231125 วิชชา9ประการ-พ่อท่าน-สันติอโศก-ว011.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์149 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเช้าเรื่องวิชา 9 ประการโดยพ่อท่านโพธิรักษ์ณพุทธสถานสันติอโศกขอเชิญท่านสาธุชนรับฟังได้ณบัดนี้ ถ้าเรามาต่อเมื่อวานนี้เราก็ได้พูดถึงวิมานหรือจิตนั่นเองนิมมานหรือจิตนั้นเองที่ยังมีอยู่ในจิตยังเป็นสภาพที่เราเรียกแยกโดยภาษาไปในจิตประสาทของจิตอีกอย่างหนึ่งว่ามันยังเป็นอุปทานหรือเป็นเรื่องที่เรายังหลงติดหลงยึดหลงสวยเอาไว้มันเป็นความเข้าใจมันเป็นความเชื่อถือ มันเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นอย่างนั้นเราเห็นว่าถูกเห็นว่าดีเรายังไม่เข้าใจจริงๆนะเราเข้าใจผิดเราเข้าใจเอาว่าดีสิ่งอย่างนี้ก็เป็นวิมานที่เราจะได้อธิบายกันตั้งแต่หยาบมาจนกระทั่งถึงละเอียดที่สุดมันมันเป็นวิมานมันคือเป็นสภาพที่อยู่ในจิตนั่นแหละจิตของเราเข้าใจอย่างนั้นเห็นอย่างนั้นแล้วก็เชื่อถืออย่างนั้นว่าดีๆและจิตมันก็เป็นอยู่เป็นโดยที่ว่าเราไม่เข้าใจจริงๆไปเข้าใจผิดจริงๆไม่เข้าใจถูกไม่ ใจดีไม่เข้าใจผิดว่ามันดีที่จริงแล้วมันไม่ได้เรื่องแต่ตอนนี้เรายกตัวอย่างพวกอบายมุขไปหลงมาบอกอบายมุขโดยเฉพาะอย่างตอนนี้เราต้องยกเลิกมหรสพมหรสพรถนึกว่าเป็นของดีมันเป็นของที่จะทำให้เราบันเทิงเริงรมย์สนุกสนานเพลิดเพลินเป็นชีวิตชีวาเป็นความสุขความอร่อยเงี้ยเราเราก็ว่าเออเรื่องทำอย่างนี้เป็นอย่างนี้เราได้ไปสัมผัสอย่างนี้เราได้ปฏิเสธอย่างนี้ใส่จิตจิตของเราก็จะเป็นสุขความหลงผิดอย่างนี้ยังเป็นวิมานเป็นวิมานหยาบกร้านต่ำทรามด้วยมหรสพนี่มันคืออบายคือนรกพระพุทธเจ้า บอกชัดๆการละเล่นมหรสพนี้เป็นอบายมุขหัวหน้านรกมุกขำแปลว่าหัวหน้าสบายเข้าไปว่านรกชัดๆหรือว่าเป็นอบายมุขแปลว่าไม่เจริญสปายะแปลว่าเจริญอปายแปลว่าไม่เจริญเป็นเรื่องไม่เจริญเป็นหัวหน้าแห่งความไม่เจริญท่านตรัสก็ว่าตรงๆภาษาบาลีก็มีความหมายตรงๆเรามาแปลกันเอาความรู้ความหมายของความเข้าใจ

อ่านต่อ

ยังไงก็ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราเข้าใจความหมายเหล่านั้นชัดแจ้งแล้วไปหลงอยู่อย่างนี้มันก็ทำให้เราเกิดสั่งสมอยู่เรื่อยมันเป็นอุปทานจิตที่เลวร้ายถ้าเราไม่เข้าใจอุปทานลักษณะอย่างนี้ เรื่องอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ลดเรื่องอย่างนี้แต่ละเรื่องแต่ละเรื่องเราแบ่งออกเป็นได้แต่ละเหตุแต่ละปัจจัยเราแบ่งออกไปได้เรื่องแต่ละเรื่องเรื่องไหนมันร้ายแรงน้องเขาเรียกมันว่าสักกายมันเป็นตัวการใหญ่เพราะฉะนั้นเราก็ต้องจับเรื่องออกมาศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่ไม่ตีกลุ่มหรือว่าไม่ทำอะไรปนเปเลอะๆเลอะเทอะทำอะไรมีสัดส่วนทำอะไรมีต้นกลางปลายมีชิ้นมีอันหยิบอะไรก่อนหยิบมาอะไรที่สำคัญหยิบมาของใครของมันมีไม่เหมือนกันทีเดียวไม่เหมือนอ่ะมันไม่ซ้ำก็มีแต่มันไม่ซ้ำก็หยุดหลายเยอะ ท่านจึงสอนเป็นหลักเลยให้หยิบอันนี้เป็นศักยะนะให้รู้ให้รู้ชัดแล้วก็หาสิงหาเพราะมาปฏิบัติประพฤติบำเพ็ญเพื่อฆ่าถึงเรียกว่าศีลพรตหาศีลหาหลักการแล้วก็หาและก็บำเพ็ญแปลว่าการบำเพ็ญการประพฤติประพฤติเพื่อให้รับนายคลายออกไปหลักการเป็นอย่างนี้จะทำเป็นจริงๆเมื่อทำแล้วมันก็ไม่ได้ผลก็ทำกันเหมือนกันพอปฏิบัติมาแล้วมันก็ไร้ผลนักโทษนักบวชก็พยายามปฏิบัติอย่างนั้นแหละ หลักเกณฑ์มีการไปบำเพ็ญสักแต่ว่าบำเพ็ญแต่ไม่ได้ผลจึงเรียกว่าปลามาสักประมาณสักหรือประมาทศิลปะปรามาสคือว่าทำประกันประเภทใบนั้นเช่นมาอยู่อุโบสถอย่างนี้ยกตัวอย่างนะยกตัวอย่างเป็นต้นมาอยู่อุโบสถก็เป็นนอนวัดไปวันพระวันเจ้าก็ไปวัดแล้วก็ลงตรงเตงกันใหม่ไปกันสนุกเพราะวันพระจะไม่ไปวันพระเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรไม่ได้รู้เรื่องว่าไปนอนวัดว่าเราไม่ได้กินข้าวเย็นก็สักแต่ว่าไม่ได้กินข้าวเย็นให้มันเกิดความเคยชินเฉยๆ แต่เราก็ได้เกิดความเคยชินจะว่าเขาไม่ได้ศีลถ้าว่าศีลนั้นวิรัตน์กายวิรัชวจีเขาได้วิรัชนะเค้าได้วิรัชนะคนที่ไปอยู่อุโบสถอยู่ไปค้างวัดค้างวาเนี่ยเค้าได้ไม่กินข้าวเย็นเขาก็ได้สำเร็จลงอยู่เป็นทางกายแต่มันประมาณ 3 วันได้แต่สักแต่ว่าลูกๆคลำๆนั่นสักแต่ว่าแต่แต่ต้องๆทำๆสักแต่ว่าทำสักแต่ว่าทำแต่ไม่เกิดผลไม่เป็นปรมัตถ์ไม่ยังไปถึงจิตไม่ขัดเกลาถึงจิตศีลนี้เป็นศีลที่ไม่สุคติสู่สุคติมันไปสุขคติอีกอย่างหนึ่งเช่นว่ามาปฏิบัติ ไม่กินข้าวเย็นเสร็จแล้วแทนที่ไอ้ไม่กินข้าวเย็นนี้มันจะเกิดให้เรามันจะทำให้เราเกิดปัญญาเกิดรู้เหตุผลเกิดรู้ผลของมันว่าเออไม่กินข้าวเย็นมันดีอย่างนั้นนาเป็นวิปัสสนาญาณมันเป็นโทษนะไปกินข้าวเย็นไม่กินข้าวเย็นนี้มาเป็นคุณนะเป็นคุณประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องของหลักการเรื่องของหลักศีลแล้วก็คิดดูมันสัมพันธ์กันแล้วมันก็เห็นผลเป็นอย่างนี้เกิดผลเป็นอย่างนี้เกิดปัญญาวิปัสสนาแล้วว่าเรื่องปัญญาเกิดปัญญาเกิดรู้วิเคราะห์วิจัยเห็นพอทำไปแล้วก็ได้อ่านได้เกิดเข้าใจได้เกิดอะไรต่ออะไรขึ้นมาลึกซึ้งขึ้นเป็นอธิปัญญาเป็นอธิปัญญาเป็นอาทิปัญญาเป็นอธิ อย่าจิตเราก็ยิ่งมั่นคงเป็นอาทิตย์จิตอาทิตย์เราก็แน่นั่น 7 เราก็ไปทำได้ที่บ้านอีกทำได้ที่โน่นที่นี่อีกทำเหมือนของดีนี่ทำได้อย่างนั้นแล้วในทิศทางนี้ไม่กินข้าวเย็นวันเดียวแล้วต่อไปไม่กินข้าว 2 มื้อแล้วกินมื้อเดียวเรากินเล่นกินหัวหรือกินนอกเวลาอะไรอยู่เราไม่กินอะไรมันจะเป็นอธิษฐานเป็นอธิจิตแล้วเราก็ยิ่งเห็นว่าเออมันยิ่งดีขึ้นเป็นอธิปัญญามันดีจริงๆซาบซึ้งขึ้นชัดแน่นขึ้นเป็นอาทิตย์สีอาทิตย์จิตอธิปัญญาเดินบทแห่งปรัชญาการหรือเดินหมดที่มันเป็นผลขัดเกลากันซับซ้อนเป็นคัมภีร์ราวๆแต่มันซ้อนลึกซ้อนลึกซ้อน ทำให้เราเจริญยิ่งเจริญยิ่งเจริญยิ่งแต่วันอาทิตย์อาทิตย์จะโดนยิงมันไม่เกิดอย่างนั้นมันไม่เกิดน่ะเดี๋ยวยกตัวอย่างฟังดีๆจะเข้าใจจะเห็นความจริงเลยว่ามันไม่มันเป็นศิลปะปรามาสมันเป็นยังไงมันไม่เป็นมันไม่เป็นรูปร่างที่ว่านี้มันกลายเป็นว่าพอไม่กินข้าวเย็นก็ได้ไม่กินข้าวเย็นเท่านั้นแหละแล้วก็ไปถึงแม้ไปวัดดีเราจะได้ไม่กินข้าวเย็นไม่ใช่แบบนี้จะดีใจที่จะไม่ได้กินข้าวเย็นก็ทำได้แล้วมันชินแล้วแต่ว่าจะได้ไปคุยกับเพื่อนไปพบกับเพื่อนกับฝูงเตรียมเรื่องไปเลยคนนั้นจะเจอหน้ามันมาแล้วกว่าจะถึงวัดก็ยังไม่ทันจะขึ้นบันไดเลยเฮ้ยคนนั้นมาหรือเปล่าวะอยากเจอหน้ามันจริงเป็นสถาน เป็นสถานขลุ่ยเป็นสถานตกลงเป็นสถานศึกษาเป็นสถานถกเถียงหนักเท่าไม่ชอบใจกันทะเลาะวิวาทอะไรไปต่างๆนานาไอ้ที่ว่าไปปฏิบัติธรรมในศีลข้อนั้นข้อนี้ข้อนี้ข้อโน้นอะไรไม่รู้เรื่องเราว่าเราจะถือศีล 5 ถือศีล 8 นะไปอยู่อุโบสถถือศีล 8 ไอ้ทั้งศีล 8 นี่โยนทิ้งหมดเลยกายกรรมอาจจะได้ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่เอาทรัพย์ของใครไม่รับทรัพย์ที่มันเป็นฐานลักขโมยแต่ก็ไปแสดงจุดที่โลกไปปรึกษาดอกเบี้ยไปปรึกษานัดแนะตกลงกันว่าจ่ายทรัพย์กันแน่ดอกเบี้ยถือว่าเป็นสุจริตแล้วก็อะไรต่ออะไรต่างๆนานาก็ไม่ได้ถือศีลข้อ 10 นี้นะถือศีลข้อที่ถือศีล 8 เท่านั้นเพราะฉะนั้นก็ศีล มันก็ยังไม่อาทิตย์ถึงขนาดนั้นแหละมันจะไปอาทิอะไรกันเราก็แค่ไม่ลักขโมยเขาก็ใช้ได้แล้วเพราะฉะนั้นก็ถือศีลข้อ 2 ก็แค่แล้วก็มาต่อดอกเบี้ยกันคนนั้นคนนี้มันขาดส่งอย่างนู้นอย่างนี้ก็ทะเลาะเบาะแว้งกันไปสีก็ 2 อย่างนี้ก็ได้ครับได้ว่าไม่ได้รักขโมยใครนี่แต่ที่โลกอยู่อย่างนั้นแหละที่ศีลข้อ 2 นี่เขาจะสร้างให้จิตไม่คิดหรอกศีลข้อ 1 สร้างให้จิตไม่โทรสั่งศีลก็ 2 สร้างให้จิตไม่รอพระศิวะสายก็ถอนรากถอนคนอัดพรหมจรรย์ทุกอย่างละ 4 ก็ 3 แต่เขาก็เอาแต่แค่ไม่ยุ่งกับผัวกับเมียก็ดีก็ได้แค่มายุ่งกับผมกับเมียดีไม่ดีไปจีบกันที่นั่นด้วยอะไรก็ตามแต่พูดจาก็ไม่ได้ควบคุม จะโกหกไม่โกหกก็ว่ากันเละไปงั้นแหละที่จริงไอ้เรื่องศีลข้อ 4 นี้ยิ่งยากแสดงก็จะกล้าหมากบุหรี่ก็สต๊อกไปไปทีนึงก็นอนวัดหลายวันแล้วนอนวัดค้างคืนนี่บุหรี่ก็สต๊อกมาพร้อมกับ Stock ยาดงยานัดก็สต๊อกไปอย่างเดียวไม่เอาเหล้าไปสดเท่านั้นเองมันก็เป็นศีลเป็นพรตบ้างเป็นกายแล้วเขาก็อธิบายกันอยู่แค่นั้นๆด้วยการอธิบายผิดนี่แหละมันจึงไม่ลึกซึ้งมันจึงไม่เดินบดสีเรนนี่สุคติงยันติสีเลนะโภคะสัมปะทาสีเลนะนิพพุติงยันติสีเลนะต่างๆนี่ศีลต่างๆนี่มันจะพาไปเจริญพาไปสู่ดีจะทำให้เราเกิดสม สมบัติอันดีงามมันลึกซึ้งขึ้นได้สมบัติอันดีงามลึกซึ้งขึ้นทั้งวัตถุวัตถุก็ได้อย่างสะอาดขึ้นได้อย่างจริงใจขึ้นไม่ต้องขี้โลภขึ้นได้มาอย่างไม่ขี้โรคขึ้นเรื่อยๆสะอาดขึ้นนะว่าสุขสมบัตินี้จะได้อย่างสะอาดขึ้นแม้จะเป็นวัตถุและโดยเฉพาะจะได้อริยสัจ 4 เลนนี้โปรตีนยันติศีลจะพาไปนิพพานเป็นพาหะหรือเป็นเครื่องพาศีลนี้เป็นเครื่องพาไปนิพพานยันตระยันต์พาไปจริงๆพาไปที่ผ่านมันก็ขัดเกลาจิตอาสา 4 หลังวิโสธเยก็เพราะฉะนั้นศีลนี่แหละเป็นเครื่องชำระพิเศษ เป็นเครื่องชำระอันวิเศษล่ะมันชำระจิตถึงจิตเพราะฉะนั้นชำระกายมาได้บ้างเป็นรูปเป็นรอยก็ควรจะได้ให้กายบริสุทธิ์ไปมากกว่านั้นวันหนึ่งคืนหนึ่งได้แล้วก็ 2 วัน 2 คืนหลายวันหลายคืนถ้ามันเข้าถึงจิตนั้นมันก็จะไปทำในเวลาอื่นในวันอื่นมันจะเพิ่มขึ้นจิตมันจะท้าให้สูงยิ่งขึ้นไปจริงๆเพราะเรายกตัวอย่างแม้แต่ศีลข้อกินมื้อรถมือลงมานี่มันก็ไม่นำพาให้ไปถึงจิตแล้วก็ไม่ทำให้ยิ่งขึ้นได้ไม่ทำให้เห็นอานิสงส์แห่งวิปัสสนาญาณเกิดความรู้เกิดความเห็นเกิดความเข้าใจเกิดความศรัทธาเลื่อมใสวิริยะเพิ่มขึ้นแทนที่จะกินวันเดียวมื้อเดียวเป็นตัวอย่างนั้นน่ะมันก็ทำให้จิตใจ เรียกว่าศรัทธาขึ้นกินมื้อเดียวนี่ดีนะหรือว่ารถมื้ออาหารกิน 2 มื้อก็ตามไปอยู่วัดอุโบสถบางคนก็กิน 2 มื้อรถอยู่นิดนึงได้แค่นั้นน่ะเอาล่ะถ้าแตกต่างกันตามแต่ตอนของเขาเสร็จแล้วพอได้แล้วก็พอได้แล้วก็เกิดศรัทธาเห็นดีศรัทธามันเชื่อมั่นมันก็จะไปทำเพิ่มขึ้นที่บ้านแทนที่จะเป็นวันเดียวมื้อเดียวไปทำหลายวันหลายมือขึ้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างนี้เรียกว่ามันได้ผลศรัทธาเกิดวิริยะก่อเกิดพากเพียรเพิ่มสติดีขึ้นอีกความรู้ตัวดีขึ้นอีกรู้ตัวที่ว่าเออถ้าเราปฏิบัติอยู่ที่วัดนี่เราก็รู้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ว่าเราไม่กินมื้อนี่นาศีลข้อนี้หลักเกณฑ์แค่นี้เรา 5 ข้อก็ดี 8 ข้อก็ตามมาที่วัดนี่ก็ปฏิบัติพิจารณาในหลักเกณฑ์นี้เราไม่ต้องไปคิดพิจารณาหลักเกณฑ์ยากๆอื่นๆเรายังไม่เอานี่เรายังไม่สมาทานเรายังไม่กำหนดว่าจะเอาเรื่องนี้มาปฏิบัติประพฤติเราก็ยังไม่ต้องห่วงมันก็จะพอไปพอได้สำหรับคนแต่ละระดับเริ่มต้นไปค่อยๆหัดค่อยๆฝึกไปนี่เป็นหลักการสัมมาสัมมาอริยมรรคเป็นหลักการของพระพุทธเจ้าปฏิบัติไม่สุ่มสี่สุ่มห้ามีแบ่งเอาทำจัดการเอาเท่านี้เอาไปอย่างนี้เอาไปอย่างนี้แล้วก็ได้มีวิปัสสนามีการปลดประพฤติปฏิบัติสอดส่องด้วยซ้ำมาเรียนมรรคมีวายามะมีสติระลึกดูมันตรงกับสีลมไหมถ้าวาจาของเราการคิดของเราวาจาของเราการกระทำ วันหนึ่งคืนหนึ่งก็คืออาชีวะชีวิตวันหนึ่งคืนหนึ่งดิ้นต้องได้ไปเนี่ยมันอยู่ในกรอบในข่ายที่ดีไหมสะอาดไม่ด่างไม่เพราะแล้วเกิดวิปัสสนาญาณเกิดการรู้การเห็นเรืองปัญญาเข้าใจลึกซึ้งผลต่อเนื่องกันมาว่าเพราะเหตุอันนี้จึงเกิดผลอันนี้เพราะเหตุเราหยุดวันนี้มันจึงดีอย่างนี้ดีอย่างไรมันเป็นโทษอย่างไรกับเกิดปัญญาเห็นโทษเทียบเคียงกันได้เกิดปัญญาลึกซึ้งขึ้นเข้าใจแน่วๆมันดีขึ้นก็เกิดอินทรีย์เกิดพลังแน่นอนได้สังวรได้ประหารได้รักษาสิ่งที่ควรรักษาหรือว่าเกิดผลขึ้นมาเห็นผลแล้วก็รักษาสิ่งที่เป็นผลนี้ไว้สูงขึ้นกว่าเก่าสูงขึ้นกว่าเก่ารักษาของเก่าได้ด้วย เพิ่มขึ้นของใหม่ได้ด้วยเจริญขึ้นเจริญขึ้นมีอิทธิบาทเพิ่มขึ้นอย่างนี้เข้าหลักโพธิปักขิยธรรมเป๊ะเลยเข้าเลยสั่งสมไปทำไปทำไปมันก็เกิดได้ผลจึงไม่ใช่ศิลปะปรามาสเห็นจริงไม่จนไม่สงสัยเลยว่าสุดท้ายทะลุแจ้งเพราะวิจิกิจฉาคือการรู้แจ้งแทงทะลุตัวเดียวกันมันก็อย่างนี้แหละความรู้หลายความต้องการก็คือเราหงายหลังมือตัวเดียวกันการพ้นวิกฤตอิจฉาก็ตัวเดียวกันกับการรู้แจ้งแทงทะลุหรือเกิดญาณทัศนะและเกิดวิปัสสนาญาณเป็นวิชาข้อต่อจากฌาน วิชาข้อที่ 1 ชาญวิชาข้อที่ 2 ย่านทัศนะหรือวิปัสสนาญาณข้อที่ 3 มโนมยิทธิอันนี้เป็นเรื่องของสติปัฏฐานตรงปฏิบัติตนด้วยมีฌานได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิบัติตัวอยู่ก็มีฌานฌานอันนี้ก็รู้ตัวว่าตัวเองนั่นน่ะมีศีลอย่างนี้แล้วตัวเองก็อ่านตัวเองอยู่จิตของตัวเองจะทำไม่ได้ตามเพลงเผาตามที่เราหมายจะเผาถ้ากิเลสเรื่องนี้เราระมัดระวังเรื่องนี้มันจะมาแล้วเอามันแน่เพราะฉะนั้นฐานแรกก็คือจิตของเราวิตกวิจารณ์ตามหลักเกณฑ์อยู่แล้วพวกเราก็ได้ดีขึ้นเรียกว่าปิติแล้วเราก็ว่างลงลอยลงเรียกว่าเบาลงเรียกว่าสุข ศุกร์เมาง่ายลอยง่ายเป็นพิเศษท่านเรียกว่าได้ความสงบขึ้นมาด้วยความระงับขึ้นมาแล้วสุขจนกระทั่งเฉยมากอุเบกขาคราวนี้เฉยมากเป็นไปได้แล้วทรงคงมั่นเป็นระบบเป็นความหมายที่อธิบายพฤติกรรมของเราที่ปฏิบัติทาน 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 เนี่ยไม่ใช่เป็นนั่งแต่กดจิตอยู่เฉยๆไอ้อย่างนั้นก็เป็นการอธิบายเรื่องฤาษีส่วนของพระพุทธเจ้านี้เป็นการอธิบายฌานก็เป็นลักษณะระบบเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่มันอยู่ในความหมายนี้ความหมายวิตกวิจารณ์ความหมายปิติความหมายสุขความหมายอุเบกขาเพราะฉะนั้นก็อธิบาย ความหมายนี้ไม่ขัดแย้งกันกับความหมายไม่แปลกกันแต่อย่างที่เขาทำนั่นน่ะง่ายไปนั่งสะกดจิตเข้าให้มันวิตกวิจารณ์ให้มันรู้พยายามสังวรระวังแล้วมันก็ดีดีใจปิติใจก็มีรูปรอยดีใจดีใจเราได้จิตเป็นอย่างนี้แล้วเราก็สุขใจสบายเฉิบๆๆอยู่ก็ติดอยู่ที่ตรงนั้นแล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้นแล้วก็เฉยๆทำให้มันเฉยๆอยู่ทนๆนานๆมันก็เป็นสมถะอยู่อย่างนั้นแล้วเราก็เข้าใจมันจะไปมีเรื่องอะไรมากสมถะอยู่อย่างนั้นทีนี้เขาก็บอกว่าเขาจะวิปัสสนาวิปัสสนาเขาก็จะยกจิตขึ้นมาเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณสติก็นั่งแล้วก็ยกจิตขึ้นมาแล้วรึเรื่องนี้ก็ระลึกกันเลอะเลอะเทอะกันระลึกชาติเข้าไประลึกเอาอะไรก็ไม่รู้ไปเอา บุคคลเราเขามาระลึกไม่ได้เอาธรรมมาระลึกไม่ได้เอาจิตเอาวิญญาณมาระลึกหรือจะระลึกถึงชาติแต่ปางก่อนเกิดเป็นเทวดาเทวดาอะไรเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นองค์นี้ก็ตามแต่จะเพ้อไปอย่างนั้นก็ไม่ว่าถ้ามันเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตามก็ยังไปเห็นอารมณ์จิตไปเห็นสภาวะของจิตที่เกิดดับคือตอนที่เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินตอนนี้เรากำลังพบกับศัตรูเราตอนนี้เรากำลังมีบทบาทพบกับความรักพบกับเรื่องอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องเป็นราวเป็นตำนานปณิธานเสร็จแล้วก็ยังไปถึงจิตวิญญาณว่าเออตอนนั้นเราเกิดจิตโทสะตอนนี้เราเกิดโลภะตอนนี้เราเกิดจิตคิดผิดนี่โมหะไม่ดีแล้วเราก็ เห็นว่าเอออันนี้มันเกิดอันนี้เราลดได้ตอนนั้นเราลดได้ตอนนี้เราลดไม่ได้ก็ทบทวนก็ยังดีนะเข้าใจปรมัตถ์นี่ไม่เข้าใจปรมาตกายไปเป็นบุคคลตัวตนเราเขาเป็นนิทานเป็นเรื่องเป็นราวเป็นอะไรตายไปออกนอกอภิธรรมออกนอกปรมัตถ์มันก็ถึงไม่ได้ผลและเขาก็ไม่เข้าใจว่าซ้อนที่จึงไปนั่งบุพเพนิวาสานุสติญาณเขาก็ว่าเขาจะสติปัฏฐานหรือมีสติแล้วก็พิจารณาไตรลักษณ์เห็นไตรลักษณ์เกิดดับรู้ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นตรรกะโอ้โลกนี้เป็นอย่างนั้นหนอโลกนี้คนนั้นก็เกิดคนนี้ก็ดับสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดมาก็ไม่มีอะไรคงทนไม่มีอะไรตั้งอยู่เกิดมาแล้วมันก็ดับไปเกิดมาแล้วมันก็สูญไม่ เจอแล้วพระไตรลักษณ์เกิดเห็นความเกิดความดับที่จริงเข้าใจเหตุผลของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเข้าใจเหตุผลเข้าใจสภาพลีลาของมันใครก็เข้าใจมันจะยากอะไรพอพิจารณามากๆเข้ามันก็เข้าใจมากๆขึ้นมันก็เข้าใจหนักๆความเข้าใจจริงๆก็เข้าใจแล้วพอไปนั่งพิจารณาอย่างนั้นมันก็ยิ่งว่างๆจิตมันก็ใสๆจิตมันก็ได้คิดในเรื่องนี้ชัดๆมันก็ชัดชัดแล้วก็เห็นว่าเออจริงด้วยนะจริงด้วยเออมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ตั้งอยู่แล้วมันก็ดับไปจริงๆพ่อมึงตายแล้วพอใจรับปรากฏแล้วฉันก็ปรากฏเข้าใจรักแล้วตื่นเต้นแล้วก็ว่าตัวเองพบเข้าใจรักพวกเพ้อๆอย่างนี้บานเบิกเลยนี่ใส่แข่งไปทิ้งทะเลก็ไม่หมดพวก บัตรทำแบบนี้ปะต่างกันไหมกับที่อธิบายไตรลักษณ์ให้ฟังเป็นปรมัตถ์เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาตามมิจฉาทิฏฐิสูตรสกายาทิติสูตรอัตรานิติสูตรต่างกันไหมคุณฟังดูดีๆทำใจให้มนสิการดีๆเข้าใจดีๆแล้วคุณจะเห็นเด่นชัดน่ะจะเห็นเด่นชัดว่ามันมีความหมายหรือว่ามีลักษณะมีพฤติกรรมต่างๆกันอยู่เพี้ยนๆกันอยู่ความหมายมันซ้อนกันเป็นตรรกะหรือเป็นแต่เพียงความหมายเข้าใจได้และเขาก็ไปพิจารณาซ้ำความหมายนั้นชัดแจ้งขึ้นเขาก็ว่าเขาได้เห็นแต่รักจริงๆก็ไม่ได้เห็นไตรลักษณ์ ก็ไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของปรมัตถ์ถ้าไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตจิตติดยึดจิตไม่แปรปรวนจิตไม่เปลี่ยนแปลงถ้าแปลปรวนแล้วก็เรียกว่าแปรปรวนจากความมั่นคงจิตมันมั่นคงในธรรมจิตมันมั่นคงในสัจจะมั่นคงในความเป็นกุศลหรือความสบายจิตเป็นจิตว่างจิตสะอาดอ้าวก็มั่นคงไปในลักษณะนั้นในวันที่ติดหรือว่าที่เต้นี่แหละน้ำมันคงสถิตย์เสถียรหรือจะเรียกว่าสมถะก็ได้ระงับสถิตเสถียรอยู่อย่างนั้นหรือเรียกว่านิยตมันเที่ยงกับลักษณะอย่างนั้นแต่มันไม่เที่ยงเพราะมันลดมาจาก เคยปรุงเคยติดเคยยึดเคยเป็นวิมานหลงเป็นวิมานแบบก่อนนี้เคยเข้าใจอย่างนี้เคยเชื่อถือว่าอย่างนี้พอมาตอนนี้ความเชื่อถือนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนแปลงไปไม่ยึดเอาไว้ไม่มั่นคงอย่างเก่าไม่เกาะไม่ติดแล้วรถจางคลายลงมาได้ความเปลี่ยนความไม่เข้าใจอย่างเก่านั่นแหละเรียกว่าคนมิจฉาทิฐิความไม่เข้าใจอย่างเดิมเพราะไม่เห็นอย่างเก่าดีเห็นเปลี่ยนไปแล้วฟังแล้วนี่พูดภาษามากๆอะไรที่คุณเขียนว่าตัวความหมายมันตรงมันชัดแค่ไหนตัวเองเข้าใจเข้าใจก็พยายามแต่ความเข้าใจนี่ไม่ให้คุณฟังคุณก็จะได้เห็นความชัดแจ้งตัวนี้ว่าโอ้อย่างนี้มิจฉาทิฏฐิแล้วก็ สาธิตติดเป็นอย่างนี้เหรอแล้วอนิจจังมันเปลี่ยนแปลงได้มันสัมพันธ์กันนะมันมีความหมายขยายกันแล้วมันไม่ใช่ว่ามันคนละตัวนะพระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้นี่ท่านยืนยันถึงบอกในมิจฉาทิฐิสูตรคนอ่านให้ผมอ่านแล้วผมก็เห็นว่าพุทโธเอ้ยแล้วคนมันจะเข้าใจอะไรยังไงไปอ่านที่บ้านในพระสูตรน่ะท่านก็ว่าไว้สั้นๆอย่างนั้นมันตื่นๆอย่างนั้นคนมันเข้าใจไม่ค่อยจะรู้หรอกมันเข้าใจอย่างนั้นแหละหลังๆเงินเดือนเข้าใจเผินๆแล้วมันแตกให้ฟังชัดๆจะเห็นเด่นชัดบอกมีพฤติกรรมที่คุณปฏิบัติมาขนาดนี้แล้วคุณยิ่งจะเห็นว่าโอ้จริงคุณเห็นของจริงเขาแล้วคุณมีมีของจริงนะมันมีของจริงมันเป็นปรมัตถ์แท้มันคือจิตรูปรูปปัจเจกของเราแต่ก่อนเป็น Concept เป็นความสัญญากำหนดหมายอยู่อย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น เปลี่ยนธิติมาอ๋อเป็นอย่างนี้แล้วแต่ก่อนนี้คุณก็เคยดูหนังดูมหรสพคุณก็ว่ามันอร่อยเพลิดเพลินพอมาลองมาบอกว่าอยากดูดูเป็นบาปไม่ดูได้บุญคุณก็จะมาทำเป็นแบบสมถะเป็นแบบทำเป็นสีแล้วก็จะปรามาสคุณก็ทำได้อดทนมันไม่ไปดูจิตมันก็ถูกกฎของนานๆเข้ามันก็ไม่ดูได้แต่มันก็ฟังอยู่ในอัศวะดิ้นรนพอได้โอกาสมันก็ออกมาดูใหม่พอได้เหตุได้ปัจจัยรู้สึกจะกดจุดคมมันก็ระเบิดขึ้นมาแต่นี่เราไม่เรารู้ด้วยเหตุผลเรารู้ด้วยปัญญาญาณมันมีหมดทั้งปัญญามีหมดทั้งศีลสะอาดนอกสะอาดในพร้อมพลังจิตเปลี่ยนแปลงด้วยหลักเกณฑ์นี้ถูกต้องศีลคือหลักเกณฑ์ถูกกันตรงกันศีลกับจิตเข้ากันได้ ลูกจ้างคลายลงมาง่ายขึ้นง่ายขึ้นเป็นปกติขึ้นไม่ต้องฝืนต้องคมขนาดเข้าใจนี้ทำขึ้นทำขึ้นถ้าติดมากก็ต้องลดกันมากจะมีอะไรอาวรณ์จะมีอาการอารมณ์อะไรอยู่แล้วมันจางลงมาจนกระทั่งมันดับสนิทลดลงมาเร็วกว่ารถสกายเลอร์ตอนแรกดิ้นรนใหญ่พอลดลงมาได้เบาบางลงมาเบาบางลงมากับรถสกายลดตัวผีเนี่ยเปลี่ยนลงมาเรื่อยผีเล็กลงเล็กลงผีเล็กลงกิเลสจุดนี้เรื่องนี้ประกอบกับอันนี้จนกระทั่งแหมมันเบาบางทีนี้ตัวเล็กตัวน้อยแล้วควบคุมง่ายขึ้นเรียกว่าเหลืออัตราไม่ใช่สัตว์กายเนื้อตัวตนน้อยจึงเรียกว่าอัตรานุแม้จะผัสสะอยู่หลักของพระพุทธเจ้านี่แม้แต่จะมีอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าใครจำได้ไม่จำไม่ จะไปเปิดในเล่ม 12 นั่นพระไตรปิฎกเล่ม 12 มิจฉาทิฏฐิสู่ศักยะทิฐิสูตรอัตตานุทิฏฐิสูตรเรียงกันเป็นตับอยู่ในแต่เปิดดูสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายเกิดรูปและท่านก็ย่อไว้นะที่จริงถ้าใช้ตัวยานใหญ่แล้วก็จุดๆไว้นั่นน่ะอธิบายทุกข์ทวารและรูปได้เสียงได้กลิ่นในรถด้วยสัมผัสกายเกิดสัมผัสเป็นปัจจัยมีสัมผัสทั้งทุกทวารทั้ง 5 ทวารพร้อมกันนั้นยังมีสัมผัสทางใจธรรมารมณ์มีการสัมผัสจิตใจเองด้วยบางทีมันไม่ต้องสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายมันนั่งอยู่เฉยๆนี่ก็ใจจะยกขึ้นไปสัมผัสเองเราเจตนาหยิบมาให้มันคิดเลยก็ที่เรียกว่าสัมผัสอารมณ์แม้เราไม่ยกไม่ให้มันสัมผัสอยู่ วันเกิดผีหลอกเป็นโอปปาติกะมันอยู่ดีๆมันก็ผุดเกิดโผล่เกิดเองเป็นอารมณ์นั้นขึ้นมาแหมหนังเรื่องนี้เกิดเรื่องเกิดจำได้ผุดขึ้นมาสนุกไปกับมันเผลอเพลินไปกับมันเลยก็ได้แต่แม้มันจะขึ้นมาเราก็มีสติรู้ตัวเท่าทันเฮ้ยไอ้หนังเรื่องนี้หรือไอ้มหรสพเรื่องนี้โผล่ขึ้นมามันเกิดรณรงค์เพลินจับตัวได้เราก็รู้อารมณ์ผีลดอารมณ์ผีได้นั่นแหละคือทำการรถสกายยักษ์อยู่รถสกายอยู่ระยะอยู่ขณะที่เราเพลินเรานึกว่าเราไปสวรรค์เปล่าเป็นผีหลอกเป็นเทพบุตรมารพอเรารถมันได้เรารู้เลยว่านี่เป็นผีหลอกนี่เป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นสมุทัยเป็นตัวเหตุใหญ่ที่จูงดึง เราหลงมันว่าเป็นสวรรค์ที่แท้มันพาเราลงนรกเพราะเหตุเราหลงมันเป็นสวรรค์มันจึงมีนรกรอหน้าอยู่เราติดเรายึดเข้าเราก็ต้องไปตกนรกต่อไปมันเป็นอย่างนั้นเรารู้เท่าทันเราก็ลดเลยมีสติสัมปชัญญะมีปัญญาเข้าใจดีแล้วพอรู้ตัวทั่วพร้อมแม้เป็นภายในเวทนาเกิดภายในก็ลดเวทนาภายในจิตจิตเกิดอยู่ที่จิตเองรู้ในๆจิตเลยจิตเกิดเองจิตเป็นโอปปาติกะเองดังกล่าวแล้วเกิดธรรมารมณ์เองเห็นมันเป็นผีรถมันเป็นผีได้มีผัสสะเป็นปัจจัยทั้งทวารทั้ง 6 รถทุกได้โดยตรงทุกตัวนี้ทั้ง 3 ตัว 4 ตัวสมุดอริยสัจ 4 ทุกข์โดยตรงและมีเหตุแห่ง ดับทั้งเหตุมันดับทั้งทุกข์ตอนแรกเราดับเหตุมันพยายามกดข่มค่าเหตุไม่ดูไม่แลไม่เอานะรสนี้มันก็จะรู้สึกว่าไม่ทุกข์มากต่อสู้เหลือเกินอดทนข่มขืนจนมันเบาบางจนสกายมันลดไอ้เหตุตัวนี้ลดด้วยปัญญาก็รู้เข้าใจไอ้จิตก็เชื่องลงจิตก็กดได้ข่มได้จิตก็จัดการประหารได้นะชีวิตชีวาแรงอ่อนลงชีวิตชีวาของกิเลสน่ะแรงอ่อนลงแรงอ่อนลงเราเก่งขึ้นคือตัวจิตหรือตัวกิเลสมันจะเรียกยากยังไงก็เรียกได้บัญญัติเท่านั้นแท้จริงก็จิตเราแท้จริงก็กิเลสเราอยู่ด้วยกันร่วมกันเราทำมันอ่อนจางลงเรื่อยๆนั่นแหละรถทุบลงคือรถสมุทัยในตัวรถตัวถูกในตัว ทุกข์มันเป็นทุกข์กำหนดรู้ว่ามันเป็นทุกข์มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ละลดและละสมุทัยนั้นต้องละทุกสมุทัยมันเป็นทุกข์สมุทัยมันเป็นเหตุแห่งทุกข์มันเป็นเหตุอยู่ในตัวลดลงจนนิโรธจนนิโรธจนดับสนิททุกระดับสนิทเหตุแห่งทุกข์ก็ดับสนิทด้วยนะลงไปอย่างนั้นเหตุแห่งทุกข์ดับสนิทได้ด้วยวิปัสสนาญาณเห็นๆทุกดับสนิทด้วยวิปัสสนาญาณเกิดปัญญารู้แจ้งเข้าใจอย่างชัดเจนและเห็นด้วยว่าจิตของเรานิโรธวิปัสสนาตัวนี้เป็นปฏิญาณทัศนะเห็นว่าจิตของเรานิโรธเออดับสนิทแล้วจิตเป็นได้ความพ้นสงสัยไม่มี ปิดช้าไม่มีรู้แจ้งแทงทะลุปัญญาญาณขึ้นถึงที่มโนมยิทธิจิตเราก็เก่งญาณทัศนะหรือว่าวิบากวิปัสสนาญาณก็ถึงถ้วนวิปัสสนาญาณก็ถึงถ้วนมโนมยิทธิก็ถึงเก่งแล้วเด็ดขาดแล้วนี่คือสติปัฏฐาน 3 ตัวมีฌานฌานก็เป็นตัวบริสุทธิ์เลยตอนนี้เพ่งและเผาเผาตายไงล่ะทานก็เป็นฌานบริบูรณ์ฌานตัวนี้เป็นฌานวิมุตเป็นชาญโดยมดที่จริงเราก็ไม่ไปเรียกพี่หมดๆไปเรียกผลชานเราเรียกเป็นเครื่องอาศัยของการการเผาเครื่องอาศัยของการ เผาเราไม่เอาไปเรียกเบื้องในเพราะฉะนั้นคำว่าฌานมันเป็นภาษาไทยเขาถึงเหมือนชานเรือนไม่ใช่ห้องในชานเรือนไม่ใช่ห้องไหนคำว่าฌานก็มีแต่ก่อนมีแต่ภาษาเสียงไม่มีภาษาตัวหนังสือจึงเรียกไทยๆมาเปรียบเทียบเกจิอาจารย์รุ่นก่อนมาเปรียบเทียบเรียกก็เลยเรียกชานเรือนนี้ว่ามันเป็นส่วนของเรือนติดกันกับเรือนชานเนี่ยเป็นเป็นส่วนของเรือนติดกันกับเรือนแต่ไม่ใช่เรือนหอเรือนห้องไม่ใช่ห้องในไม่ใช่ห้องสำคัญของเดือนไม่ใช่ห้องสำคัญไม่ใช่เรือนใจแต่เป็นเรือนชานเรือนไม่ใช่เรือนใจแท้ เพราะฉะนั้นก็ใจนั่นแหละฌานก็ต้องเป็นระบบของใจเป็นระบบอาการของจิตแล้วมันก็อยู่ในส่วนต่อกันต่างกันห่างจากกันไม่ได้ติดกันอยู่นั่นแหละเพราะฉะนั้นก็จะอยู่ติดๆอย่างนั้นเสมอฌานจึงจะแม้จะเป็นชาญบริสุทธิ์แล้วเป็นวิมุตแล้วคือจิตวิมุติแล้วมันก็ยังอาศัยเป็นชานรับของใหม่ชานก็ยังมีอยู่เสมอรับอันใหม่มาล้างใหม่มาล้างใหม่ให้ใหม่ทำใจสะอาดใหม่เพราะฉะนั้นทานจึงเป็นความหมายแต่วัตถุประสานเรือนหรือเป็นส่วนที่ได้แล้วหรือเป็นส่วนที่เซ็ตแล้วมันก็ยังเป็นทานเพราะฉะนั้นจึงไปเรียกชานหมากด้วยชานหมากหรือชานอ้อยเอาของดี กินแล้วเราเสวยของดีแล้วได้วิมุตแล้วแต่เราก็ยังเหลือชานอยู่ด้วยคุณจะทิ้งไม่ควรทิ้งทานหมาไม่ควรทิ้งชานอ้อยก็ยังไม่ควรทิ้งทีนี้ถ้าลักษณะของอธิบายชั้นสูงขึ้นมาอีกบ่ควรทิ้งแล้วนะควรทิ้งแล้วนะฉันมานี่ควรทิ้งได้แล้วเพราะว่าเราเสร็จแล้วเราเป็นวิมุตแล้วอย่าไปเกาะติดชาญแต่ที่จริงชาญมันก็จะติดอยู่เหมือนชานเรือนชาญยังไงมันก็จะติดอยู่เหมือนชานเรือนทิ้งกันไม่ออกมันอาศัยกันอยู่อย่างนั้นแหละแต่เมื่ออธิบายไอ้คนที่เกาะติดอยู่แต่ฌานนึกว่าชาญเป็นเลิศชาญเป็นเอกหลงทิศเท่านั้นก็มีหมด ก็ให้มาอาศัยวิมุตเป็นที่อาศัยเป็นวิหารธรรมอย่าไปอาศัยฌานเป็นวิหารธ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน