เพลง ขี้เหร่จริงหนอความจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ขี้เหร่จริงหนอความจริง สวยเอยยิ่งปรุงยิ่งเคลิ้ม ยิ่งเสริมก็ยิ่งเหิมเติมใจ เก่าเก่าใหม่ใหม่นั้น เลือกสรรอันใด ต้องใคร่ครวญตรึกลึกซึ้ง ของปลอมย่อมพลางให้สวย ฉาบฉวยชวนลุ่มหลงตราตรึง ใหม่ใหม่ใหญ่ใหญ่ล้วนเลิศสวรรค์ชั้นหนึ่ง โอ่แสดงถึงซึ่งความสวยอะไร?.. ล่อคนจนหลงสุข ทุกข์จริง ทุกข์ลวง ไม่ห่วงไม่เข็ด ไม่เห็นเท็จจริงใดด้วย มุ่งแต่โลกีย์หรู จะรู้-จะรวย คนอื่นจน-ทนทุกข์ ซวยอย่างไร ไร้ปรานี ของจริงยิ่งจมถูกข่มซ้ำ ยากล้ำค้ำจุนหนุนบุญพลี กว่าถั่วจะสุกไซร้ ไหม้แล้วงาดี สัจจธรรมขี้เหร่จริงหนอ. เพลง“ขี้เหร่จริงหนอความจริง”นี้เป็นเพลงที่แต่งคำ ร้องเสร็จเมื่อ ๒๔ ก.ค. ๒๕๓๐ จากทำนองเพลง“เรือนกรรม” ที่อาตมาแต่งไว้ตั้งแต่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๐๔ ซึ่งเพลง“เรือนกรรม” นั้น ก็ไม่ใช่เพลงที่จัดอยู่ในพวก“ราคะ” แต่อย่างใด เป็น เพลงที่จัดว่า มีเนื้อหาสาระเข้าขั้น“สาระ”หรือเข้าขั้น“ธรรมะ” แล้วทีเดียว เพราะเนื้อหาของเพลงบรรยายถึงธรรมชาติแล้ว เปรียบเปรยเข้าหาสารธรรมของชีวิต ว่า ชีวิตคนเรานั้นมี “กรรม”เป็น“เจ้าเรือน”โดยแท้ แต่ละคนเกิดมาบ้างก็ต้อง ต่อสู้กับความจนข่นแค้นแสนสาหัสของชีวิต บางคนก็แสน สุขแสนร่ำรวยหรูหรา และหลากหลายลีลาชีวิตที่แตกต่างกัน ทุกข์-สุขไปกับสงครามชีวิตแต่ละคน เป็นเรือนกรรมของแต่ละคนที่จำนนไม่มีทางเลือก ก็ต้องเกิดๆตายๆวนเวียนอยู่กับ“เรือนกรรม”ของตนเอง ชาตินี้ชีวิตตกต่ำเพราะทำชั่วทำเลวร้าย ชาติโน้นชีวิตสูงขึ้นก็เพราะได้สร้างกุศลใส่ตนบ้าง แต่แล้วก็หลงระเริงทำชั่วด้วยอวิชชาอีก เพราะไม่รู้ความซับซ้อนของโลกีย์ที่เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญสุข จึงทำชั่วด้วยความ“หลงตน” ด้วยโลภด้วยราคะด้วยพยาบาท ชีวิตจึงหมุนวนตกต่ำในชาติต่อไป หรือบางคนหมุนวนลงไปตกต่ำแม้แต่ในชาติที่เกิดอยู่น
อ่านต่อ
ี้แหละ ก็มีมากมาย เห็นได้เต็มสังคม หากได้ศึกษาธรรมะ และตั้งใจประพฤติตนอยู๋ในธรรมบ้าง ชีวิตก็ยังจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็คงหมุนวน มีชีวิตดีขึ้นแบบโลกีย์ คือ ดีขึ้นเจริญขึ้นด้วยลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์ หรือตกต่ำเพราะไม่มีลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์แค่นั้น ชีวิตก็ขึ้นอยู่กับลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์เป็นตัวตั้ง จะมีศีล มีธรรมบ้าง ตามสามัญสำนึกที่ก็มีบ้าง จะมากจะน้อยก็แล้วแต่กรรมที่ใครทำ ก็ได้ดีแค่“ความดี”ที่มีศีลมีธรรมในแบบ “โลกียธรรม”อยู่เท่านั้น ชื่อว่าเป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม” ขั้นโลกียะ คือ ออกจากวงวนของ“ดี-ชั่ว,ทุกข์-สุข”ไม่ได้ กระนั้นก็เถอะ แม้แค่“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ “สัจธรรม”ขั้นโลกีย์มีศีลมีธรรมในแบบ“โลกียธรรม”นี้ก็ยังไม่มีผู้คนใส่ใจสนใจใฝ่หายื้อแย่งเอา“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”ขั้นโลกีย์มากมายไปกว่าคนที่ใส่ใจสนใจใฝ่หายื้อแย่ง“ลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์”ด้วยโลภะอยู่นั่นเอง ซึ่ง“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”นี้นอก จากแบบ“โลกียธรรม”แล้ว ยังมี“ความดี”ที่เป็น“ความจริง” หรือเป็น“สัจธรรม”ในแบบ“โลกุตรธรรม”พิเศษอีกแบบหนึ่ง “ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”แบบ“โลกุตระ”นี้แหละที่เป็น“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”ที่ขี้เหร่ยิ่งกว่า“ลาภยศสรรเสริญสุขโลกีย์”ที่คนใส่ใจสนใจใฝ่หายื้อแย่งเอาอยู่มากกว่ามาก และยิ่งกว่าคนที่ใส่ใจสนใจใฝ่หายื้อแย่งเอา“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”ขั้นโลกีย์มีศีลมีธรรมในแบบ“โลกียธรรม” อยู่แท้ๆจริงๆ “ความขี้เหร่”ของ“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ “สัจธรรม”ในแบบ“โลกุตรธรรม”นี้แม้จะประเสริฐเลิศพิเศษ ยอดแค่ไหน? อย่างไร? ก็ยังคง“ขี้เหร่”สุดๆกว่า“ความขี้เหร่” แบบอื่นๆใดๆ แน่ยิ่งกว่าแน่อยู่นั่นเอง หาคนสนใจยากสุดแสนยาก ยิ่งกว่าเข็นเขาขึ้นครก อาตมาเลิกชีวิตจากทางโลก แม้จะใช้ชีวิตทำมาหา กินตามประสาฆราวาสมี“โลกียธรรม”ก็ไม่ได้จัดจ้านอะไรนักดอก ออกมาบวชตั้งแต่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๓ ก็มุ่งมั่นทำงานพากเพียรเผยแพร่“โลกุตรธรรม”มาตั้งแต่บัดนั้นอย่างเต็มตัวจนกระทั่งวินาทีนี้ ก็ยังเห็น“ความขี้เหร่” สุดๆของ“ความดี”ที่เป็น“ความจริง”หรือ“สัจธรรม”ในแบบ “โลกุตรธรรม”นี้อยู่คงเดิม หนักหนาสาหัสคงเดิม ไร้เสน่ห์แท้ แต่อาตมาก็มิได้ท้อแท้ และไม่เคยคิดจะก้าวถอยแม้แต่ครึ่งเมล็ดงาของการก้าวถอยเลย เพลง“ขี้เหร่จริงหนอความจริง”นี้ อัดเสียงครั้งแรก นฤมล เซ็นนันท์ ร้องเดี่ยว และสุเทพ วงศ์กำแหง ก็ร้องเดี่ยว อีกคนหนึ่งด้วย ดนตรีเวอร์ชั่นเดียวกันที่มี พจนันทน์ เศวต นันท์ เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน อยู่ในอัลบั้มและแผ่น เสียงลองเพล์ ชุด“ฝ่าฟ้าสังคมฝัน” วางตลาด ธ.ค. ๒๕๓๐ ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่
ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๓ ก.ย. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๙ ต.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๙๖]