220314-2-056 ทางเอกภาค2-ตอน056(หน้า149)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์189 KB
วันที่แก้ไข29 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 14 มีนาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 13 ที่พุทธสถานสันติอโศกปรมาทำวัดกันต่อเราถึงหน้า 149 ถ้าได้แจกแจงพรมมาตั้งแต่เป็นชนะพราหมณ์เป็นสุดท้ายเรียกว่าปิดตารอซึ่งก็มีนัยยะมีเชิงมีความมุ่งหมาย มีระดับขอบเขตแต่ก็เป็นแกนร่วมอยู่หมดจะเป็นปิดตามหาคดีเป็นชินะก็ดีเป็นพรหมจริยคุณเป็นพราหมณ์หรือแม้แต่เป็นพิษณุโลกก็มีความหมายนัยเดียวคือมีความหมายนัยยะว่าเป็นสภาพที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณแม้จะมีสิ่งอื่นประกอบมีวัตถุมีภายนอกประกอบส่วนนั้นส่วนนี้ก็ตามก็มีความหมายในยะแสดงถึงสภาพเรื่องสูงเรื่องยิ่งใหญ่และก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์เกี่ยวกับสภาพที่มันเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ใจเป็นจิตวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นความหมายแม้มันจะมาเป็นถึงขนาดคำว่าพราหมณ์เกี่ยวข้องกับวัตถุเกี่ยวข้องกับรูปแบบเกี่ยวข้องกับของหยาบมากสุดท้ายปิโตรก็เกี่ยวข้องกับจิตโดยตรงจนกระทั่งจิตในลึกเป็นเองโดยกระทั่งแทบจะไม่รู้แม้แต่สัตว์ก็มีได้ถ้าเรารู้เข้าใจซาบซึ้งถึงจิตจิตอย่างนี้วิญญาณอย่างนี้เราก็จะรู้ว่าพรหมมีอยู่ในโลกพระพรหมคืออะไรพระพรหมคือมีนายหมาก็พอคือ หมูในไก่ในเป็ด 1 งูในแมลงพระพรหมคืออะไรอันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุถ้าบอกว่าวัตถุเขาไม่เชื่อแล้วตอนนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีญาณมีปัญญามีความเป็นตาทิพย์หรือตาปัญญาจะต้องเห็นเข้าใจอย่างแท้จริงเมื่อไรมันมีมันมีเป็นอย่างไรแสดงออกมาทั้งถึงภายนอกเราจะเห็นได้ชัดว่ามันมีสภาพเป็นอย่างนั้นเพราะไอ้หมูไอ้หมาในเป็ดในไก่ในงูในเนื้อในแมลงต่างๆดังกล่าวแล้วก็มีจิตวิญญาณจิตวิญญาณจริงๆที่มีอาการ สุริยามีอารมณ์อย่างนั้นถึงคราวถึงคราวมันแสดงออกชัดๆมันเป็นพรหมของบุตรและเป็นจริงๆมันมีได้เป็นอัตโนมัติเลยทีเดียวคนก็มีต้องมีแล้วคนที่ไม่ม

อ่านต่อ

ีมันจึงเร็วยิ่งกว่าสัตว์ไม่มีสภาพนี้เป็นไปไม่ได้มันเป็นมันเป็นเรื่องที่กลับกันแล้วเอาไปเอามาคนเลวยิ่งกว่าสัตว์ในเรื่องอย่างนี้ซะด้วยเอาไปเอาจริงๆแม้แต่ผมก็บวชอยู่ในแวดวงสั้นๆแต่ถ้าเผื่อว่าคนดีจริงมันไม่ใช่มีเท่านั้นมันมีอีกความเป็นพรมไม่ใช่มีแต่แค่เป็นพรหมของบุตรเป็นพรมที่จะสูงขึ้น มีมากมีกว้างขึ้นมีความเป็นอยู่ที่ขยายออกจนมีพฤติกรรมที่แท้จริงเป็นพรหมที่เป็นพราหมณ์ที่เป็นพรหมจริยาจนกระทั่งสูงขึ้นมาหาพี่ตามมาหาเป็นชินนะชนะความเป็นพรหมอย่างอื่นๆใดๆแต่เราเข้าใจกันได้ถึงความหมายที่ละเอียดละออไม้เอาจิตวิญญาณและจิตวิญญาณนั่นแหละมาเป็นมาเป็นพาไปจนกระทั่งถึงการแสดงออกทางลูกนอกกายกรรมวจีกรรมความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกันมาเป็นสภาพของพระเจ้าสภาพของพระผู้ให้ผู้สร้างสรรค์ผู้บริสุทธิ์ มีจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ไม่ต้องการอะไรตอบแทนไม่เป็นไปด้วยความโลภไม่ได้ไปด้วยความโกรธไม่ได้เป็นไปด้วยความหลงผิดตรงเป็นสภาพอย่างนั้นสูงสุดท้ายเราเรียกออกอาการเป็นเรื่องของความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาเมตตาก็แสดงถึงสภาพที่จะให้กรุณาก็เหมือนกันยินดีก็ไปแสดงถึงความเห็นสมคล้อยไปหาสภาพบริสุทธิ์อุเบกขาก็บริสุทธิ์ในสภาพที่ให้อย่างบริสุทธิ์ซ่าๆก่อให้กรุณาก็สร้างเลยทีเดียวสร้างสรรค์เป็นกรุณากระทำให้ไปเลยเมตตาก็ไป อยากให้สร้างให้กรุณาบริสุทธิ์มีบริสุทธิ์ที่คุณมีกรุณาธิคุณอย่างแท้จริงเรารู้เราเห็นเราเข้าใจก็เป็นเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาที่สอดคล้องกันอธิบายเชื่อมโยงกันก็เห็นได้เข้าใจได้ซึ่งเราต้องมีในคนเราต้องฝึกไม่มีก็ต้องฝึกขึ้นแล้วก็ต้องเห็นความจริงไม่ใช่ว่าจะแกล้งเป็นสุดท้ายมันเป็นด้วยความเห็นจริงเป็นด้วยความเห็นจริงเมื่อเรามาเป็นพุทธบุตรปฏิบัติแล้วเรียบร้อยเราก็จะอยู่ในบารมีการที่สั่งสมบารมีมีทานบารมีมีศีลบารมีเกิด พระบารมีปัญญาบารมีล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องการฝึกให้ตนเองเป็นพรหมมาลีสูงยิ่งทั้งนั้นจนสุดท้ายจบก็มีเมตตาบารมีอุเบกขาบารมีในบารมี 10 ทัศเป็นหลักๆสุดท้ายก็ไปจบไปที่อุเบกขาเหมือนกันมีเมตตาอุเบกขามีต้นมีปลายมีลักษณะที่ละเอียดถึงจิตวิญญาณตัวใหญ่สูงสุดเป็นบารมีสุดยอดก็เหมือนกันแล้วก็สรุปแล้วมันก็มาลงตัวกันที่อุเบกขาซึ่งเป็นจิตตัวเองจิตตัวใหญ่ติดตัวสำคัญของอุเบกขาเป็นอะไรผู้บริหารก็เป็นผู้ที่มีทานได้เป็นที่สุด จิตที่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรมีแต่ให้เฉยมีแต่ให้แล้วก็เฉยแล้วก็กลางว่างโพรงคล่องแคล่วบ่ได้อุเบกขาอธิบายอย่างพิสดารแปลให้ฟังอย่างลึกซึ้งทำความหมายกระจายความเข้าไปจนกระทั่งละเอียดละออเห็นแล้วว่าจิตเป็นเอกเป็นหนึ่งเป็นที่สุดจะเป็นทานก็ดีอาจจะเป็นโพดชมก็ดีหรือจะเป็นบารมีอะไรก็ตามแต่ก็ตามก็ดีอย่างที่อธิบายไปอยู่ให้ฟังดูแล้วเป็นละเอียดลึกเข้าไปแล้วก็เป็นจิตที่เป็นเอกเป็นยอดครองแล้วเป็น 7 7 ที่ครองครองฟรีอิสระสบายเบาง่ายไม่มีอะไรขัดไม่มีอะไรข้องเป็นจุดยอด ถึง 1-0 อย่างที่ว่าแม้แต่ที่สุดก็ไปเป็นเอกยอดแล้วก็เป็นหนึ่งแล้วใกล้เข้าไปหาจุดที่เรียกว่ามันไม่มีอะไรเกาะอะไรแกะเลยนะแคล่วคล่องจนสุดท้ายก็วางถ้าเป็นวางแล้วกลับไปเป็นทานศูนย์ก็กลับไปเป็นฐานเป็นให้สละหมดปล่อยเป็น 10 a 10.1 แล้วก็ย้อนกลับไปอีกก็ไปถึงทานว่าเราจะอธิบายให้ยาวยืดเยื้อให้เป็นอนุโลมปฏิโลมมีทานมีศีลมีเมฆคำว่ามีปัญญามีสัจจะวิริยะขันติจาคะอ่าอธิษฐานจิตอธิษฐานแล้วก็เมตตาอุเบกขาย้อนไปอันนี้เป็นอนุโลมไป ปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นจากยาแล้วปฏิบัติตั้งแต่หลักแรกก็ต้องให้ให้ได้ฝืนได้ยังไงก็ต้องให้ใครไม่ได้วัตถุในของยาเป็นไงก็หัดให้ให้ได้น้อยก่อนก็ให้จนให้ได้มากจนให้วัตถุจงเข้าใจไม่มีอะไรนี่ในโลกมันเป็นประโยชน์เป็นค่าก็มีแต่สร้างสรรค์ขึ้นมาแล้วก็ให้แก่โลกไปมีศีลศีลก็เป็นเรื่องที่จะขัดเกลาจิตได้ให้มันให้จิตให้มันสละออกให้มันอภัยให้มันไม่มีอาการอารมณ์อะไรที่หลงๆโง่ๆสลัดออกเริ่มสลัดออกเมื่อไหร่ก็เป็นเมฆคำว่าวางปล่อยไปจนกระทั่งถึงจิตข้างในบางตามเขาบอกว่าออกจากการแปลไอ้นี่คำว่าก็ออกจากกามมันก็ออกจากโลกที่มันหลอกล่อเรานี่แหละ โรคกามภพตาหูจมูกลิ้นกายที่สัมผัสรู้แล้วเราก็ไปสมมุติว่ามันดิบมันดีมันใหญ่มันโตมันอร่อยเป็นรสนิยมของโลกโลกในรากมากก็ดีใจยศมาก็ดีใจสรรเสริญมาก็ดีใจได้เสพโลกียสุขนึกว่าเป็นโรคที่มันจะต้องเป็นผลสำเร็จ Star หูจมูกลิ้นกายใจต่างๆแล้วก็รู้เท่าทันมันเป็นของจริงตามนั้นแดงกว่าแดงเขียวก็เขียวเปรี้ยวๆหวานก็หวานมีรูปอย่างนั้นลูกอย่างนี้เป็นตัวที่มันเป็นอยู่จริงตรงตามตรงเราไม่ได้เป็นที่ดีเราไปหลงมันสมมุติว่าอันนี้มันดีอันนี้มันไม่ดีมันเป็นเพียงนิสัยจิตเท่านั้นเราเข้าใจสภาวะจริง จริงแล้วก็ปลดปล่อยเรื่องออกจริงมันก็หมดเรื่องแต่เราก็จะเป็นผู้ที่เนกขัมมะอย่างแท้จริงมีปัญญาต้องรู้ความจริงในการที่จะทำให้ตรงในการทานรักษาศีลศีลก็มีแต่ล้างรถเหมือนกันเนกขัมมะก็เป็นตัวลงมือล้างเลยปัญญาก็รู้ความจริงที่เราได้ล้างเราจึงจะเจอสัจจะเจอของจริงจะเจอสัจจะเจอความจริงมีสัจจะมีวิริยะมีความเพียรเมื่อเห็นของจริงตอนเราทำ 4 องค์ 4 ของบารมีนี่แหละเป็นองค์ที่สำคัญศรีเนตรธรรมปัญญาเป็นองค์ ทำวันนี้มันถึงจะเกิดสั่งสมเป็นของจริงและเมื่อเราเห็นของจริงเราจึงจะเกิดเพียรและเราก็ควรเพียรวิริยะมันก็จะสั่งสมขึ้นจริงที่จิตสัจจะก็เกิดที่จิตวิริยะก็เกิดที่จิตสัจจะขันวิริยะขันติสัจจะอธิษฐานสัจจะวิริยะก่อนวิริยะขันติวิริยะขันติสัจจะที่ 3 มันจะเกิดความเห็นจริงเกิดความเพียรเกิดการได้รับรู้ด้วยปัญญาเกิดสภาพที่มันเกิดจริงมีเมฆคำว่ามีการออกจากกามได้รู้รสรู้ชาติมี เข้าใจเป็นหมู่ผสมเป็นสิ่งที่มันสงบระงับเป็นรถที่ดีกว่าเป็นวิมุตติรสมันมันเกิดความเห็นจริงเข้าใจจริงคุณอยู่ได้คุณจะอยู่อย่างนี้ทุกวันนี้คุณอยู่อย่างนักบวชเนี่ยพวกเนกขัมมะคนอยู่ได้ไม่ใช่คุณฝืนใจหรือว่าถูกล้างสมองปลอมแปลงอะไรไม่ใช่ถ้าๆที่เรารู้บางทีเรากำลังฝืนอยู่นะเรายังไม่ได้บริบูรณ์บริสุทธิ์ไม่ใช่วิมุตอันบริสุทธิ์แต่กระนั้นก็ตามคุณก็ต้องเข้าใจในรูปรอยมาแล้วว่าเมื่อมันวิมุติหรือวันหยุดจางคลายลงมาแล้วมันเห็นรูปรอยว่ามันเบามันว่างมันง่ายมันอิสระเสรีมันไม่หนักใจตรงที่มันไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์ไม่ต้องมีอามิส ต่างๆนานามันปลดปล่อยไปมันก็เป็นไปตามกรรมอันแล้วแล้ววันต่อวันวันต่อวันกิริยาต่อกิริยากรรมต่อกรรมมันก็เป็นการปลดปล่อยปล่อยวางไปสบายมันไม่ต้องห่วงหาเน็ตเหนื่อยแบกหามอะไรเลยคุณจะรู้จริงๆคุณจะเข้าใจด้วยปัญญาเข้าใจด้วยสิ่งที่คุณได้รับเห็นสัมผัสยืนยันไปวันแล้ววันเล่าชัดเจนจริงๆแล้วเราก็อยู่ได้ด้วยสัจจะที่เราเห็นชัดเราจะพอใจที่จะพากเพียรวิริยะอุตสาหะเมื่อเราเห็นรูปรอยจริงเมื่อเราอดทนต่อขึ้นไปอีกได้มีขันติมีวิริยะขันติ เราจะถึงสัจจะที่แท้สัจจะสุดท้ายเป็นสัจจะอันปลายอะไรเนี่ยเราก็จะจะถึงมีวิมุตและเริ่มต้นสั่งสมรรอบสั้นรอบเล็กก็จะมีตัวสุดท้ายจบรอบจนได้เมื่อเราได้จบรอบและรอบสั้นรอบได้สักอัน 2 อันอะไรขึ้นมาเป็นความจริงที่สุดท้ายเรียกว่าตัวจบก็จบของจิตที่จบที่รอบที่ครบที่บริบูรณ์จะบอกว่าสุดท้ายเป็นสุญญตาเป็นศักยภาพของมันและเราก็เข้าใจก็เห็นเราจะมีสัจธรรมอันนั้นไม่ใช่ว่าสัจธรรมนี้ไม่มีเราจะได้สัมผัสสัจธรรมอันนั้นอย่างนั้นเราจะรู้จริงเป็นบารมี ให้แก่เราเองว่าเราจะเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นไม่ใช่ศรัทธาตามตามคนอื่นว่าตามตำราตามครูสอนหรือเอาตามอย่างธรรมเนียมประเพณีว่ากันมาเฉยๆไม่ใช่แต่มันเชื่อมั่นศรัทธาเพราะเกิดแพ้เราสัมผัสในกุศลธรรมอยู่เข้าใจปัญญามีสภาพนั้นซึ่งเป็นปัจจัยตามแม้เราบอกใครไม่ได้อันนี้ทัศนันท์ชี้บอกให้คนอื่นเห็นไม่ได้ก็ตามมันก็อยู่ในตัวเรามันมีคนเห็นสัจจะนั้นเมื่อผู้ใดยืนยันสัจจะนั้นจริงจึงจะต้องจึงจะเกิดอธิษฐานตามมาจิตนี่ก็ได้จิตทั้งนั้นเลยจิตตัวเราเองเป็นผู้ที่มีอาการ เดี๋ยวนี้มีอาการวิริยะมีอาการขันติมีอาการสัจจะแล้วก็มีอาการอธิษฐานเมื่อเราได้ 1 เราก็อธิษฐานตั้งขอ 2 หรือว่าขอทำเพิ่มอยากได้อีกเพราะมันดีเหลือเกินมันเป็นของดีมันเป็นของที่จะต้องเอาเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นอธิษฐานก็ต้องตั้งไม่ตั้งมันบางทีมันได้แล้วมันก็จะแช่อิ่มนะได้โดยที่แค่ได้เห็นสัจจะก็จริงอยู่ไม่ว่างไม่ปล่อยไม่ทิ้งเราสะใจอย่างนี้ไม่มีการเวียนกลับไม่มีการปรับปล่อยหนีถ้าถึงขั้นจริงแล้วมันก็ต้องจริงบอกว่าธรรมะอันไม่เวียนกลับมีพระพุทธเจ้ายืนยันว่าสัจจะของท่านหรือว่าธรรมะของท่านสัจธรรมของท่านเป็นผู้ไม่เวียนกลับเป็นผู้เที่ยงเที่ยงเที่ยงต่อนิพพานเที่ยงต่อสัญญาศูนย์ การดับสนิทเที่ยงเทศกาลสบายเที่ยงต่อการพ้นทุกข์เป็นอริยสัจแท้เที่ยงและรอบเหตุปัจจัยรอบเล็กก็เที่ยงอย่างรอบเล็กอย่างรอบเล็กก็เป็นจริงเมื่อคุณได้แค่นั้นก็ตามคุณจะมีกำลังใจเห็นมันจริงอยู่คุณก็มีกำลังใจที่จะตั้งเอาใหม่เพราะเราตั้งเอาใหม่เราตั้งโดยตั้งใจดีตั้งใจจริงตั้งใจมากตั้งใจแรงแล้วก็มีปัญญาชาญฉลาดที่จะหาทางทำเพิ่มขึ้นอีกด้วยเหตุปัจจัยที่มากขึ้นสูงขึ้นอีกแล้วก็ทำเข้าทำก็เป็นรอบไร่ก็ไปเรื่อยๆเรื่อยๆก็สูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นเวียน หาทานศรีเนตรธรรมปัญญา LINE อยู่ในวงอันนี้ตลอดเวลาขึ้นมาหมดคุณก็สั่งสมจิตรตัวเองกลายเป็นพรหมขึ้นกลายเป็นพรหมขึ้นคุณล้างตามไปคุณก็กลายมาเป็นผู้ที่เป็นพรมเป็นภาวะพบคุณล้างเพราะว่าพบอีกจนกระทั่งหมดก็เป็นเมตตามีแต่ให้บริสุทธิ์ไม่มีความอยากจ่ายไม่มีอยากได้แทนแม้แต่การอารมณ์ดีใจหรือหลงดีมันก็จะมาเรียนรู้สภาพพระพรหมคุณจะมารู้ความจริงของพรมจนกระทั่งคุณเข้าใจในเมตตามีเมตตาบารมีอย่างแท้จริงไม่ใช่เมตตาแฝงกลายเป็นเมฆ อ่าวแสงแม่จะเลี้ยงบุตรก็ต้องการได้อะไรของบุตรเติมเข้ามาแลกเปลี่ยนอยู่ไม่ใช่แต่เป็นผู้ที่มีเมตตาจริงแม้แต่พรหมของบุตรและพรหมที่กว้างขวางขึ้นให้แก่ญาติให้แก่เพื่อนพ้องสหายมิตรให้แก่สังคมให้แก่คนอื่นๆสรรพสัตว์เอาความรัก 4 มิติมาขยายก็ยิ่งชัดเลยเป็นผู้ที่ให้เป็นผู้ที่มีความรักมันสูงละเอียดพอขึ้นไปอีกจนกระทั่งหายใจยากให้แก่ชาติให้แก่มิตรสหายสังคมให้แก่ชาติเป็นธรรมะอันเป็นเทวนิยมเป็นจิตที่ให้ทั่วไปแต่ก็ยังเป็นอัตราก็ เป็นเทวนิยมถึงขั้นพระเจ้าสุดก็ตามเป็นเมตตาพรหมก็ตามสูงสุดไปจนกระทั่งถึงให้อย่างจิตวางเฉยได้เป็นอุเบกขาบารมีก็เป็นการสร้างบารมีนะจะไปท่าเรียนรู้ต่อไปจนกระทั่งแบบพุทธธรรมอย่างแท้จริงมีบารมีอุปบารมีปรมัตถธรรมบารมีสูงสุดเข้าใจเป็นชั้นๆๆถึงปรมัตถ์ก็สุดท้ายก็มีเมตตาอุเบกขาเรียนรู้จนถึงขั้นสุดท้ายก็เป็นบารมีท่านยอดเรียนรู้อย่างพระเจ้าเป็นระบบพระเจ้าสั่งสมความเป็นพระเจ้าด้วยความเป็นพรหมชั้นสูงเป็นอนาคามีชั้นสูงจนเป็นอนาคามีสิ้นสุดเรื่องของการก็เรื่องของการเราก็เข้าใจไม่ได้เป็นต้นนี่ P 10 Plus ก็ตามก็เป็นรูปรอยรูปปล่องเดียวกันเป็นเชิงธรรมะสงเคราะห์ลงมาปฏิบัติลงมาเอาแนวหรือว่าเอาสุเทพต่างๆหัวข้อธรรมะต่างๆใดๆมาอธิบายแยกแยะก็ได้ทุกสภาพจะอธิบายแบบจรณะ 15 ทั้งหมดนี้เป็นเลยก็ยังได้เลยแต่ซ้อนนะจรณะ 15 เนี่ยมาตั้งแต่เริ่มต้นสังวรสีดำอินทรีย์โภชนาการยุทธตาชาคริยานุโยคจรณะ 4 และปฏิบัติเขาก็จะเกิดพิจารณาจาก 8 9 10 11 มีแต่ทางใจเกิดศรัทธาจะนะ ศรัทธาหิริโอตัปปะพหัสเกิดจรณะพวกนี้จริงๆเกิดศรัทธาเห็นจริงเชื่อมั่นและก็มีการละอายต่อบาปมีการเกรงกลัวต่อบาปขึ้นจริงๆรู้ชั่วรู้บาปละเอียดสูงขึ้นของจริงเข้าใจเองแล้วเราก็ปลดปล่อยไปจนกระทั่งสั่งสมลงเป็นพหูสัจจะพระสัจจะก็เหมือนบารมีสัจจะทีนี้แต่ท้องผูกนี่มันมากมายเป็นสัจจะที่เห็นจริงรู้จริงเข้าใจรู้ดีเห็นดีสัมผัสดีมีดีจนอย่างเข้าไปถึงตัวจิตแกนเองเลยเป็นวิริยะสติปัญญามีวิริยะจรณะมีสติจะระณะมีปัญญาจะนะมีพฤติกรรมของจิตอัน ยืนหยัดขึ้นจริงๆมีความเพียรมีสติสัมปชัญญะและมีปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาเฉโกเป็นปัญญาเป็นญาณทัศนะวิเศษขึ้นจริงรู้ตั้งแต่เริ่มต้นขั้นไหนก็ตามสุดท้ายจิตก็ลงตัวเป็นฌานฌาน 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 จรณะมีพฤติกรรมจรณะสัมปันโนเกิดวิชาเกิดความรู้เกิดปัญญาเกิดลงตัวในร้านอวิชชาออกไปจึงเป็นฌาน 4 นายฌาน 4 ไปจบที่ไหนกระจกอุเบกขาอธิบายกันไปแล้วฌาน 4 ชั้น 1 ปฐมฌานทุติยฌานตติยฌาน เจ้ากระทั่งถึงจตุจักรก็ไปจบที่อุเบกขาจะอธิบายอันใดมาก็มาอยู่ที่แกนมาอยู่ที่ฐานที่จะไปต่อไปนี้ผ่านเมื่อเราเข้าใจโดยปรมัตถธรรมเข้าใจถึงฉันฌานอรูปฌานถึงชั้นที่เป็นสันตะวิหารรักเราจะเป็นอยู่ด้วยอะไรมันคล้องอยู่มันอยู่โดยที่เราอยู่กับจิตวิญญาณจิตวิญญาณเราอยู่จิตวิญญาณของเราเป็นอาการสาเป็นวิญญาณแท้เป็นอัศจรรย์แล้วก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรนิดนึงไม่มีในกิเลสต่างๆแต่เราเห็นชัดในสภาพที่จิตของเรามีตัวจริงมีความว่างลงมีวิญญาณก็รู้อยู่ว่ายังมีวิญญาณขันธ์เพราะเราเองเรายังไม่ตายเรายังมี ศาลายังเห็นสภาพมีความว่างโล่งอาการสามีจิตวิญญาณที่เป็นวิญญาณแท้ยังเป็นวิญญาณขันธ์ของเราเพราะมันยังไม่ตายพระอรหันต์ก็คือผู้ที่จะอยู่ในโลกนี้อิทธพลจริยะวาโสเป็นผู้ที่จะบริบูรณ์เป็นผู้ที่จะร่วมสวนอาจารย์ทั้งหลายแหล่ก็อยู่ในร่างนี้โลกพรุ่งนี้ถ้าเป็นมนุษย์ชมพูทวีปมีสุรภามีสติมันโตนี้แหละแล้วเราก็จะเข้าใจเข้าใจเห็นได้ชัดอยู่แม้ลืมตามีสติเต็มโพรงอยู่ปกติเนี่ยเราก็เป็นผู้ที่รู้อยู่เราเองเป็นผู้มีสภาพโปร่งสบายอนันตังอากาศโสติว่าว่างโรงพยาบาลไม่มีที่สิ้นที่สุดอยู่มันไม่มีอะไร โล่งๆสบายไม่มีอะไรขัดไม่มีอะไรข้องไม่มีอุปสรรคไม่มีโทรมานัดไม่มีอะไรอึดอัดขัดข้องขัดเคืองอะไรจริงๆสบายไม่มีทุกข์ไม่มีอะไรปริเทวะอาการอะไรไม่มีอะไรที่จะต้องต้องแต่งต้องแต่งพี่ดำพี่พี่ไรลำบากลำบนอีกแล้วเสร็จจิตจบจิตแล้วมันจะเห็นชัดๆเลยว่าโอ๊ยจบผิดแล้วแม้แต่เรื่องของคุณเป็นเรื่องๆคิดอะไรเรื่องอะไรปัจจัยอะไรที่คนเองเป็นเหตุเป็นปัจจัยอยู่แท้คุณทำให้สำเร็จลงตัดปล่อยหมดที่จิตช้าลงแล้วหมดพอดีเทวดาการมีเศรษฐกิจประจำวันที่จะเป็นไปสืบโยงไปเป็นกิจเป็นกรรมการงานเป็นวัดเจริญทางไปอยู่ของรูปนามก็กำหนดกำกับไป ถึงวาระพักก็พักถึงเวลาเพียงก็เพี้ยนมันไม่มีอะไรจะต้องห่วงหาอาวรณ์อาลัยกังวลกังวาลรำคาญเดือดร้อนอะไรไม่เดือดไม่ร้อนเพ้อป่วยการกล่าวไปยายถึงความโศกไม่มีโสกะพระปริตรเทวดาการก็ไม่มีแล้วทุกข์จะมาแต่ไหนโทรมานัดจะมาแต่ไหนป๋าอยากจะมาแต่ไหนไม่มีต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้กับกรณีสูตรได้แล้วพวกนั้นก็จะรู้ชัดจิตวิญญาณของเรามีให้อ่านจิตมันเป็นภาพรู้เป็นธาตุวิญญาณอันประเสริฐเป็นทาสรู้อันประเสริฐสอนเป็นทาสรู้อันไม่มีที่สิ้นอันนั้นตามวิญญาณอันติเพราะฉะนั้นจะต้องเป็นทั้งอัน อากาศโซติอนันตังอนันตโทวิญญาณอันติมันมีทั้งคู่มันเป็นเรื่องไม่จริงไม่มีสิ้นไม่มีสุขมันเป็นเรื่องมากมายไม่เป็นเรื่องที่เห็นอยู่แล้วมันไม่ได้ทุกข์อะไรมันก็ว่ามันก็เป็นอาการปกติเป็นวิญญาณังรู้เห็นอยู่เข้าใจอยู่แท้มีสภาพอย่างนั้นและเราหมายอะไรเราก็รู้ชัดเจนหมายอะไรไม่มีอากิญจัญญายตนะที่เป็นสภาพขององค์ฌานเป็นรูปเป็นฌานไม้อะไรนับถือกันกิมจิอะไรอย่างใด วันไหนที่จะไม่ให้มีเราก็ไม่มีแล้วณัฐธิไม่มีจนเรียกความไม่มีนั้นว่ารู้ถึงความไม่มีและก็รู้ถึงความมีมีปัญญารู้ถึงความสุดแล้วเป็นอากิญจัญญายตนะถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้สัญญากำหนดหมายพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะมีสภาพทวารที่มันรู้อยู่เย็ดอายตนะนี่เป็นทวารรู้มันรู้จริงๆว่าไม่มีสัญญากำหนดมาก็รู้แล้วว่ามันไม่มีเลยนี่มันมีแต่สัญญากำหนดหมายรู้ความจริงลงตัวหมดคุณก็อยู่สบายว่างเบาง่ายสบายมันก็อยู่จบในตัวของมันเองมันมีสภาพพวกนี้ซ้อนอยู่จริงพิสูจน์ได้ไม่ใช่ปากเปล่าเป็นรูปมันไม่มีรูปแต่ มีสภาวะมีกิริยามันมีอยู่มันเป็นวิหารธรรมผู้ใดมีธรรมะวิหารีอย่างนี้เป็นผู้ทรงทำอย่างนี้ผู้นั้นก็จะรู้เองเห็นเองเข้าใจเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิมีสภาพนั้นทรงอยู่จริงก็สบายตลอดโลกไม่ใช่มาบังคับไม่ใช่มามองๆไม่ใช่มาสมมุติมีกรรมกิริยาทุกวันก็เป็นไปอย่างพระเจ้ามีตัวเป็นพระเจ้าโดนๆเลยนี่เป็นตัวพระเจ้าวันๆคืนๆอยู่ที่เห็นเป็นพระเจ้าเราเข้าใจเลยว่าท่านมีอยู่มีแต่เบิกบานแจ่มใสเป็นผู้สร้างสรรค์เป็นผู้ให้เป็นผู้พากเพียรเป็นผู้ที่มีคุณค่าเป็นผู้ที่ไม่มีโกรธไม่มีโรคไม่ได้หลงผิดอะไร คบหาสัมผัสสัมพันธ์อยู่ในใจเย็นเป็นผู้ที่รู้ขวนขวายมีบุญกิริยาแท้จริงเสริมสร้างให้เห็นอยู่สัมผัสได้มีผ้าอนามัยมีสีละไมมีภาวนามัยมี บุญกิริยาวัตถุด้วยอย่างน้อยที่สุดไม่มีอะไรคุณต้องมีเทศนาใหม่มีการคบหามีการจัดนโยบายมีวันที่จะพบมีวันที่จะเกิดบุญกิริยาวัตถุมีวันที่จะเป็นวันพระวันที่จะทำให้คนอื่นได้เลยเกิดการอบรมความเป็นพระให้ได้เห็นพระได้รู้พระได้ปรับปรุงสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นพระมีธรรมะสวนะใหม่มีธรรมะที่จะได้ขอบคุณธรรมะสวัสดีแปลเอาความที่จริงไม่ใช่วันวันนี้ที่นัดมีธรรมะสวนะธรรมะแปลว่าวันพระเอาคำว่าวันมาเติมวันพระวันธรรมะสวนะถ้าธรรมะสวนะก็เป็นการที่จะให้คบคุณต่อธรรมะให้ ธรรมะให้กอดตัวธรรมะสวนะแปลว่าก่อตัวก่อตัวธรรมะแล้วจะมีบุญที่จะสร้างสรรค์จริงๆแล้วจะมีอันนี้ให้เห็นๆอยู่เป็นทานทำไมเห็นการให้เห็นความมีศีลปกติหรือมีความบริสุทธิ์หรือมีความไม่ด่างพร้อยต่อหลักการเห็นผ่านเห็นภาวนาเห็นท่านเป็นภาพภาวะเห็นภาพแท้ๆเลยภาพสมณะภาพผู้ทรงธรรมภาคผู้ทรงศีลภาคผู้ทรงทานเห็นอยู่ชัดๆจึงเห็นสภาพของพระเจ้าเห็นภาพผู้บริสุทธิ์พบภาพพบปกติมีภาวนา เป็นจริงๆเห็นจริงๆรถเราทำอยู่ทุกวันนี้เราก็จะต้องมีสภาพเราเป็นผู้รับเราเป็นผู้ให้บางครั้งเราเป็นทายกบางครั้งเราเป็นปฏิคาหกบางครั้งเราเป็นผู้รับปาฏิหาริย์ 6 แปลว่าผู้รับทายกแปลว่าผู้ให้ต่างคนต่างให้ไปต่างคนต่างรับเรารับในส่วนที่เรารับส่วนเวียนกลับเป็นนาบุญเพราะฉะนั้นคนมาทำทานกับเรานี่เป็นการทานต่อนาบุญที่ดีและเราก็ไม่ได้โรคอะไรเอามาจะสังเคราะห์จะช่วยในการสังเคราะห์ก็สังเคราะห์อยู่ในเอาอาหารมาให้เราสังเคราะห์เอาเสื้อผ้าหน้าแพรวเอาปัจจัยอะไรมาเราก็แบ่งกินแบ่งใช้เล็กๆน้อยๆพอให้มันเป็นธาตุสังเคราะห์เหมือนเราจะใช้รถยนต์คันหนึ่งเราก็ต้องเติมน้ำมันให้มันบ้างเติมน้ำ บังเติมอะไรเติมลมเติมดินเติมน้ำทำเติมไฟอะไรแล้วแต่ที่มันจะต้องเติมให้มันดูแลให้มันพอสมควรถ้าเราก็ได้ใช้มันเต็มที่รถยนต์คันนั้นก็จะวิ่งได้เต็มเครื่องบริบูรณ์แข็งแรงอยู่ก็มีธาตุสังเคราะห์ที่บริบูรณ์เราเองก็ฉันนั้นเราเป็นพระอริยเจ้าเป็นพระอรหันต์แล้วก็เหมือนเอารถยนต์คันหนึ่งที่คนอื่นเขาเอาของมาสังเคราะห์แล้วก็จะแบ่งกินแบ่งใช้เพื่อที่จะใช้เป็นภาพสังเคราะห์เมื่อใช้ธาตุสังเคราะห์แล้วนอกนั้นมันจะสร้างพลังมันจะสร้างแรงงานมันจะสร้างผลผลิตอื่นๆให้เป็นโรครถยนต์มันทำแรงงานอะไรขึ้นมาให้แก่โลกมันไม่เคยบอกว่ามันจะต้องแลกเปลี่ยนเอาอันนี้มามันไม่มีฉันใดก็ฉันนั้นคนก็เหมือนอย่างนั้นแหละที่เป็นพระอริยเจ้าเป็นพระอรหันต์แล้วก็มีแต่ สร้างสรรค์ให้ตกลงสุดท้ายจะเป็นแต่ผู้เป็นพระอรหันต์หรือพระอริยเจ้าแล้วกลายเป็นทายกชั้นใหญ่กลายเป็นพระผู้ให้กลายเป็นพระเจ้าเป็นพระผู้ประทานเป็นพระผู้สร้างสรรค์ใหญ่เลยนะสุดท้ายแล้วเราจะไปเป็นผู้ประทานอย่างใหญ่โตเนี่ยมันมีสภาพอย่างนี้หมุนเวียนอยู่จริงแล้วในฐานะที่เราอยู่ทุกวันนี้เราก็ศึกษาแล้วก็มีอะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้นมีการรู้การรับมีการเกิดบุญทำบุญสร้างสรรค์และมันก็จะมีแต่กรรมกิริยาแม้แต่คนมานั่งเรียนมานั่งศึกษานี่ก็ในฐานะทำกรรม เป็นพระอรหันต์แล้วก็มานั่งเรียนทุกวันได้แล้วก็มานั่งเล่นทุกวันถ้ามันไม่มีอะไรดีกว่าเหนือกว่าที่จำเป็นกว่าก็ทำพร้อมฟังทำเป็นอภินิหาริย์ธรรมพร้อมกันประชุมพร้อมกันเลิกพร้อมกันตกลงรับรู้อย่างน้อยก็เสริมสารไปได้รับประโยชน์มาทำให้มันเกิดวงวัดประจักษ์มีผู้รับมีผู้ให้ผมเป็นผู้ให้ธรรมะคุณว่าเป็นผู้รับคุณก็ขนขวายหน่อยนะถ้ายิ่งคุณเป็นฐานะเสกคุณก็มาทำมาเป็นผู้ค้นขวายมาเป็นผู้มาเป็นผู้รับถ้าคุณไม่โน้มน้าวเข้ามาไม่มารับมันก็ไม่ได้รับแล้วก็ต้องรับผิดจริงแม้คุณจะ แล้วเป็นพระอรหันต์ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเป็นปัญหาเป็นพระอรหันต์ก็มาซ้ำได้รับย้ำได้ทวนให้เขาทวนแล้วก็นั่งฟังเท่ากับเราเป็นคุณยายฟังหลานอ่านเหมือนกับคุณยายฟังหลานอ่านหนังสือสู่ฟังที่จริงยายก็รู้แล้วล่ะจะให้หลานอ่านหลานก็อ่านไปจำไปเราก็ย้ำอยู่ถึงแม้เราจะจำได้แล้วก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยที่สุดก็ให้หลานมันได้ดีไม่ดีก็สอดแทรกอธิบายอยู่ในนั้นในส่วนที่เราจะแสดงเพิ่มเติมเพราะอธิบายด้วยปากก็ได้ไม่อธิบายด้วยปากเห็นไม่เหมาะไม่ควรก็อธิบายกิริยาเช่นอธิบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปก็มีตัวแสดงมีตัวยืนยันหลักฐานท่านนั่งอยู่ในหมู่ก็มีหมู่หมู่ก็จะมองเห็นพูดอันนี้ไม่มี ไม่ใช่ว่างเปล่าพูดแล้วมีหลักฐานอ้างอิงพูดถึงตัวพระอรหันต์ก็มีพระอรหันต์ให้พิสูจน์ต่อท่านนั่งอยู่นี้ท่านมีอย่างนี้จริงๆนะพูดถึงบทธรรมข้อนี้หัวข้อนี้เออก็มีสิ่งนี้นะยืนยันยืนยันว่าจะพูดแล้วว่าว่างเปล่าพูดแล้วไม่มีไม่ใช่แต่มียืนยันนะอย่างนี้เป็นต้นก็เป็นประโยชน์แท้ประโยชน์จริงเห็นแท้เห็นจริงมีน้ำหนักถ้าเป็นการแสดงธรรมพระอรหันต์มันนั่งอยู่ในวงที่ร่วมกันประชุมร่วมกันฟังธรรมพระอรหันต์นั้นก็มาทำประโยชน์อยู่มาสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นถ้าไม่มาสิบางทีอยู่ในที่เดียวกันอยู่ในอาราม ได้เวลามีสัญญาณลงประชุมก็ไม่มีกิจมีอะไรตัวเองก็ไม่มาถ้าไม่มาก็ต้องมีเหตุผลส่วนตัวตัวกำลังป่วยไข้ตัวกำลังติดๆไม่มีตัวเองก็ต้องปลุกเสกถ้าไม่มีตัวเองก็ต้องติดเศษกิเลสของตัวแน่ๆถ้ามันไม่มีเหตุผลก็ป่วยมันเป็นไปไม่รอดมันมาลำบากมันทุกข์มันยากก็เป็นตัวทุกข์อันนึงมันก็เป็นไปไม่ได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของความจำเป็นในกิจการงานอะไรต่างๆนานาเป็นเรื่องที่จะต้องทำก่อนหรือทำยิ่งกว่าสำคัญกว่าไม่ว่าจะต้อง ไปในจังหวัดที่ถูกต้องแล้วเราก็ไม่ได้มาถ้ายังไม่ได้มาด้วยเหตุผลแค่นี้ก็เป็นเหตุผลส่วนตัวกิเลสเราเท่านั้นอย่างนี้ถ้าบอกว่าเราพร้อมกันทำเป็นไปโดยอย่างนี้นี่แหละไม่เสื่อมความไม่เสื่อมอย่างน้อยที่สุดมันไม่มีใครเสื่อมตัวเองเสื่อมเพราะว่าเขาเองก็พยายามโกยกันพยายามตักให้กันพยายามกระทำดีแก่กันก็ถือว่าการแสดงธรรมการเรียนรู้การทำวัตรนี่เป็นกิจที่ดีเป็นกิจวัตรที่เสริมศาลเป็นกิจวัตรที่สร้างสรรค์เราก็ไม่ได้ทำสิ่งนี้เราก็ไม่ได้ร่วมสิ่งนี้เราก็ไม่ได้เป็นสิ่งนี้แม้แต่หลุดออกไม่พร้อมฟังกันประชุมไม่พร้อมฟังกันเลิกมันก็ ปาฏิหาริย์นักธรรมเป็นธรรมะอันเสื่อมผู้นั้นเสื่อมส่วนทั้งหมดก็ร่วมเสื่อมกันไปเรื่อยๆมันจะมีการเอาอย่างมีการเอาแบบเป็นมากๆยิ่งคนสำคัญเป็นก็เอาอย่างคนสำคัญผู้ใหญ่มันยังทำเลยท่านยังทำอย่างโน้นอย่างนี้เลยมันก็เอาแบบเอาอย่างกันไปหมดมันก็เป็นความเสื่อมที่แน่แท้เพราะเราก็จะต้องรู้พรรครู้เพียงเราก็จะต้องรู้สัจจะที่มันควรจะเป็นเจ้าควรจะไปให้มันลงตัวลงรูปลงล่างลงแบบแล้วมันก็จะเป็นไปโดยปกติเลยเสริมสารอยู่อย่างดีปกติสบายไม่มีทุกข์ไม่มีร้อนไม่มีเรื่องราวอะไรที่จะกระทบไม่มีอะไรที่จะขัด มีอะไรที่จะมาติดๆมาสัมผัสสัมผัสให้เราต้องคล้ายๆกับว่ามันจะต้องมีอะไรมาเสียบมาทานมีอะไรมากระทบกระแทกกระเทือนไม่มีมันมีแต่ลูกทุกอย่างแคล่วคล่องทุกอย่างก็หมุนรอบทุกอย่างก็เป็นวงวัฏฏะที่ราบรื่นสันติเป็นปลายเรียกคืนราบรื่นอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน