230605 คึกฤทธิ์และธรรมวันเกิด-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์161 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันที่ 5 มิถุนายนพุทธศักราช 2523 นักข่าวนี้จะอ่านให้ฟังซะก่อนไม่ยังไม่วิเคราะห์จะอ่านตามตัวอักษรไปทั้งหมดเป็นข่าวไม่ใช่ข่าวหรอกที่จริงเป็นบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับเรียนเราก็ได้อ่านวันนี้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้อ่านวันที่ 5 มิถุนายนแต่ว่าเป็นหนังสือพิมพ์บ่ายจะไม่ซื้อพิมพ์เขาออกวันที่ 4 มิถุนายน 2523 สยามรัฐคอลัมน์ซอยสวนพลูผมเป็นคนที่นั่งดูใจคนไทยมานานหลายสิบปีไม่ได้ดูใจเพื่อจะจับผิดอะไรหรอกครับเพราะใครจะคอยนั่งจับ ตัวเองแต่ดูใจในเรื่องว่าชอบอะไรทำอะไรเห็นว่าอะไรผิดอะไรถูกถืออะไรหรือไม่ถืออะไรเห็นว่าอะไรสูงอะไรต่ำทั้งนี้เพื่อผมจะได้ระวังตัวแล้วอยู่กับคนไทยด้วยกันไปด้วยความราบรื่นและลักษณะของใจของคนไทยนั้นบางทีคนต่างชาติไอ้คนต่างชาติไม่รู้จักไม่ได้เห็นเข้าก็เห็นก็เลยเห็นแปลกเช่นนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งเก็บเอาไปเขียนบทความเมื่อเร็วๆนี้ว่าคนไทยนั้นแปลกจะพูดอะไรหรือตอบคำถามอะไรก็ไม่มองหน้าคนที่ตนพูดด้วยจะถามราคาของก็บอกให้แต่ตามไปจับอยู่ที่อื่น ฝรั่งไม่รู้ว่าคนไทยเขาไม่มองหน้ากันคนไทยถือในเรื่องมองหน้าไม่ชอบให้ใครมองหน้าและฆ่ากันตายมาเป็นหนักตอนหนักแล้วในเรื่องมองหน้ากันนี้ถ้าคนไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธจึงรู้จักศีล 5 ดีนับถือคนที่อยู่ในศีล 5 ไม่ว่าตัวเองจะถือหรือไม่ก็ตามเพราะในใจของคนส่วนใหญ่นั้นเห็นว่าศีลเป็นของดีไปอยู่ในศีล 5 ก็มีคนนับถือว่าเป็นคนคบได้ควรแก่การยกย่องยิ่งถือศีลมากก็ขึ้นไปอีกเช่นถือศีล 8 หรือศีล 10 ก็นับถือยิ่งขึ้นและถือและถ้าถือศีล 227 ข้อก่อนนับถือเคารพกล่าวไหว้กันถึงที่สุดทีเดียวศีล 5 ทั่วไปจึงถือว่าเป็นกฎแห่งศีลธรรมของเมืองไทยตัดสินศีลธรรมของคนอื่นด้วยกันด้วยศีล 5 แต่ในศีล 5 ข้อนี้ก็ยังมีถือมากถือน้อยการติดสีนั้นบางข้อก็ถือว่าชั่วอยากเสียหายบางข้อถึงจะเห็นว่า

อ่านต่อ

ผิดแต่ก็ไม่ถือกันอภัยให้ได้เช่นศีลข้อ 5 นั้นถึงแม้ว่าจะมีคนเมามายเสียสติมาให้เห็นก็ดูจะไม่ถือกันนักมักจะมีคนเห็นใจและเมื่อสร่างเมาแล้วก็อภัยให้นับถือกันต่อไปได้การติดก้อนหนึ่งคือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธทำได้ไม่สนิทใจนักแต่ใครจะทำก็ไม่ว่าไม่ถือว่าผิดกันขนาดคบไม่ได้บางทีข้าคน มีคนเห็นใจผู้ไร้ค่าคนก็กลายเป็นฮีโร่ไปก็เคยมีคนโกหกผิดศีลมุสาก็ไม่ค่อยถือกันดูเหมือนออกจะชอบๆเอาเสียด้วยเพราะคนที่โกหกเก่งก็ดูออกจะเจริญดีอยู่หากคนที่รักที่ขโมยก็ไม่มีใครคบเป็นธรรมดาเพราะห่วงทรัพย์ของตนแต่ในทางสังคมก็ไม่ถือศาสนาบางคนได้ทรัพย์มาในทางทุจริตจนร่ำรวยไปไหนก็มีคนปราบคนไหว้กันดีอยู่แต่ที่เห็นถือกันมากก็คือศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาราศีลข้อนี้ใครลงได้ร่วมเข้าแล้วก็เสียคนมีคนเห็นว่ามีความประพฤติที่น่ารังเกียจเอาทีเดียวเป็นอันว่าคนไทยนั้นมีใจกว้าง ไม่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือตัดสินความประพฤติของใครว่าถูกหรือผิดถ้าถูกผิดหรือดีชั่วในศีล 5 ข้อนั้นยอมให้ผิดได้ถึง 4 ข้อยกเว้นข้อเดียวคือการผิดผัวผิดเมียคนอื่นเท่านั้นทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะคนไทยถือว่าครอบครัวนั้นมีความสำคัญมีความศักดิ์สิทธิ์ใครจะมาทำให้แตกแยกไม่ได้เรื่องนี้ผู้หญิงออกจะเสียเปรียบมากกว่าผู้ชายจริงอย่างที่ผมได้ยินพูดๆกันแต่ก็ไม่แน่นะผู้ชายนั้นมีเมียหลายคนได้ไม่มีใครว่าคนอย่างขุนแผนหรืออิ่มหนาวในวรรณคดีนั้นมีเมียหลายคนแต่ก็ยังเป็นพระเอกแต่ผู้หญิงในวรรณคดีเช่นการตีและวันทองนั้นถูกตำหนิและมักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์เปรียบเปรยในเรื่องนอกใจผัว เห็นมีแต่นางปริศนาในวงเล็บผู้สอนน้องเท่านั้นที่มีผัวพร้อมกันถึง 7 คนและผลัดเปลี่ยนเวรเวียนเวียนราชากันวันละคนที่กลายเป็นแบบฉบับของภรรยาที่ดีตั้งแต่จะสอนว่าภรรยาที่ดีควรจะทำอะไรบ้างที่จนลืมศีลธรรมที่ถือกันว่าผู้หญิงควรจะมีผัวแต่คนเดียวแต่ถึงชายถึงชายก็เกิดยิ่งหนาวก็ดีขุนแผนก็ดีถึงจะมีเมียมากก็ไม่เคยผิดเมียใครกัมพูชาผิดเมียคนอื่นก็ถือว่าเสียหายอีกมีแต่คนรังเกียจดูถูกเป็นความไม่ดีติดตัวไปน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือพูดคือผู้หญิงที่ผัวนอกใจนั้นถึงควรจะสงสาร เห็นใจก็มักจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาแต่ผู้ชายที่เมียนอกใจนั้นดูเหมือนจะมีคนเห็นใจมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายด้วยกันดูเหมือนจะเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของผู้ชายอะไรทำนองนั้นพูดเรื่องถือไม่ถือแล้วก็กลับมานึกถึงตัวเองผมเองทุกวันนี้ยังมีคนเขียนหนังสือด่าว่าเสียดสีอยู่เสมอทั้งที่ไม่ได้ทำผิดหรือทำให้ใครเดือดร้อนถ้าจะถามว่าทำไมถึงชอบทำกันอย่างนั้นก็เห็นจะตอบได้ว่าเพราะผมเป็นเป้านิ่งจะด่าว่าเฉดสีมาอย่างไรผมก็ไม่ค่อยจะถือสาหาเรื่องมักจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ตรวจสอบแต่บางทีคนที่ชอบเสียดสีผมนั้นเชยเสียจนผมต้องพักดังตัวอย่างต่อไปนี้ ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อกินอะไรถึงจะเป็นประโยชน์ขึ้นต้นก็ไม่รู้ภาษาไทยเสียแล้วใช้คำว่าถึงแทนจึงซึ่งปริศนาอ่านหนังสือเล่มนี้ใครจะแต่งขึ้นไม่ได้บอกไว้ผมก็ไม่ได้สนใจอยากจะรู้แต่พลิกดูข้างในปกบอกว่าสนับสนุนเผยแพร่โดยมูลนิธิธรรมสันติซึ่งตั้งอยู่แถวคลองกุ่มเขตบางกะปิอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นการชักชวนคนให้กินแต่ผักไม่กินเนื้อสัตว์มีบทความในทำนองนี้หลายบทความซึ่งผมก็ไม่มีความเห็นเพราะทุกคนมีสิทธิ์จะกินอะไรก็ได้ใครจะชวนใครให้กินอะไรแม้แต่จะชวนให้กินแกลบกินรำ ไม่ทำให้ผมเดือดร้อนจะมีบทความอยู่บทความหนึ่งซึ่งผมคัดตอนแรกขึ้นมาขึ้นต้นเอามาให้อ่านกันดังต่อไปนี้บอกสภาพด้วยว่านี่ตัดถ่ายเลยถ่ายหน้าหนังสือเล่มนี้ลงมาหน้านี้เลยว่าขึ้นต้นมังสวิรัติที่สุรินทร์เป็นชื่อแล้วก็มีคำตอบมาว่าคงยังจำกันได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ข่าวการรักษาโรคของมรวคึกฤทธิ์ปราโมชโดยวิธีมังสวิรัติได้ผลดีจนเจ้าตัวกลับมาคุยโม้อวดทำให้หลายคนอยากจะไปสุรินทร์กันบ้างดังนั้นจึงขอนำเอาหลักและนำ และบทความบางตอนที่มรวคึกฤทธิ์ปราโมชได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐในครรภ์ข้างสังเวียนมาเล่าสู่กันฟังกับทั้งยังมีรายการอาหารมังสวิรัติของท่านผู้ที่เดินทางไปทดลองมังสวิรัติตามพรบเครื่องบิน 3 หมวดด้วยผู้นั้นคือคุณโอสถและคุณหญิงละมุนสีโกสินทร์ดังราวได้สรุปผลมาดังนี้อันนี้เป็นงานที่ต่างๆถ้าต่อมาบทความของชีวิตเองก็ต่อว่าผู้ไปสุรินทร์และได้รับการรักษาโรคด้วยการกินแต่ผักผมก็ได้เขียนบทความส่งให้ผมไม่ได้พูดผมไปสุรินทร์และได้รับการรักษาโรคด้วยการกินแต่ผักผมก็ได้เขียนบทความส่งมาลงพิมพ์เพื่อบอกเล่าวิธีการ ร้านนั้นตามความเป็นจริงไม่ได้โกหกเกิดผลดีผลเสียทางกายทางใจอย่างไรผมก็บอกมาตามตรงโดยสุจริตแต่คนเขียนบทความนี้กลับหาว่าผมคุยโม้อวดการคุยโม้โอ้อวดนั้นย่อมจะหมายความว่ามีการพูดเกินความจริงจะยึดถือเอาว่าถูกต้องตรงกับความจริงไม่ได้เพราะส่วนที่เกินความจริงนั้นย่อมเป็นเท็จอธิปแปลกประหลาดก็คือเมื่อคนที่เขียนบทความนี้บอกไว้ชัดว่าผมคุยโม้อวดแล้วแทนที่จะบอกให้คนไม่เชื่อถือขับถ่ายทอดเอาข้อเขียนของผมเองไปลงไว้ในบทความของตัวอีกถึง 6 หน้าในหนังสือเล่มนี้ข้อความที่เอาไปลงนั้นก็ตรงกับที่ผมเขียนไว้ในรายละเอียด ส่วนใหญ่ก็คัดข้อความของผมไปลงตรงๆไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขใช้คำคุยโม้อวดของผมนั้นนั้นเองเป็นหลักฐานยืนยันว่าการกินเนื้อสัตว์นั้นไม่ดีแต่การกินผักผลไม้ที่เรียกว่ามังสวิรัตินั้นถูกต้องและเป็นประโยชน์ผมจึงเห็นว่าเคยแหลกและคนเขียนนั้นโง่บัดซบหากตัวหนังสือที่ว่าผมจึงเห็นว่าเคยแหลกและคนเขียนนั้นโง่บัดซบนั้นส่วนตัวใหญ่กว่าทุกๆตัวในหนังสือใหญ่เท่ากับคำสุดท้ายมีประโยชน์สุดท้ายในบทความนี้ตัวโตเท่ากันประเภทหลักเพราะเมื่อหลักฐานที่เอามาอ้างอิงมีความเท็จ คนเสียแล้วหลักการทั้งหมดที่เอามาเขียนว่าการกินผักผลไม้นั้นดีอย่างไรประเสริฐอย่างไรก็เชื่อไม่ได้และเมื่อหลักฐานเป็นเพชรแท้อย่างหนึ่งแล้วความเห็นต่างๆในหนังสือเล่มนั้นก็เชื่อไม่ได้เช่นเดียวกันคุยโม้อวดกันทั้งเล่มสรุปได้ว่าลัทธิที่สอนให้คนกินแต่ผักผลไม้ไม่กินเนื้อสัตว์นั้นเป็นลัทธิที่เหลวแหลกดีแต่คุยโม้อวดหาสาระอันใดมิได้ขออย่าได้เชื่อถือกันอีกต่อไปคนอะไรก็ไม่รู้ทั้งที่รู้ว่าผมคุยโม้อวดก็ยังเก็บเอาคำคุยโม้โอ้อวดของผมไปเป็นหลักฐานเพื่อหลอกคนได้ทั้งรุ่นคนอย่างนี้นอกจากจังหวัดซบแล้วก็ยังเลวที่สุดเพราะโง่แล้วไม่รู้ตัว จะช่วยสอนคนให้โง่เหมือนตัวต่อไปเอาวิทยาทานเป็นบุญกุศลอันประเสริฐฉันใดการสอนให้คนโง่ก็เป็นบาปกรรมอันหนักที่สุดฉันนั้นนี่คือประโยคสรุปวันนี้กรรมเล่นเขาให้ชุดนึงแล้วกลับหมดลายเซ็นอันนี้เป็นบทความที่เราได้ฟังต้อนรับวันเกิดเป็นบทความที่ได้รับวันเกิดก็คิดว่าจะต้องเขียนจดหมายไปขอโทษหรือว่าแกมันก็มันก็จริงที่จริงอาตมาสะดุดคำว่าคุยโม้โอ้อวดในตอนที่ ซื้อเล่มนี้อยู่ผ่านตรวจในตอนที่อ่านตรวจอะไรก็ได้อย่างนั้นก็สะดุดเพราะไอ้คำนี้ไม่น่าจะไปว่ามันเป็นคำที่เป็นเสี้ยนอยู่เหมือนกันเส้นจริงๆสะดุดจริงๆจำได้ว่าถึง 2 ครั้งที่สะดุดว่ามันน่าจะได้แก้นะแต่ก็ไม่ได้ให้แก้จนแล้วจนรอดมันจะเพราะกรรมเวรอะไรก็ไม่รู้ตั้งใจจริงๆก็มีอันนี้พูดความจริงที่เล่าสู่ฟังที่ยังไม่ได้เปิดออกมาจากจิตมันสะดุดแล้วมันเป็นแล้วก็ไม่เสร็จแล้วจะถามว่ามันสิ่งนี้มันเป็นเสี้ยนที่จริงมันก็ดีอยู่อย่างนึงว่าให้แกรู้สึกตัวหรือว่ามีอะไรเปิดเผยมาบ้างแล้วก็แสดงอะไรของแกออกมาใน บทความที่แกเขียนเนี่ยมันเป็นบทความที่เจตนาไอ้เรื่องอื่นๆใดๆนี่เขียนกล่าวมาตั้งแต่ว่าถึงเรื่องสีเรื่องทำอะไรเนี่ยมันเป็นคนเขียนหนังสืออาตมาเข้าใจการเขียนหนังสือของมนุษย์อาตมาเคยเขียนบทความมาก็ไม่ใช่น้อยถึงแม้จะน้อยกว่าชีวิตก็ตามการเขียนหนังสือนี่เราก็จะต้องเอาอะไรไปเอาอะไรเป็นเนื้อแข็งแล้วเนื้อไก่มันจะอยู่ในนั้นแม้เรายิ่งเขียนหนังสือพิมพ์เนี่ยเราจะต้องมีเนื้อที่ประมาณเท่านี้นะเพราะงั้นเราก็จะต้องเล่นผักบุ้งโหรงเหรงกินคุ้มแพงอะไรมาก่อนซึ่งเราจะพยายามทำผักบุ้งโหรงเหรงให้เป็นเนื้อหาสาระอันจะต้องเกี่ยวข้องอยู่ในนี้อย่างฉลาดนี่เป็นความฉลาดของมนุษย์เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะเขียนเรื่องนี้จะเกิดจิต ขึ้นมาว่าเราจะจับจุดไอ้นี่เราจะต้องจับเลยว่าถือว่าอันนี้เป็นการโกหกและในบทความนี้นะแกจับเป้านี้เลยว่าการคุยโม้โอ้อวดนี่เป็นการปลูกแต่ว่าแกก็จะต้องจับป่าวมาว่าแกว่าแกโกหกแกไม่ยอมไม่ยอมวันเสาร์นี้แกก็เลยเขียนเขียนบทความเขียนไปแล้วก็ฟุ้งเซ้งไปตามเรื่องนี้พูดถึงเรื่องสีเรื่องอะไรต่ออะไรมาจริงๆจะพูดถึงเรื่องผีครอบครัวพอพูดมาถึงก็โกหกจริงๆแกก็ตอแหลอีกตามเคยที่อาตมาใช้คำว่าตอแหลนี่ตอแหลจริงๆเนี่ยแกบอกว่าคนโกหกผิดศีลมุสาก็ไม่ค่อยถือกันดูเหมือนออกจะชอบๆเอาซะด้วยเพราะใครที่โกหกเก่งก็ดู จะเดินดีอยู่เพราะว่าพอพูดถึงคำโกหกเขียนไปเขียนไปตอนแรกก็จับเป้าตัวนี้เสร็จแล้วก็เขียนหนังสือก็เขียนเป็นลายสีคนนั้นคนนี้คนนี้คนนั้นไปตามเชิงแสดงภูมิว่าตัวเองรู้อย่างไรเพราะไล่เขาจริงๆแล้วขอนั้นขอที่สำคัญความรู้สึกคนที่สำคัญถ้าเพลงนี้มันไม่น่าจะไปเกี่ยวถึงเรื่องกาเมสุมิจฉาจารแล้วก็เอาข่าวประจำวันเกี่ยวกับที่มีเรื่องข่าวนอกใจผัวใจเมียอะไรอยู่นี่มาพูดวิเคราะห์แล้วก็ออกความเห็นเป็นสมบูรณ์นะมันก็รู้สึกว่าเออเรื่องนี้เรื่องแรงและคนไทยเราถือพอวิเคราะห์อันนี้ออกมาตายว่ะเรื่องโกหกนี่ไม่ใหญ่โตอะไรก็เลยต้องพูดไปอย่างนี้พอพูดไปอย่างนี้แล้วก็แทนที่จะเลิกซีก็อย่าไปถือสาที่เรื่องนี้เขียนแล้วตายเรามาวิเคราะห์เรื่องจริงแล้วคนไทยไม่ก็ถือเท่าไหร่หรอกมุสานี้ไม่ถือกันเท่าไหร่แต่เสร็จแล้วก็ต้องกลับมายึดมั่นถือมั่น จะโกรธนี่หว่าเลยกลายเป็นคอกบดข้อเขียนนี้ไม่ Match กันคุณมาถือสาวว่าคำว่าโปรดอย่าถือสาก่อนสิไม่ต้องไปด่ากันแรงๆถึงโง่บัดซบอะไรถึงอย่างนั้นหรอกเพราะว่าโทรก็แค่บอกว่าพูดว่ามาคุยโม้อวดเราก็ยังไม่ได้พูดว่าคุยมั่วนี่เป็นคำกล่าวเท็จอะไรก็ไม่ได้ว่าด้วยซ้ำไปคุณโง่กว่าเป็นเชิงเขาว่ามาคุยที่จริงอ่ะเจตนาไอ้คำนี้เป็นความหมายของใจมันสำคัญสัญญาไม่แม่นฉันยามเบลอไม่ได้เจตนาจะว่าไปคุยโม้อวดโดยเป็นการกล่าวเท็จอะไรเพราะเราอ๋อนี่มาเรารู้แล้วเรายืนยันว่าแกไม่ได้พูดเท็จน่าจะพูดจริงนะแล้วเราก็บอกว่าไอ้บทความที่บอกว่าสรรเสริญว่าการใช้ผักรักษาตัวดีๆแล้วแสนรู้นะเราเอาของดีมาโชว์นะเราไม่ได้พูด จะบอกว่าคุยฟุ้งคุยฝอยนั่นแหละความหมายที่จะพูดแต่ทีนี้มันไม่เก่งภาษาไปหน่อยยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนอาตมาก็ยังไม่รู้ยังไม่แม่นว่าเป็นใครเป็นคนเขียนเดี๋ยวจะบอกชื่อคนเขียนไปให้แกดูด้วยแกบอกว่าแกไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไรหรอกเราก็บอกแกไปเพราะว่าเราไม่ปิดบังอะไรเราแสดงความจริงว่าเราไม่ได้ปิดบังนะแม้จะไม่บอกชื่อคนเขียนนี้เราถือว่าการไม่บอกชื่อคนเขียนเพราะเราทำงานร่วมกันบทความนั้นมีหลายบทความและหลายคนเขียนและอ่านบทความนี้ก็คุณคนนี้เขียนที่ทำบทความมันสำลักจากสุรินทร์เพราะเราจะบอกแกไปแล้วเราก็ไม่แล้วก็จะขอโทษขอโทษ ระบบคำว่าคุยโม้โอ้อวดเนี่ยมันเป็นคำที่บอกแล้วว่ามันกำหนดสัญญามันไม่แม่นเราไม่ได้ไปกำหนดสัญญาว่าอันนี้เป็นคำเท็จอย่างที่แกตีความไม่ได้กำหนดอย่างนั้นเรากำหนดว่าอันนี้เป็นของดีแต่อยากจะพูดว่าแกไม่เจอดีๆแล้วก็เอามาปล่อยเอามาพุ่งมาฝอยโดยที่เรียกว่าหัวคนคุ้มคนปล่อยที่เราพูดเนี่ยมันเป็นเชิงอาจจะมีตัวจิตนิดนึงว่าทำไมไม่เอาบ้างล่ะทำไมไม่พูดอย่างนั้นมันก็เลยกลายเป็นคุยโม้โอ้อวดมันโตออกมาจะคุยกูคุยขอนิดนึงแต่คุยโม้อวดว่าทำไมเรารู้ดีแล้วเราไม่เอาดีนั้นก็เป็นเชิงว่าๆต่อว่าต่อขานน่ะถ้าจะพูดว่าก็ต่อว่าต่อขานก็ได้ แต่ก็เท่านั้นเองก็น่าจะเข้าใจเจตนารมณ์แต่นี่ใหม่ซัดเลยแล้วแปลความไปให้หนักเลยว่าเป็นการเฮ็ดเขาโง่ถึงขนาดนั้นเชียวเหรอถ้าโง่อย่างที่แกว่านี่ก็จะมาทำงานอย่างนี้ได้ยังไงก็รู้ว่าไอ้นี่ดีหรือไม่ดีแล้วก็เอาของดีมาพูดแล้วก็มาพูดยัดเยียดเสียดสีโง่แล้วอย่าเอาของดีของเขามาพูดในการชมตัวเองแต่ของดีใช่ไหมแล้วเอาของดีของตัวเองมาหากินมามาโฆษณาเผยแพร่คนอะไรแกว่าคนอะไรไม่รู้อะไรแบบนี้มันโง่โง่ทั้งโง่ทั้งเร็วที่สุดอะไรของแกอย่างที่แกว่าวันนี้ไปโรงงานในเรื่องที่มาผมพูดมาถึงเรื่องด้านอุตสาห์แล้ววิเคราะห์ออกมาแล้วก็รู้แล้วนะแต่ ขี้เกียจมันไม่ Match กันก็ช่างหัวมันมันกลมกลืนก็ช่างหัวมันเพราะมันบอกอยู่แล้วว่าเนี่ยอภัยกันหน่อยสิไอ้โกหกนี่ยังไม่ว่าอะไรเลยทั้งๆที่อันนี้แท้จริงก็ยังไม่ใช่คำโกหก 100% แม้จะโกหกแกก็พูดเองก็โกหกก็ไม่ค่อยถือสาอะไรกันหรอกแต่แกจะกลับถือสาแล้วก็มาด่าเขาอย่างซะอย่างแรงแสดงว่าคนไม่หมดความว่ายังไม่กลมกลืนกันเป็นบทความหักล้างกันอยู่ในตัวกับความจริงที่แกถือแกกลายเป็นคนถืออย่างนี้เป็นต้นนะวันในในบทนี้ถึงแม้แต่จะพูดแรงพูดอะไรแสดงว่าแต่เราเอาที่สัญญาว่าเออจริงคำนี้มันไม่เคยงามนักหรอกถ้าเขาจะตีความเงินเราเห็น เพราะว่าคำว่าโม้นี่มันมีกลุ่มโกหกโอ้อวดจริงๆคำว่าโอ้อวดมันไม่ได้มีคำเพชรอะไรถ้าโอ้อวดดีก็หมายความว่าเราจะมีเพชร 5 เม็ดแล้วก็เอาเพชรมาโชว์จะอวดโอ้อวดไปที่แรมโบ้คำว่าโม้นี่มันมีนัยยะไปถึงขั้นว่าเป็นเชิงความเกินจริงถ้าแกแปลคำว่าเกินจริงไปว่าก็มันจริงส่วนหนึ่งอีกส่วนที่เลยไปแล้วมันทำไม่จริงแล้วแกก็เอาคำนั้นมาลบมาว่าอันนี้เป็นความผิดคำว่าโมเพราะฉะนั้นคำว่าโม้ก็มีนัยยะได้ว่าเป็นคำอื่นจริงหรือเป็นคำเพชรซึ่งก็ไม่ชัดเกินไปไม่ชัดนักแต่แกไปตีความชัด แล้วก็เล่นงานแล้วมั้งเราก็จะเขียนจดหมายขอโทษครอบครัวจะไปว่าคำนี้ถ้าเผื่อว่ามันเป็นคำที่ผิดเราก็จะปรับปรุงแก้ไขต่อไปเนื่องจากอะไรหรอกเราก็จะใช้แค่นิดเดียวก็มาคุยพูดคุยฝอยแต่ถ้าเราบอกว่าใช้คำว่าคุยฟุ้งคุยฝอยเนี่ยจะหาว่าสงสัยจะเป็นเรื่องที่เรียกว่ามันนอกเรื่องไปอีกอ่ะสิไปตีความมาแล้วคนเรานี่ก็เหมือนหมาป่านะเออถ้าจะเอาเรื่องแล้วก็การ์ตูนก็มาหาเรื่องจนได้จะใช้ทำอะไรดีอ่ะก็เดี๋ยวจะหาคำแทนสักมันไม่ค่อยดีมันไม่ค่อยได้ก็ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรก็ไม่ต้องไปรับรู้อะไรก็ได้เราก็จะพูดให้รู้จริงส่วนความที่แกเองจะพยายามเล่นลิ้นเล่นความรู้อวดเก่งอะไรขึ้นมา ฉันบอกว่าไปใช้คำว่าถึงแทนกึ่งหนึ่งซึ่งผิดถนัดจะเห็นว่าผิดถนัดในความเห็นของแกใช่ความเห็นของแกจะเห็นปักลงไปตรงนั้นว่าผิดถนัดแต่แกไม่เห็นที่เราเห็นใจจึงไม่เห็นเราที่เราเห็นเลยมืดแกไม่เห็นที่เราหมายอย่างถนัดเหมือนกันเพราะฉะนั้นแกไม่เห็นได้ในจุดนี้มันเป็นความจริงหรือว่าแกก็มีคุณอยู่ชั้นที่จะเห็นถนัดเพราะในความหมายที่ว่ากินอะไรจึงเป็นประโยชน์นั้นเป็นความหมายชื่อใครก็รู้ใครก็เข้าใจเพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ความหมายตื้นๆเป็นอย่างนั้นอยู่เรารู้นะแล้วเราก็ได้วิเคราะห์กันแล้วด้วยว่าเราจะเอาจริงเป็นประโยชน์หรือจะเอาถึงเป็นประโยชน์อันนี้ดิไอ้วันจริงๆไม่ใช่ว่าเราพูดเล่นเราได้ แล้วก็เลือกเลือกสรรว่าจะเอาคำใดอาตมาตั้งเองอันนี้กินอะไรถึงจะเป็นประโยชน์เราเคยใช้เราเคยได้ยินคำว่ากินอะไรถึงสวยด้วยแล้วเราก็เอาคำว่ากินอะไรถึงเป็นประโยชน์ด้วยแต่เราไม่ได้หมายความว่าเอาตามคำว่ากินอะไรถึงสวยแล้วเราก็จะใช้ให้มันแล้วเราก็ไม่ได้นึกถึงความหมายไม่ใช่เรานึกถึงว่าที่เอาถึงนี่เพราะเหตุว่าคำว่าถึงมันมีน้ำหนักของคำว่าจึงคำว่าจึงนะมันแค่ใครก็พูดพูดไม่ทันคาดคะเนก็ได้กินอะไรกินสวยมันเป็นคำกลางๆเป็นคำง่ายๆแต่ของเรานี้เป็นผู้ได้กระทำแล้วเราถึงความเป็นประโยชน์แล้วกินอะไรถึงเป็นประโยชน์ที่เรารับรองยืนยันว่าเราเอามาพูดเพื่ออ้าง เพื่อให้เขาเห็นเขาฟังแล้วเขาเกิดน้ำหนักถ้าผู้ใดรู้ความหมายของคำว่าถึงนี่ก็จะเห็นเลยว่าอ๋อกินได้ถึงเป็นประโยชน์คำว่าถึงมันให้ความหมายว่าถึงนะถึงเป็นประโยชน์และคุณถึงหรือยังล่ะถ้าย้อนถามอย่างนี้มาเราก็จะตอบได้สักทีว่าเราถึงแล้วกินอะไรจึงเป็นประโยชน์คาดคะเน 6 เสียงได้หรือว่ายังจะพูดกันเป็นทุกข์เป็นฝอยกันไปอีกว่าแน่นอนหรือเปล่าไม่แน่นอนก็ยังไม่รู้เพราะความหมายของคำว่ากินอะไรถึงเป็นประโยชน์ประโยชน์นี้จึงมีน้ำหนักกว่าคำว่ากินอะไรจึงเป็นประโยชน์โดยความเข้าใจในภาษาของเราเข้าใจอย่างนี้เพราะฉะนั้นถ้าเขาบอกว่าขึ้นต้นก็ไม่รู้ภาษาเสียแล้วอันนี้เป็นการดูถูกเราอย่างยิ่งว่าเราไม่รู้ภาษา แม่เราจะอายุน้อยกว่าเราก็เชื่อว่าเรารู้ภาษาไทยพอสมควรนอกจากว่าเรารู้ภาษาแล้วผู้อ่านนี้ที่เป็นแต่เพียงรู้ภาษาแค่ว่าจึงใช้พอใช้ว่าถึงเข้าใจไม่ได้แสดงว่าพื้นความรู้ในภาษานั้นน้อยอยู่เขารู้ว่าในพื้นเขาประสานมันน้อยอยู่จึงแกล้งตีกระทบและระบบยืนยันเลยว่าผิดถนัดใช่ถ้ายิ่งยืนยันนั่นแสดงถึงภูมิเลยว่าถ้าใช้นอกไปกว่านี้ใช้ไม่ได้และเราใช้อย่างนี้ใช้ได้ไหมคนอื่นก็สื่อความหมายรู้ด้วยกันได้ไหมได้แสดงว่าคนอื่นเขาใช้ได้ใช้เป็นของเขาไม่ผิดขนาดส่วนตัวเองใช้ไม่ได้เลยแล้วตัวเองจะไม่ใช้ก็เป็นความแคบๆของตัวเองมี ในภาษาแคบๆอยู่เท่านั้นจะพูดอย่างนี้เข้าจริงๆนะแกก็รู้นะไม่ใช่ไม่รู้เราไม่ดูถูกความคิดเห็นของแกหรอกอยู่ที่ใจว่าแกเองพูดอย่างนี้เป็นเชิงที่จะสาดเราเท่านั้นเองสาดให้หนักโดยโวหารเพราะแกแกเป็นคนฆ่าโวหารมาแต่ไหนแต่ไหนแต่ก็เอาโวหารมาเล่นงานกับเราอันนี้วิเคราะห์ส่วนต่างๆไม่ได้โกรธได้ทำอะไรเป็นแต่เพียงวิเคราะห์ให้ฟังว่าเขามาถึงไม่ถึงที่แกมาใส่ความเรานี้เราก็จะแก้ไปนิดหน่อยไม่แก้บอกความจริงไปนิดหน่อยว่าเราถึงพวกเรามีความหมายอย่างนี้เพราะฉะนั้นเรารู้ภาษาอยู่ที่เราใช้เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเราไม่รู้ภาษานั้นและเราได้วิเคราะห์กันจริงๆด้วยไม่ใช่ว่าไม่ได้วิเคราะห์ในภาษาเพราะเราเข้าใจว่าภาษานี้สำคัญไม่ใช่น้อยไม่ใช่กลับไปกลับมาพูดแล้วก็เล่น กลับไปกลับมาเราจะไม่พูดอย่างนั้นเราจะไม่คิดอย่างนั้นแต่คำนี้เราขอรับโดยตรงว่าเป็นคำที่ไม่ค่อยสวยและไม่ค่อยงามนักจริงแต่เราไม่ได้หมายความเป็นอย่างนั้นในการกำหนดภาษานี้แต่คุณจะตีความหลักอยู่ไปถึงคำว่าเพชรนั้นเราก็เข้าใจได้และเราก็ขอยอมรับว่าถ้าลากกูไปถึงนั้นเราขอยอมรับผิดแต่โดยความตั้งใจบอกความตั้งใจแต่เรามีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงใจแต่ถ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรอื่นมากกว่านี้มารับความจริงใจของเราก็จะแค่ว่าจะพูดว่าจะเอามาคุยคุยกับผมส่งเสียงไปคุยกับผมสงสัยจนตัวจนเจ้า กลับมาคุยโขมงโฉงเฉงทำให้หลายคนอยากจะไปสุรินทร์กันบ้างคุยกับผมส่งเสียงมาเขามาคุยออกหนังสือมันก็ดังไปมึงต้องเป็นคนดังนั้นแค่นั้นพากันนี่ก็เรื่องข่าวต้อนรับวันเกิดวันคล้ายวันเกิดก็ดูดีแต่เราได้คิดนะเราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่มันไม่ดีในสิ่งที่มันควรจะปรับปรุงทำมูลนิธิ คลิปปราโมทย์ที่เคารพยิ่งเนื่องจากเราได้อ่านหนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2523 คอลัมน์ซอยสวนพลูของท่านแล้วก็เห็นว่าเราได้มีส่วนบกพร่องจริงตามข้อเขียนที่พาดพิงมาถึงท่านในหนังสือกินอะไรถึงจะเป็นประโยชน์เราจึงกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งในข้อเขียนที่ไม่เหมาะสมนี้ของเราและขอรับรองและขอรับว่าจะแก้ไขคำที่ว่าคุยโม้โอ้อวดซึ่งเป็นคำที่ท่านเข้าใจว่าเราได้กระทำการดูถูกดูแคลนท่านอย่างร้ายแรงด้วยคำนี้เสียเป็น กัญชาเพราะความจริงที่แท้จริงนั้นเรารู้จริงๆว่าข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องการไปรักษาตัวที่สุรินทร์ด้วยมังสวิรัติของท่านนั้นเป็นความจริงเป็นประสบการณ์แห่งชีวิตจริงของท่านเราชื่อชมและชื่นชอบในความจริงที่ท่านเล่าท่านเขียนออกมานี้มากจนต้องนำมาพิมพ์เป็นเครื่องยืนยันเผยแผ่แก่ประชาชนให้ได้รู้ได้เห็นความจริงนี้ยิ่งยิ่งขึ้นนั่นเองก็เป็นบุญเป็นคุณแพ้ทั้งเราและทั้งปวงประชาชนที่ได้รับดังนั้นที่ท่านวัด เขียนคำๆนี้ในวงเล็บคือคุณกรองทองอนุบาลนนท์ออกมาว่าความหมายของคำคำนี้แปลว่าไปดูถูกท่านเพราะมีความเห็นว่าท่านได้กล่าวเท็จในข้อเขียนนั้นจึงเป็นการเข้าใจเอาเองของท่านเองจริงๆถ้าผู้เขียนเพียงแต่ว่าจะหมายว่าคุยเล่าอวดสู่กันฟังอย่างฮาอย่างมีลักษณะยิ่งใหญ่กว่าปกติเพราะท่านคือผู้มีชื่อเสียงพลังของท่านก็แพร่หลายมีคนอ่านกันกว้างขวางจึงเป็นการคุยที่มีลักษณะยิ่งใหญ่กว่าปกติจริงๆมีเป็นความจริงที่เรามี ตั้งแต่เมื่อท่านพยายามตีความคำนั้นให้มีความหมายไปจนถึงขั้นกลายเป็นหมายว่าเราได้ดูถูกดูแคลนท่านอย่างร้ายแรงถึงขั้นท่านต้องใช้คำภาษาไทยกับเราว่าเราโง่บัดซบเราเลวที่สุดหรือตลอดจนเป็นคำประนามอันเดียวกันคนอื่นเราก็ต้องได้แต่ขออภัยในความบกพร่องของเรามาในครั้งนี้อย่างมากอันหนึ่งชื่อหนังสือที่ว่ากินอะไรถึงจะเป็นประโยชน์ที่เราได้ใช้คำว่าถึงแทนที่จะใช้คำว่าจึงนั้นเราหลายคนที่ได้ช่วยกันตั้งชื่อ เล่มนี้ได้วิเคราะห์คำว่าถึงกับจึงกันแล้วจนตัดสินเป็นมติออกมาใช้คำว่าถึงเพราะเราหมายใจว่าคำว่าถึงนั้นเป็นคำที่ให้ความหมายถึงท่านถึงจริงๆกล่าวคือเราได้ถึงการกินที่เป็นประโยชน์แล้วเราได้ถึงความเป็นประโยชน์กันจริงๆจากสิ่งที่เราจะแนะนำให้ผู้อื่นกินมีโดยใช้เราได้ทราบซึ่งได้เห็นจริงเป็นจริงในความจริงอันนี้มิใช่เราได้แต่คาดคะเนได้แต่แค่คิดหรือได้รู้ผ่าน ฉาบในการสัมผัสเสียงบางครั้งบางคราวบางครั้งเท่านั้นแต่เราได้พิสูจน์แล้วจริงเข้าถึงความเป็นความมีนั้นจริงเราจึงใช้คำว่าถึงแทนคำว่าจึงนี้คือความจริงที่เรามีและเราได้มีสติได้พยายามไม่ประมาทแล้วด้วยความตั้งใจพากเพียรอยู่ว่าจะได้เป็นประโยชน์สูงจะได้ไม่ไร้ความฉลาดเราได้ทำแล้วด้วยความมีสติด้วยความปรารถนาดีเพื่อมวลมนุษยชาติทุกผู้และเราทำได้แล้วเพียงเท่านี้จริงๆ ควรมิควรแล้วแต่จะกรุณานางกิตติยาวีระพันธ์ในนามประธานมูลนิธิธรรมสันติจะไอ้นั่นหรือว่าเทศน์วันพิเศษนิดหน่อยนะหายกมือรับเลยก็ต้องไปปัญจเวทไม่ได้หาอะไรนะอยากจะฟังธรรมอารักษ์ก็มีกันพอสมควรแล้วก็มาในวาระทั้งๆที่ไม่ใช่วันหยุดวันอะไรก็มากันยังไงไม่รู้จะไปทำงานตั้งหลายหน้าหลายหนวดอ้าวไม่มีหนวดส่วนมากผู้หญิงหลายหน้าหลายตาแล้วก็แสดงธรรมนักแสดงธรรมดีกว่านะ 9:30 น แล้วก็ขึ้นต้นด้วยยูนิฟอร์มเจริญธรรมญาติโยมทั้งหลายยูนิฟอร์มของมันว่างั้นวันนี้พวกเราหลายคนก็สำคัญสำคัญมั่นหมายขึ้นมาว่าเป็นวันที่ 5 มิถุนายนแล้วก็ถือว่าเป็นวันเกิดอาตมาที่จริงคำว่าวันที่ 5 มิถุนายนที่ถือว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดตามค่านิยมหรือว่าตามความนิยมของคนเอาล่ะเราก็เข้าใจอาตมาก็เข้าใจด้วยอาทิตย์นี้วันเกิดที่จริงอาตมาใน ไปสำมะโนครัวอาตมาเกิดวันที่ 8 มิถุนายนในใบสุทธิในใบสุทธิในใบที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับความรู้ใบสุทธิใบอะไรต่ออะไรนั่นน่ะอาตมาเกิดวันที่ 18 มิถุนายนวันเกิดอาตมาวันเกิด 18 มิถุนายนบ้าง 8 มิถุนายนบ้างส่วนวันที่ 5 มิถุนายนนี้มันเป็นความลับและพามารู้กันได้ยังไงไม่มีหลักฐานในสังคมก็ไม่มีในใบสุทธิก็มันก็รู้กันได้ถ้าจะไปดูที่โรงเรียนจะไปดูที่โน่นที่นี่มันก็เมียเขาเขียนไว้กี่เล่มกี่เล่มเขียนมามันก็ต้องดูใบสุทธิโรงเรียนไหนอาตมาเคยเข้า เคยผ่านเขาก็ลองกรอกวันที่ 18 เกิดวันที่ 18 มิถุนายน 2477 ทั้งนั้นแหละส่วนวันที่ 5 นี้มันจะมีหลักฐานอยู่เหมือนกันมันมีหลักฐานแต่หลักฐานอันนั้นมันเขียนว่าจะสูญหายไปแล้วเพราะป่านนี้อาตมาก็ยังค้นไม่เจออีกว่าอยู่ณที่ใดถึงไม่สูญหายก็อยู่ในที่ลับรักมากเพราะยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนหลักฐานอันนั้นก็คือใบแจ้งเกิดซึ่งผมพังยุ้ยแล้วใบนั้นใบแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน