591215_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาจิตบริสุทธิ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591215_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาจิตบริสุทธิ์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2559 ที่บ้านราชฯ เทวดาก็ติดแอร์ แถมลมให้ด้วย เมื่อวานนี้ ฝนตกน้ำท่วมชั้น 4 เพราะเขารื้อหลังคากัน วันนี้ลมหนาวพัดมา ค่อนข้างแรงทีเดียว อากาศเย็น พวกเราที่ปลูกผักเมืองตอนนี้เป็นกองหนุน ส่งวัตถุดิบไปถึงสนามหลวง หนาว ก็คงปลูกได้ดี กะหล่ำปลีคงห่อดีแน่ ที่ริมมูล น้ำก็ลดลง ก็จะได้ปลูกผักกัน วันนี้ CAT สามารถส่ง ความคิดเห็น ผ่านหน้าจอบุญนิยมทีวี ในรายการพ่อครูได้ เป็นวันแรก 4716000 เดิมส่งได้แค่ Dtac True และ AIS 3 บาท
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ๓ อาชีพเพื่อมนุษยชาติ (เน้นขยะวิทยาและกสิกรรม) พ่อครูว่า...ก่อนจะได้เข้าสู่เรื่องที่กำลังฮอท ก็ขอพูดเกริ่นถึงพวกเรา ที่กำลังทำกสิกรรม ปลูกผักปลูกพืชกัน อาตมามาถึงวันนี้ พาพวกเรา เพื่อที่จะมาเป็นชาวสวนชาวไร่ ทำงานติดดิน สร้างอาหารการกินไว้ให้ดี มาถึงวันนี้แล้ว เราสามารถทำถึงขั้น กสิกรรมไร้สารพิษ เป็นสามอาชีพกู้ชาติ แต่เขาว่าดุไป เลยเปลี่ยนเป็นสามอาชีพเพื่อมนุษยชาติ กสิกรรมไร้สารพิษ มาถึงวันนี้แล้ว อาตมาว่าได้พาพวกเราทำ จนประสบผลสำเร็จ ท่ามกลางสารเคมี ท่ามกลางสารพิษ ปุ๋ยเคมี สารเคมีเยอะอยู่เลย แต่เราก็ทำได้ ถือว่าไปรอด พิสูจน์กันมานาน พอสมควรแล้ว ปุ๋ยสะอาด _ขยะวิทยา 3 อาชีพนี้ ถึงวันนี้แล้วก็ตาม คนที่ยังไม่เชื่อว่า ขยะวิทยา จะมากู้มนุษยชาติได้อย่างไร เขายังมองไม่ออก อาตมาว่า มาถึงวันนี้ ชาวอโศกเราหลายผู้หลายคน พอจะเชื่อมั่นขึ้นว่า ขยะวิทยา จะกู้ได้อย่างไร? ได้2 ด้านเลย ด้านหนึ่ง ขยะจะมากขึ้นในโลก แนวฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ทำแพคเกจขึ้นมาทับท่วมโลก มีประเด็นสะดุด ที่เลวร้ายขึ้นมา ที่
อ่านต่อ
มันไม่เสื่อมสลายง่าย เราถึงต้องเอาขยะพวกนี้ มาทำการหมุนเวียน มีการReuse, Repair Recycle,Reject อย่างนี้เป็นต้น แม้มันจะสลายยาก เราก็เอามาซ่อมแซมใช้ซ้ำ จนกว่าจะสามารถแปรรูป จนกระทั่ง หมดทางจะแปรรูปได้แล้ว ก็ต้องทำการ Reject ก็นำไปทิ้งด้วยวิธีที่ไม่ทำให้เกิดพิษภัย นอกจากที่เราจะพยายาม นำมาหมุนเวียนใช้ เราสามารถหมุนเวียน เอาทุนคืนมาได้ ซื้อขายอย่างได้เลย ซื้อขายของเก่า ของที่หมุนเวียนจากขยะ หลายระดับ เราก็หมุนเวียน แจกจ่ายซื้อขาย เพราะว่าคนเรามีฐานะต่างกันเยอะ คนรวยเขาไม่ใช้แล้ว แต่คนไม่รวย ก็ใช้ของเก่าใช้ซ้ำ แม้แต่ที่สุด เราขายให้ถูกที่สุด คนที่จนที่สุด เขาก็ต้องซื้อ พวกเขาจำเป็นต้องใช้ ในความหลากหลายของ ฐานะคนในสังคม มันจึงมีความซับซ้อนลึกซึ้ง ถ้าใครเข้าใจ ที่อาตมาอธิบายแค่นี้ ขยะกับคนจน ที่มีหลากหลายฐานะ มันก็สามารถจะหมุนเวียน เอาเงินมาใช้ หรือหมุนเวียนให้เป็นตัวกลาง เอามาใช้งาน แม้แต่ทุกวันนี้ โทรทัศน์ของเรา ก็มีรายได้จากการขายขยะ มาใช้เป็นรายจ่ายของโทรทัศน์ ทั้งที่มีราคาแพง มีการจัดการ ในราคาที่สูงมาก แต่ว่าบุญนิยมทีวี เรามีขยะเป็นแกนหลักช่วย เฉพาะเรื่องเงิน แม้เราจะได้เงินมาพอสมควร ใช้น้อย ก็เพื่อมนุษยชาติ เป็นมนุษย์อาริยะ ทำงานฟรี ทำงานรับผิดชอบ จะมาช่วยเหลือกัน แบบพาร์ทไทม์ก็มี เราก็สามารถทำมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ก็ยังอยู่ได้ ยังจะไปรอด จะสร้างคนขึ้นมาอีก เป็นแบบอย่าง สรุปแล้ว ขยะก็ต้องพิสูจน์กัน ว่ามันจะเป็นไปเพื่อมนุษยชาติ กอบกู้มนุษยชาติ จริงๆ 3 อาชีพที่ว่าไป เรื่องพืชพรรณธัญญาหาร กสิกรรมการเกษตร ก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องของกสิกรรม จะต้องขายแพง มีความซับซ้อน คนจนมีมากกว่าคนรวย ของกินอาหารการกิน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ก็ต้องกิน จะมาขายแพงไม่ได้ ถ้าข้าวแพง คนจนก็ตายกันพอดี การทำกสิกรรม ใช่ว่าจะได้เงินทองมาก ปุ๋ย เป็นตัวสนับสนุน เรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเก่งเท่าไหร่ สรุปว่าก็ต้องดูไป ขยะต้องดูไปยาวนาน น่าจะเป็นพระเอกยิ่งกว่า ได้เงินได้ทองหมุนเวียนมา มากกว่ากสิกรรมมากกว่าทางการเกษตร พอเห็นไรๆไหม การเกษตร หรือการทำพืชพรรณธัญญาหาร ขายแพงไม่ได้ แปลว่า ขยะนี้ขายแพงขายถูกได้หมด ขึ้นอยู่กับความต้องการของคน ขยะวิทยานี่ คนจะซื้อแพงก็เพราะคนเขามีเงิน ขยะนี่แหละ เพราะฉะนั้น จึงเกิด เศรษฐศาสตร์ ที่หมุนเวียนกันไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ไปบีบคั้นใคร คุณจะซื้อแพง ก็ต้องมีเงินพอสมควร เฉลี่ยแล้วคนระดับกลางนั่นเอง จะเป็นตัวซื้อขยะเยอะ แพงหน่อยก็ได้ เขาก็สู้ คนชั้นสูงคนร่ำรวย เขาไม่ค่อยซื้อขยะหรอก แต่คนชั้นกลางจะซื้อ กับคนชั้นด้อยจะซื้อ สรุปแล้ว ก็ขอให้กำลังใจ คนทำกสิกรรมทำการเกษตร อย่างไรๆก็ต้องกินต้องใช้กันมา จะขายแพงไม่ได้ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ตอนนี้เราก็ส่งวัตถุดิบ ไปที่สนามหลวง สนุกสนานว่ากันไป
มาดู sms เมื่อวานนี้ SMS วันที่ 14 ธันวาคม 2559 _ 0879769xxx ผมพิจารณาจากเหตุผล ชาวอโศกหลายท่าน มีภูมิธรรมสูงมาแต่ชาติก่อนหลายท่านนะ เพียงแต่ไม่สูงเท่าพ่อครู ครับ ตอบ...อาตมาก็มองหา ผู้ที่สูงกว่าอยู่ แต่ผู้ที่ภูมิธรรมสูงกว่า จะอ่อนน้อมเข้าหาผู้ภูมิธรรมน้อยกว่านะ มันกลับกัน
_0893867xxx ผู้น้อยขออนุญาตนำธ.พุทธทาส ว่าไม่ปฏิเสธพระไตรปิฎก แต่ไม่ยอมให้ครอบงำ! แต่เราจะคั้นเอาสาระจากพระไตรปิฎกเหมือนคนเขาคั้นเอาน้ำมันจากเมล็ดนานาชนิดฉะนั้น! เหมือนที่พ่อครูสอนพระไตรปิฎกให้ศิษย์มาปฎิบัติทำใจในใจอ่านใจทุกสภาวะ ที่เกิดผัสสะเป็นปัจจัย! สกก.ผู้น้อยคิดถูกไหม? ตอบ...อาตมาใช้พระไตรปิฏก เล่มเดียวกันนี้ ใช้ได้ถึง 80-90% แต่ท่านพุทธทาส ตีทิ้งไปส่วนมาก -0893867xxx ระบอบซุกหุ้นลี้ภัย กับระบอบฟอกเงินหลบภัย เหมือนกันเด๊ะ!หนีกฎหมาย ไม่แสดงความบริสุทธิ์ต่อสังคม! พฤติกรรมคอรัปชั่นเหมือนเป๊ะ บิดเบือนกฎหมาย บิดเบือนธรรมะ จนโลกก็โดนบิดเบือนให้ล้อมปท.! สงสารโลก ไกลแก่นธรรมแท้! ความจนต้องการบางอย่าง ความฟุ่มเฟือยต้องการหลายอย่าง แต่ความโลภต้องการทุกอย่าง คือชาวโลภมีความต้องการทีไร มักจะเป็นความต้องเกินทุกที!ธ.เก่าแก่ เปลี่ยนเราเปลี่ยนโลก ด้วยการลดละกิเลสความโลภ คือชาวโลกเรียนรู้ความสุข จากการลดละความโลภ ด้วยการใช้ชีวิตศก.พอเพียงคือ ชาวโลกเพื่อรักษ์โลกแท้จริง! _0890015xxx ศรัทธาและบริจาคให้ธรรมกายเต็มที่ โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่เจตนาหวังผลและสะสม จะได้อานิสงส์ผลบุญ หรือไม่อย่างไร? ตอบ...ได้ ทักขิณาวิสุทธิ 4 (ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา คือของทำบุญ) 1. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (คือ ทายกมีศีล มีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคาหกทุศีล มีบาปธรรม) ธัมมชโยเป็นผู้รับ ฝ่ายผู้ให้เขาบริสุทธิ์ใจ แต่ผู้รับธัมมชโยบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า ก็ไม่บริสุทธิ์ใจเป็นคนทุศีล มีบาป มันก็ได้ผลแค่ส่วนหนึ่ง 2. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (คือ ทายกทุศีล มีบาปธรรม แต่ปฏิคาหกมีศีล มีกัลยาณธรรม) การทำทานมี 2 คน คือผู้ให้หรือผู้รับ เป็นแต่เพียงใครอยู่ในฐานะที่ไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่ได้อานิสงส์ 3. ทักขิณาที่ไม่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก (คือ ทั้งสองฝ่ายทุศีล มีบาปธรรม) 4. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก (คือ ทั้งสองฝ่ายมีศีล มีกัลยาณธรรม) _0890015xxx ยุคปราบตามที่พ่อท่านฯ เคยพูดไว้นั้น ผ่านไปหรือยังครับ? ตอบ...ยุคปราบก็ยังคงไม่ผ่านไปก็คอยดูไป
_0805925xxx ธัมมี่ยังจับข้ามปี รถหรูคงจับข้ามชาติช่วงบ่ายก่อนน้อออ สังขารา555 ปีระกาไม่ชง DSI คงจิกจับได้มั้งหุหุ? รอแป๊บโยม555@ปลายฝน
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน จิต วิญญาณ มโน แตกต่างกันอย่างไร? _ไลน์ คุณตะวันทอฟ้า อันดับแรก ผมขอรายงานตัวก่อนครับ ผมชื่อ นายต้องเกียรติ ตะวันธรรม ทำงานประจำของบริษัทฯ ตัวแทนขนส่ง นำเข้าส่งออก ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมติดตามข่าวสารของสันติอโศก ทุกครั้งที่มีโอกาศอำนวย เมื่อ2 ปีก่อน ผมนำศพพ่อผม ไปเผาที่สีมาอโศก ที่เป็นศพแรกของสีมาอโศกครับ ผมมีข้อสงสัย อยู่ว่า จิต หรือจิตใจ กับ วิญญาณ มีความเหมือนกัน หรือแตกต่างกัน อย่างไรครับผม เท่าที่ผมทราบมาบ้างคือว่า จิตเป็นเหมือนหน้าต่างของบ้าน และวิญญาณเป็นเหมือนตัวบ้าน ผมขอความกระจ่างด้วยครับผม หรือหากจะมีข้อแนะนำอย่างไร ก็ขอรบกวนด้วยครับ ตอบ..อาตมาว่า...จิตไม่ใช่หน้าต่าง แต่ จิตคือส่วนต่างๆของบ้าน ทั้งส่วนหน้าต่าง ประตู เสา ฝ้า เพดาน พื้น เป็นส่วนต่างๆเรียกว่า จิต 89 หรือ 121 ไม่ใช่แค่หน้าต่าง ส่วน วิญญาณ นั้น เหมือนตัวบ้านทั้งหมด รวมทั้งหมด ไม่แยกแยะอะไร แยกนิดแยกหน่อย จักษุวิญญาณ ฆานวิญญาณฯ เป็นต้น แต่จิตเหมือนส่วนต่างๆซอยลงไป แล้วยังมีมโนอีก มโน คือกลางใจของบ้าน หรือใจกลางของบ้าน
_คุณภุชงค์ วันนี้ เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นวันที่ พระสงฆ์มากกว่า 6,000 รูป มาชุมนุมกันที่ประตู 6 ทางเข้าวัดธรรมกาย โดยมิได้นัดหมายกัน ถือเป็นวันมาฆบูชา มาดูบทความของจิตรกร บุษบา เส้นใต้บรรทัด ยุทธการ‘ล้อมปราบ’สำนักธรรมกาย มันถึงเวลาแล้ว ที่ทุกองคาพยพ ในสังคมต้องทำหน้าที่ “กำจัดอลัชชีชั่ว” ออกจากพระพุทธศาสนา โดยที่ต้องไม่เอาแต่ก่นด่า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างเดียวว่า เป็น “เสือกระดาษ” หรือ “ไม่ทำอะไรสักที” เพราะหากตรวจสอบดูให้ดี จะพบว่า ทุกองคาพยพ ของธรรมกาย ได้รวมกำลังกัน “ต้านทานขัดขวาง” ทุกรูปแบบ แถมมี “คน” ที่หลงเชื่อ งมงาย ตกเป็นเครื่องมือ และพระจำนวนหนึ่ง ที่ถูกจ้างวาน ให้มาทำหน้าที่ “โล่มนุษย์” คิดให้ออกนะครับ ว่าผู้คนส่วนหนึ่งนั้น พร้อมจะเป็น “แพะบูชายัญ” พร้อมจะไปอยู่สวรรค์ที่พวกเขา “ผ่อนส่ง” ไว้กับพระเดชพระคุณ หลวงพ่อแล้ว อาตมาว่า มีทั้งพระและโยม ที่ถูกสะกดจิตไว้ เขาใช้ได้ผลจริงๆ นี่คืออาตมาขอย้ำสำทับว่า วิชาสะกดจิตนี้ มันเลวร้าย รัสปูติน เกือบจะยึดบัลลังก์รัสเซียนะ แต่ธัมมชโยนี้เก่งจริงๆ ใช้วิธีสะกดจิต เรื่องสะกดจิต จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ยิ่งกว่าควาย ควายไม่ดื้อด้วย มาดูท่าทีล่าสุดของสำนักธรรมกายกันก่อน วานนี้ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ที่ปักหลักรอทำข่าว อยู่บริเวณประตู 7 วัดพระธรรมกายว่า วันนี้ทีมทนายความ จากวัดพระธรรมกาย ได้ไปที่ศาลอาญารัชดา เพื่อยื่นคำร้อง ขอเพิกถอนหมายค้น เพราะทางวัดเชื่อมั่น ในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย จึงต้องให้ทีมทนาย ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมสิทธิ์ที่เราพอจะทำได้ ที่ผ่านมาคณะศิษยานุศิษย์ ได้มีการยื่นถวายฎีกา เพื่อขอความเป็นธรรม เราหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะเชื่อว่า ความรุนแรง ไม่ใช่หนทางในการแก้ไขปัญหา และเชื่อว่าเรื่องนี้ จะยุติได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง “วัดพระธรรมกาย มีบริเวณค่อนข้างกว้าง จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย คอยอำนวยความสะดวกให้ สำหรับการเข้าตรวจค้น ภายในวัดของทางเจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI นั้น ต้องขึ้นอยู่กับเอกสาร หมายค้นว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ ติดต่อเข้ามาภายในวัด แต่หากเจ้าหน้าที่ จะเดินทางมาทางวัด ก็พร้อมอำนวยความสะดวก ให้อย่างเต็มที่” พระมหานพพร กล่าวต่อว่า วันนี้มีศิษยานุศิษย์พร้อมพระภิกษุ เดินทางมาที่วัดพระธรรมกาย และนั่งสวดมนต์ที่วัด บริเวณประตู 5 เป็นจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะวัดพระธรรมกาย เป็นเหมือนมหาวิทยาลัย สอนศีลธรรม อำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ สำหรับศิษยานุศิษย์ ที่มีการสวมผ้าปิดปากนั้น นำกันมาเอง เพราะพื้นที่วัด ยังมีการก่อสร้างอยู่ แต่ไม่ขอยืนยันว่า หลวงพ่อธัมมชโย ยังอยู่ในวัด เพราะไม่เคยเห็นหลวงพ่อด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาก็เห็นพร้อมสื่อว่า หลวงพ่อมีอาการอาพาธ พักอยู่ที่โบสถ์ดาวดึงส์ สำหรับสาเหตุ ที่มีการปล่อยเสียงสวดมนต์ออกมา ผ่านเครื่องขยายเสียงนั้น เป็นเพราะมีศิษยานุศิษย์ เดินทางมาเยอะ หลายๆ คนสวดไม่ได้ จึงต้องพึ่งเครื่องขยายเสียง สำหรับเรื่องการป้องกัน เรื่องมือที่สาม วัดมีมาตรการในการคัดกรองบุคคล ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือจะต้องเป็นหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกัน คราวนี้มาพิจารณากันให้ถ่องแท้ 1) การดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้น ดำเนินคดีกับใคร กับ “พระธัมมชโย” เท่านั้น ใช่หรือไม่ ต่อมาเมื่อมีการ “ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่” จึงมีการดำเนินคดี กับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย จำนวนหนึ่ง กับรักษาการเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ที่เข้าข่าย “ปกปิดซ่อนเร้น” หรือ “ให้การช่วยเหลือ” บุคคลที่ทางการ “มีหมายจับ”
2) หากธัมมชโย ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ด้วยการ “ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม” เรื่องจะลุกลามบานปลาย มาถึงจุดนี้ไหม ตอบเลยว่า ไม่ ทั้งหมดจึงเกิดจาก “ความเห็นแก่ตัว” ของธัมมชโยแต่เพียงผู้เดียว เจือสมกับ “ความงมงาย” ของลูกศิษย์ ที่แยกผิดชอบชั่วดีไม่ได้ จึงเห็นการดำเนินการ ทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่ต้องขัดขวาง จนกลายเป็น ผู้ร่วมกระทำผิดทางกฎหมาย และทำให้ธัมมชโย ที่ต้องรับผิดชอบนั้น มีอำนาจต่อรองขึ้นมา จึงยิ่งไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หนักขึ้นไปอีก 3) พระเดชพระคุณหลวงพ่ออาพาธ อ้างกันมาตั้งแต่ แม่เริ่มมีผัว จนหลานจะบวชกันแล้วมั้ง แต่ถามว่าเจอหลวงพ่อมั้ย ตอบหมดว่า “ไม่เจอ” แล้วรู้ได้ไง (วะ) อีกส่วนก็บอกว่า แล้วทำไม DSI ไม่มาตรวจล่ะ ก่อนหน้านี้เขาให้มาตรวจก็ไม่มา ถามว่า มันเป็นหน้าที่อะไรของ DSI เขาหรือครับ เขามีหน้าที่ “สอบสวน” ตามหมายเรียก และต่อมา ก็มีหน้าที่ “จับกุม” ตามหมายจับ ป่วยหรือไม่ป่วย มันเป็นหน้าที่ พิสูจน์ตัวเองของธัมมชโย! 4) แล้วธัมมชโยกับพวก พยายามจะยืนยันอาการป่วยไหม ตอบว่า ยืนยันครับ พวกเขาแสดงใบรับรองแพทย์ แต่พอดีว่าใบรับรองแพทย์ ที่เขานำมายืนยันนั้น มันมี “ความฉ้อฉล” อยู่ในตัวเอง คือ ออกโดยโรงพยาบาล ที่ธัมมชโยไม่เคยไปรับการรักษา ถามโดยสามัญสำนึกนะว่า มันเป็นไปได้ไหม เชื่อได้หรือ ใบรับรองแพทย์แบบนี้ แล้วทำไมถึงยอมรับ “ความขี้ฉ้อ” เช่นนี้กันได้ 5) แล้วถามต่อ ไปยังกรรมการแพทยสภาว่า ตรวจอะไร ถึงได้นานนักหนา จนป่านนี้ยังไม่มีผลสรุป เรื่องใบรับรองแพทย์ออกมาอีก ว่าการออกใบรับรองแพทย์ โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ไปรับการรักษา ที่โรงพยาบาลนั้น แพทย์ผู้ออก ต้องรับผิดชอบอย่างไร และอาการซึ่งวินิจฉัย แสดงในใบรับรองแพทย์ ตรวจยังไง ใช้เครื่องมือที่ไหนตรวจ หรือร่วมกันเขียน ใบรับรองแพทย์ปลอมขึ้นมา
6) เมื่อลูกศิษย์ยอมรับความขี้ฉ้อ ของอาการป่วยได้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอ พระและโยม พร้อมใจกันปลิ้นปล้อน กะล่อนไปเรื่อยๆ สังคมก็ควรตำหนิ ประณาม และตัดขาดการมีส่วนร่วม ทุกกิจของวัดนี้ 7) ขณะนี้พบว่า มีการขนคนขนพระ จากต่างจังหวัดเข้ามา ให้ช่วยกันตรวจสอบว่า วัดใดที่พระเดินทาง มาที่วัดพระธรรมกาย โดยรวมตัวกันไปถาม เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะจังหวัด ให้สิ้นกระแสความว่า มาทำไม มาช่วยเขาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่หรือ หรือว่ามาสวดมนต์ ถ้าอ้างว่ามาสวดมนต์ ทำไมไม่สวดที่วัดตัวเอง นำญาติโยมสวดมนต์ถวาย อยู่ที่ไหนก็ทำได้ และดีงามทั้งนั้น สังคมต้องช่วยกัน ไม่ใช่ด่าเจ้าหน้าที่อย่างเดียว 8) วัดใดมีพฤติกรรมเป็นสาขา และเครือข่าย ญาติโยมต้องตัดขาด ไม่ใส่บาตร ไม่ทำบุญ ไม่เกื้อหนุนในทุกกรณี 9) คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร้อง ไยดีต่อการบิดเบือน ทำลาย คำสอนในพระพุทธศาสนาได้แล้ว อย่ามัวแต่นิ่งเฉย แล้วปล่อยให้โกลาหล ผู้คนตกเป็นเหยื่ออยู่อย่างนี้ 10) ส่วนเรื่องถวายฎีกานั้น เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2559 นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว Chuchart Srisaeng กรณีที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งยื่นฎีกา ขอไม่ให้ดำเนินคดีแก่พระธัมมชโย โดยอ้างว่า ถูกกลั่นแกล้งนั้น โดยระบุว่า... “...เรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ มีบัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ว่า “ผู้ต้องคําพิพากษา ให้รับโทษอย่างใดๆ หรือ ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็ได้”
ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว มีความหมายชัดแจ้งว่า การจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวแด่พระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้นั้น ผู้ที่ขอรับพระราชทานอภัยโทษ ต้องถูกฟ้องคดีต่อศาล และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษแล้ว
แต่กรณีของพระธัมมชโย ยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล และศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษ เมื่อศาลยังไม่ได้ลงโทษ จึงไม่มีโทษที่จะขอรับพระราชทานอภัยโทษ ตามบทบัญญัติของมาตรา 259 ได้ ทั้งการยื่นฎีกาดังกล่าว พระธัมมชโยก็ไม่ได้ยื่นด้วยตนเอง และกลุ่มบุคคลที่ยื่น ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องคือ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ของพระธัมมชโย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีกฎหมายฉบับใด บัญญัติให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมาย หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราว แด่พระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานของรัฐ ดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดกฎหมายได้ การยื่นฎีกาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดย ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับให้กระทำได้!” ถึงเวลาแล้ว ที่ทุกภาคส่วนของสังคม ต้องช่วยกันกดดัน วัดพระธรรมกาย ให้เปิดทาง ให้เจ้าหน้าที่ เข้าจับกุมผู้ต้องหาที่มี “หมายจับ” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสงบ หยุดปลุกปั่นว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะหากไม่มีการขัดขวาง นำคณะเจ้าหน้าที่ ไปแสดงหมาย จับกุม และนำตัวธัมมชโย เข้าสู่กระบวนการ กฎหมาย ก็ให้ความคุ้มครองผู้ต้องหา ในการใช้สิทธิเรียกร้อง ต่อสู้ ขอรับความเป็นธรรม อีกเยอะแยะมากมาย
แทนการให้ที่กบดาน แล้วชวนกันมาทำมาสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม โดยอ้างว่าทำเพื่อสถาบันเบื้องสูง เพราะมันทั้งไม่ตรงไปตรงมา ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะ และไม่บังควร!!
พ่อครูว่า..อาตมาก็ขอวิจารณ์ เขาทําการดึงดัน ดื้อด้านดันทุรัง ก็เป็นวิบากกับเขาเอง ถ้าเขาเสียสละยอมรับ จะได้กุศลเยอะเลย แต่นี่กุศลเขาก็ไม่ได้ เวรภัยเขายิ่งหนักขึ้น คนอื่นที่มาช่วยเหลือธัมมชโย ก็จะมีวิบากซ้ำซ้อนเข้าไปอีก เห็นความซับซ้อน โง่เง่าของเขาไหม แล้วก็ได้รับวิบากเพิ่มอีก ถามพวกเราว่า ธัมมชโยจะรอดไหม ...ไม่รอด ...ทำไมทุกคนรู้ คนที่ไปช่วยธัมมชโยเขาเชื่อว่า จะต้องรอดนะ ทำไมคุณว่าไม่รอด พวกคุณเชื่ออะไร อาตมาว่าตอนนี้ ถ้าทางออกอีกอันหนึ่ง ถ้าดันทุรังจริงๆแล้ว เราก็ทำรุนแรงไม่ได้ ทางการบ้านเมือง นายกฯประกาศเลย ให้คนในประเทศไทย มาลงคะแนนเสียง ว่าจะให้จับธัมมชโย หรือจะให้ถอน อาตมามั่นใจว่า คะแนนเสียงมากกว่าแน่ เอาประชาชน มาลงคะแนนเสียงเลย
_มีคำถามจากเด็กนักเรียนมา ธัมมชโยถูกจับหรือยังครับ ตอบ...ยังครับยังจับไม่ได้ครับ
_เมื่อเราโดนมองจิก (จิกตาใส่) โดนแบบนี้มากๆ เคยโดนคำพูด ประชดประชัน แดกดันมากๆ แถมยังทำหน้าตา ล้อเลียนอีก หนูก็รู้สึกลำบากใจ อยากจะรู้ว่า ต้องทำตัวทำใจอย่างไร ถึงไม่ลำบากใจ เจอแบบนี้มานานแล้วอึดอัดค่ะ จึงอยากรู้ วิธีคิดของหลวงปู่ค่ะ ตอบ...ถามว่าจิกตาใส่ ถามว่า มันเหมือนใบมีด มาบาดเราไหม มันก็ไม่นะ มันเป็นกิริยา ที่เราไปรับเอามา สายของตาจิก ——————นั้นไม่ใช่เหล็กไม่ใช่ไม้ ไม่ใช่ทองเหลืองอะไร อาตมาว่าให้เขาทำเถอะ ถ้าเขาไม่เหนื่อย ให้เขาทำต่อไป อาตมาว่าสักวัน ตาเขาเขแน่นอน แล้วจิกอย่างไรนะ ถึงจะมีประสิทธิภาพ จนคนรับถูกจิกรู้สึกเลยนะ เอาล่ะ อาตมาว่า ปล่อยเขาให้จิกต่อไปเถอะ สักวัน ตาเขาจะเขไป อย่าไปถือสา
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ปฏิบัติในเบื้องกลางอย่างไร? __นึกถึงตอนที่มาเจอชาวอโศกใหม่ๆ ได้ฟังธรรม รู้สึกว่ามันใช่เลย แล้วก็เริ่มปฏิบัติตาม เริ่มถือศีลกินมังสวิรัติ ปิดอบาย ลดมื้ออาหาร กินมื้อเดียว ทุกอย่างทำได้ง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก แล้วก็รู้สึกมีปีติ มีความสุขมากๆ อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่พอระดับกามคุณและโลกธรรม ต้องใช้พลังงานเยอะมากๆๆๆ ก็รู้ได้ว่า มันเบาบางลง แต่มันไม่ยอมหลุดง่ายๆ มันยังยินดี มีลิ้มเลียในอารมณ์ การกินก็ฝึกกินรสจืด อ่านเวทนาขณะกิน ก็พอรู้ว่าเวทนาแท้เป็นอย่างไร แต่ก็ยังมีเวทนาเทียม มีดูด มีผลัก ก็ตามรู้ได้อยู่ แต่ยังเอามันไม่ออก มันรู้สึกตื้อๆ อย่างไงก็บอกไม่ถูก จะทำอย่างไรต่อไปคะ ตอบ...ทำไปเรื่อยๆ จะปฏิบัติต่ออย่างไรมันถึงจะหลุด ต้องทำไปเรื่อยๆ มันได้ผลอยู่นะ ใช่ไหม? เพราะงั้นมันต้องทำไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะเห็นด้วยปัญญา และเราจะมีแรงเจโต แรงเจโตก็มีผลไปเรื่อยๆ ปัญญาก็จะค่อยๆ เข้าใจ พิจารณาตามอย่านิ่ง ตัวปัญญาต้องเห็นเหตุ เห็นผล เห็นมุม เห็นเหลี่ยม เห็นลักษณะจริง ลักษณะแท้ของมัน ต่างๆ นานา ซึ่งมีรายละเอียด อาตมาไม่สามารถจะใช้ภาษาได้ ใช้ภาษาไม่ไหวเลย ฟังไปดีๆ แล้วจะเข้าใจ กราบนิมนต์พ่อท่านอธิบายวิธีทำใจในใจในขณะกำลังสัมผัส นั่นแหละ ฝึกใจในใจทั้งนั้น ทั้งพลังเจโต เราก็ทำว่า ให้มันทนได้ ให้สู้ได้อยู่ 2 พลังปัญญาก็ต้องมองทุกเหลี่ยม ทุกมุม ทุกแง่ ทุกสภาวะ ที่มันจะมีความเห็นจริง มีปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้นมา โดยประเด็นหลัก เป็น 3 ประเด็นใหญ่ 1. มองให้ออกว่า ถึงมันจะมีอยู่ มันก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เที่ยง อนิจจัง 2. ถ้า เรามัวแต่จะไปยึดถืออยู่อย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น มันทนไม่ได้อยู่อย่างนั้นหรอก 1. ไม่เที่ยงไม่แท้ 2. มันทนอยู่ในสภาพเดิมๆ อย่างนั้นอีกไม่ได้ มันไม่มีอะไรเลยที่จะเ ที่ยงแท้ อยู่อย่างนั้น มันจะไปหา 0 ทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้ 3. ถ้าเรา เกิดปัญญา เมื่อไหร่ ความตั้งอยู่ไม่ได้นี่ มันจะเป็นปัญญาเข้าใจ แล้วมันจะตัดทันที แต่ตราบใดที่ปัญญาคุณเข้าใจไม่ได้ว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้ ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้มั่นคง ถาวร ยืนนาน มันตั้งอยู่ได้ในระยะหนึ่ง นานเป็นกัปป์ๆ นานเป็นชาติๆ นานอยู่ในชั่วระยะ เป็นวัน เป็นชั่วโมง เป็นนาที เป็นวินาที เป็นอะไรต่างๆ นานา ลักษณะนามของความละเอียดของวินาทีเข้าไปอีก มันก็เท่านั้นเอง สรุปแล้ว อนัตตาเป็นพื้น ไม่มีตัวตนจริงหรอก อะไรก็ไม่มีตัวตนจริงเลย โดยเฉพาะอารมณ์ของเวทนาสุขทุกข์ มันไม่มีจริงเลยไม่ว่าสุข ไม่ว่าทุกข์ มันมีแต่ อทุกขมสุข มันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข คุณมีตัวอย่างของ อทุกขมสุข ในเรื่องหยาบที่คุณทำมาได้กี่อย่างแล้ว เอามาให้หมด เอามาทำคะแนน เอามาช่วยตีฆ้อง ตีกลองช่วย เชียร์ ไม่มีอะไร มันไม่มีตัวตน มันไม่สุขไม่ทุกข์เท่านั้นแหละ สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี
_ถามว่าทำอย่างไรจะมีสมาธิในการฟังธรรม ตอบ..เรื่องของสมาธิ เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำได้ก็จบอยู่ในสมาธิทั้งนั้น สมาธิเป็นตัวกลางของจิต ในศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิเป็นตัวกลาง ถ้าทำได้สุดยอดแล้วเป็นนิโรธ เป็นวิมุติ ถ้าทำไม่ได้ ก็ทำอธิศีล อธิจิต เป็นอธิปัญญา _ หลวงปู่คะ ลุงซานตาคลอส มีจริงไหม ? ตอบ..ลุงซานตาคลอส เป็นตัวสมมุติจริงๆ เช่นในบ้านนี้มีปู่ย่า มีหลาน ก็สมมุติให้ปู่แต่งตัวเป็นซานตาคลอส เอาของขวัญมาให้หลาน ซานตาคลอสก็อยู่ในความจำ ซานตาคลอส คือผู้ใหญ่เอาของขวัญ มาให้ผู้น้อย เป็นกรรมกิริยาที่ดี เป็นน้ำใจเป็นเรื่องประเสริฐ ใครจะทำตัวเป็นซานตาคลอส จะทำตัวเป็นผู้ให้ เอาของขวัญมาให้ใคร เป็นเรื่องประเสริฐ เมื่อผู้ใดจะเป็นผู้ให้ สมมุติว่าเป็นซานตาคลอส ซานตาคลอสก็มี ซานตาคลอส คือผู้ให้ ผู้เสียสละ ผู้มีน้ำใจ ผู้เป็นคนดี ใครทำก็ทำเลย ซานตาคลอสอายุ 5 ขวบใส่หนวดก็ไปทำ หนูน้อย 5 ขวบก็เป็นซานตาคลอสที่ยิ่งใหญ่ ใครที่เป็นผู้ให้ผู้เสียสละ โดยไม่ต้องติดใจว่าให้แล้ว จะต้องหวังอะไรตอบแทน ให้โดยบริสุทธิ์ใจเลย คำว่าซานตาคลอส ก็คือสิ่งที่สมมติภาษา จะเป็นเทวดาหรือเป็นพระอินทร์ จะเป็นใครก็ได้ ขอให้เป็นผู้ให้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้สิ่งที่ดีงาม ให้สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ โลกนี้ต้องการ โลกนี้ต้องทำ ใช้คำว่าต้องเลย โลกนี้ต้องการ ทำเถอะ เป็นความประเสริฐของมนุษย์ทุกคน มนุษย์ทุกคนเป็นซานตาคลอสได้หมดเลย มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ให้ได้หมดเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะในการคบเพื่อนดีและเลว _ถ้าเรามีเพื่อนดีกับเพื่อนไม่ดี แล้วเราก็เลือกที่จะสนิทกับเพื่อนที่ดี แล้วก็โดนหาว่า แบ่งพรรคแบ่งกลุ่ม ลูกควรจะกล้าทำอย่างไรดี ใครๆก็คงอยากมีเพื่อนที่ดี มีที่ปรึกษามีผู้ฟังที่ดี ตอบ...ให้ใช้ศิลปะใช้วิธีการ เราก็จะคบอย่างมีน้ำหนักกับผู้ที่ควรจะคบ เลือกคบกับคนดีมากกว่าคนชั่ว คนชั่วเราก็คบน้อยกว่า หรือต้องทำไม่ให้เขารู้ตัว ว่าเราไม่คบกับคนชั่ว ถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องมีเพื่อนรวมตัวกันว่า เราจะไม่คบคนชั่วแล้วนะ เอาพวกมากเป็นเค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive