทำได้สำเร็จมากขึ้นเพิ่มกลุ่มมากขึ้น เป็นเครือแห มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และทำได้สำเร็จมากขั้น เพิ่มมากเป็นกลุ่มหนาแน่น ซับซ้อนสานกันเป็นเครือแหอย่างเป็นระบบ กลุ่มเครือแหทั้งหลาย รวมเป็นสังคมสาธารณโภคี อย่างมีระบบ สัมพันธ์สานกันอย่างเข้าใจกันดีปฏิบัติตนไปตามฐานะ มีการงาน สังคมสัมบูรณ์เป็นเอกภาพ โตขึ้นเป็นปีระมิด เพิ่มความสูงแล้วมีฐานกว้าง เจริญขึ้นๆ ได้อย่างเป็นสัดส่วนแข็งแรง ยั่งยืนสุขสำราญ

เป็นคุณลักษณะ คุณสมบัติ ของบุญนิยม เกิดขึ้นเรื่อยๆ อาตมาก็รู้ว่าภาวะบุญนิยมที่เกิด ประชาชนท่านใดสัมผัส เจ้าตัวก็รู้ได้เองว่าเป็นคุณ หรือบางคนเห็นเป็นโทษ มองดูเป็นเรื่องตลก ดัดจริตก็มี คนเข้าใจเพิ่มก็มี ยุคนี้ มันควรเป็น ยุคเปิดโลกบุญนิยม ได้แล้ว เรามีรูปธรรมใดที่พอจะไปร่วมกับสังคมเขาได้เราก็ทำ 1 . อะไรที่เขาไม่ไว้ใจเรา เราก็ไม่ไปทำด้วย หรือเราประมาณแล้วว่าเราไม่เข้าร่วมได้เราก็ไม่ทำ 2 . หรือว่าเราประมาณตนแล้วว่ากำลังเราไม่ไหว เราก็ไม่ไปร่วม สุดวิสัย และ 3 . โอกาสไม่มี เราอยากไปร่วมแต่โอกาสไม่ได้ 4 . อยากไปร่วมแต่เขารังเกียจไม่อยากให้ไปร่วม ทฤษฎีที่เรายืนยันว่า สัมมาทิฏฐิ ตามภูมิของอาตมา แล้วพวกเราก็เห็นสอดร้อย เอามาปฏิบัติดีขึ้นเรื่อยๆ ขอถามพวกเราบ้างว่า ยุคปัจจุบันสังคมเกือบทั้งโลกที่เขาเป็นกันนี่ ไม่ใช่ยุคอาริยะที่แท้ เป็นยุคใกล้กลียุค โดยมีลักษณะของทุนนิยมประชาชนชัดเจน ประชาชนที่พวกนายทุนหรือ ศักดินาฮั้วกับนายทุน แต่ก่อนนักธุรกิจกับนักการเมือง เขาแยกกันนะ ไม่ร่วมมือกัน เขารู้ว่าร่วมมือกันแล้วจะแรงรวบอำนาจเผด็จการ ในประชาชนเขาจะรู้ว่าไม่ควรทำ ลักษณะของทุนนิยมกับกำลังคือกองทหาร จะไม่รวมกันหากรวมกันเมื่อไหรก็เป็นอำนาจใหญ่เผด็จการเต็มที่เลย เขาระวังกัน แต่เดี๋ยวนี้มันร่วมกันเห็นๆ ที่เรียกว่า อำนาจศักดินา ที่สังคมเขายกให้หรือกลัว มีอำนาจ ส่วน อำนาจโดยธรรม เป็นอำนาจพิเศษ ที่ท่านใช้ความเบา ลหุตาทำงาน อย่างในหลวงท่านทำงาน มีคนบอกว่าอาตมาลำเอียง ไปยกในหลวงเกินไป อาตมานี่ไม่ได้หลงในหลวง แต่อาตมายกในหลวงน้อยเกินไป อาตมาชัดว่าคุณธรรมคุณค่าในหลวงมีมากอย่างไร อาตมายกน้อยไปด้วย ท่านกตฺตสีโลภิกขุ ท่านก็ว่าขอต่างคนต่างอยู่ แต่วันนี้ขออภัยที ่ พูดถึง แล้ว อำนาจที่ยัดเยียดกัน ก็ไม่ควรทำ อำนาจที่เรียกว่า Force นั้นไม่ควรใช้ ต้องใช้อำนาจที่เรียกว่า Authority เป็น อำนาจที่เขาสาธุการยกให้ อย่างในหลวงเรานี่ท่านทำความจริง ทำความดี ของพระองค์เอง คนก็เห็นได้ไม่บอดขนาดนั้น มีปฏิภาณรู้ ทั่วประเทศแม้ต่างประเทศ สหประชาชาติ มอบรางวัลให้เลย เป็นเรื่องจริงที่พระองค์มีพระจริยาวัตรที่งดงาม ดีงามแท้จริง การไปด่าว่าผู้ที่เป็นอาริยบุคคลนั้นมีวิบาก ในหลวงท่านเป็นกษัตริย์แล้วเขาก็ว่าให้เสมอภาค เท่ากับประชาชนหมด ก็จะเป็นได้อย่างไร ซึ่ง วิบากของการกล่าวโทษติเตียนให้ร้ายพระอาริยะ มีถึง 10 ประการ 1 . ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ 2 . เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว 3 . สัทธรรมย่อมไม่ผ่องแผ้ว 4 . เป็นผู้หลงเข้าใจว่าตนบรรลุในสัทธรรม 5 . ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ 6 . ต้องอาบัติเศร้าหมอง 7 . ย่อมถูกโรคอย่างหนัก 8 . ถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน 9 . เป็นผู้หลงใหลกระทำกาละ (อยู่อย่างประมาท ชอบทำบาปให้แก่ตน ตายไม่มีสติ) 10 . เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก (พยสนสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 88 )

ตายแล้วตกนรก ....ตายแล้ว มีแต่กองผลของวิบาก ผู้ตายไป ที่มี นรก อกุศล มีบาป มีกองกิเลสมากทำงานอยู่จริง สั่งสมเป็นผลวิบากจากกรรมที่ทำ มันมีนามธรรมที่เป็นจิตนิยาม ผู้ไม่ได้ศึกษาจนล้างกิเลสหมดจริงมีญาณปัญญารู้แจ้งว่า จิตเกาะกุมอย่างไร สามารถถ้าเราไม่มีเจตนาให้จิตเกาะกุมกันก็ให้สลายได้แต่ถ้าจะตั้งจิตให้เกาะยึดไว้เป็นวิภวตัณหาก็ทำได้ ตั้งจิตจะอยู่ ไม่ปรินิพพานก็ตั้งจิตสู่พุทธภูมิต่อไป ผู้ที่ยังไม่มีจิตสะอาด มีกิเลสเยอะแยะ เป็นพลังงานแท้ของผู้นั้น ก็ต้องจมทุกข์ทรมาน เพราะไม่มีมหาภูตรูป 4 แล้วไม่มีอวัยวะ 32 แล้ว ก็เหลือแต่อาการ 33 เป็นอาการพิเศษของนามธรรม โดยเฉพาะ ผู้คนหลงสวรรค์ ก็ อยากได้ดาวดึงส์ แต่อยากก็ไม่ได้ เพราะต้องไปตามผลกรรมวิบาก ที่สั่งสมไว้ ก็คือความจริงในความจำที่คุณกำหนดไม่ได้แล้ว คุณไม่มีสุรภาโว ไม่มีอุปกรณ์ ในการทำตามตัณหา ที่เป็นกาม เป็นพยาบาท เท่าไหร่ มันก็ไม่มีพลัง พลังงานของ จิตที่ไม่มีสุรภาโว สติมันโต นั้น จิตจะมีพลังไม่แข็งแรง แต่ พลังงานของกรรมวิบากจะแรงกว่า เขาก็ไม่สามารถอยู่กับดาวดึงส์ อย่างนอนหลับ นี่สติก็ตกแล้ว ทั้งที่ไม่ขาดจากดินน้ำไฟลมนะ ยิ่งถ้าขาดจากดินน้ำไฟลม ก็ยิ่งสติตก ไม่มีสติเลย ตอนหลับนี่ อุปกรณ์ก็ทำงานได้น้อยแล้ว อธิบายเหมือนเคมีทางจิต ก็ทำงานได้น้อย กรรมกิริยาของจิตอกุศลจึงแรง เป็นเจ้าเรือน ผู้มีอกุศลมาก ไม่ได้สร้างวสีที่จะต้านไม่ให้อกุศลทำงาน ตายไปจึงทุกข์ ไม่ได้ดังใจ นี่แหละ คือ ทุกข์ กิเลสเป็นเจ้าเรือนจะดิ้นรนเหมือนติดยาเสพติดเสี้ยนยา จะฆ่าพ่อแม่ทำร้ายอะไรได้หมด นั่นแหละคือสัตว์นรกแล้ว ในนามธรรมทำเลวร้ายได้ยิ่งกว่าอีก ตอนตายนี่อาการต ก นรกจะร้ายแรง รุนแรงยิ่งกว่าตอนเป็นๆ สิบเท่าร้อยเท่าเลยนะ แบ่งบุญบาปไม่ได้ มันเป็นสันทิฏฐิโก โอปนยิโก แบ่งใครไม่ได้ ถ้าแบ่งบุญบาป ได้พระพุทธเจ้าก็แบ่งให้ได้สิ แต่นี่ไม่ได้ แม้ลูกท่านก็แบ่งไม่ได้ บุญเป็นอาวุธใช้ทำลายกิเลสแบ่งกันไม่ได้ แต่ไปเข้าใจว่าบุญคือ ลาภยศสรรเสริญ เป็นชิ้นเป็นอัน หรือว่าเป็นความฟูใจไปอีก ก็ผิดเพี้ยนตลก แบ่งบุญแบ่งบาป เป็นเรื่องตลกในศาสนาพุทธ ทำอย่างไรจะมีการศึกษา ระบบ ที่โน้ ม เน้นให้ การศึกษาเกิดธรรมะ ให้คนได้ธรรมะกัน จะร่างร ัฐธรรมนูญ กฎหมายอะไร ก็ขอให้โน้มมาทางนี้ ไม่ต้องห่วงว่าจะขาดความรู้ ความรู้มากแล้ว ที่จะให้ไปล่าโลกธรรม แต่ว่าความรู้คุณธรรมแบบพุทธ น่าจะเอาไปร่างกัน เช่น ท่านสมเด็จวัดปากน้ำ ที่รักษาการสังฆราช ท่านบอกว่าให้หมู่บ้านมีศีล 5 อย่างนี้แหละดี ให้แพร่หลายให้ได้ ถ้าทำได้ก็ไปรอด ขอฝากคณะ สนช. สปช.นี่ ไปด้วยเรื่องนี้ จะทำอย่างไรออกระเบียบให้โน้มนำไปสู่การเกิดธรรมะ เกิดคุณธรรม นี่สำคัญกว่าอะไรเลย เพราะความรู้ทุกวันนี้ฉลาดมาก แต่แกมโกง มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน ทำอย่างไรจะระงับหรือลดกิเลสได้ เป็นเอกไปรอดหากทำได้ การลำระกิเลสได้ก็เป็นบุญ ซึ่งไม่ได้เป็นศัตรูกับทุนนิยม ระบบทั่วไปเป็นกุศลนิยม ลัทธิคุณงามความดี ยังไม่ถึงบุญนิยม ยังไม่เป็นอุปกรณ์ชำระกิเลสด้วยวิธีวิปัสสนาวิธี หรือสมถะวิธี แล้วมีญาณตามรู้เห็นกิเลส ทำกิเลสจางคลายแล้ว เห็นกิเลสดับด้วยญาณปัญญาแท้จริง ปฏิบัติเป็น ลัทธิบุญนิยม จะได้แก้ขาปัญหา ทุนนิยม เราไม่ไปล้มล้างเขา เขาก็หาสมาชิกของเขา แต่เราไม่ไปโฆษณา ให้อามิส ให้คนมาเอาบุญนิยม แต่เราประกาศความจริงใครรับได้ ก็เอาไปทำ ไม่บังคับ ไม่หลอก ไม่ประเล้าประโลม อาตมาพยายามทำ ตามพระพุทธเจ้าว่าลัทธินี้ไม่ได้เพื่อต้องการบริวาร ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 25 )

บุญนิยมไม่ได้ไปทำร้าย ทุน นิยม แต่อาจพูดได้ว่าทุนนิยมน่ะจะทำร้ายบุญนิยม ก็พูดไม่ผิด เพราะว่าจิตใจมีกิเลสอยู่ ทุนนิยมแข็งมาก แต่เราก็สำเสนอบุญนิยมเป็นสินค้าให้เลือกเอา เราไม่ยัดเยียด เผยแพร่ไปตามกำลัง ทุนนิยมกับบุญนิยม ไปกันคนละทิศ 180 องศา เลย ทุนนิยมมุ่งไปรวย แต่บุญนิยมมุ่งมาจน จนหมดตัวตนเลย แล้วหมดตัวตนก็ยิ่งมีตัวตนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นได้แท้จริง นามธรรมที่ว่า อยากได้ เรียกว่า ตัณหา เกิดอาการอยากได้ในจิตเรียกว่าตัณหาแต่ถ้าตัณหาอยากล้างภพชาติ เป็นความอยากอุดมการณ์ ในตัณหา 3 นี้ คือวิภวตัณหาแต่ทุกวันนี้เข้าใจผิดไปว่า อยากไม่ได้เลยก็เลยใช้พลังงานไม่ได้เลยแม้พลังงานกุศลก็ใช้ไม่ได้กลายเป็นอุเบกขาเฉยเอ๋อ ผิดพุทธธรรมเลย ในพระ ไตรปิฎก เล่ม24 ข ้อ58 ใน มูลสูตร หรือใน สุริยเปยยาลสูตร

ในมูลสูตร 1 . มี ฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ต้องรู้จัก หทยรูป อยู่ใน กาย ยาววาหนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ นี้ เวลาเกิดอาการจิตโกรธ นี่มันเกิดในจิตไม่ได้อยู่ที่ไหน ปรุงแต่งตรงไหน ก็คือ หทยรูป ไม่ใช่ว่าไปอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 มีน้ำใสสีฟ้าอยู่ อย่างนี้ผิดสภาวะ แต่จะยึดสมมุติสถานที่เช่นนั้น ก็ไม่ว่าแต่ให้รู้อาการของนามธรรม ว่ามันมีชีวิตอยู่นะ ชีวิตสัตว์อบาย มันมีอยู่ใ น คน ที่ไม่ได้ล้าง รู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านให้เห็นกำหนดให้รู้ มีชีวิตสัตว์อยู่ เป็น โอปปาติกโยนิ เราก็ชัดแล้วจับตัวมันได้เรียกว่า สักกายะ เป็นชีวิตรูปที่อาศัย อาหาร 4 อยู่ เราก็กำหนด กรอบปฏิบัติ ตัดเป็นปริเฉท ให้กับตน เช่น กรอบศีล 5 หรือ กรอบศีล 8 ทำจนสะอาดตรวจสอบถึงอรูปฌานไปอีก จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ทำได้ก็อยู่กับวิญญัติรูป ทั้งคำพูดท่าทางลีลาแสดงออก เพื่อให้คนได้เข้าใจสิ่งวิเศษ เป็นประโยชน์ท่าน โดยอนุโลมปฏิโลม โดยสัจจานุโลมมิกญาณ สังขารุเปกขาญาณ คำนึงว่าไม่ให้แรงเกินไป แต่ทุกวันนี้ยุคคนหยาบ ก็ต้องใช้อาวุธแรงหน่อย ก็ต้องปรุงแรงขนาดนี้ก็สามารถปรับจิตตนเองได้ มีความเป็นจิตหัวอ่อน ดัดได้ประมาณนี้ จึงได้ผลเป็นเช่นนี้ในสังคม ผู้ผ่านปริเฉทรูป จึงอยู่อย่างใช้ วิญญัติรูป อย่าง วิการรูป ส่วน ลักขณรูป นั้นเราก็เป็นคนกำหนดได้ว่า จะให้เกิดขนาดไหน ประมาณโดยจิตเรา รู้ว่าจะให้อะไรเจริญหรือเสื่อม ก็ประมาณได้ทำได้ เมื่อเรามี ปสาทรูป มี โคจรรูป เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ปรุงแต่งกันไป โดยคำนึงถึงสิ่งปรากฏ เรียกว่าภาวะ สิ่งปรากฏ ไม่ใช่ความจำ เราอยู่กับความจริง ส่วนที่เราอยู่กับสังคมก็เป็นสมมุติสัจจะ ที่เราต้องอยู่กับคนอื่น ต้องประมาณตลอดเวลา ท่านประมาณไว้ว่า เป็นอัตตาของอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ ปุริสภาวะ คือ ความจบรอบ ไปตามฐานะที่เราจะทำได้ ถ้าทำได้เพิ่มเป็นอธิศีลได้ก็เจริญไปตามลำดับ ผู้ใดทำได้ตามที่อาตมาพูด ก็จะเกิดบุญเกิดความเจริญในธรรม มีสภาวะจริง ได้มรรคผล เกิดพลังแท้ของมนุษย์ บุญสูงสุดคือ ชำระกิเลสได้หมด หมดบาป อกุศลจิตไม่ทำแล้ว แต่อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่เราแก้ปัจจุบันได้ กำจัดกิเลสได้ ก็คือกำจัดบาป เมื่อสิ้นกิเลส ก็ไม่มีบาปจะต้องชำระ แล้ว กิเลสสิ้นแล้ว ก็ไม่ต้องทำการชำระ ก็ ไม่ต้องทำบุญอีก ไม่ได้ต้องได้บุญอีก มันจบไปแล้ว มันแข็งแรง ถาวร เป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็นผู้หมดบาปหมดบุญ แต่ท่า น ก็มีขันธ์ 5 อยู่ เป็นคนเป็นๆ แต่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี เพราะได้ทำใจตนให้บริสุทธิ์ การได้ บุญแบบโลกุตระ คือ ได้ปหารกิเลสล้างกิเลสออกไป แต่ถ้าเข้าใจเพี้ยนไป หมายความว่าบุญเขาหมายว่า คือสิ่งที่จะได้มา แต่การเอาออกไปหมดก็ได้ความเอาออกไป เอาออกหมดก็คือ ความไม่มี อยู่ใน พระไตร ปิฎก เล่ม16 ข ้อ43 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วย อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ ผู้ฟังแล้วเข้าใจแล้วก็ดี แต่ผู้ที่ฟังแล้วไม่เข้าใจงงงง ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจแล้วปฏิบัติให้มีสภาวะเทียงเคียงกับธรรมะพระพุทธเจ้า ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ อาตมามั่นใจว่าจะช่วยโลกกอบกู้โลกได้อย่างแท้จริง เมืองไทย พ.ศ. 2558 นี้ ให้ตื่นเสียที จงคำนึงถึงธรรมให้ดี อย่าไปคำนึงถึงแค่กรอบ แม้กรอบจะดีอย่างไร ก็สู้กิเลสของคนโกงไม่ได้หรอก ก็ฝากถึงคณะผู้บริหารจัดการประเทศด้วย ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน