591214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฉีกหน้ากากธรรม(กลาย).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฉีกหน้ากากธรรมกาย ฟังธรรมอย่างไรให้เกิดอรรถรส ? โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ตรงกับวันพุธที่ 14 ธันวาคม 2559 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 หรือเดือนอ้าย ปีวอก ซึ่งเราได้ฟังเทศน์พ่อครูมาในระยะนี้ เท่าที่อาตมาติดตามมาตลอด เท่าที่พ่อครูเทศน์ที่สันติอโศก เทศน์วันที่ 5 6 7 9 เป็นเทศน์ปรมัตถธรรมล้วนๆ อาตมาฟังตามแล้วก็ทวนตามไป ทีแรกก็ยังจับไม่ได้หมด ก็ต้องมาทวนอีก ทวนทีละตอนๆเพราะพ่อครูเทศน์ละเอียดมาก ในช่วง วันที่ 5-9 ละเอียดยิบ ถี่ยิบเลย เทศน์ถึงสภาวะจิตที่จะลดกิเลส โดยเฉพาะการเทศน์ให้คนรู้ความเป็นอรหันต์ ในเรื่องแค่เล็บนิ้วมือ เทศน์อยู่ 3 ครั้ง และก็มีรายละเอียดที่ต่างกันไปอีก คือเทศน์ซ้ำ แต่มีรายละเอียดต่างกัน ฟังแล้วก็จะชัดเจนว่า คนที่จะเป็นพระอรหันต์คือเป็นเช่นไร เทศน์ชัดเจนมาก ซึ่งอาตมาก็ตั้งใจฟังแล้วก็ทบทวน แล้วก็สรุปอีกต่างหาก เพราะไม่งั้นมันก็ไม่เข้าไปในกระแสจิตเรา ฟังแล้วก็ผ่านเฉยๆ ต้องมาสรุป สรุปแล้วก็พิมพ์ ให้มันรู้เรื่องกันไปเลยงานนี้ หมายความว่าเราก็ต้อง ฟังพ่อครูหลาย ๆ เที่ยว เที่ยวเดียว จับไม่ได้หมด จับได้บางส่วนแค่นั้นเอง จะต้องไปจับ นี่มันยังไง ขนาดฟังในอินเตอร์ เน็ตก็ต้องเปิดทวนอีกที อันนี้อะไรๆ ก็จะได้สภาวะที่ดี เพราะว่าพ่อครูพูดให้เห็นมากขึ้น เราจับไม่ทันเลย เรียกว่าพ่อครูเป็นรถติดเทอร์โบ ปรืดๆ เราเป็นประเภทรถเต่า จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หกคะเมนตีลังกา ก็เลยต้องมานั่งเอารถคันนี้มาถอยหลังใหม่ มาฟังดูใหม่ ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ดูแล้ว อาตมารู้สึกได้ประโยชน์มาก พ่อครูว่า…กลายเป็นว่าพูดละเอียดยิบ กลับยาก _สมณะฟ้าไท… ก็ดีครับ พ่อครูว่า…อ้าว เอ๊...ยังไง คือเจตนาพูดให้ละเอียด จะได้ชัดเจน ง่ายขึ้น ขยาย ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันล

อ่านต่อ

ึกซึ้ง คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา ที่นี่พอมาพูดละเอียดนี่ ก็เจตนาจริงๆ ละเอียด ลึกซึ้ง แล้วก็บอกว่าฟังยาก _สมณะฟ้าไทว่า…ไม่ได้ฟังยากครับ ผมหมายความว่า คือฟังแล้วมันจับไม่ได้หมด บอกประเด็นผิดครับขออภัย คือฟังแล้วจับไม่ได้หมด ผมก็เลยต้องมานั่งทวนใหม่ พอฟังแล้วมันได้ตรงนี้ ใช่ไหมครับ แต่ตรงนี้ยังไม่ได้ มันต้องมาฟังทวนใหม่ ที่ได้แล้วก็ได้อีก ซ้ำแล้วนะครับ พ่อครูว่า….ออ...แต่ได้ผล ได้ประโยชน์ _สมณะฟ้าไทว่า… ได้ประโยชน์ครับ พ่อครูว่า… ขอแทรกตรงนี้ก่อนเลยนะว่า ท่านเกริ่นยังไม่จบ แต่อาตมามาแแทรกซะพอดีมันต่อเนื่องด้วย ขอแทรกเลยว่า อาตมาทำงานศาสนามา ตั้งแต่ตั้งใจออกมาทำงาน จนป่านนี้ ฟังท่านฟ้าไทพูดเมื่อกี้นี่แล้ว ก็ทำให้จิตใจมันสบายใจขึ้นเยอะ สบายใจขึ้นตรงที่ว่า ผู้ฟัง อย่างน้อยท่านฟ้าไทเป็นคนฟัง และก็มีคำตอบว่า ฟังแล้วดี ฟังแล้วได้ ฟังแล้วมันต้องฟังทวนอีกๆ คำพูดอย่างนี้มันก็ชัดอยู่แล้วว่าคนที่เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าจึงมาฟังทวนๆ เห็นว่าได้ประโยชน์ อาตมาก็เป็นผู้ที่นำเสนอสิ่งนี้ มันก็ชื่นใจใช่ไหม มันก็ไม่สูญเปล่า ทำงานแล้วก็ อย่างน้อยมีคนพูด คนอื่นๆ ก็คงจะมีบ้าง ได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้ก็คงจะมีบ้าง คนที่ไม่ฟังเลย ก็แน่นอนเขาก็ไม่ได้อะไร คนจะฟังน้อยฟังมากก็ตาม ก็คือคนที่ได้รับจากที่อาตมาพูด ต้องเสียแรงงานพูด จ่ายแคลอรี่พูดให้ฟัง ซึ่งก็มีเจตนาที่จะมาพูด มาแสดงตัวเอง ทั้งกายกรรม พฤติกรรม ชีวิตเรามีหลักสำคัญ ก็คือพูดอธิบายธรรมะต่างๆ เป็นหลัก ชีวิตก็มาทางนี้ ทำงานอันนี้ ทำไปจนตาย แล้วก็ตั้งใจจะทำให้มาก จะไม่รีบตายด้วย อย่างนี้เป็นต้น _สมณะฟ้าไทว่า…ผมก็พยายามที่จะฟังให้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือฟังแล้วมันเกิดอรรถรส แล้วก็เวลาสรุปไปก็ใส่ภาษาตัวเองมันๆ เข้าไปอีก พ่อครูว่า…ฟังแล้วน่าชื่นใจไหม เกิดอรรถรส _สมณะฟ้าไทว่า...คือยิ่งฟังเกิดอรรถรสแล้วมันยิ่ง พ่อครูว่า...แกล้งยอหรือเปล่า _สมณะฟ้าไทว่า...ก็พ่อครู ไม่ต้องการยอ ไม่ต้องการให้ชมตัวเองอยู่แล้วครับ พ่อครูว่า...แกล้งยอฉันว่า ฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง _สมณะฟ้าไทว่า...ผมว่ามันเหมือนครูน่ะ พ่อครูเป็นครู เราเป็นลูกศิษย์ ถ้าลูกศิษย์รู้เรื่อง ครูก็มีกำลังใจที่จะเทศน์ต่อ ในความรู้สึกของตัวเอง อาตมาก็เป็นครู เออ! ลูกศิษย์เข้าใจดีอย่างนี้ ก็จะเทศน์ต่อให้ลึกซึ้งมากยิ่งๆ ขึ้น อันนี้ก็ถือว่า ผมพยายามจะทำ แล้วก็พยายามที่จะสรุป และก็สรุปให้คนอื่นเขาฟังด้วย ให้เขาอ่านด้วย เขาบอกเออดี ท่านสรุปง่ายดี เขาก็ได้อ่าน ได้มีไฟมากขึ้น ผมก็ว่ามันทำให้การเผยแพร่ธรรมะได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะสมัยนี้เป็นยุคออนไลน์ และก็ฟังทวนได้มากขึ้น ผมว่าผมก็ยังฟังไม่อิ่มนะ ที่พ่อครูเทศน์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะมีรายละเอียดเยอะ ที่เราไม่ได้มีสภาวะแจ่มแจ้งหมดทุกเรื่อง พอฟังแล้วก็ยิ่งแจ่มแจ้งมากมากยิ่งขึ้น ทำให้เราปฏิบัติธรรมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งพ่อครูก็พยายามเทศน์เรื่องลึก แล้วก็เทศน์เรื่องกว้าง สังเกตได้เวลาพ่อครูเทศน์เรื่องลึกแล้วก็จะหาเรื่องเบาๆ ให้เราได้ผ่อนคลาย อาตมาว่าเป็นเทคนิกการสอนที่ดี วันนี้พ่อครูเตรียมหนังสือพิมพ์มา จะเทศน์ให้กับสังคมดีขึ้น เหมือนกับการขยับภูเขาหินใหญ่ที่ขวางทางออกไป พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาหอบหนังสือพิมพ์มาเป็นปึก จะได้อ่านหนังสือพิมพ์สู่กันฟัง ก็ไม่อ่านคอลัมน์โลกๆหรอก ก็อ่านเกี่ยวกับศาสนานี่แหละ

SMS วันที่ 13 ธันวาคม 2559 _ 0893867xxx องค์กรพุทธศาสนานานาชาติสากลโลกปกป้องแต่ภาพลักษณ์พุทธศ.``````````````แต่เปลือกนอกก็ช่างเขาเถอะ! พุทธศาสนิกชนไทยแท้ปกป้องแก่นแท้ในพุทธศ.โดยปฏิบัติในศีลให้ถูกตรงตามคำสอนพระศาสดาต่อไปดีกว่า! ตอบ ...เป็นภิกษุ นักปฏิบัติธรรมอยู่ในประเทศ ถูกหมายศาลให้มามอบตัว จนถึงให้จับได้ แต่ว่าก็ดื้อดึงดัน ทั้งยั่วยุ ยียวน ทุกอย่างเลย คน ปุถุชน มีกิเลส คุณว่าคนที่ทำงานเรื่องธัมมชโย เขาอดกลั้นไหม เขาอดกลั้นมากทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมที่ธัมมชโยทำนี้เป็นเรื่องที่ก็ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ เกิดมาจนอายุย่างเข้า 83 ปีแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดปรากฏการณ์นี้ เขาทำตัวเองเหมือนเป็นท่อนสากกระเบือเฉยๆ ใครจะมาว่าอย่างไร ก็ไม่แสดงอะไรตอบ มีแสดงตอบ จะเป็นคำสั่ง คำสอน คำบอกธัมมชโยหรือไม่ ก็คือบริวารลิ่วล้อ เอาแท่งคอนกรีต มาขวางทางเข้าวัด ตามข่าวเขารายงานมา เขาใช้คำว่ามาปฏิบัติธรรม มานั่งสวดมนต์ ที่จริงใครก็รู้ว่า กำลังสร้างกำแพงมนุษย์ ซึ่งเขาจะปฏิเสธ บอกว่าไม่ใช่ แต่พฤติกรรมนั้นมันส่ออย่างนั้นใช่ไหม เอาความรู้สามัญธรรมดาก็เห็นพฤติกรรมอย่างนี้เขาที่เกิดขึ้น ก็เข้าใจได้ ความหมายถึงอย่างไร เสร็จแล้วเขาก็ปฏิเสธอีก เมื่อถูกท้วง ทำให้เห็นปฏิกิริยาของจิตที่จะปฏิเสธทุกสิ่ง ที่คุณว่าฉันผิด ฉันไม่ผิดทุกอย่าง เป็นกลุ่มคณะ ตั้งแต่หัวหน้า ไปจนถึงลูกน้อง เป็นคนอยู่ในหลุมมืด ถ้าเผื่อว่า ยังไม่ได้เป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุด รู้จักกุศลอกุศล แล้วควบคุมตนเองได้ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มาให้ทำความผิด ทำอกุศล ก็เป็นพระอรหันต์ จึงจะทำได้ แต่นี่ทั้งลูกน้องและหัวหน้า เขาบอกว่าทุกอย่างที่เขาทำถูกหมด วิเศษฉิบหายเลย ในภาษาของพระพุทธเจ้า คำว่าวิเศษนี้เป็นคำร้ายแรง พระพุทธเจ้าว่า ในธรรมวินัยนี้ ท่านไม่ได้มาเผยแพร่ เพื่อให้เกิดบริวาร ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือเพื่อล้มล้างลัทธิใดๆ หรือเพื่อให้คนมาเข้าใจว่า ข้าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นี่ เขากลับทำ ทำเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ เพื่อให้คนมาเป็นบริวาร เพื่อล้มล้างลัทธิอื่น ล้มล้างลัทธิพุทธด้วย ขนาดผู้รู้ เป็นปราชญ์พุทธกระแสหลัก ยังว่าทำให้คำสอนพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป เป็นต้น คือเขาทำครบสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ เขาทำหมด นี่คือธรรมกายหรือธัมมชโย ศาสนาพุทธปฏิบัติมีกรอบ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ตั้งแต่ศีล สมาธิปัญญา ศีลก็มีลำดับขั้น ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อยู่ในกระบวนธรรมเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นกระบวนธรรมเดียวกัน ก็เป็นความเสื่อม ความล้มเหลว ของศาสนาพุทธ

_0893867xxx พระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาถูกบิดเบืยนยังไงก็ไม่มีวันอันตรธาน สูญหายตายจากโลก! แต่คนบิดเบือนพระธรรมคำสอนล้วนต้อง เกิดแก่เจ็บตายลาลับดับสูญจากโลกทั้งสิ้น! ตอบ...เมื่อบิดเบือนมาก คำสอนของพระพุทธเจ้าแท้จริง ก็ไม่มีใครรู้จัก ก็เรียกว่าอันตรธาน กล่าวได้ว่าในโลกปัจจุบันนี้ ในเมืองไทยที่มีคนนับถือศาสนาพุทธ 95% เป็นเมืองพุทธ ที่คำสอนของพุทธนั้น อันตรธานไปจากโลกสังคมเมืองไทยแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน การสวดมนต์ของพุทธแท้ๆมีจุดประสงค์คือ? อาตมาพยายามพูดให้ชัดๆ ก็พูดตามภูมิที่อาตมาเห็น เชื่ออย่างนั้นจริงๆ พุทธศาสนาในเมืองไทยตอนนี้ มีแต่เดรัจฉานวิชากับจารีตประเพณี สวดมนต์ก็เป็นจารีตประเพณีชนิดหนึ่ง และเป็นเดรัจฉานวิชาด้วย เดรัจฉานวิชา แปลว่า วิชาที่ไม่พาไปนิพพาน ไปนั่งสวดมนต์แล้วมันจะเกิดอิทธิฤทธิ์ มีพลังพิเศษอะไรต่างๆ จะเกิดบุญกับกุศล ก็เป็นเทวนิยม ไม่ได้สวดมนต์เพื่อ 1. ท่องจำรักษาพระธรรมวินัยไว้ 2. สวดเพื่อตรวจสอบบทมนต์ของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง สวดท่องจำเรียกว่าสังคีติ สวดเพื่อตรวจสอบเรียกว่าสังคายนา 3. สวดขึ้นมาเพื่อทบทวนคำสอนพระพุทธเจ้า แล้วเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติธรรมนี่คือเนื้อแท้ การกล่าวบทมนต์ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวขึ้นมาทำไม กล่าวขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ศึกษาปฏิบัติ 1. ทำความเข้าใจ 2. เราปฏิบัติถูกหรือไม่ 3. เราได้ผลของการปฏิบัติ คือบรรลุธรรมหรือไม่ การสวดมนต์ต้องเพื่อทำอย่างนั้น การสวดมนต์อย่างธรรมกาย ที่บอกว่าสวดล้านเที่ยวนั้น เขาบอกว่าสวดเพื่อเป็นพุทธบูชาแด่ในหลวง เป็นลักษณะเทวนิยมเพ้อฝัน ไม่ได้สวดมนต์เพื่อรักษาพระธรรมวินัย ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบแน่ เพื่อทำความเข้าใจ แล้วเอามาปฏิบัติให้เกิดการบรรลุธรรม เขาไม่ได้ทำในประเด็นที่ 3 ที่อาตมาพูดนี้ เขาได้แต่ท่องยังเป็นเดรัจฉานวิชา สะกดจิตตัวเองด้วย ที่เขาบอกว่าทำให้จิตสงบ นั้นคือทำให้จิตสงบแบบสะกดจิตดิ่ง ดิ่งไปกับบทมนต์ ไม่ได้มีการวิจัยวิจารณ์ในคำสอนนั้นอย่าง Analysis มีแต่ Hypnotize มีแต่สะกดจิตเข้าไป อาตมาไม่ได้ใส่ความด่าทอ แต่เป็นการศึกษา

_0893867xxx ใจยิ่งหลงทางติดกับมายาโลกธรรมหนักหนาเท่าใดจิตยิ่งวนเวียนอยู่กับกงกรรมกงเกวียนห่างไกลนิพพานเท่านั้น!สกก.——- _0893867xxx พ่อครูพูดถึงพระตปฎ.ตรงกับท่านพุทธทาสว่าคนที่ไม่เคยอ่านฟังพระไตรปิฎกเลยแต่เคยพิจารณาละเอียดลออทุกครั้งที่ความทุกข์เกิดแผดเผาจิตใจตนนี่เรียกว่ากำลังเรียนพระไตรปิฏกโดยตรง ถูกต้องดียิ่งกว่าเปิดพระไตรปิฎกออกอ่าน! สกก.————- ตอบ...ก็หมายความว่า ท่านพุทธทาสเน้นเข้าสู่เนื้อแท้ๆ ก็ใช้ได้ นั่นก็คือท่านพุทธทาส ทิ้งเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เอาปฏิเวธมาพูดเลย ทุกข์คือปฏิเวธ การเห็นทุกข์ คือเริ่มเห็นอาริยสัจ 4 ไปตีความว่า ประเด็นพระไตรปิฎกโดยตรงนั้น ที่จริงเรียนพระไตรปิฎก ก็คือเรียนอะไร แต่ท่านพุทธทาสนั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับปริยัติ จะให้ปฏิบัติ เอาปฏิเวธทีเดียวเลย ลักษณะของท่านพุทธธาตุนั้นเป็นอย่างนั้น คือสุดโต่งไปทางเอาแต่จิตว่าง เอาแต่จิตว่าง ใครทำจิตว่างได้บรรลุเลย ศัพท์สวยหรูเรื่องผล ก็จะมีเอาแต่จิตว่าง เน้นจิตว่าง ไม่มีองค์ประกอบในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่มีมาตา ปิตา เพื่อให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ ไม่มีเลย ท่านพุทธทาสไม่แยแสมาตาปิตา แปลว่ามีเหตุปัจจัยให้เกิดผล ท่านพุทธทาสไปตีทิ้งเหตุปัจจัย จะเอาแต่สัตว์โอปปาติกะ จะเอาอรหันต์เลย น้ำหนัก คำสอนที่เน้นไปทางนั้นจริงๆ อาตมาเห็นว่าสุดโต่ง คนก็ชอบเพราะเอายอด เอาผลมาโชว์ มันโก้ทั้งนั้น คนที่ไม่รู้ทันจะนิยมชมชอบ คนที่เอาผลมาโชว์ แล้วมาจากไหนไม่รู้ คนที่ตื้นเขิน ก็ชื่นชมแต่ปฏิเวธ คนเรานี้ไม่มีทางปฏิบัติธรรม ไม่มีทางประพฤติ ไม่มีการศึกษาที่จะไปถึงผลได้ อาตมามาอธิบายธรรมะ มาถึงทุกวันนี้แจกแจง เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ขยายถึงผล ขยายรูป นาม รูป 28 ก็มาอธิบาย เพื่อให้รู้ศีล และมีการปฏิบัติตามฐานะเบื้องต้น ท่านชอบเอาผลอภิธรรมมาโชว์ แต่ท่านตีทิ้งพวกเรียนอภิธรรม ว่า อภิธรรมเม็ดมะขาม ตีทิ้งเลย ทั้งที่ท่านสับสนตนเอง ท่านพูดยอดของธรรมะเลย คืออภิธรรม อย่างพระไปสวดงานศพ ก็เอาอภิธรรมมาสวด ท่านชอบเอาจิตว่าง จิตบรรลุมาโชว์ จริงๆแล้วธรรมะของพระพุทธเจ้า จะต้องศึกษา ฟังผู้รู้ ผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรม ผู้ที่บรรลุธรรมะพระพุทธเจ้า ที่เอามาสอนไว้ เรียกว่า ต้องพบสัตบุรุษ ต้องฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ ให้บริบูรณ์ แล้วจะมีศรัทธาที่บริบูรณ์ แล้วจะมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ เราจะมีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ แล้วจะมีสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ แล้วจะมีสุจริตกรรม 3 จะบริบูรณ์ แล้วสติปัฏฐานจะบริบูรณ์ แล้วโพชฌงค์ 7 จะบริบูรณ์ แล้ววิชชาและวิมุติจะบริบูรณ์ ในพระไตรปิฎกเล่ม 4 มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 257 - 258 อาตมาเอาคำที่พระพุทธเจ้าตรัส มาขยายอธิบายมาสอนต่อ ท่านตรัสในมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิ ต้องพบกับ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ)(พระไตรปิฎก เล่ม14 ข้อ 257) ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะได้นำเอาโลกนี้โลกหน้า เอามาเปิดเผย ทำให้คนอื่นรู้เรื่อง โลกนี้โลกหน้า ผู้นี้เป็นสยังอภิญญา สยัง คือของตนเอง อภิญญา คือภูมิรู้บรรลุแล้วของผู้นี้ ผู้ใดไม่รู้ไม่เห็น ว่าในโลกนี้มี อัตถิ โลเก ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับ ไม่ได้พบผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่มีอภิญญาในความเป็นโลกนี้(อยังโลโก) มีความเป็นอภิญญาในโลกหน้า (ปรโลก) ผู้ใดไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น อย่างนี้ก็ปิดประตู ในการเรียนรู้ธรรมะ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น การไปพบผู้ที่ไม่เป็น สยังอภิญญา ก็ไปพบกับผู้ที่ไม่ได้บรรลุจริง ในขณะปัจจุบันนี้ไม่มีที่จะไปพบคนแบบนี้ แต่อาตมา มาอวดตัวว่าเป็นผู้นี้ คนเขาก็อาจหมั่นไส้ รับไม่ได้ อาตมาพูดมานานแล้ว เกือบ 50 ปีแล้ว วันนี้ของพูดตรงๆว่า อาตมานี้คือ สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาพูดมาก่อนว่าเป็นอรหันต์ โพธิสัตว์ พูดอย่างไม่เก้อ ไม่เหนียม ไม่มังกุเลย พูดเพื่อยืนยันว่า โลกนี้ ขณะนี้ มีอันนี้นะ ประกาศตนเอง คนที่รับไม่ได้ คือพวกที่ยึดถือคำสอน แล้วไม่ได้เข้าใจเนื้อแท้ อาตมาพูดนี่ไม่ได้เพื่อให้คนมาเป็นบริวาร ไม่ได้เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ได้พูดเพื่อล้มล้างลัทธิใดๆ ไม่ได้พูดเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ แต่พูดเพื่ออธิบายธรรมะเพื่อให้คนฟังแล้ว เห็นจริงเชื่อถือ แล้วจะได้ลดละ เพื่อความละหน่ายคลาย เพื่อให้เกิดการบรรลุพรหมจรรย์ ไม่ได้พูดเพื่อให้คนหมั่นไส้

_0893867xxx วิถีชีวิตชนเผ่าร้อยชาติพันธุ์ สัมพันธ์กับวิถีชีวิตชาวอโศกตรงที่ใช้ชีวิตติดดิน สมถะ สันโดษ พอเพียง ตามรอยพ่อฯ ผู้ทรงงานติดดินเหมือนกัน!สกก. _0805925xxx คนก็แปลกนะฉลาดหาเงินล้าน ทั้งชีวิตแต่ก็มาหลงโง่หัวโล้นหลอก!? น่าสงสารสุดๆ @ปลายฝน _0805925xxx วอกยันระกายังจับไม่ได้เหมือนดูละครลิง555 @ปลายฝน ตอบ...พระพุทธเจ้าตรัสว่า จงคบแต่คนติ ที่เป็นปราชญ์ผู้ที่มีปัญญา จะมีแต่ดีถ่ายเดียว อย่าไปคบคนที่ไม่ติใคร จะมีปัญญาสูงส่ง แต่ไม่ติใครนี้ อย่าไปคบ มีวงเล็บว่า ต้องเป็นคนที่มีปัญญา เราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำตำหนิ (นิคฺคัยหวาทิง เมธาวิง) ขนาบ อยู่เสมอไปว่า คนนั้นแหละ คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย (เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐ โทษที่ลามกย่อมไม่มี - เสยฺโย โหติ น ปาปิโย) (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 16) พระพุทธเจ้าท่านให้ฟังคำติ แน่นอนคนที่ไม่รู้อะไร ไม่ใช่ปราชญ์จะไปติใครได้ คนที่จะตำหนิใครได้ก็ต้องมีปัญญา คนที่ตำหนิคนอื่นโดยที่ไม่มีปัญญา ก็ขายขี้หน้าตัวเอง

_0890015xxx กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นแบบอย่างการแต่งกายที่รักษาวัฒนธรรมได้ดี ดูเรียบง่ายและไม่หลงใหลค่านิยมภายนอก กลุ่มชาติพันธุ์และชาวอโศก มีกรรมสัมพันธ์กันอย่างไร จึงได้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน ตอบ...เพราะธาตุทางจิตวิญญาณ และเป็นพวกที่หนักทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม ชาวอโศกก็หนักทางวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ จึงมีส่วนร่วม ชาวชาติพันธุ์ก็รักษาวัฒนธรรมของเขา อโศกก็รักษาวัฒนธรรมของไทย และของอโศกถือเป็นเผ่า เป็นตระกูลอย่างนั้นเลย

มาอ่านบทความจากนสพ. โดย MGR Online DSI-ตำรวจ จับ “ธัมมชโย” แน่ ไม่จับเสียหายป่นปี้ ! เมืองไทย 360 องศา ถ้าจะบอกว่าความเคลื่อนไหวของทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการเตรียมการเข้าไปจับกุม พระเทพญาณมหามุณี หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันรับของโจรและบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเลย ก็ถือว่าคราวนี้มีความเอาจริงเอาจังมากที่สุดกว่าทุกครั้ง เพราะตามข่าวระบุว่า มีการสนธิกำลังกันระหว่างเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงการขอความร่วมมือขอกำลังฝ่ายทหารเข้ามาเสริมอีกจำนวนหนึ่ง รวมๆ แล้วประมาณกว่า 3000 คน รวมทั้งเตรียมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเอาไว้อย่างพร้อมสรรพ กระทั่งมีการเตรียมแพทย์ พยาบาล และรถพยาบาลเอาไว้ด้วย ขณะเดียวกัน ล่าสุด มีรายงานว่า ทาง DSI ได้มีหมายค้นจากศาลรวมแล้ว 4 หมาย นั่นคือ หมายค้นวัดพระธรรมกายตั้งแต่วันที่ 13 - 16 ธันวาคม สามารถเข้าค้นได้ต่อเนื่องถึง 4 วันเลยทีเดียว สำทับจากการให้สัมภาษณ์ของทั้ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีการประชุมร่วมกันก็ทำให้เข้าใจว่าคราวนี้ “น่าจะ” เอาจริงกว่าทุกครั้ง เริ่มจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล กล่าวว่า จะทำตามกฎหมายเบาไปหาหนัก ผิดกบิลบ้านกบิลเมือง ก็จะต้องดำเนินการ แต่เราต้องดูแลไม่ให้ มือที่ 3 มาแทรกซ้อนต้องระวังเอาไว้ก่อน ที่ผ่านมา ก็เห็นแต่มีคนปิดหน้าปิดตากันตรงนี้ เราก็ต้องระมัดระวัง ถ้ามีคนขัดขวางเราก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่งั้นจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เราเข้าไปตามหมายศาล ถ้ามีการพบเห็นว่าขัดขวางการจับกุมแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จะมีความผิดไปด้วย ส่วน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี DSI กล่าวว่า การออกหมายค้นพนักงานสอบสวนจะต้องแนบแผนที่และรายละเอียดให้ศาลพิจารณา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ในส่วนเอกสารก็กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวันเวลาการขอหมายค้นคงเปิดเผยไม่ได้ “ไม่ขอตอบรายละเอียดตรงนี้ ส่วนจะขอหมายค้นติดกันหลายวันหรือไม่นั้น อยู่ในแผนการปฏิบัติอยู่แล้ว รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ DSI ใช้กฎหมายเรื่องบูรณาการในวันนี้ ก็ประชุมแต่ละหน่วยเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจส่วนหนึ่ง ฟังจากคำพูดดังกล่าวมันก็น่าเชื่อได้ว่าเอาแน่ เพียงแต่ว่าคราวนี้จะไม่มีการบอกรายละเอียดในการเข้าตรวจค้นจับกุมเหมือนกับครั้งแรกที่ DSI เข้าไปแล้วถูกขัดขวางจนต้องล่าถอยออกมา และที่น่าจับตาว่าศาลได้อนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกายได้ต่อเนื่องถึง 4 วันนั้นก็สังเกตได้จากที่ล่าสุดมีทนายความของวัดพระธรรมกายได้ยื่นร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนหมายค้นดังกล่าวเสีย มันก็แสดงให้เห็นว่ามีหมายค้นจริง และทางวัดก็เริ่มพล่านกันมากขึ้น มีการระดมทั้งพระทั้งมวลชน เครื่องจักรที่เป็นอุปกรณ์ขัดขวางเอาไว้ทุกทางเพื่อรับมือเจ้าหน้าที ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ฝ่าย นั่นคือทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายธัมมชโย ก็ต้องบอกว่า “เต็มที่” กว่าทุกครั้ง และมาถึงเวลานี้ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีความกดดัน เริ่มจากฝ่ายธัมมชโย ที่กำลังถูกสังคมสงสัยว่าหากมั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ไม่มีความผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา ทำไมไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่พิสูจน์กันด้วยความเชื่ออย่างทุกวันนี้ ที่บรรดาลูกศิษย์มั่นใจว่า “หลวงพ่อไม่มีความผิดและถูกกลั่นแกล้ง” หากอ้างกันแบบนี้ บรรดาผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับนับหมื่นนับแสนทั่วประเทศ ก็คงอ้างแบบนี้ได้เหมือนกันหมด การอ้างว่าตัวเองไม่ผิดแล้วดื้อแพ่งไม่ยอมให้จับกุม มันก็เหมือนกับการปฏิเสธกฎหมาย ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรม ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งสังคมส่วนใหญ่เริ่มรับไม่ได้ และหมดความอดทนกับคนพวกนี้ ข้ออ้างที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเตรียมก่อเหตุรุนแรง ทำร้ายทำลายพระศาสนา ก็ไม่ใช่ เพราะเขาทำตามกฎหมาย ทำตามหมายจับ และหมายค้นที่ออกโดยศาลที่พิจารณาจากหลังฐานที่ยื่นไปให้พิจารณาตามเหตุผล และหากเข้าไปจับกุมก็เป็นการจับกุมผูัต้องหา คือ ธัมมชโยที่เชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในวัดพระธรรมกาย ก็เหมือนกับที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่กล่าวว่าหากมีการสวดมนต์ก็สวดไป แต่หากมีการขัดขวางการจับกุมก็ต้องถูกดำเนินคดี หากไม่ดำเนินการเจ้าหน้าที่ก็ความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าหากดำเนินการตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตาก็คือ จะมีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นเพื่อบิดเบือน มีเจตนาเพื่อให้มีการยื้อเวลาออกไปอีก แต่หากเกิดเรื่องแบบนั้นจริงเชื่อว่าทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้เตรียมรับมือเอาไว้แล้ว และนั่นก็ต้องมีคดีใหม่เกิดขึ้นอีก ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เชื่อว่างานนี้น่าจะเอาจริง เพราะหากมีการเคลื่อนไหวเป็นการใหญ่แบบนี้ แต่ยังไม่มีการจับกุมมันก็ย่อมเสียหายป่นปี้ กระบวนการยุติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองต่อไปนี้ ก็ไม่ต้องมาใช้อ้างอิงกันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น มันก็เหมือนกับธนูที่น้าวออกไปจนสุดแต่ต้องปล่อยออกไป เชื่อว่า ถอยกลับที่ตั้งไม่ได้ ต้องเดินหน้า เพียงแต่ว่าอาจต้องรอจังหวะเพื่อให้มั่นใจที่สุดเท่านั้นเอง !

อาตมาว่า ประโยคสุดท้ายเป็นคำแก้ตัวหรือเปล่า ต่อมาฉบับที่ 2 อันนี้ของผู้จัดการ อีก “เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ” เหยื่อธรรมกาย หมดตัว-ครอบครัวพัง เปิดโปงหมดเปลือก! 31 ปี ที่ฝังตัวอยู่ใน “ดินแดนแห่งกิเลสบนทางธรรม” ศึกษาหลักคำสอน เพียงเพื่อให้พบว่าความวิบัติกำลังเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงถึงเวลาเสียทีที่ชายผู้สูญเสียจากวลี “ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้มาก” ภายใต้ “ลัทธิธัมมชโย” จะต้องออกมาเปิดโปงทุกมุมบิดเบือนให้สังคมได้ตระหนัก เพื่อไม่ให้ตกเป็น “ทาสทางจิตวิญญาณ” อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วกับครอบครัวของเขา จนเป็นเหตุให้ต้องหมดเนื้อหมดตัว ครอบครัวแตกหัก เพราะภรรยาฝักใฝ่ใน “ธรรมะก(ล)าย(พันธุ์)” ตั้งแต่ก้าวแรกที่ ชาติชาย บำรุงสุนทร ชายวัย 62 ปี มีโอกาสได้เข้าไปเปิดใจรับฟังธรรมะภายในวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี 2528 เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ “พระพุทธศาสนา” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ด้วยความอยากพิสูจน์ให้แน่ใจว่าเนื้อหาภายในอาจมีธรรมะสายใหม่ให้มุ่งสู่นิพพาน เขาจึงฝังตัวอยู่ในนั้นเพื่อศึกษาให้ถ่องแท้

แต่แทนที่จะพบทางสว่าง กลับพบเพียงความมืดบอด เมื่อพบว่ายิ่งลงลึกศึกษา ยิ่งพบการ “เสพติดลัทธิบริจาค” อย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่ยอมขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำนุบำรุงวัดพระธรรมกาย สุดท้าย เพื่อให้บทเรียนที่ได้รับคืนกลับสู่สังคม ชายคนเดียวกันนี้จึงตัดสินใจลุกขึ้นติดป้ายแขวนคอ “กระชากหน้ากากธรรมกาย” พร้อมหนังสือ “วิภาควิชชาธรรมกายและลัทธิธัมมชโย” ที่เขียนขึ้นมาเปิดโปงความมืดบอดบนทางธรรมสู่สังคม หนังสือที่เขียนขึ้นมา เพื่อต้องการสื่อสารเรื่องอะไร? เพื่อให้ทุกคนเห็นภัยของลัทธินี้ เพื่อให้อำนาจรัฐเห็นพิษภัยตรงนี้ เพราะผมไม่อยากให้ปล่อยเวลาไปโดยไม่แก้ปัญหามะเร็งร้ายตรงนี้ ถ้าปล่อยไปรับรองว่าพุทธศาสนาจะล่มสลายไปเลย เพราะวิธีการสอนให้คนพายเรือตามน้ำ ให้ตามน้ำไปกับกิเลสมันรุนแรงมาก มันเป็นวิธีการตามใจกิเลส พระพุทธเจ้าสอนให้เราพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก ต้อง “พายเรือทวนน้ำ” แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องที่ต้องเป็นเช่นนั้น ต่างจากทางธรรมกายที่คิดว่าในเมื่อพายเรือทวนน้ำมันยากก็ “พายเรือตามน้ำ” มันเสียเลย ตามใจกิเลสมันเสียเลย ให้สะสมเสบียงบุญกันข้ามภพข้ามชาติ ชาติหน้าจะได้มีความสุขมากๆ มันก็คือการเอากระแสกิเลสของผู้คนเป็นแรงผลักดัน เพิ่มอัตราความเร่งของกิเลสให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก แล้วมันจะนำไปสู่นิพพานได้อย่างไร พ่อครูแทรกว่าธรรมกายสอนให้ทำทานแบบผิดๆ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าว่า ในพระไตรปิฎก ล.23 ข.49 ทานสูตร ทานที่ผิดคือ จะไม่มีอานิสงส์ลดกิเลสเลย คือ 1.สาเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน