231107 เล่าเรื่องไปสวนโมกข์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ024.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์167 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้ก็จะเล่าเรื่องที่ไปสวนโมกข์มาให้ฟังแทนที่จะเล่าให้ฟังทีละคนสองคนคนนั้นก็ถามคนนี้ก็ถามคือตอบแต่ละคนแต่ละคนตายแน่คบคนนั้นทีก็ถามเป็นไงไปสวนหมอกพวกคนที่เป็นใหญ่เป็นส่วนมากก็เหล้านิดๆหน่อยๆมันก็มันก็ไม่เข้าท่าแล้วก็ก่อนจะเล่าก็จะต้องขอปรามกันแล้วก็ขอเหล้าขอพูดกันให้เข้าใจกันแต่ต้นซะก่อน ก่อนจะไปเนี่ยมีพระเรารูปหนึ่งในพระขึ้นมาว่าเอ๊ะทำไมพอท่านจะต้องไปชนโลกด้วยผมก็บอกท่านว่าอ้าวทำไมอ่ะก็พ่อท่านไปสวดมนต์เสร็จก็แสดงว่าพ่อท่านก็ต้องไปยอมรับพระพุทธทาสน่ะสิผมเลยบอกว่าอ้าวทำไมไม่ยอมรับแต่พระพุทธเจ้ายังไงคุณรู้สึกยังไงก็จะพูดว่าถ้ามีความเห็นผิดอยู่ตั้งหลายอย่างถ้ารูปนั้นเป็นพระคราวนี้แหละ 3 หมู่เหล่านี้พูดว่างานเขาบอกว่าขอความเห็นผิดก็เห็น ผมเคยพูดอย่างไรเรื่องความเห็นผิดที่จริงผมไม่ได้พูดเรื่องความเห็นผิดที่มากครับท่านองค์นั้นแต่ขอขยายความในที่นี้เคยพูดอยู่เสมอเรื่องความเห็นว่าแม้พระอรหันต์ก็สามารถมีความเห็นต่างกันได้ในเชิงคิดในเชิงที่จะบำเพ็ญภาวนาในเชิงที่จะมีบทสมมติสัจจะหลายๆอย่างเช่นพระมหากัสสปะเป็นต้นมีเชิงคิดหรือมีความเห็นในสมมติฐานเคร่งครัดมีอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนกันกับชาวหลายๆคนจนกระทั่งตั้งธุดงค์เข้าวัดตั้ง 13 ข้อขึ้นมาแล้วก็ปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ของตน พระอื่นไม่เหมือนพระพุทธเจ้าก็ไม่เหมือนพระมหากัสสปะดังนี้เป็นต้นมันไม่ได้หมายความว่าความคิดเห็นนั้นจะต้องเหมือนกันเป็นแนวเดียวกันทุกอย่างความคิดก็คิดตรงกันทุกอย่างหมดไม่ใช่ความเห็นแตกต่างกันได้แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์นั้นไม่ยึดติดความเห็นแม้ที่สุดเมื่อเป็นความเห็นของหมู่พระอรหันต์ก็เมื่อตัดสินแล้วโดยมติของหมู่พระอรหันต์ก็วางความเห็นนั้นได้เอาตามโดยไม่ยึดความเห็นของตนไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตนเป็นใหญ่ไม่มีอัตตาธิปไตยไม่

อ่านต่อ

ถืออำนาจตนเป็นใหญ่แต่เห็นอำนาจแห่งธรรมะแห่งความตัดสิน ความเป็นไปได้การถืออำนาจของส่วนมากคดีการตัดสินคนส่วนมากแม้แต่อยู่ในหมู่ด้วยกันยังเห็นไม่เหมือนกันตั้งหลายคนเห็นเหมือนกันก็ต้องหลายคนพอโหวตเสียงกันแล้วหมู่มากก็มีก็ตัดสินเอาของหมู่มากเป็นเรื่องจบเป็นเรื่องสุดท้ายเรียกว่าอธิการสมถะประเภทใหญ่ๆในการตัดสินแบบประชาธิปไตยและตัดสินทุกวันนี้ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในจำนวน 7 ข้อของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเองที่พระพุทธเจ้าจะใช้มาตั้ง 2,000 กว่าปีแล้วไอ้คดีประชาธิปไตยที่ดีกว่ายาสีกาเอาเสียงข้างมากพวกเขาว่าก็ตัดสินเมื่อตัดสินเป็นภาษีแล้วผู้ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดปัญหา รถตัดสินแล้วก็ตัดสินแล้วท่านก็สบายจะทำอะไรก็ทำทั้งๆที่ท่านเห็นว่าความเห็นของท่านท่านเห็นว่าของท่านเนี่ยดีก็ตามท่านก็ต้องปล่อยเธอก็ต้องทำตามดีที่ตัดสินโดยอธิการสมถะแล้วแบบมีประสิทธิภาพแล้วแล้วท่านก็ไม่มีจิตใจเดือดร้อนขัดเคืองอะไรสบายๆเดี๋ยวเราจะต้องเข้าใจให้ได้ว่านี่เป็นความสงบแล้วด้วยการกระทํา ให้ยืมไปอย่างไรให้มันเรียบร้อยเลยว่าสมถะฉันไม่เรียบร้อยให้มันสงบระงับลงไปให้ไม่ให้มีข้อวิวาทบาดหมางหรือไม่ให้มีการยึดการติดอะไรกันอีกไม่ให้มีการเดือดร้อนอะไรกันหรือไม่ก่อเรื่องที่เป็นอกุศลหรือก่อเรื่องทุจริตเป็นขึ้นหรือไม่ก่อให้เกิดโลภะโทสะโมหะขึ้นนั่นเองตัดสินแล้วก็เป็นจบแล้วก็ดำเนินไปไม่มีหลักอื่นๆในทั้ง 7 ข้อซึ่งก็ในที่นี้ก็คงพูดกันไม่ไหวแล้วเรื่องที่ที่จริงควรจะเล่าสู่กันฟังแม้ไม่ใช่พระก็เอามาเล่าสู่กันฟังอธิบายสู่กันฟังให้ละเอียดละออได้ให้วันหลังน่าจะมีโอกาสแล้วก็ยกตัวอย่างให้ฟังอีกว่าแม้แต่ความเห็นเนี่ย ส่งเมื่อเวลาพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วทรงแยกออกมาเป็นความเห็นสองเหล่าใหญ่มาเป็นเถรวาทกับอาจารย์โอวาทหรือมาเป็นหินยานกับมหายานจนกระทั่งทุกวันนี้ก็แย่เห็นชัดอยู่ว่าเป็นมหายานเป็นภรรยาหรือเป็นเถรวาทกับอาจจะอาละวาดแต่คำว่าเราไม่ค่อยได้เรียกเราไปเรียนมหายานถ้าเป็นส่วนใหญ่เธอเรียกเถรวาทมหายานที่จริงเราสักคนละคู่ก็มาเรียกถ้าเรียกหินยานก็เรียกมหายานถ้าเรียกเถรวาทก็อาจจะอาละวาดอาจารียาวาดเป็นวาทะของอาจารย์อันนึงก็เป็นวาทะกรุงเทพฯอย่างนี้ก็แยกกันเป็น 2 ความเห็นแต่ไม่ได้หมายความว่ากิริยากับมหายานแตกเป็นสังฆเภทไม่ใช่ผู้ใดประสมประสานหินยานกับมหายานเข้ากันโดยเนื้อธรรมไม่ได้ผู้นั้นก็ยึดติดลัทธิหรือยึดติดหมู่ติดกลุ่มแยกแยะไม่ยอมรับกันเข้ากันไม่ได้มองหาทำไม่ได้ก็จะกลายเป็นการสังฆเภทใจเริ่มสังฆเภทก็ยิ่งมามีมานะจิตมีการถือตัวถือดีอะไรมากเกินไปยิ่งจะแย่มากจริงๆจะแย่มากแล้วถ้าผู้ใดไม่มีมานะผู้ใดเป็นพระอรหันต์หรือผู้ใดเป็นพระอริยะชั้นสูงที่รู้เท่าทันในมานะ แม้จะไม่เป็นพระอริยะชั้นสูงแต่กิเลสมานะน้อยแม้จะเป็นพระโสดาหรือแม้จะเป็นสมมติสงฆ์แต่ไม่มีมานะอะไรมากก็จะไม่เกิดการแยกอะไรมากจะไม่ถือดิบคือดีอะไรมากกิเลสมานะเป็นลักษณะหนึ่งแต่ความยึดถือเชิงหนึ่งอย่าเข้าใจว่ากิเลสมานะนั้นพระอริยะชั้นสูงจึงจะมีพระอริยะชั้นต่ำไม่มีไม่ใช่ภริยาชั้นต่ำหรือว่าคนปุถุชนก็ยิ่งมีมากเพราะมันไม่รู้จักมันเลยหรือผู้ที่เป็นปุถุชนต่ำผู้ที่มีนิสัยมีวาสนาบารมีได้รู้เท่าทันกิเลสมานะและได้อาหารกิเลสมานะมาก่อนกิเลสมานานน้อยตั้งแต่ปวชก็น้อยแล้วปฏิบัติธรรมไปยิ่งรู้ ชัดเข้าใจชัดบรรลุเป็นพระอริยะชั้นสูงก็ยิ่งน้อยก็ได้ก็ได้อย่ายึดมั่นถือมั่นว่ากิเลสมานะนั้นมีแต่กี้มีแต่พระอริยชั้นสูงไม่ใช่ความหลงตัวโดยมีเหตุปัจจัยพระอริยะนี่คือได้ดีแต่กิเลสออกเป็นพระโสดาก็ได้ดีแล้วมันก็สอนด้วยความไม่รู้เท่าทันกิเลสมานะของตัวพอได้ดีก็หลงดียึดดีติดดียิ่งไม่รู้ตัวยิ่งยึดดีใหญ่ยิ่งปฏิบัติกิเลสต่ำลงไปอีกสังโยชน์เบื้องต่ำเป็นสันติภาพพ้นจากทิศทางเป็นอนาคตยิ่งได้ดีใหญ่ยิ่งไม่รู้จักกิเลสมานะยิ่งหลงยิ่งใหญ่ ดีใหญ่เบิ้มเลยนี่ถือต้นถือตัวแข็งกล้าดุดันดื้อด้านเอาชนะคัดค้านอะไรต่างๆนานาเป็นได้เป็นได้เพราะไม่เคยรู้กิเลสมานะยิ่งชั้นสูงยิ่งเป็นพระอริยะชั้นสูงตัดกิเลสอีกปางเชิงบางแวกได้ก็ยิ่งหลงตัวหลงตนเพราะมีดีจริงๆเพราะได้ดีจริงๆจึงหลงดีที่ได้จริงๆนั่นแหละและทำให้ตัวเองแข็งกล้าแข็งกระด้างย่ำยีดูถูกข่มขี่คนอื่นเขาก็จริงเหมือนกันแต่ถ้าผู้ใดมีปัญญาเรียนรู้มานะมาตั้งแต่ปุถุชนเรียนรู้มานะมาตั้งแต่เป็นโสดาสกิทาแล้วก็ปราบกิเลสมานะมาด้วยสูง ขึ้นเป็นพระอนาคามีจริงในพระอนาคามีแท้ผู้ที่ตัดกิเลสเบื้องต่ำได้แม้กิเลสมานะยังหยาบกร้านเกินกานก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นอนาคามีชั้นเดียวกันกับที่พูดกันซับซ้อนอยู่เดี๋ยวนี้ว่านิวรณ์ 5 ตัดกิเลสกามตัดปฏิกะสังโยชน์ได้เป็นสังโยชน์เบื้องต้นหรือตัดกิเลสหยาบศักยะหยาบต่างๆมาได้มีอบายมุขหยาบศีลขั้นต้นศีลขั้นพอประมาณได้ไปแล้วโรคละกามอะไรลงไปพอสมควรแล้วหรือกามราคะหมดปฏิฆะหมดแล้วเราก็มีผีนะมีพระ รามอินทราสังโยชน์มันไม่มีนะที่จริงแล้วเราก็มีทีนะมีธาตุกันอย่างหนักหน่วงๆๆแล้วเราจะบอกว่าเราเป็นพระอนาคามีก็บอกแล้วว่าพระอนาคามีขี้หมาบอกแล้วว่าเป็นพระอนาคามีขี้หมาเป็นพระอนาคามียังไม่ได้ไม่ได้หรอกสังโยชน์ไม่มีก็ตามแต่กิเลสหยาบทีนั้นมีธรรมยังหยาบมันยังเละเละและอยู่อย่างนั้นน่ะเขาไม่เรียกพระอนาคามีชั้นเดียวกันยังมีมานะหยาบแม่มาณตอนนี้จะเป็นสังโยชน์เบื้องสูงก็ตามแต่ยังมีมานะอย่าๆอย่าถือตัวถือตนอย่างน่าเกลียดน่าชังถือดิบคือดีอย่างน่าเกลียดน่าชังมันก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ที่ เพชรพระอนาคามีได้เพราะว่าการถือตัวถือตนมากๆนั้นมันหยาบคายเป็นโทสะรุนแรงอะไรได้อยู่จึงไม่ถือว่าเป็นพระอนาคามีนี่ก็ไล่ความรู้อะไรต่ออะไรแทรกแซงเข้าไปให้ฟังด้วยนะทีนี้ก็พัดก็พูดผ่านขึ้นไปจนถึงว่าแม้เป็นพระอรหันต์แล้วความเห็นที่แตกต่างยังมีอยู่แต่พระอรหันต์ท่านรู้ดีรู้ชั่วรู้การยึดการปล่อยวางฉันรู้รู้การคือการปล่อยวางที่แท้จริงถ้าพูดได้เอาแต่ยึดไม่ปล่อยวางใจปล่อยวางไม่ได้จริงๆมันก็ไม่ได้มันมีอาการแล้วมันจะเป็นเชื้อเป็นเชื้อเพลิง แล้วมันจะปรุงออกมาทางกายทางบัญชีหรือแม้แต่ในจิตของตัวเองปรุงไม่ออกมาแรงมันก็ทุกข์ของตัวเองนั่นแหละแต่ตัวเองไม่รู้ทุกข์นั้นไม่รู้เหตุแห่งทุกข์นั้นไม่มีนิโรธได้ตลอดนิรันดรเพราะความไม่เห็นไม่เห็นไม่เห็นกิเลสของตัวไม่รู้กิเลสของตัวไม่เห็นนะไม่เห็นไม่รู้นะไม่เห็นจริงๆคนหลงนี่ไม่เห็นเศรษฐีนี้ไม่ค่อยเห็นกิเลสไม่ค่อยเห็นทุกข์เพราะว่าเขามีกิเลสโลกมันกลมเกิดแล้วบำบัดกิเลสได้ก็หาอยากได้ก็หาเครื่องที่อยากได้มาบำบัดแล้วมันก็หายไปมันจบเกิดมันบังทุกข์แท้ ก็เป็นทุกข์ตั้งแต่อยากเขาก็ไม่รู้ความอยากเขาไม่รู้ความหลงรถเป็นต้นเมื่อความเห็นแตกต่างกันได้จึงแยกกันกระทำเน้นไปในคนละเชิงแต่ก็ต้องร่วมกันไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งไม่มีการแยกกันมีลักษณะจิตที่เราพยายามพูดกันแล้วพวกฝ่ายเจโตพวกฝ่ายปัญญาเป็นแกนใหญ่ๆเป็นต้นซึ่งได้อธิบายมาแล้วโดยเฉพาะผมพยายามอธิบายพยายามแย่แม้เชิงภาษาบัญญัติว่าสุดท้ายเรามีโกณฑัญญะโคตรกับกัสสปะโคตรจะแย่แม้พระอาจารย์ชนะจนสัญญาโคตรนั้นอย่างหนึ่งกับศิลปะโคตรนั้นอีกอย่างหนึ่งแต่พยายามอธิบายแล้วจนถึง กฎหมายถึงเชิงที่มีปัญญาใช้ปัญญานำกัสสปะโทษคือโทษที่ใช้เจโตนำเพราะฉะนั้นพระมหากัสสปะกับพระโกณฑัญญะนั้นจึงมีลักษณะต่างกันพระโกณฑัญญะเป็นนำหมู่แรกในอรหันต์ 60 รูปเป็นผู้ที่จะถือว่าเป็นพระภันเตสุดได้ในอรหันต์ 60 รูปโกณฑัญญะปรากฏสัญญานี่ก็พระพุทธเจ้าส่งเข้าเมืองทันทีเพราะท่านเป็นพระที่ครบพร้อมไปด้วยปัญญาและเจโตวิมุตติอันไม่กลับกำเริบท่านมีแล้วจึงจะเรียกว่าพระอรหันต์ส่วนพระมหากัสสปะนั้นแม้บรรลุแล้วพระพุทธเจ้านำสอนอยู่ในกรุง อยู่ในเมืองแล้วก็สปอร์ตก็ยังตะลอนตะลอนยังมีประกาศศักดาอยู่จะอยู่ตรงป่าป่าพระพุทธเจ้าก็บอกอยู่ปากก็อยู่ปากถือเป็นเขตสุดท้ายถ้าใครเกินพระกัสสปะไปขีดเขตสุดท้ายใครจะทำนอกกะปะไปเนี่ยถือว่าเดรัจฉานถือเป็นเดียรถีย์แล้วถึงแม้จะมีเขตอยู่ป่าริมริมป่าอยู่อย่างนั้นไม่ค่อยเข้าเมืองมีธุดงค์เข้าวัดไม่เข้าเมืองไม่เข้าที่ร่มที่เมืองที่บังอะไรแล้วแต่ทั้ง 13 ข้ออะไรแม่อย่างนั้นเขาก็สะบัดเองก็ยังมีแกนหรือยังมีเนื้อสาระที่ร่วมกันกับพระอรหันต์อื่นหรือพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยทฤษฎีหลักใหญ่เยอะแยะมากมายเป็นแต่เพียงพฤติกรรมบางอย่างของท่านทั้งนั้น พฤติกรรมบางอย่างที่ท่านเป็นอย่างนั้นแต่ฉันก็ไม่ได้ขัดข้องผู้อยู่เมืองถ้าไม่ได้ปฏิเสธผู้อยู่เมืองถ้าเข้าใจผู้อยู่เมืองดีถ้าเข้าใจผู้อยู่เมืองดีถ้าไม่ได้ปฏิเสธแต่ท่านขอทำทางนี้ท่านก็ทำงานแม้แต่ท่านอยู่ป่าท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาไปเป็นครอบครัวใหญ่ 250 รูปตามไปไปไหนก็สอนก็บำเพ็ญไม่ใช่ทำประโยชน์ตนได้อย่างเดียวอยู่ปลีกเล่นโดดเดี่ยวเปล่าเลยท่านมีหมู่มีคณะมีกลุ่มอ่าอบรมบำเพ็ญธรรมกันไปซึ่งมันเป็นเรื่องหนักมากนะคุณลองนึกดูว่าอันตรายกันไปแล้วมีหมู่ 250 ลูกก็เต็มๆไปเนี่ยโอ้โห 500 นั่นสิผมก็อยู่กับใครกับใครก็สปาที่ท่านมา 500 นะตามธรรมดาเขา 200 250 ประกันสัปดาห์นี้ก็แตงโมได้ถึง 500 อันนี้ก็เป็นความสามารถพิเศษของท่านก็แตงโมต้อง 500 รูปรักษาดูแลไปไม่เข้าใจมุ่งที่บางจากเป็นวัดแล้วเขาก็แปลจารึกกันบอกว่าเดินเป็นแถวแล้วไปเป็นแถวการทำเป็นแถวเขาแปลจากจารึกเป็นแถวทำเป็นแถวไม่ใช่ทำเป็นแผลก็ไม่เวลาเดินด้วยซ้ำไปเขาบอกทำเป็นแถวซึ่งอโศกนี่ทำโดยโดยประมาณเลยมันเป็นเองมันเป็นแถวไปเองก็จ่ายที่ไปเป็นแถวอย่างนั้นน่ะ เป็นแถวเป็นแนวการไปเป็นแถวก็ถือว่าการไปเป็นแถวที่จริงจารึกคือการจรไฟจาริกาแล้วเป็นการจรไฟที่มันจะเรียบร้อยเป็นแถวเป็นแนวสุดท้ายก็มาตัดเอาแต่เป็นแถวไอ้นี่มันเรื่องของความปลอดภัยเรื่องของความเห็นที่ขาดหายเรื่องของความเข้าใจที่ตกหล่นมันตกหล่นมันขาดหาแต่เมื่อก่อนเราก็พยายามมาพิสูจน์แล้วมาเก็บขึ้นมาทำความเข้าใจชัดเจนผมเคยเถียงกันกับเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดโคราชที่ผมบอกว่าจารึกลงมีบอกว่าจารึกมีบทจารึกมีธุดงค์เข้าวัดจารึกมีท่านก็บอกว่าไม่มีท่านก็ว่าไม่มีเงินเราก็บอกว่ามีเธอก็ไม่มี คุณน่ะเรียนมาใหม่ไม่ได้เรียนมาจารึก 13 ข้อการจรไปมีที่ไหนเราบอกว่าจอนมานี่มาอะไรมาชาลีจอนมาเผยแพร่ภาพยนตร์ๆครับไม่มีบอกก็บอกว่าทำตามทำตามวินัยบอกไม่มีทำวินัยไม่มีคำว่าไม่มีจารึกไม่มีแต่เราก็เริ่มมันจำทุกๆ 15 13 ข้อไม่ได้แล้วก็ไม่อยากจะเถียงกันมาโดยวันนั้นก็ไม่มีก็ไม่มีก็เฉยๆอย่างนี้เป็นต้นเพราะความเห็นนี้ขอให้พวกเราทำความเข้าใจให้ดีอยากจะบอกพวกเราก็คือว่าพวกเราทำความเห็นยังไม่เรียบร้อยทำความเห็นยังไม่ดี ยังไปปฏิเสธความเห็นของผู้อื่นกันเกินการโดยที่เราจะไม่อภัยโดยเรายึดมั่นถือมั่นจะให้คนอื่นเป็นอย่างเราไปเสียทั้งหมดและความจริงควรจะเป็นอย่างเราก็เป็นได้ถ้าเผื่อว่าเราเองว่ามันปลอดภัยแล้วมันสบายดีอย่างนี้เขาก็จะเป็นได้ถ้าเขาเองก็มีจริตอย่างเราแต่ถ้าเขาเองก็ไม่มีจริตอย่างเราเขาก็จะไม่เป็นอยู่บ้างแต่เขาก็ปล่อยวางจิตได้เราจึงปล่อยวางจิตไม่ได้เราเลยไม่เป็นพระอรหันต์เราเลยทุกข์อ้าวแล้วมันอะไรกันล่ะเขาเองเขากลับเขาสบายแล้วนะที่จริงก็เป็นอย่างนั้นก็สบายแล้วก็ปล่อยวางกิจของเขาได้แล้ว อะไรที่ทุจริตเกินการเขาก็ไม่ทำอะไรที่ไม่ทุจริตและสุจริตเขาก็ทำอยู่สิ่งนี้เป็นแต่เพียงความเห็นเขาจะอยู่จนไปเขาจะอยู่ป่าอะไรอย่างนี้เป็นต้นหรือแม้แต่เรื่องกินเนื้อสัตว์เนี่ยเขาจะกินเนื้อสัตว์เขาก็เห็นว่าดีนะไม่กินเนื้อสัตว์แต่เขาจะกินเนื้อสัตว์อยู่เขาก็ทำไม่ดีของเขาอ่ะแต่เขาก็ทำไม่ดีของเขาแม้เขาจะวางใจได้เขาจะสบายก็ตามแต่ถ้าเผื่อว่าเราจะไม่เราจะทำของเราแล้วเราเองเราจะเห็นความบริสุทธิ์ที่สะอาดซ้อนอยู่ในนั้นอีกมากมายก็เป็นเรื่องของความเห็นของเราเขาไม่เห็นเขาก็จะทำก็เรื่องของเขาแต่ถ้าเราเห็นแล้วว่าไอ้เรื่องอย่างนี้นี่มันซ้อนนะพระพุทธเจ้า ท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์นรกพิสูจน์ได้ว่าถ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์แล้วท่านก็ไม่ได้บังคับจนเกินการเพราะท่านเองท่านรู้ว่ามันมีอะไรลึกซึ้งเหมือนกับท่านเองท่านสอนว่าไอ้เมถุนนี่ไม่ดีหรอกไอ้ควายการเป็นคนคู่นี่ไม่ดีท่านก็อนุโลมเอ้าเอาขีดฆ่าได้แค่พระโสดาบันเป็นพระอริยะรับเป็นผู้ที่มีบุญแล้วล่ะไม่ตกนรกไม่ได้ในระดับหนึ่งแล้วก็มีผัวมีเมียมีเมียผมก็อนุโลมท่านต่อๆไปก็ค่อยไปไล่กันขึ้นไปอีกส่วนท่านเองนะท่านก็ไม่ได้มีเมียทุนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงผู้ชายอะไรไม่ได้ไปมีผัวหนึ่งก็ไม่มีเมีย ไม่มีอย่างนี้เป็นต้นหรือแม้ทำไมบังคับในการไม่ใส่รองเท้าก็ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านใส่รองเท้านะท่านก็ไม่ได้ใส่รองเท้าอย่างนี้เป็นต้นหลักฐานที่พอมีจับมาอธิบายให้ฟังได้ยืนยันได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเห็นภัยแม้โทษภัยอันมีประมาณน้อยแล้วท่านก็เลิกละมาเพราะโทษทีมีประมาณน้อยในสิ่งที่เราเห็นได้รู้ได้เลิกได้เราก็ทำไปเขายังไม่เห็นเขาจะยึดก็ถืออยู่ก็ช่างเขาเพราะว่าเราทำได้แล้วเราก็เอาอันนี้จะอธิบายสู่ขอฟังเข้าสู่เขาฟังอาจจะเน้นก็เน้นอย่าไปบังคับกันแม้ไปบังคับเขาต้องไปกินเนื้อสัตว์ในวันนี้เราไม่ได้ไปบังคับเขา เราต้องเก่งตรงที่จะหาเหตุผลต้องติดจะฉลาดที่จะให้เขาเห็นด้วยศรัทธาเลื่อมใสเข้าใจแล้วเขาก็ปฏิบัติรถรักของเขามาเองศาสนาพุทธนี้ไม่บังคับไม่บังคับเมื่อเราจะมีสิทธิ์อะไรส่วนตัวแล้วเราก็จะตั้งขอบเขตเช่นว่านี่รูของฉันนะใครจะลงรูนี้จะต้องถอดเกือกถ้าไม่ถอดเปลือกไม่ให้ลงคุณก็มีสิทธิ์ในรูของคุณของใครจะมาก็ต้องถอดเฝือกแล้วใครจะมาอยู่อาวาสนี้ต้องเป็นอย่างนี้นะนี่ไปกฎของเราว่าจนเข้ามาว่าไม่เหมือนกันแล้วก็กดของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นธรรมไม่ได้เป็นธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ากฎของเราว่าต้องกดของเราว่าเพราะฉะนั้น จะเข้ามาในอาวาสของที่นี่หรือของพระเจ้าอาวาสหรือของกลุ่มหมู่นี้ท่านมีอันนี้ท่านเห็นด้วยกับท่านทำอย่างนี้แล้วก็ต้องมาปฏิบัติให้มันเหมือนกฎของท่านถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎนี้ก็ไม่ได้ท่านปกครองไม่ได้ท่านทำไม่ได้รวนเรท่านไม่มีแรงพอที่จะทำนอกกฎนี้ถ้าไม่มีไม่เห็นไม่เห็นว่าดีท่านทำแล้วมันไม่เจริญท่านก็สั่งกดตั้งระเบียบขณะนี้ก็ต้องมาลดละคนด้วยอย่างนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมายอาจจะนี้ความเห็นเรื่องนี้มันก็คลานแย้งกันหลายอย่างอย่างที่พระรูปที่เรากำลังยกตัวอย่างว่าท่านเองท่านว่ามีความเห็นต่างก็บอกว่ามีความเห็นต่างก็เป็นรายท่านบอก ถ้าผมไปกราบคารวะหรือเปล่าไปสวนโมกข์ก็เท่ากับผมไปรับความเห็นของท่านพุทธทาสหรือว่าไม่ยอมรับความเห็นของพระพุทธเจ้าเขาบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกันรับความเห็นหรือว่าไปยอมความเห็นไม่แต่ถ้าเป็นพระที่มีประโยชน์ต่อศาสนานะผมเคารพธงชาติผมบอกผมเคยพูดทุกทีอาตมาเคยพูดเสมอกับพวกเราแต่พวกเราเข้าใจแม่ละเอียดพอพอเวลาเราพูดพลาดจริงถึงจะทำชั้นสูงขึ้นมาแล้วเราก็ไปแยกสัจธรรมชั้นสูงขึ้นว่าอย่างนี้เราเห็นอย่างนี้ท่านพุทธทาสเห็นอ่าอาตมาไม่เห็นตามพุทธทาสในเชิงนี้แล้วก็พูดวิจัยให้ฟังว่าอย่างนี้ไม่เห็นด้วยเพราะ อย่างนี้ไม่ดีอย่างนี้มันก็เลยกลายเป็นอธิบายเชิงไม่ดีออกมาเห็นชัดแล้วก็ข่มจุดดีหรือว่าจุดที่พระพุทธทาสเห็นว่าดีซึ่งเราก็พยายามพูดถึงจุดดีและจุดไม่ดีหรือไม่ดีที่เด่นชัดขึ้นและแน่นอนถ้าเราเห็นจุดไม่ดีต้องมากกว่าจุดดีอันนั้นก็คือความเห็นที่เรายึดถือว่าไอ้สิ่งที่ไม่ดีแล้วเราก็ไม่เอาเราก็เอาสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมามันก็จะข่มสิ่งที่ผู้อื่นยึดพอดีอยู่เสมอแต่จะทำมันต้องเป็นอย่างนั้นเพราะฉะนั้นมึงอธิบายเชิงดีขึ้นมาที่ดีต่างจากที่ท่านพุทธทาสเห็นมันก็กลายเป็นเชิงของพระพุทธทาสพวกเราก็ยึดว่าเราใหญ่กว่าพระพุทธทาส แม่ยายได้รับรองน้ำหนักพวกคุณก็สู้ไม่ได้เลยเอามาไปช่างแทงกับท่านมาอย่าว่าแต่ความท่านได้ทำงานมามากกว่าคุณเลยทำงานศาสนามาแม้พระสมมติสมมติสงฆ์ไม่ได้เป็นพระโสดาเลยผู้บวชหลังยังต้องปฏิสนธิถ้าสมมติที่ 2 นั้นไม่ได้เฉโกจนเกินการใครจะไปบังคับสมาธิใครจะบังคับความเห็นใครจะไปบังคับให้บรรลุธรรมบรรลุไม่ได้ไปบังคับไม่ได้ทรงบวชหลังจะยังเก่งเป็นพระอรหันต์อย่างไรก็ต้องกราบสมมติที่ 2 ที่บวชก่อนเป็นภันเตฟังให้ดีนะแต่จะทำให้มันซ้อนไปซ้อนมานะต้องรับเคารพกันตามควรตาม ส่วนผู้ที่รู้คุณธรรมจะเคารพเราด้วยคุณธรรมนั้นแม้เราเป็นอาวุโสแม่เราเป็นผู้น้อยผู้ที่ท่านเป็นพันแต่ถ้าจะเคารพเราด้วยคุณธรรมนั้นบังคับท่านไม่ได้ถ้าจะเคารพแต่ถ้าจะแอดภาพเป็นเรื่องใหญ่อยู่ถ้าทำถูกแล้วท่านทำถูกแล้วเพราะท่านยายก็เพราะท่านใหญ่แล้วก็ท่านก็ไม่มีคุณธรรมท่านถึงไม่รู้คุณธรรมที่จริงแล้วท่านที่มีมานะยิ่งมีกิเลสหนาท่านก็ต้องแอ๊บเข้าไปมากๆก็ต้องให้ท่าน Add สิไม่งั้นมันไม่มีที่จอดนี่มันจะไปเกี่ยวกับเรายกให้ท่านใหญ่ด้วยสมมุติแล้วก็ต้องยึดสมมุติก็ยึดไปก็จะยึดสมมุติสมมุติถูกแล้วถ้าไม่ถึงประมาณแต่ถ้าท่านถึงปรมัตถ์ท่าน ขอกราบอาวุโสก็ต้องกราบในที่ไม่เปิดเผยในที่ที่ไม่ควรจะทำให้มันค้านแย้งกับกฎวินัยของพระพุทธเจ้าท่านจะทำส่วนตัวก็เรื่องราวระหว่างกันอะไรอย่างนี้หรือถ้าจะนอบน้อมท่านจะมีสัมมาคารวะถ้าจะมีท่าทีที่ยกท่าทีให้ว่าอ่อนน้อมต่ออาวุโสผู้ที่มีคุณธรรมชั้นสูงท่านทำเองฉันทำเองเป็นเรื่องของท่านเองท่านให้เองเปิดเผยถ้าไม่อายต่อคนอื่นท่านจะนอบน้อมคารวะเพื่อเป็นแนวโน้มเป็นแนวทางให้เห็นว่าถ้าตรงนี้นี่ถึงแม้จะบวชทีหลังฉันแต่คุณธรรมชั้นสูงนะมันเป็นการบอกอย่างนี้ก็เรื่องของท่านจะให้มันเป็นคาราวานนี้ว่าโตที่เป็นคุณธรรมอันเป็นศิลปะหรืออันเป็นมงคล เพลงของบุคคลผู้มีนั้นๆแสดงว่าพรุ่งนี้รู้นะธรรมะพรุ่งนี้ชั้นสูงและฉันยังไม่ถึงนี่ฉันไม่ปิดบังฉันยังไม่บรรลุฉันเป็นพระอริยะผู้น้อยฉันเคารพพระอริยะผู้ใหญ่คารวะผู้ใหญ่ตามฐานะตามรูปแบบอันควรท่านก็ทำท่าทีนอบน้อมนี่ว่าโตอ่อนน้อมคารวะสมควรแก่ธรรมท่านก็ทำมันก็จะดูไม่เก้อเขินไม่ขัดแย้งเลยยิ่งทำก็ยิ่งเรียบร้อยได้นะผมก็บอกกับพระองค์นั้นผมเองผมเป็นพระบวชหลังเป็นคำพูดทำงานศาสนามาน้อยกว่าพระพุทธทาสผมเคารพท่านพุทธทาสผมจะไปกราบพระพุทธทาสผมทำถูกแล้วตามธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้มีความผิดอะไร คุณคิดยังไงคุณคิดอย่างนั้นน่ะจิตมานะของคุณนะคุณเป็นอะไรคุณเองคุณกับผมคุณเองคุณยังเป็นผู้น้อยกว่าผมยังเคารพนับถือผมด้วยซ้ำแล้วคุณไม่เคารพท่านคุณผิดหรือถูกคุณคิดอย่างนั้นจ่ายของคุณเป็นยังไงคุณตรวจใจของคุณให้ดีนะถ้าคุณไม่เข้าใจแล้วคุณทำจิตนี้ลดหย่อนไม่ได้อ่อนน้อมไม่ได้ปล่อยวางไม่ได้คุณไม่เจริญพระองค์นั้นก็เงียบและผมคิดว่าพวกเราหลายคนจะมีจิตใจอย่างนี้ยังเข้าใจละเอียดในจุดอย่างนี้ไม่ได้แล้วก็จะยึดมั่นถือมั่นยึดถืออะไรพวกนี้อยู่ผมก็บอกว่าผมไม่ได้ทำสังฆเภทผมไม่ได้แย่ธรรมะ ผมไม่ได้แยกว่าพระในหมู่เถรสมาคมนั้นผมจะไม่เคารพผมไม่ใช่อันหนึ่งหรือแม้จะเคารพผมก็ไม่ได้เลือกเคารพ 8 ประเภทจะทำเป็นแข็งกระด้างอย่างนั้นผมเคยปราบแม้กระทั่งพระเจ้าอาวาสบางวัดก็เลยว่าญาติอะไรต่ออะไรอยู่บางองค์ผมไปถึงไปถึงวัดถึงว่าเขาไปในเหตุการณ์หรือว่ากาลเทศะที่จะต้องเป็นอย่างนั้นผมยังต้องกราบต้องไหว้บางรูปซึ่งไม่น่าไหว้นักกล้ามเลยแต่เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะว่าสมณะสารูปก็ไม่ได้เสียหายอะไรถึงเราก็ไม่รู้อะไรนักหนาด้วยเราก็จำเป็นที่จะต้องทำให้สมเหมาะสมส่วนผมก็ยังกล่าวอย่างว่าอย่างนั้นแล้วทำไมผมจะ ว่าจะพุทธทาสไม่ได้มันเป็นยังไงสมมุติถ้ามีประโยชน์ต่อศาสนามากถ้าพุทธทาสไม่ทำงานศาสนามาก่อนแล้วไม่ได้ปราบศิลปะปรามาสไม่ได้ยกฐานต้นอะไรที่พอเป็นไปไม่ได้ทำความเข้าใจในเชิงปัญญาปลูกสัมมาทิฏฐิอะไรขึ้นบางอย่างขึ้นมาป่านนี้เขาพูดที่รักทำงานไม่ได้อย่างนี้หรอกมีพระโพธิรักษ์กินหมูมาด้วยขอบคุณเชิดชูไว้อยู่อย่างสูงทีเดียวเพราะว่าท่านทำเบิกทางบกทางไว้ให้แล้วเราก็พากันเดินๆๆมาได้รวดเร็วเนี่ยมันเร็วไม่ใช่เพราะเราเองคนเดียวเมื่อไหร่ท่านทำไว้ให้มันไม่ขอบคุณได้ยังไงท่านบุกเบิกทางไว้ให้เราจึงสามารถมาได้ไวมาได้เร็ว ปัจจัยนะเราจะมาอวดเก่งคนเราคนเดียวว่าเราเองเราเก่งจริงเราอาจจะเก่งที่เรารักทุกกางเกงแต่มันก็มีช่องทางมีเหตุปัจจัยที่ท่านได้บุกเบิกมาแล้วจริงลูกศิษย์พระพุทธทาสอยู่ในนี้ตั้งเท่าไหร่ที่เคยศึกษาแต่พุทธศาสตร์มาหรือแม้แต่ฆราวาสเราศึกษาจากพระพุทธทาสมาแล้วก็มานี่ตั้งเท่าไหร่แต่ลูกศิษย์อสรไปอยู่กับท่านพุทธทาสมีกี่คนพอเข้ามาสอบมาปฏิบัติจนกระทั่งมีทิฐิเห็นดีเห็นชอบปฏิบัติฝึกปรือกับอโศกไปแล้วแล้วกลับไปอยู่กับพระพุทธทาสกี่คน อันนี้ก็พูดไปงี้เดี๋ยวผมก็จะยิ่งใหญ่อีกแหละอันนี้เป็นเชิงจริงเป็นเชิงที่เห็นว่ามันมีทั้งสภาพอุปกรณ์เจ้ามีอย่างนั้นจริงๆสมเด็จพระธาตุและท่านก็ดีในเชิงก็มีส่วนหนึ่งบ้างปัญญาวิทย์ของท่านเด่นสูงซึ่งโดยจริงแล้วปัญญาวิมุตินั้นไม่ปลายไม่ปลายในเนื้อในเนื้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็บอกว่าแม้แต่ในแสงศูนย์นี่เอามาลงก็เจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบใดนั่นเป็นเป้าหมายให้เป็นที่หมายของศาสนาถ้าไม่พบสุดท้ายถึงเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบอย่างแน่นอนมั่นเด็ด เด็ดขาดว่าเป็นเกย์โตรุ่นอเมริกากำเริบถ้าไม่ถึงจุดนั้นแล้วไม่ถือว่าเป็นศาสนาเป้าหมายหรือว่าเป้าหมายของศาสนาสุดท้ายไม่จะไปเอาปัญญาวิมุติเป็นตัวปัญญามันเข้าใจได้ก่อนแล้วจนกระทั่งมันเกิดเห็นเห็นอะไรเห็นปัญญาปัญญานั้นเป็นปัญญานั้นเห็นจิตที่เป็นเพราะฉะนั้นจิตที่เป็นจึงเป็นตัวปลายปัญญาเห็นเห็นเห็นสิ่งที่มันเป็นแล้วนะแล้วมันก็ยังจะเป็นต่อไปเรียกว่าเจโตวิมุตติอันเหมือนกับกำหนดสุดท้ายปัญญาจะต้องนำก่อนเห็นชัดหรือแม้ว่าเราไม่ปัญญานำก่อนแต่เจโตวิมุตติมีแล้วเป็นแล้วเป็นจริงๆแล้วเราไม่เข้าใจสักทีไม่รู้มันสักทีจนเราไปเห็น เห็นสิ่งที่เป็นแล้วในเมื่อไหร่มันก็เป็นแล้วมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นไปกับเลิกต่อไปอีกอยู่เราเป็นแต่เพียงไปเห็นทีหลังไม่ใช่เราไปเห็นก่อนเจ๊โตวิมุตมีแล้วแล้วเราก็ปัญญาไปเห็นไอ้ที่เราเป็นนั้นเพราะเราไม่เห็นชัดสักทีของเราเราก็เลยไม่รู้พอเราไปรู้แล้วมันเป็นแล้วนี่นะเราบ้าเองนะไม่ได้เรื่องได้ราวไปควานหาอะไรก็ไม่รู้ไปยังมีเรื่องราวอะไรที่ยุ่งมันก็ไม่ได้อันนั้นเรียกว่ามีผู้มีเจโตไปหมดแล้วก็ไปเกิดปัญญาเห็นไม่เกิดญาณทัศนะวิเศษเห็นจิตของเราว่ามันมีหมดแต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีวิมุติมีวิมุติส่วนหลักการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้นมีปัญญานำแล้วก็ทำจิตให้ไปเด็ดขาดได้ตามที่ทฤษฎีหรือหลักการหรือปัญญาที่รู้นั้น มวย 7 มันมีมดลงไปเราก็เห็นมันด้วยจึงเรียกวิมุตติญาณทัสสนะเนติญาทัศนะคือมีวิมุตแล้วมีญาณทัศนะเห็นมีหมดเห็นจิตนี่มันเป็นเจโตวิมุตติเรียกว่าอุปทานเข้าไปหมดมีปัญญานำแล้วก็ปฏิบัติเจโตวิมุตติตามหรือถ้ามีเจโตวิมุติแล้วก็มีญาณทัศนะวิเศษอ่านออกหรือมีวิปัสสนาญาณอ่านออกในจิตที่ของเรามีหมดแน่แท้แน่นอนละเอียดเราเน้นเรื่องอนุสัยอาสวะมากเราเน้นการ โซดาสกิทานาคาโสดาโดยเฉพาะโสดาสกิทาเพราะไม่เน้นอาสนะก็ไม่เป็นไรแต่หยาบนี่มันต้องเป็นฉันเป็นตอนได้หยาบมาได้นอกมาได้นอกมาชัดเด่นในใจเราก็จับโอปปาติกะได้เราพ้นโสดาสกิทาเหลือแต่โอปปาติกะข้างนอกมันไม่มีมันบริสุทธิ์นอกได้เห็นเด่นชัดเพราะฉะนั้นใครจะเห็นบริสุทธิ์นอกได้สบายๆไม่ละเมิดไม่ละลาบละล้วงไม่ไปเกี่ยวข้องขาดได้ห่างได้ใจเหลือเล็กน้อยอา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน