571228_ทวย.งานว.บบบ.ครั้งที่ ๓ รื่อง เปิดยุคบุญนิยม ตอน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข26 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571228_ท ำวัตรเย็น งานว.บบบ. ครั้งที่ 3 เรื่อง บุญคือการทำสงครามกับกิเลส

พ่อครูว่า… วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ครั้งนี้เป็น ว.บบบ รุ่นที่ 3 อาตมาก็เห็นกิริยาตื่นตัว ทางกาย วาจา แล้วก็ไม่ผิดที่ว่ากิริยานี้มาจากใจ เห็นได้ว่าพวกเรามีค่ารวม มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติว่า เรารื่นเริงในธรรม ขณะนี้เราก็ยังไม่ระลึกถึงข้อสอบ อยู่ในช่วงบำเพ็ญคุณกัน แต่เมื่อถึงวันที่ 1 ก็จะระลึกถึงการสอบก็ว่ากันไป เรื่องที่อาตมาต้องเน้น ต้องเปิดเผยต่อโลก ที่เป็นสัจจะที่เกิดจริงได้ เช่นกลุ่มพวกเราเป็นต้น ที่เราได้เริ่มมาแล้ว มาจนถึงบัดนี้ ได้แสดงภาวะองค์รวม คือ กาย คือความเป็น กายะ หรือ กายํ เป็น กายา (พหุพจน์) แสดงออกภาวะองค์รวม ที่เป็นปึกแผ่น ที่เรามีคุณสมบัติ ที่เรามีในตน ที่เป็นคุณ ที่เรียกว่าได้บุญ เป็นสิ่งที่เป็นทางดี เป็นสมบัติของเรา ที่เป็นบุญแบบพุทธ อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วเราต้องมีภาวะ คุณธรรม ถึงขั้น คุณวิเศษ เป็นความรู้ความสามารถ ควบรวมเป็น คุณนิธิ ที่เป็นคลังแห่งความดี ที่มีมากพอจนเป็น คุณราศี คือ มีคุณธรรมที่เรามีเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษมีมากจนแผ่พลังให้คนอื่นได้เรียกว่าคุณราศี แผ่เป็นพฤติกรรมทางกายกรรม วจีกรรม หรือมีราศีรังสีอื่นก็ตาม ที่ออกไปพร้อมกายหรือวาจา ที่ออกไปเป็น กายวิญญัติ หรือ วจีวิญญัติ ก็ มาจากมโน จิตของผู้นั้นที่มีคุณวิเศษ เมื่อมีอย่างนี้คนที่สัมผัสก็พอรับรู้ได้ และก็จะพออ่านออกว่า คุณสมบัติของชาวบุญนิยมเป็นอย่างนี้ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดในบุคคลหมู่กลุ่ม แล้วมีบทบาท ตั้งแต่อาชีวะ กัมมันตะ วาจา ซึ่งมาจากระบบความนึกคิดของคน พระพุทธเจ้าท่านตราสูตรต่างๆเราก็ได้ปฏิบัติตามนั้นมา จะเป็นการงานอาชีพ ก็บ่งบอกว่าพ้นจากกุหนา กุหนา คือ หยาบเห็นๆ หน้าด้าน หน้

อ่านต่อ

าทน ส่วน ลปนา นี่ ทำ โกงอย่างกลบเกลื่อน หลอกลวง ทุจริต ไม่ดี ให้คนอื่นหลงผิดได้ พรรคพวกเยอะ เรียกว่าอาชีพชั่ว กุหนา ลปนา เป็นมิจฉาชีพที่จะต้องหลุดพ้นก่อน ไม่มีในหมู่กลุ่มสังคมนั้น อย่าง ชาวอโศก นี่เขาจะเรียกว่า พวกเคร่งศีล มันมีผลทั้งภายนอก และภายใน เป็นบาทฐานของการปฏิบัติ ศีลของชาวอโศก คนจะเห็นว่าเคร่ง อย่าง อ.หมอประเวศ ก็บอกว่าถ้าจะเอาศีลก็ไปอโศก ไปสมาธิก็ไปธรรมกาย ไปด้านปัญญาก็ไปที่สวนโมกข์ เป็นต้น แต่แท้จริงแล้ว ศีล ก็ ขัดเกลาถึงจิต ดูใน กิมัตถิยสูตร อโศกไม่มี กุหนา ลปนา อโศกอยู่ในระดับ เนมิตกตา ต้องระวังสังวร (เนมิตกตาแปลว่า เสี่ยงโชค ) เราไม่เสี่ยงแบบโลก แต่เรา เสี่ยงทางธรรม ว่าเราจะเจริญไหม ในศีลของเรา อย่างศีล 10 นี่ สามารถปฏิบัติให้ถึงอรหันต์ได้ มีโภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ มีชีวิตอยู่กับ สาธารณโภคี อยู่กับกองกลาง ซึ่งเป็นได้จริง ไม่ใช่ว่าแค่อวดโชว์ แต่เราทำด้วยทางกายและจิตที่จริง เมื่อปฏิบัติได้ ก็มีคุณราศี เป็นคุณสมบัติที่ระดับ อุตริมนุสสธรรม เป็นโลกุตระทีเดียวที่ทวนกระแสโลก เป็นคนมาจนไม่สะสม สละออกเกื้อกูลโลก รับใช้โลก เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) มีอยู่ในหมู่ชาวเราที่มั่นใจ นานเป็น 30 ปีแล้วก็ยังมีสภาพแข็งแรงมั่นคง มีผู้ทำถึง นิปเปสิกตา มอ บ ตนในทางที่ถูก แต่ถ้ามอบตนในทางที่ผิด คือไปรับใช้คนที่ผิด เอาเปรียบโลก รับใช้คนโลกีย์ อย่างนี้ไม่พ้นนิปเปสิกตา เช่น สมมุติว่าเราเป็นคนบริสุทธิ์ แต่ในบริษัทของเขาไม่บริสุทธิ์ มีโกงกิน เราก็รับรายได้เงินเดือนจากเขา เราบริสุทธิ์ เรายังเป็นหน่วยในข้องนั้น เป็นปลาเน่าในข้องเน่านั้น คนจะบริสุทธิ์ได้ ปฏิบัติอาชีพที่บริสุทธิ์ ถ้าเราไม่ไปมอบตนในทางผิดก็มีสองอย่าง 1 .ทำอาชีพส่วนตัว ที่ไม่โกงกินไม่ทุจริต แต่ถ้าเป็นอาชีพรับใช้อื่น ก็น้อยมากเลย เช่นข้าราชการเป็นต้นหาสุจริตยากมาก ยิ่งทางธุรกิจการค้าที่จะมอบตนในบริษัท ก็ไม่ต้องพูดเลย มีคอรัปชั่น ติดสินบนโกงบัญชี ต่างๆนานาสารพัด ยาก จึงต้องทำงานส่วนตัว 2 .ต้องมาอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศกจึงพ้นได้ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกยากมากที่จะพ้นได้ แต่ของเราทำงานฟรีได้ ถึงขั้น ลาเภ น ลาภัง นิชิค ิ งสนตา ไม่เอาการใช้ลาภแลกลาภ แล้ว ในหมู่พวกเราชาวอโศก จึงเป็นหมู่ที่มีคุณภาพพ้นมิจฉาชีพได้อย่างสง่างามมากเลย ไม่ได้คุยโอ่อวดนะ แต่ขอย้ำอ้างอิงตัวพวกเรา ให้มาเช็คผลดู ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน มาได้ 30 ปีกว่าแล้ว ในความเป็นสังคมมนุษย์ที่มีพฤติกรรมเป็นจริงได้ แค่ใด ให้พวกเราตรวจสอบ มีปัญญาดีก็พัฒนาตัวเองให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ คุณสมบัติของ บุญนิยม ต้องเป็นคุณธรรมถึงขั้น คุณวิเศษ เป็นอุตริมนุสธรรม เป็นเรื่องเป็นไปได้ ไม่ใช่ลึกลับ อ่านไม่ออก จริงหรือไม่? เป็นไปตาม อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1 . อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2 . อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3 . อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา 8 เป็น ปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัย จึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ใน อิทธิปาฏิหาริย์ และ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ การทำ ทาน ก็เป็น อุตริมนุสธรรม มีผล โลกุตระ แม้ศีลก็เป็นโลกุตระ เพราะจิตเราไม่ต้องการจะทำร้ายทำลาย เอ็นดู เกื้อกูลจริง จนไม่ไปทำร้ายสัตว์ใด แม้จะเอาเนื้อสัตว์มากินก็ไม่ จิตก็ลดได้จริง แม้ความโลภก็ลด นั่นคือศีลมีผลทางจิตโลกุตระ มี ภาวนา คือ การเกิดผล แต่เดี๋ยวนี้ไปทำแบบสะกดจิต ทั้งที่ ภาวนา เป็นผลจากการปฏิบัติ ทาน ปฏิบัติ ศีล เป็นอาริยธรรมโลกุตรธรรม ให้ละหน่ายคลายจางกิเลสได้ แต่ไปแปลภาวนาว่าเป็นมรรค ไปนั่งบำเพ็ญ หรือว่าไปนั่งท่องบ่น หรือนั่งสมาธิ ก็เพี้ยนไปหมด ภาวนา คือ หุตัง เป็น ผลที่เกิดในจิต สังเวยที่บูชาแล้วมีผล ก็คือ ปฏิบัติบูชา แล้วจิตมีผล ตรวจสอบได้ว่าจิตเรามีผลแค่ไหน จางคลาย หรือดับได้สนิท เป็นคุณธรรมที่จะละกิเลสได้จริง แล้วเช็คผลว่า เราก็อยู่กับสังคม เปิดทวาร 5 แล้วเราก็อ่านได้ว่า เรามีกิเลสเหลือหรือไม่ เห็นอยู่โทนโท่ มีอิตถีภาวะ และปุริสภาวะอย่างไร ซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์ ไม่ใช่เรื่องของเพศอย่างเป็นร่างสรีระ เป็นบุญได้ ผู้ได้บุญต้องมีคุณธรรมขั้นนี้ ปฏิบัติแล้ว ลดกิเลสได้ เป็นส่วนแห่งบุญ เป็น ปุญญภาคิยา คือ ส่วนแห่งการชำระกิเลส ไปได้ตามลำดับ ถ้าชำระได้หมดก็รู้ว่าหมด การได้บุญที่อาตมาเน้นต้องเข้าใจบุญให้ถูก ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าบุญนิยมคืออย่างไร ? ค้าบุญคือบาปกันเกลื่อน ได้บุญเป็นบาปกันได้เยอะ ไม่ได้ใส่ความหรือว่านะ แต่เอาสัจธรรมมาแฉ เปิดเผยให้เห็นความจริง อาตมาไม่ได้เกลียดชังใคร เกรงใจแต่ก็ต้องทำเพราะไม่มีทางเลี่ยง ถ้าไม่เข้าใจบุญให้ถูก ก็ไปไหนไม่รอด บุญนิยม เป็นระบบที่เก่ามาก พระพุทธเจ้าอุบัติก็มี ลัทธิบุญ อย่างสัมมาทิฏฐิ ที่จริงคำว่าบุญในยุคนั้นก็เพี้ยนๆอยู่ แต่พระพุทธเจ้าก็เน้นเข้าหาสาระจริง ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีเก่า แต่ว่ายุคนี้ต้องยิ่งใหม่เลย ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง คำว่าบุญคือ สัจจะ ทันสมัยยิ่งกว่าด้วยในยุคนี้ ล้ำสมัยเกินไป อาตมาว่าเมืองไทยเอง คำว่าบุญมันล้ำยุคไปไม่รู้เท่าไหร่ อาจถึง 10 ปีเลย แต่ไม่แน่เมืองนอกอาจรู้บุญได้เร็วกว่าไทย ถ้าไทยยังงงอยู่เช่นนี้ ไม่มีปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ แต่ว่าไม่น่าจะนานนัก อาตมาทำงานมา 30 กว่าปีก็หนัก แต่ไม่ท้อ ไม่ได้เอากิเลสมาล่อ อย่างเณรคำยังมีสมาชิกมากกว่าอาตมา สำนักที่เขาเอาอะไรมาล่อ ก็ได้บริวารเยอะ แต่อย่างเราทำนี่ยาก ที่จะมีคนเข้าใจยาก แต่ไม่ท้อ ต้องทำเพราะดีที่สุด ถึงอย่างไรแม้จะตายก็ยังไม่ตายง่ายๆ จะพยายามอยู่เพื่อเปิดเผยความจริงอันนี้ คำว่าบุญนี้ เป็นของเก่า แต่นำสมัยยิ่งจริงๆ นำไปไกล นำล้ำยุคสมัย ใครเข้าใจบุญแล้ว ทำให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ คนนั้นนำสมัยสุดยอดแฟชั่น อาตมาเป็นพรีเซนเตอร์ชั้น 1 นะ พวกเราเดินแฟชั่นกันเกลื่อน โชว์พฤติกรรม เป็นแฟชั่นมนุษยชาติ ไม่ใช่อยู่ที่สวยเพชรนิลจินดา อบายมุข ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่โลกีย์หยาบ แต่ว่าเป็นขั้นอาริยธรรม แม้แต่สมัยนี้คนเขาถวิลหานะ พยายามแสวงค้นหาระบบที่จะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนใจ มีแต่ความเป็นอยู่ที่เสียสละให้แก่กัน ไม่โหดร้ายรุนแรง แบ่งกันกินใช้ ลึกๆเขาถวิลหากันนะ แต่ความจริงจะเป็นได้แค่ไหน อย่างไร บุญนิยมทำให้คนอยู่เย็นเป็นสุข หากไม่มีกิเลสวิตถารกันเกิน ก็ต้องถวิลหา เป็นความวิเศษล้นของสังคม ผู้มีสุขแบบบุญนิยม เป็นวูปสโมสุข หรือปรมังสุขัง อาตมาแปลว่ายิ่งกว่าสุข ไม่ใช่สุขโลกีย์ และมีชีวิต พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ระบบทุนนิยม ที่เขาเป็นกันนี่ดูดเลือดกันอย่างเลวร้ายรุนแรง เราไม่ได้ไปรบกับเขา แต่เขาฆ่ากันเองเขาดูดกันเองสู้กันเอง แม้คนจนหรือรวย คนจนเป็นเหยื่อ เขาสู้ทำร้ายกัน แย่งกันต่างคนต่างเอา แต่ชาวบุญนิยมนี่ต่างคนต่างให้ ไม่เป็นศัตรูกับเขาเลย เขาจะเอาก็เอา เราไม่ได้แย่งกับเขา เราเสียสละไม่กอบโกยเอาเปรียบ ก็ไม่เป็นศัตรูทุนนิยม ทำให้เขาเบาด้วย ผู้มาอยู่กับบุญนิยมก็จะพ้นวงจรเหล่านั้น เราไม่แข่งเขาหรอก เราแพ้เห็นๆ อัตราก้าวหน้าทุนนิยมมากกว่าบุญนิยมหลายต่อ บุญนิยมจะไม่ก้าวหน้าเท่าทันทุนนิยมหรอก อาตมาไม่ได้งง ไม่น้อยใจ ไม่ตะกละ เราก็ทำเต็มที่ ได้เท่าไรก็เอา แต่ทุนนิยมกดดันไปถึงขีด ถึง จุดวิกฤติ ก็จะระเบิด เพราะเขาพยายามปิดอโศก แต่พอถึงจุดได้ขีดขนาด ก็จะระเบิดออกมา เขารู้ว่าดี แต่ไม่แสดงออกคือลักษณะกดข่ม ไม่ยอมมาช่วยอโศก ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้เขาไม่มาช่วย ยุคนี้เป็นยุคอัตตา เป็นยุคเห็นแก่พวก อัตตามานะ รักหน้า อาตมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไร ได้ก็ได้ อาตมาว่าการได้คนที่เจริญเป็นโลกุตระอาริยะแม้คนเดียวก็ถือว่า ราคาสูงมาก จบดร.สิบใบ อาตมาว่าไม่ชื่นใจเท่านะ คนที่จบดร.สิบใบ ก็ไม่เท่าคนมาเป็นโลกุตระ แม้แค่โสดาบัน ก็ราคาแพงกว่ามาก อุปสงค์สูงมาก อาตมาเองอาตมาตีราคาเองว่าแพง อาตมาสบายใจ คนจะมาทีละน้อยก็ไม่ว่า แต่จะมามากก็ดี อาตมาไม่ได้เป็นคนสติเสีย ก็เข้าใจ ถ้ามามากก็ดี แต่มาน้อยก็รู้ เพราะว่าการศึกษาพุทธศาสตร์ทุกวันนี้เพียนไปมาก จนแม้พุทธศาสนาส่วนใหญ่ ก็ต้องขออภัยว่าเขาได้เข้าสู่ระบบทุนนิยม อย่างแก่งแย่งลาภยศกันอย่างไม่อาย แค่สามัญยุคนี้แย่งลาภยศโลกีย์เหมือนคฤหัสถ์ ต้องขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเอาบุญนี่มาเป็นสินค้า พูดกันหน้าตาเฉย ว่ามาเอาบุญ ทำบุญ เพราะคำว่าบุญเพี้ยนผิดไป แทบจะพูดกันไม่รู้เรื่องเลย บุญ คือ เครื่องมือที่ชำระกิเลส ปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ กิเลสจะลดลง นั่นคือได้บุญ ไม่ได้เป็นโลกียะเลย แม้จะว่าทำบุญแล้วสบายใจได้บุญ นั่นไม่ใช่เลย บุญแท้ ไม่ใช่การสบายใจ ที่ได้เสียสละ แต่บุญนั้นถ้าคุณจะสบายใจดีใจ ต้องได้เห็นว่าจิตคุณได้ลดกิเลส นั่นคือบุญ แต่ที่คุณสบายใจ ได้เสียสละ ได้เป็นเจ้าบุญ เจ้าคุณได้เสียสละ หน้าตาเบิกบาน ใครก็ว่าใจดีจัง ได้หน้าบาน ก็ได้สภาวะโลกียธรรม ไม่ใช่บุญเลย ที่ได้โลกธรรมเพิ่ม บำเรอกิเลสไม่ใช่บุญ มันทำให้จิตผยองกิเลสโตมากขึ้น ส่วน บาป นั้นคือ กิเลส แต่เขาทำบุญก็ทีไรได้กิเลส อย่างน้อยก็อุปกิเลส มีปีติที่ ได้ทำดี ได้ทำทาน ทำดีแล้วใจพอง แม้แต่คุณทำกิเลสลดแล้ว มีปีติ ซึ่งปีตินี้เป็นโสมนัสเนกขัมมสิตะ หรือไปนั่งสงบจิตเป็นปีติ ก็ไม่ใช่โลกุตระนะ ใจคุณฟูใจที่ยินดีในการลดกิเลส ท่านก็ให้ลดปีติ อย่างให้เป็น อุพเพงคาปีติ ให้เป็น ผรณาปีติ ให้บางเบา ไม่อย่างนั้นจิตฟูฟอง ดีใจมาก เหมือนที่เขาปลุกเร้าคนให้ยินดีในกีฬาเป็นตน พวกนี้กิเลสอ้วนๆ สักวันก็ช็อกตาย เพราะยินดีในโลกีย์ ในอบายมุขต่างๆ คนส่งเสริมกันทั่วโลก ในการบันเทิงก็เป็นอบายมุข ไม่ว่าเชิงธุรกิจ หรือการเมืองก็เอาเปรียบกัน เป็นอบายมุขทั้งนั้น บุญกับบาป หากไม่เข้าใจ ไปยึดกว่าโลกียะคือบุญ ก็ทำให้กิเลสหนาอ้วนขึ้นๆ ปุถุ แปลว่าหนาใหญ่อ้วน การทวีขึ้นของกิเลสเลย ปุถุชน เพราะเข้าใจคำว่าบุญหรือบาปผิดไป เอาคำว่า บุญ ไปปนกับ กุศล ที่เป็นความดีทั่วไป เขาเข้าใจได้บ้างในเรื่องกาม แต่ว่าเรื่องอัตตา เขาไม่รู้เรื่องกัน เขาเข้าใจแค่ว่าก็อัตตาไม่มีแล้วนี่ เข้าใจเป็นตรรกะก็เลยไม่ศึกษา ใครมาพูดเรื่องอัตตา เขาหาว่างมงาย อัตตา นี่เป็น กิลมถะ ยึด ลำบาก ซึ่งลึกกว่ากาม กามเป็นเบื้องต้นให้ลดก่อน หมดกามเป็นอนาคามี ก็เหลือแต่ อัตตา เป็น มโยมยอัตตา หรือ อรูปอัตตา ก็ต้องล้างต่อ เพราะเข้าใจว่า บุญนี่คือการได้ ได้กาม ได้โลกธรรม ได้อัตตา การได้ตามใจอยากบำเรอจิตตน นี่แหละคือ อัตตา บำเรอใจตนเลย แม้ไม่ใช่ลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข แต่ก็บำเรอใจ มันเป็น อัตตทัตถสุข ซ้อนอยู่ หมดกามแล้ว ก็เหลือแต่อัตตทัตถสุข ก็ยังเหลือ ส่วนที่เป็นอนาคามีขึ้นไป ก็เรียกว่าโอปปาติกะ เป็นสัตว์ ในระดับรูปภพ อรูปภพ มีแต่จิตตน คนอื่นไม่เกี่ยว ไม่เป็นภัยกับใคร ยังเหลือ แต่ภัยแก่ตนเอง รบแต่ความเป็นสัตว์โอปปาติกะในตน ไม่เป็นสัตว์ร้ายกับใครเลย ถ้าได้อนาคามีไปบริหารประเทศก็ยอดเลย ไม่ต้องพูดถึงอรหันต์นะ แต่ได้โสดาฯสกิทาฯก็ยังดี ทุกวันนี้ การไม่รู้จักใจ บำเรอใจ แยกกามสุขขัลลิกะ กับอัตตกิลมถะเพี้ยนไป เขาเรียกว่าทางสายกลาง กันไปเลย ไม่รู้ว่ามัชฌิมาคืออะไร? มัชฌิมา คือ สภาพจิตที่เป็นกลาง แต่เขาไปเข้าใจมัชฌิมาว่า เป็นเรื่องวัตถุแท่งก้อนไปอีก มัชฌิมาตัวแรกคือ อุเบกขา แล้วมีคุณสมบัติมากขึ้นๆ อเนญชา มากขึ้น เป็น สังขารุเปกขาญาณ ไม่ลำเอียงไปข้างกามหรืออัตตา กลาง ถ้ารู้จิตกลาง จิตเราไม่เอียงไปอัตตาหรือกาม ก็คือ คนมีญาณรู้จักมัชฌิมา บุญ คือ การ เอากิเลสกาม และอัตตา ออกจากจิต ไม่ใช่แค่สละวัตถุ แม้หมื่นล้าน แสนล้าน แต่ไม่ได้ล้างอัตตาและกาม ก็ไม่ได้บุญ ได้แต่กุศล แม้ว่าโลกยอมรับ ได้กุศลไป ชาติหน้าก็มีผล เพราะลงทุนไป ชาติหน้าก็ได้คืนมา สัจจะไม่ได้โกง แต่ได้ทางวัตถุ แต่โลกุตรธรรม ปรมัตถธรรม คุณไม่มี สิ่งเป็น ลาภ ยศสรรเสริญ หากมากก็เป็นภัยแก่ตน เอาไปเป็นอำนาจได้ ทุกวันนี้จ้างเทวดาโม่แป้ง แล้วก็นึกว่าตนแน่ ก็ยิ่งกอดคอกันทำความเดือดร้อนแก่ชาติ ถ้าคุณเป็นนายทุนใหญ่หากซื้อเทวดามาโม่แป้ง แต่ถ้าคุณทุจริตก็ต้องซื้อ แต่ถ้าทำสุจริต ก็ไม่ต้องซื้อ เพราะเขาทำดีอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เทวดาแล้ว ก็ถูกซื้อได้ เป็นเทวดาตกสวรรค์ แต่ถ้าไม่ถูกซื้อก็เป็นเทวดาดี หรือแม้คุณถูกซื้อก็หยุดเถอะ ยอมตามเขาไปกี่ครั้งแล้วบาปซ้ำซ้อนให้หยุดโม่แป้งให้เขาเสียที ตั้งหน้าตั้งตาใหม่ ยิ่งยุคนี้สลัดตัวจากแอกของผีได้แล้ว ยุค คสช.นี่ สลัดแอกจากผีที่คุณได้ถูกซื้อมาโม่แป้งหลายถังก็หยุดได้แล้วมาร่วมมือกับเทวดาแท้ได้แล้ว ควรกลับใจแก้ไขปรับปรุงสังคมประเทศชาติเสียที มันควรถึงยุคแล้ว 80 ปีประชาธิปไตยไทย ยังขาหักไปไหนไม่รอดหนักกว่าเก่าด้วย ถ้ายังไม่มีคุณธรรมระดับปรมัตถ์ ยังดับกิเลสไม่ถูกสภาวะ ไม่ถูกเนื้อแท้ ทำกิเลสให้จางคลาย ไม่ได้ส่วนตน เอโก เราทำของเราส่วนตน ไม่ใช่แปลว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นปรมัตถ์ สรุปว่า บุญไม่ใช่การเอา หรือการได้ แต่คือการได้ให้ออกไป จิตเอาออกปล่อยคลายหมดตัวตน ปลดกามปลดอัตตาออกไป ต้องรู้กิริยาอาการของจิต ถ้าอาการของมันในภาษาเริ่มต้น แตกสภาวะผลิออกมา เป็นอาการส่วนแรกของบุญ สภาวจิตที่ผลิอาการจะเอาออก ใจก็มีหวังแล้ว แต่ถ้าผลิไปจนถึงผลิต ก็เกิดผลิตผลแห่งบุญ เหมือนต้นไปไม้ผลิใบแตกผล ก็จะเป็นผลธรรมของอาการจิต ที่ได้ชำระกิเลสเสร็จ เป็นผลิตผล การประกอบอย่างวิเศษ เรียกว่า วิปยุตตัง องค์ประชุมที่ชำระกิเลสที่ประกอบอย่างวิเศษ เราสัมผัสได้ภาวะเป็นบุญ เป็นเช่นนี้ มีการชำระได้ แต่ถ้าไม่ถึงวิปยุตตัง ก็ไม่เกิดผลแท้ ปยุต แปลว่า การรบ เรารบกับกิเลสได้อย่าง วิ คือ ไม่ หรือ ยิ่งใหญ่ ไม่ก็คือ ไม่เอาอกุศล นั้น ทำกิเลสออกได้คือ วิเศษ สงครามใดทำกิเลสออกได้เรียกว่าวิเศษ วิปยุตสงคราม … จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน