เพลง ทาสที่เขารัก.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ทาสที่เขารัก
นกเอยนกเขา นั่งจบเจ่าอยู่ในกรงน่าสงสาร จะโผบินไปไหนมิได้การ เสรีภาพถูกประหารจากพาลชน เขาจับเจ้าเจาะจงอยู่กรงสวย แสนสำรวยหนักหนาน่าฉงน เขาจับเจ้ามาเพื่อกินหรือยินยล ฟังเจ้าบ่นจู้ฮุกกรูอยู่ทุกวัน สงสารเจ้าสำเนียงเสียงเสนาะ ถูกจำเพาะอยู่ในกรงส่งเสียงขัน แม้อาหารมากมีทุกวี่วัน แต่เจ้าขันอย่างขมขื่นกลืนระทม แม้เจ้ามีที่อยู่หรูหราล้ำ มีข้าวน้ำพร้อมพูนสมบูรณ์สม แต่ถูกขังอยู่ในกรงทองก็หมองตรม จะเล่นลมเสรีไม่มีวัน. กวีบทนี้ของ“ท่านจันทร์”เขียนไว้อีกบทหนึ่งที่อาตมา นำมาใส่ทำนอง เมื่อ ๘ พ.ค. ๒๕๓๖ และก็เสร็จภายใน ไม่กี่ชั่วโมง แล้วให้ ปฏิพล เหมวรานันท์ แยกเสียงประสาน อัดเสียงครั้งแรกก็ให้“เพียงดาว ประดับดิน(ปูหรือ ดร.กันยารัตน์ กุยสุวรรณ แชมป์นักร้องสยามกลการ) ขับร้องเป็นคนแรก ในเวอร์ชั่นแรก เมื่อ ๒ พ.ย. ๒๕๓๖ ใส่ดนตรีเสร็จ ๕ ธ.ค. ๒๕๓๖ิมิซ์เสร็จ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๓๖ บทเพลง“ทาสที่เขารัก”นี้รวมอยู่ในอัลบั้มและแผ่น เสียงลองเพล์ ชุด“เก็บดอกหญ้ามาฝาก” วางตลาด ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่ เนื้อหาสาระของเพลงนี้ ก็รำพี้รำพันโดยผู้ประพันธ์ จับเอาพฤติบทของธรรมชาติลีลาหนึ่งมาเป็นองค์ประกอบ เรื่อง แล้วใช้ปฏิภาณกวีฉีกชี้สัจธรรมในสังสารวัฏฏ์ โดย ร้อยกรองขึ้นเป็นกลอนแปด ให้ผู้อ่านที่ได้อ่าน แล้วได้คิด พินิจพจน์ ว่า ในสังคมของมนุษย์นั้นมันมีอะไรแฝงฝังอยู่ กับพฤติกรรมของมนุษย์บ้าง โดยไปหยิบเอา“นกเขา” ซึ่งเป็น สมบัติหนึ่งในธรรมชาติโลกมาตั้งข้อสังเกตให้เห็นถึง“สัจจะ” ของ“ธรรม”ที่ลึกซึ้งว่า ผลข้างเคียงของความรักมนุษย์นั้น มันเป็นการทำลาย“ความอิสระ”ของสัตว์นั้นอย่างยับเยิน มอบความเป็น“ทาส”ให้แก่สัตว์นั้นอย่างสนิทเนียนอยู่ ปาน
อ่านต่อ
ใด แม้จะดูเหมือนให้ความรักแก่สัตว์นั้นมากมายเหลือ เกิน เขารักทนุถนอม เลี้ยงดูอย่างประคบประหงมอุดม สมบูรณ์ด้วยอาหารที่อยู่อย่างบริบูรณ์หรูหรา แต่ในสัจจะ ลึกๆนั้นมนุษย์ได้ฉุกใจในข้อนี้บ้างไหม กับพฤติกรรมของตนๆ ที่สร้างความเปน“ทาส”ท่ี่สุดลึกซึ้งนี้ สังคมมนุษย์ ที่ทำกับสัตว์ก็ดี ก็เป็นเช่นนี้ คนที่ทำกับคนด้วยกันก็ดี ก็เป็นเช่นนี้ แท้ๆ แต่มันมีเชิงชั้นที่ซ่อนแฝงไปด้วยกิเลสและความเป็น “โลก”เป็น“อัตตา”ที่คนเองรู้ไม่เท่าทันเองว่า “ความอิสระ” กับความเป็น“ทาส”นั้น มันละเอียดลึกซึ้งใหญ่ยิ่ง ยิ่งนัก ปุถุชนคนโลกียะทั้งหลายก็งมหลงเป็นจริงเป็นจังอยู่ กับ“ลาภสมบัติ,ยศชั้น,สรรเสริญเด่นดัง” เฉพาะอย่างยิ่ง “สุขโลกีย์”ที่เป็นอุปาทานตัวร้ายสุดๆของความเป็นมนุษย์ ที่ทำให้คนต้องตกเป็น“ทาส”ผู้ปล่อยไม่ไป เป็น“ทาส”อวิชชา มนุษย์ที่จะ“หลุดพ้น” ไม่มีความเป็น“ทาส”นั้นจึง ยากแสนยาก หากไม่ศึกษาพุทธศาสตร์กันให้ลึกซึ้งลงไปถึง ขั้น“ปรมัตถธรรม” มีภูมิรู้อาริยะโลกุตระ โน่นแหละ จึง จะสามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ทั้ง“ความทุกข์”และ“ความสุข” อันเป็นนิยายที่เขียนบทโดย“อวิชชา”ของตนเองทั้งนั้นได้ ผู้ที่สามารถทำ“ความดับอวิชชา”นั้่นๆให้หมดสิ้นสำเร็จเด็ดขาดได้สัมบูรณ์ จนมนุษย์ผู้นั้นสิ้นความเป็นทาส คนผู้นั้นจึงจะเป็นผู้“พ้นความเป็นทาส”อย่างแท้จริงครบ “สมมุติธรรม”ที่ผู้บรรลุ“ปรมัตถธรรม”ในพุทธศาสตร์ได้ศึกษาและปฏิบัติให้บรรลุธรรมขั้น“เห็นความเกิดของกิเลส” ได้จริง อันเป็น“สวรรค์-นรก” ที่ทำให้คนต้องเป็น“ทาส”ตลอดอยู่นิรันดร และดับกิเลส“พ้นความเป็นทาส” หมด“สวรรค์” สิ้น“นรก”ได้สูงสุดโดยแท้ ครบ“อาริยสัจ”ของพุทธ ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๙ ก.ค. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๗ ส.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๙๔]