350301 เอกลักษณ์อโศก โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ภูผาฟ้าน้ำ บ้านป่าแป๋ เชียงใหม่.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350301 เอกลักษณ์อโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ภูผาฟ้าน้ำ บ้านป่าแป๋ เชียงใหม่

เอกลักษณ์อโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2535 ณ ภูผาฟ้าน้ำ

สำนึกดีทุกๆคน วันนี้มาถึงที่นี่แล้วก็เห็นอะไรต่ออะไรมันเกิดขึ้นนี่ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องอาหารการกินนี่ด้วยบ้าง แล้วก็ว่าเท่าที่ผลมันเกิดมานี่ อาตมาคิดว่ามันเป็นผลจากอาหารการกิน อาหารการกินที่เรากินทุกวันนี้ เป็นอาหารมังสวิรัติ ที่มันเป็นอาหารที่จะได้ความเย็นมากกว่าความร้อน แล้วเราก็อยู่ในพื้นภูมิที่เย็นอีกด้วย เสร็จแล้วเราก็ได้รับอาหารที่ไม่ค่อยคำนึงกันเท่าไหร่ มันก็เลยกลายเป็นความขาดหรือความไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็เลยไม่ค่อยสมบูรณ์ดี ภูมิแพ้ก็เกิดง่าย เรียกว่าการรับเชื้อรับอะไร จากทางที่จะทำให้ร่างกายของเราไม่แข็งแรง เจ็บป่วยได้ไข้ มันก็ง่ายขึ้น เท่าที่สังเกตดู รู้สึกว่าพวกเรานี่ไม่ค่อยศึกษา หรือไม่ค่อยเอาใจใส่ ไปตามใจปากกันมากไปหน่อย ไม่ตั้งใจศึกษาเรื่องของอาหารให้ดี ว่าเราควรจะกินอะไร ที่ซึ่งมันสมควร เห็นว่าขาดเรื่อง ทางพวกอาหารถั่ว อาหารที่เป็นพวกเครื่องเทศ ที่จะให้ความอบอุ่น เรียกว่าแก้สิ่งที่ขาดนั้น แล้วก็ไปกินอาหารอะไรที่มันไม่ค่อยจะ กินไอ้พวกอาหารขยะ junc food อะไรพวกนั้น กินง่ายๆ พวกอาหารที่เขาปรุงมาไม่เข้าเรื่องเข้าราว ไอ้ประเภทที่เขาทำขายอะไรต่ออะไรกัน พวกนี้ง่ายๆ มันขี้เกียจหรืออย่างไรไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเราควรจะเรียนรู้ แล้วก็ควรจะต้องพยายามให้มันประณีตขึ้นไปอีก ไม่ใช่ตามใจปากง่ายๆ ตามใจปากแล้วก็เอาง่ายๆเข้าว่า แม้ว่ามันจะต้องฝืน มันจะต้องกินในสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบไม่อร่อย แต่ว่ามันเป็นคุณค่าทางอาหาร เราก็ควรจะต้องพากเพียรปฏิบัติ เพราะว่าเรากินโดยไม่ตามใจปากฝืนๆบ้างอย่างนั้น มันเป็นการปฏิบัติธรรมใ

อ่านต่อ

นตัวอยู่แล้ว ก็รู้ๆอยู่ เราก็จะต้องรู้ว่า นั่นมันเป็นสาระ มันเป็นคุณค่าประโยชน์ที่แท้จริง แล้วเราก็ได้ลดกิเลสด้วย มันกลับได้ประโยชน์สองด้าน ประโยชน์ทั้งทางปฏิบัติธรรม เราไม่บำเรอจิต บำเรอใจ บำเรอกิเลสของเรา แล้วแถมอาหารมันก็ถูกต้อง เป็นอาหารที่มีคุณค่ามีประโยชน์อะไรด้วย มันเป็นประโยชน์ทั้งสองด้านเลย มันก็กลับเป็นดี ก็ควรจะคำนึงถึงอย่างนั้นให้มากกว่า ไม่ใช่ว่าไปตามใจปาก แล้วก็ไม่ศึกษาให้ลึกซึ้ง ไม่มีความรู้ในด้านโภชนา การ ก็ไม่ดี ถ้าเราศึกษาพวกนี้จริงๆแล้ว คิดว่าโรคภัยไข้เจ็บ หรือว่าความเป็นอยู่อะไร คงจะไม่นั่นนัก นี่บอกว่าป่วยกันทุกคน บ๊ะ ก็แย่กันพอดี แสดงว่าต้องมีข้อผิดพลาดอะไรมากมาย ซึ่งเรื่องของสถานที่ เรื่องของอากาศ เรื่องของอะไรต่ออะไร อาตมาว่ามันสมบูรณ์ดี ในที่นี่มันสด มันสะอาด มันไม่น่าจะมีเชื้อ มีอะไรต่ออะไรที่เป็นเชื้อแบบทางโลกๆ ทางเมืองกรุง ทางอะไรพวกนี้ เดี๋ยวนี้มีเชื้ออะไรร้ายแรง และเชื้อไม่เข้าท่า อยู่อย่างนี้ มันไม่น่าจะมี แต่มันเกิดมีได้นี่ต้องพยายามเอาใจใส่ ทุกคนขอฝากไว้ว่าพวกเราต้องศึกษาดีๆ ปรึกษาหารือกัน แล้วก็พยายามที่จะฝึกตน เพื่อที่จะให้มันอยู่ดี เป็นไปด้วยดี อะไรๆเราก็ค่อยๆก่อ ค่อยๆทำขึ้นมา มันมีมุมเหลี่ยมที่อาตมาคิดว่าต่อไปในอนาคตนี่คนจะต้องเพ่งโทษมากขึ้นตรงมุมเหลี่ยมที่มันจะมีรูปแบบที่แตกต่างไป จะมีรูปธรรมที่แตกต่างไป วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากคนที่เขาเป็นอยู่เดิม เพราะมันยังไม่มี เมื่อไม่มีมันก็จะแปลก แต่แรกเริ่มเรามากินมาอยู่อย่างนี้ เขาบอกว่า โห เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่เป็นพระ เป็นฆราวาส จะมานั่งอดนั่งอยากอะไรกัน มีอะไรก็กินไปซี จะถือศีลถือธรรมก็วันพระวันเจ้า ก็ไปถือศีลแค่นั้นก็พอแล้ว จะต้องมาทำเป็นประจำวัน มาก กินข้าวสองมื้อมากินข้าวมื้อเดียว มากินอาหารมังสวิรัติ มังสวิรัติก็ เขาก็กินเจ เกาอ่วงเจ 9 วัน ก็เหลือแหล่แล้ว มากินอะไรตลอดชีวิต อะไรอย่างนี้ เขาก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มันมากไป เป็นฆราวาส เป็นคนธรรมดา ก็ไม่น่าจะทำ แล้วก็เป็นความแตกต่าง เป็นความแตกแยก เป็นสิ่งที่แปลก ผิดแปลก ผิดแผกไปจากมนุษย์มนาธรรมดาเขา มันไม่สามัคคี มันไม่อะไรพวกนี้ ไอ้เรื่องราวแค่นี้แหละ มันจะเป็นปัจจัยที่คิดไม่ดี แล้วมันก็จะกลายเป็นสภาพอย่างที่เขาว่า คิดอย่างนั้นน่ะได้ แต่โดยจริงๆแล้ว ถ้าคิดให้ดีแล้ว ลึกซึ้งเข้าไปอีก มันเป็นเรื่องที่พัฒนาชีวิต ที่เรามาทำนี่ ไม่ใช่มาทำเพื่อความเห็นเป็นแฟชั่น เป็นแฟชั่นที่ แปลกดี เออ เรามากินข้าวมื้อเดียว สองมื้อ แปลกจากเขา เก๋ดี โก้ดี ทีนี้ทำไปแล้ว ก็เสื่อมทราม ทำไปแล้วก็ทรุดโทรม ทำไปแล้วก็เสียหาย มันก็ไม่ใช่ เรามาทำเพราะเห็นเนื้อหาของมันว่า เอ้อ เรามาทำอย่างนี้มันก็ดีนะ มันดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ มันดีทั้งด้านสุขภาพร่างกาย มันดีทั้งนิสัยใจคอ มันดีทั้งตัวที่ได้ลดกิเลสตัณหา กินอะไรบำเรอปาก บำเรอท้อง บำ เรอลิ้น บำเรอ ไอ้รูป รส กลิ่น เสียง อะไรของตัวเองก็มากมาย ซึ่งเราก็เรียนมาทุกมุม มันดีไปหมดรอบเสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นที่เราทำนี่ เราไปทำเพราะเป็นแฟชั่น เป็นความแปลก เก๋ดี โก้ดี เหมือนอย่างโลกๆเขา มันแปลกเขาหน่อยน่ะ มันเก๋ดี โก้ดี มันไม่เหมือนใคร อะไรต่ออะไร ไม่ใช่นะ แต่มันจะแปลกไปเรื่อยๆ นี่อาตมาเล่าไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยกตัวอย่างเพียงแต่แค่เริ่มต้น ที่มันแปลกพวกนี้ จนกระทั่งคุณจำลอง ถูกหาว่า แปลกมนุษย์มนา จะเป็นพระก็ไม่ใช่ จะเป็นคนก็ไม่เชิง ครึ่งผีครึ่งพระอะไรต่างๆนานา ครึ่งคนครึ่งพระอะไรต่างๆนานา นี่เขาก็เริ่มว่า โดยการใช้ภาษาเพื่อที่จะให้ดึงดัน โดยกิเลสที่มันฉลาด ความเป็นกิเลสนี่ มันพยายามจะดึงดันเอา ไอ้คนที่จะแปลกไปในทิศทางดีไม่ดี ก็แล้วแต่เถอะ โดยเฉพาะยิ่งไปในทิศทางดีนี่นะ เขารู้ว่าดีน่ะ ไม่ใช่ไม่ดี มาถือศีลถือธรรม ปฏิบัติประพฤติ มักน้อยสันโดษ อะไรไม่รู้ ไม่ใช่ไม่รู้นะ ลึกๆเขารู้นะว่า ดี เพราะฉะนั้นปฏิภาณของคนรู้ว่าดีนี่แหละ มันริษยา มันก็ขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ เขาไม่อยากให้เราดียิ่งขึ้นไปอีก การที่จะประท้วงเพื่อที่จะให้ดึงกลับลงไปสู่ความไม่ดีเหมือนกับกูซิ เรื่องอะไรที่เอ็งจะดียิ่งขึ้นไปน่ะ มันก็ใช้วิธีการพวกนี้ประท้วง ทำให้เรานี่โดนตู่ โดนว่าอะไร แล้วเขาก็เลยเห็นว่าเราผิด เราก็เลยจะต้องกลับไปเป็นอย่างเขา เป็นอย่างเดิม อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็จะได้ดึงพวกดึงหมู่เอาไว้ แม้แต่แง่เชิงว่าแตกแยก เป็นการแตกแยก เป็นความไม่สามัคคี ให้มันแตกมันต่างอะไรกันไปทำไม ทำเหมือนๆกันก็ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นวิธีการ เป็นนโยบายของเขาเหมือนกัน ที่จะทำให้เรา ดึงเรากลับเข้าไปเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่อย่างเดิม ไม่ได้พัฒนา ไม่ได้แก้ไข แล้วประเด็นความแปลกที่แตกต่างไปนี่ เราไม่ได้ทำด้วยเรื่องของแฟชั่น และไม่ทำความแปลกแตกต่างไป เพื่อที่จะให้เกิดโก้เก๋ ไม่เหมือนใคร เราเด่น เราวิเศษ เด็ด อะไรไม่ใช่ เราทำเพราะเนื้อหาสาระ สาระสัจจะของมันว่ามันดีน่ะ เรามาเป็นอย่างนี้ เป็นได้อย่างนี้ มักน้อยสันโดษ อะไรต่ออะไรลงไป ต่างๆนานาสารพัด แล้วเราก็ทำได้ โดยที่เราไม่ทรมานตนเอง ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เราจะอาบน้ำ 5 ขัน มันก็มักน้อยดี มันก็สันโดษดี มันก็ไม่เปลืองไม่ผลาญดี เขาก็หาว่า มันแอ๊คมากไปแล้ว อาบน้ำ 5 ขัน แหม ทำเป็นโก้เป็นเก๋ ทำเป็นคุยเขื่องมา เอาเหตุปัจจัย ในการที่จะทำให้ตัวเองเด่น ทำให้ตัวเองดัง อะไรต่างๆนานา เขาก็ว่าไป อย่างนี้เป็นต้น แม้เราจะมาเปลี่ยนอะไรไปเยอะแยะ เสื้อผ้าหน้าแพรอะไร การแต่งเนื้อแต่งตัว การเป็นอยู่ ผมเผ้าก็มาตัดสั้น หน้าตาก็ไม่แต่งไม่ทา ไม่พอก ไม่อะไร เสื้อผ้าหน้าแพรก็ไม่ไปแต่งหรูแต่งหรา แต่งสะแต่งสวย หนักเข้าก็...รองท้งรองเท้าก็ไม่ใส่อะไรไปอีก อะไรต่างๆนานา มันก็ดูเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง อันนั้นจริง เราไม่ได้ทำแปลกอย่างที่กล่าวแล้ว ไม่ได้ทำแปลกไปเพราะเราเห็นว่าเป็นแฟชั่น แต่เราทำแปลกไป เพราะเราเห็นว่ามันก็สะดวกดี มักน้อย สันโดษดี แม้กระทั่งการประพฤติปฏิบัติ มีพฤติกรรมต่างๆนานา ที่แตกต่างกันไป การเดินการเหิน การไปการมา การส่งเสียง การพูดจา การหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ซู่ซ่าหวือหวาอะไร เราก็ไม่เป็นอย่างนั้น เราก็สงบลงมา เราก็ไม่ แม้แต่ที่สุดพวกเราเคร่งมากๆหน่อย หรือว่าบางทีเราไม่อะไรหน่อย เราปล่อยให้มันไปในทางที่จืดๆชืดๆมากๆหน่อย ก็ดูไม่หวือหวา ไม่ เหมือนกับไม่สดชื่น เหมือนกับเงียบๆสงบ สงบขรึมๆ เขาก็มองไปในเชิงว่า ไอ้พวกนี้นี่มันจะตายแล้วน่ะ มันซึมแล้ว มันเซื่องแล้ว มันไม่ตื่น มันไม่สดชื่น มันไม่เบิกบานแล้ว อะไรไป อย่างนี้เป็นต้น มองก็มองได้ มองในแง่นี้ก็มองได้ โดยจริงพวกเราไม่หวือหวาขึ้น ไม่ร่าซ่า ไม่กะเปิ๊บกะป๊าบกัน ไม่กระดี๊กระด๊าอะไรแบบโลกๆเขา มันก็เป็นได้น่ะ เมื่อมารวมกลุ่มกันเข้า มันก็เห็นเป็นรูปชัด เขาก็เอามาๆๆ เป็นจุดที่เอาไปว่า ไปตีข่มอะไรต่ออะไรได้เหมือนกัน โดยความจริงแล้ว พวกเรานี่มันสงบ มันระงับลงมาในตัว ที่ถูกต้องตามทางธรรมแล้ว สงบจากโลกียะ หวือหวาปรุงแต่งเป็นแบบโลกๆไป แล้วก็มองหาว่าพวกเรานี่เป็นพวกปรุงแต่งออกไป ความจริงเราจะว่าเปลี่ยนแปลง จะว่าปรุงก็ได้ ใช้ภาษาปรุงก็ได้ เปลี่ยนแปลง คือมันไม่มี เราทำให้มีขึ้นนี่ เรียกว่าปรุงก็ได้ แต่เปลี่ยนแปลงมานี่ มามีอย่างที่เรามีนี่ ที่จริงมันไม่ใช่ไปมีแปลกใหม่อะไร มันเข้ามาหาเก่า เก่าอย่างมองในมุมเดิมแล้ว เรานี่เหมือนกับ กลับมาหาคนโบราณ มาเป็นไทยเดิมๆเก่าๆ มากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าจะว่าพวกเรานี่ไปทำอะไรเปลี่ยนแปลกปลีกไปจากไทย เรากลับเข้าไปเป็นไทย ถ้าจะว่าเขานี่ยึดติดอยู่ ที่เขาติดยึดอยู่อย่างที่เขาติดยึด ส่วนเราแปลกเปลี่ยนมาเป็นอย่างนี้ ก็หาว่าเราแปลกเปลี่ยนไปใหม่ เขาจะถือว่าเขาเป็นนักอนุรักษ์นิยม พวกเรายิ่งกลับเป็นพวกอนุรักษ์ยิ่งกว่า เพราะเรากลับไปหาไทยเก่า ถ้าจะว่าเป็นพุทธ ก็เป็นพุทธเดิม...เข้าไปหาหลักแก่นเดิม เอาหลักศีลหลักธรรมอะไรมาเป็นให้มันจริงๆ ทำให้มันได้เป็นคนมีศีลมีธรรม มันเข้าไปหาเดิมๆได้ เดี๋ยวนี้มันไม่มีศีลไม่มีธรรม มันไม่เอาศีล มันไม่เอาธรรม แล้วเขาก็บอกว่าเขาเป็นอย่างนี้น่ะดีแล้ว เขาเป็นสมัยนี้ รวมๆกันเป็นประชาธิปไตย เป็นคนหมู่มาก แล้วเขาก็จะเอาหมู่มากนี่ลากเรากลับ เขาจะให้ไปเป็นอย่างเขา ซึ่งเราเห็นว่ามันไปกันใหญ่แล้ว มันเลอะเทอะไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นแม้เราจะย้อนกลับไป มันน่าจะเรียกเราว่าเป็นนักอนุรักษ์นิยม เขาจะออกไปจากไทย ไปหาอะไรก็ไม่รู้ ยกตัวอย่าง เช่นว่าเราจะตั้งโรงเรียน แล้วเราก็มีชุดนักเรียนของเรา แล้วเราก็จะให้มานุ่งผ้าถุง ไอ้เด็กผู้หญิงเดี๋ยวนี้มันนุ่งผ้าถุงไม่เป็นแล้ว มันไปนุ่งกางเกง มันไปนุ่งกระโปรงอะไร กะเปิ๊บกะป๊าบกันไปหมดแล้ว วัฒนธรรมเดี๋ยวนี้ไม่มีเหลือ เราจะกลับไปนุ่งผ้าถุงใส่เสื้อแขนกระบอก ใส่เสื้ออะไรของไทยๆ กลับไปหาว่าพวกนี้ไม่สุภาพ ไปถึงโน่นแล้วน่ะ โอ๊ย ตาย อาตมาฟังแล้วก็นึกปลงสังเวช คนไทยมันถูกครอบงำทางความคิดไปถึงไหนแล้ว หาว่าเป็นชุดไม่สุภาพ มานุ่งผ้านุ่ง ผ้าถุง มาใส่เสื้อง่ายๆ เป็นเสื้อไทยๆ สัญลักษณ์ของไทยเดิมเสียด้วยซ้ำ ถ้าเผื่อว่าพวกเรานี้เป็นอนุรักษ์นิยมประเภท ประเภทอนุรักษ์ชนิดขวาตกขอบเลย ก็ว่าได้เลยนะ หน็อย ดันว่า ว่าพวกเรานี่ไม่อนุรักษ์เองนี่ มันกลับไปกลับมานะ มันกลับไปกลับมา เหมือนกันกับเราเปลี่ยน นี่ก็เหมือนกัน ก็เปลี่ยนชื่อกันเป็นภาษาไทยๆ เอ๊อ ไทยมันอาจจะแปลกเพราะว่าเขาไม่ได้ปรุงแต่งภาษาไทยนัก มันก็มีแต่ชื่อเดิมๆใช่ไหม ชื่อนายสี นายสา นายมา นายมี ไอ้สมสีสมสาอะไรต่างๆนานา มันเป็นชื่อไอ้กุรุตน่ะ ชื่อสมชาย สมใจ อะไรก็แล้วแต่เถอะ มีภาษาผสมผเสเข้าไป เป็นใหม่บ้าง จะว่าเราปรุงแต่งก็ปรุงแต่ง จะว่าเราอนุรักษ์เดิม คือว่าภาษาไทยก็ได้ แต่เขากลับมองไม่ออก ในความหลายหลากพวกนี้ ในจุดมุ่งหมาย ในความมีปัญญาพวกนี้ ยังกับว่าเราเปลี่ยนชื่อไปทำไม ก็เปลี่ยนชื่อไปอะไรนี่ ยึดมั่นถือมั่น เอ๊ เขายึดชื่อเขาอย่างที่เขามีนะ เขาไม่ได้เปลี่ยน เขากลับ เขายึด เขาหาว่าเราไปยึดมั่นใน...ก็เราเปลี่ยนไป ก็หาว่าเรายึดมั่นอะไรอีก อย่างนี้เป็นต้น ดูแล้วมันตลกไปหมดนา ไอ้พวกนี้เป็นมุมที่ต้องคิดให้ดี ที่จริง ถ้าเราไม่ยึดแล้วก็ไม่มีปัญหา ที่จริงอาตมาเปลี่ยนชื่อมานี่ แต่เดิมอาตมาเข้าใจอยู่แล้ว เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงแต่เดิมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้น้องนุ่งอาตมาก็จับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ มาตั้งแต่ไหนๆ น้องเปลี่ยนมา น้องอาตมานี่นา คนผู้ชายคนโต นายชาติแต่เดิมเขาก็ชื่อโกมล อาตมามาเปลี่ยนเป็นชื่อชาติ อย่างกิ่งรักแต่เดิมเขาชื่อโกศล ก็เป็นภาษาบาลี อาตมามาเปลี่ยนเป็นกิ่งรัก ภาษาไทย อย่างบัวบูชานี่แต่เดิมชื่ออุบล ภาษาบาลีแปลว่าดอกบัว อาตมามาเปลี่ยนเป็นบัวบูชา อย่างนี้เป็นต้น อย่างนายฟ้านี่แต่เดิมเขาชื่อธีรพล นั่นภาษาบาลีทั้งนั้นแหละ อาตมาก็มาเปลี่ยนเป็นนายฟ้า ภาษาไทย นายด้าวอย่างนี้ชื่อเดิม ก็ชื่อปริพล อาตมาก็เปลี่ยนเป็นด้าว อาตมาก็เปลี่ยนมาเป็นภาษาไทยเดิมๆ ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้ไปหวือหวาอะไร แต่ก่อนเขาก็เปลี่ยนกันไปเป็นธรรมดา ใครมาให้ตั้งชื่อ อาตมาก็ตั้งให้ ด้วยชื่อภาษาไทยๆ ซึ่งไม่ได้หวือหวาน่ะ ก็ไม่ค่อยมีมาก ไม่ค่อยมีใครเกรียวกราวฮือฮาเหมือนอย่างทุกวันนี้ ต่อมาๆ มันก็ค่อยๆมา คนนั้นเปลี่ยนบ้าง คนนี้เปลี่ยนบ้าง อาตมาก็อธิบายบ้างว่าชื่อไทยๆนี่ดีนา มาเป็นไทยๆ เราย้อนกลับมา ก็คงความรู้สึกของพวกเราก็เปลี่ยน กลับนิยมกันขึ้นมาบ้าง พอนิยมกันมามากๆขึ้น มันก็ฮือฮากันขึ้นมา ก็อยากจะให้เปลี่ยนกันขึ้นมาก็เอา เมื่อฮือฮาก็ดีแล้วล่ะ อาตมาก็จะเปลี่ยนให้เลย ก็เลยชักชวนกัน พวกเราก็เห็นดีเหมือนกัน มันก็มีรสนิยมแบบแฟชั่นบ้างเหมือนกัน แบบผสมผเสน่ะนา พวกเรา...ก็มีรสนิยมแฟชั่น แล้วมันก็เกิด จะว่าอัตตาก็เป็นอัตตาได้เหมือนกันว่า เออ พวกอโศกเรามาเป็นอย่างนี้ก็เอาเถอะ ถ้าว่าไปจริงๆแล้ว ด้านจิตวิทยาอาตมาก็ลึกๆเข้าไป อาตมามองทางด้านจิตวิทยามันก็ดีเหมือนกัน อโศกเราก็จะได้เป็นเนื้อตัวอโศกแน่นยิ่งขึ้น แม้แต่แค่ผิวเผิน แต่แค่ภาษาน่ะ พูดว่าน่ะ ภาษาบอกว่า พวกนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อนี่ ไม่ใช่อโศกแท้ ภาษาว่าอย่างนั้นน่ะ อาตมาก็ว่า อันนี้มันก็หยั่งไปถึงจิตใจเหมือนกัน ถ้าใครก็ตามบอกว่า ชื่อนี่ แต่ก่อนเราก็ชื่ออย่างโลกๆ พอมาเปลี่ยนชื่อเป็นบอกว่า เออ อย่างนี้ชื่อแบบอโศกน่ะ มันก็ทำให้เรา ลึกๆในจิตวิญญาณนี่ ในเรื่องของจิตวิทยานี่ มันก็นึกๆเหมือนกันนะว่าของเรามีอโศกน่ะ เปลี่ยนชื่อไปแล้ว เป็นอโศกแล้วนะ แม้มันจะหวือหวา ถึงขนาดว่า เอ้า อย่างป๋องอย่างนี้ ชื่อชัชวาลย์ดีๆ เอาละจะมาเปลี่ยนชื่อบ้าง คนนั้นคนนี้เรียกก็ชักตามภาษาก็คงบ๊องๆ ว่าไปตามภาษาด้วยบ้างนะนา ดีเหมือนกันนะ เพื่อนมันเรียกตะกายภู มันก็ดีเหมือนกัน เราก็ชื่อตะกายภูนี่บ้างนะนา ก็ฟังมันก็ บ้าๆดีเดือดเหมือนกันน่ะ ชื่ออะไรวะ ชื่อตะกายภู แต่เมื่อเจ้าตัวเขาชอบ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร มันก็เป็นความพยายามของเราว่า เราจะปีนขึ้นไปสู่ที่สูงของเรา ตะกายภูก็มีความหมาย ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร เราจะเรียกมันแปลกหูอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นภาษาไทย แล้วก็เป็นความหมายที่เราจะใช้ ก็คนชื่อหมูชื่อหมาก็มี เอ้า หมูก็อยู่ที่นี่ก็มี เอ้า หมูก็ไม่น่าเกลียดอะไรเท่าไหร่ ถ้าฝรั่งเขาน่าเกลียดน่ะ มาด่าไอ้หมูนี่ เขาโกรธยิ่งกว่าด่าเขาไอ้หมา เขาถือว่าหมูนี่มันสกปรก เขาก็ว่าด่าไอ้หมูนี่เขาโกรธยิ่งกว่าด่าไอ้หมา ถ้าด่าไอ้หมาเขาไม่โกรธหรอก แต่คนไทยถ้าถึงด่าไอ้หมาโกรธ ถ้าด่าหมู เฉย ไม่โกรธ ก็แล้วแต่จะถือกันใช่ไหม ก็ไม่แปลกอะไร ก็คนชื่อหมาก็มี ไม่เห็นจะแปลกอะไร ชื่อน่าเกลียดกว่านั้นก็มี ก็ไม่เห็นจะไปประหลาดอะไร ถ้าเราจะชื่อ หา ชื่อขี้หมาเลย อาๆ...น้องเขา ยายขี้หมา เขาก็ชื่อขี้หมา ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร มันก็ชื่อของเขา เขาไม่ถือสาอะไร มันก็ดี มันก็ไม่แปลกอะไร แต่อาตมามาอธิบายสู่ฟังน่ะ เขามีความหมายด้วยซ้ำไป ดีกว่าชื่อฝันเฟื่อง ไม่เข้าเรื่องเข้าราว โอ แปลออกมานี่ ภาษาพระบาลีน่ะนา แปลออกมา ชื่อนี้ โอ้โฮ แปลว่ายิ่งใหญ่ แปลว่าวิเศษวิเสโสอะไร มันเยอะแยะไป ภาษาบาลีที่แปลออกมาเป็นไทยแล้ว มันก็อย่างนั้นแหละ เยอะแยะไป เขากลับไม่น่าอายด้วยซ้ำไป หรือฟังแล้วมัน แหม ตัวเองใฝ่สูงเกินตัว ทำอะไรมากมาย ทำอะไรทำเกิน ฟังชื่อแล้วมันแปลออกมา บางทีมัน อย่างที่แปลแล้ว วิเศษวิเสโสทั้งนั้นแหละ แล้วกลับไม่น่าอาย แล้วมาว่าเรา ของเรานี่จะมีชื่อเป็นกรรมฐาน เป็นอะไรให้แก่เราเอง เป็นชื่อง่ายๆ เป็นภาษาไทยๆง่ายๆ แล้วก็เป็นภาษาที่ บางทีจะเป็นภาษาเพราะๆ อะไรก็ตาม ก็เป็นภาษาไทยเพราะๆ ก็ทำไมเล่าก็ชื่อภาษาบาลีเขาก็อยากให้เพราะเหมือนกันนั่นแหละ ตั้งไว้ก็อยากให้เพราะเหมือนกัน พอมาตั้งชื่อไทยๆหน่อย เพราะ ก็หาว่าลิเก เอ้า แล้วไอ้ตั้งบาลี ไม่ลิเกยิ่งกว่าหรือ ลิเกโบราณด้วยนะ (หัวเราะ) ลิเกดันเข้าไปหาทางแขกไปโน่นแน่ะ ไอ้จักรๆวงศ์ๆแขกๆ อะไรไปอีกนะ เอาละสรุปแล้วมันก็คือ มันก็มีแปลกใหม่อะไรขึ้นมาอีกบ้าง แต่ลึกๆมันก็มีอะไรอย่างที่อาตมาว่า เออ อันนี้เป็นสัญลักษณ์คล้ายๆสัญลักษณ์ เกิดเอกลักษณ์อะไรอันหนึ่งขึ้นมาของอโศกเรา แล้วมันก็ช่วย ช่วยให้พวกเราสำนึกหรือว่าเตือนตัวเองขึ้นมาว่า เออ เราเองเราก็เป็นอโศกน่ะ มันยังไม่ได้เป็นอโศก เรายังต้องระมัดระวังอย่าให้มันเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่เรากำลังเดินทางอยู่นี่ มาประพฤติปฏิบัติอบรมฝึกฝนอยู่นี่ เพื่อที่เราจะได้แข็งแรงขึ้น เราจะได้มีเนื้อหาสาระของอโศกขึ้นไปอีก แล้วไม่เห็นว่ามันจะตกต่ำตรงไหน อาตมาก็ว่า ไอ้เหตุผลต่างๆ หรือว่าองค์ประกอบต่างๆ แฟคเตอร์ต่างๆ ที่อาตมาขยายไปในเรื่องต่างๆพวกนี้ มันก็ล้วนแล้วแต่มันไม่ได้เสียหายอะไร จะเอากันให้เป็นโล้เป็นพายขึ้นมา ก็ดีเหมือนกัน อาตมาก็ทำนะ เพราะฉะนั้นในหมู่พวกเรานี้ มีอะไรเกิดขึ้นทั้งเนียนใน ลักษณะพวกนี้ก็ ลักษณะเนียนในอย่างหนึ่งเหมือนกัน เขามองว่าเป็นอัตตา ต้องแตกแยกกับกลุ่มอื่น กับคนหมู่ใหญ่เขา ความจริงแล้วมันกำลังแยก ที่อาตมาขึ้นต้นแล้วว่า มันจะมีอะไรแยก มีอะไรแปลกออกไปๆเรื่อยๆ เพราะว่าลักษณะของอโศกเรานี่ มันเป็น ยังไม่ถึงกันหรอกในคน ในคนจะเป็นอย่างอโศกเรานี่มันยังไม่ถึง แล้วก็เราเองก็ไม่ใช่ว่าเราเป็นได้แค่นี้ถึงที่สุดแล้วหรือดีที่สุดแล้ว แม้แต่พฤติกรรมส่วนรวมของพวกเรานี่ มีพฤติกรรมเนื้อหาที่เราต้องการที่สุดก็คือเป็นไปเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว เป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษ เป็นคนมีศีลเคร่งได้ เป็นคนขัดเกลา เป็นคนที่มีอาการที่น่าเลื่อมใส โดยเฉพาะคำว่า อาการที่น่าเลื่อมใสนี่แหละ มันซ้อนเชิงลึกมาก อาการอย่างไร ก็อาการอย่างเรานี่แหละ อาการที่มักน้อย อาการที่สุขุม สงบระงับ อาการที่ เขาจะเอา เราจะให้ มันเป็นอาการที่กลับกัน อาการพวกนี้ ดูซิมัน มันมาอะไรกัน มันมาตัดราคา มันมาลดราคา มันมาทำให้น้อยให้ถูกลง ทำงานฟรี ไม่เอาเงินเอาทอง เป็นพฤติกรรม เป็นอาการของมนุษย์โลกุตระ ซึ่งจะค้านแย้งกับโลกเขา อย่างจริงๆจังๆ เสร็จแล้วเราก็ว่ากันจริงๆ มันน่าอวดไหม มันน่าโชว์ไหม อาการดีๆพวกนี้ เราก็เป็นไปของเราจนบางทีบางครั้งก็ มันก็ อวดกันบ้างละ โชว์กันบ้างล่ะ ถึงแม้ไม่อวด ไม่โชว์ มันมีมากขึ้น มันก็เหมือนอวดเหมือนโชว์ มันมีนี่ มีกลุ่มมีหมู่มีคนที่เป็นพฤติกรรมสอดคล้องอย่างนี้ มันเหมือนไม่อวด มันก็ต้องอวด แล้วเราก็ยืนหยัดของเรา บางทีเราเข้าไปในกลุ่มของคนอื่นเขาอย่างนี้น่ะ กลุ่มของคนอื่นเขาก็เป็นอย่างโลกๆ แต่เราก็มีพฤติกรรมอย่างนี้ ไปไปก็เหมือนแอ๊คนะ ดูซิเขากิน มันก็ไม่กินเหมือนกับเขา เขาทำก็ไม่ทำเหมือนอย่างเขา เขาแต่งอย่างนี้ก็ไม่แต่งเหมือนอย่างเขา ไอ้เราก็บอกจะยืนหยัดของเรา เขาก็ว่าเราต่าง เขาก็ต้องประท้วงอย่างนี้ ซึ่งมันจะแปลกมากขึ้น ไม่ใช่ธรรมดา มันลึกขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะเป็นพฤติกรรม คนอย่างเรา จะค้าจะขายก็ค้าขายอย่างของเรา จะกิน จะอยู่ จะปลูก จะสร้าง จะผลิตก็ผลิตอย่างของเรา ทำลงไปให้เป็นเนื้อเป็นแก่นเป็นสารอย่างนี้ นับวันมันจะเป็นเรื่องราว นับวันมันจะเป็นเนื้อหาสาระ นับวันมันจะเป็นลักษณะอย่างพวกเรานี่มากขึ้น แล้วเราก็ใช้ปัญญานำนะ ทำไมเราจะต้องมากินอย่างนี้ ทำไมเราจะต้องมาปลูกมาสร้าง เตรียมตัวรับไว้เถอะ พวกเรานี่เตรียมตัวรับไว้ ว่าเราจะได้รับฟังคำประท้วง ว่าเราเองนี่แปลกไป ทำให้แตกต่าง ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม มันไม่แตกแยกหรอก เพราะว่าเรามาเป็นเช่นนี้นี่ มาเป็นอย่างที่เรามีปัญญา เราเลือกเฟ้น เรียกว่าเราได้เรียนรู้แล้วว่า เรามาเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเราก็ทำกันจริงๆจังๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดสภาพพวกนี้ขึ้นมาจริงๆ เมื่อเกิดสภาพพวกนี้ขึ้นมาแล้ว นับวันมากขึ้นมันก็จะยิ่งเด่นชัดยิ่งขึ้น เด่นชัดว่ามันแยก มันแปลก มันไม่เหมือน โดยเฉพาะยิ่งลักษณะทางโลกเขา เขาก็จะพุ่งไปในทางเอารัดเอาเปรียบ ด้วยวิธีการปรุงแต่งซับซ้อนฉ้อฉล จะมีพฤติกรรมมารยาท หรือเราเรียกว่ามารยาซ้อน อย่างที่เรากำลังศึกษาอยู่นี่ เป็นมารยาทสังคมชนิดหนึ่ง เป็นพฤติกรรมอย่างนี้น่ะ พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง นี่เป็นของจริงแล้วทุกวันนี้ เขาพูดอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง เป็นของจริงแล้วน่ะ เพราะฉะนั้นคุณฟังดีๆ แค่คำว่า พูดอย่างหนึ่ง แต่พฤติกรรมการกระทำของเขาอีกอย่างหนึ่งนี่ แล้วก็เป็นบทบาทของคน คนเขาก็ดู เออ ไอ้คำพูดมันอย่างนี้ แต่ทำ มันอย่างนี้น่ะ ถ้ายิ่งเป็นผู้ที่เคารพนับถือ ยอมรับในสังคมเขาทำ คนที่เขาสูงๆ เขาก็ทำอย่างนี้ มีคนที่เคารพนับถือในสังคมเขาทำอย่างนี้ พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งนี่ เป็นลักษณะ เป็นพฤติกรรมหรือเป็นลักษณะของคนคนนี้ ก็เขาก็เป็นใหญ่เป็นโตน่ะ เราก็ต้องเอาอย่างเขาซี มันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่ง นับวันก็จะซ้อนๆไป ก็จะกลายเป็นจริงๆไปเลยนะ แต่เรากลับไม่อย่างนั้นน่ะ เราอย่างไรเราพูดตรงๆ เราทำอย่างนี้ เราก็พูดอย่างนี้ ยถา วาที ตถา การี เอ้ย ตถา การี ยถา วาที เราก็มาทำตรงอย่างนี้ ไม่ใช่ว่า พูดอย่างหนึ่ง ทำ อย่างหนึ่ง จนกระทั่งเขาจะยอมรับกันว่า ไอ้นี่เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ถูกแล้วดีแล้วของคนชั้นสูง เรากลับเห็นว่าเป็นคนชั้นเสีย ไม่ใช่คนชั้นสูงหรอก คนชั้นเสีย เราต้องมาทำให้มันถูกตรง พอเรากลับมาพูดอย่างนี้ มาทำอย่างนี้เขาก็หาว่าเราอวดตัว นั่นเป็นคำประท้วงจากเขา เอ็งอย่าพูดอย่างนี้ อันนี้ไม่ดี เขาพยายามที่จะประณามอย่างนี้ว่าไม่ดี อย่างโน้นต่างหากที่ดี เพราะการพูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ กระทำตรง พูดอย่างนี้มันเป็นการอวด หาแง่เชิงที่ว่าเรา ที่จริงคำว่าอวดนี่เป็นคำยอมรับอันหนึ่งว่า เราทำดี ดีแล้วอย่าอวดซี จริง ในความหมายคำว่า คนอวดอ้างนี่ไม่ค่อยดี เขาก็เอาความหมายว่าอวดอ้างไม่ดีนี่มาตีเรา เราทำดีแล้ว เราก็ยืนยันการทำดี หรือแม้จะพูดคำความดีของเราบ้าง เขาหาว่าเราอวด เพื่อ...ที่จะเอาความเลวนั้นมาป่วน แปดป้าย แปดเปื้อน ไอ้ความดีงามของเรานี่ เพื่อให้เห็นว่าไอ้นี่มันไม่ดีๆ ฟังให้ดีน่ะ มันดี แต่ไม่ดี เพื่อที่จะถล่มทลาย ว่าให้คนเขาฟังกลบเกลื่อนว่าให้เรานี่ไม่ดีแล้วจะได้ไปยอมรับที่เขาพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง อย่างคุณจำลองแสดงออกไป บทบาททางสังคมนี่ อาตมาว่าเป็นการยืนหยัดว่าเป็นการมีวัฒนธรรมใหม่ ว่าเราก็เราพูดอย่างนี้ เรารักษาศีล เรารักษาธรรมแล้ว แล้วบอกว่าเรารักษาศีล 8 เราประกาศว่า เรารักษาศีล 8 มาอวดอ้างทำไม แน่ ก็ทำไมล่ะ ทีโลกๆน่ะ เขาอวดอ้างอย่างกับอะไรดี เป็นคนไม่มีศีล เป็นคนทำอะไรเลอะเทอะ เป็นคนทำอะไรโอ่อ่า หรูหรา ฟู่ฟ่า ข่มเบ่ง นั่นแหละอวดยิ่งกว่าอวด ไอ้หรูหรา ฟู่ฟ่า ข่มเบ่งนั่นน่ะ อวดยิ่งกว่าอวด ข่มยิ่งกว่าข่มน่ะ แต่เขาทำกัน แล้วก็ไม่ได้ทำอย่างธรรมดาด้วยนะ ทำเป็นจัดงาน ทำเป็นถ่ายรูป ทำเป็นออกโทรทัศน์ ทำเป็นเอารูปมาลงโฆษณาทางหนังสือ ทำอะไรต่ออะไร ประกาศไปทั่ว แล้วทำเฉย พวกคนจน พวกอะไรต่ออะไรมันไม่มีสิทธิ์ ที่จะไปทำอย่างนี้ เพื่อประกาศไปทั่วประเทศเลยใช่ไหม แล้วใครอวดใครโอ่ นี่เขาไม่รู้ตัวเลยน่ะ เขาไม่รู้เรื่องว่าเขาเองนะเป็นคนที่อวดอ้างแล้ว แล้วก็กระทำอยู่ เพราะเรามีน้อยคนเท่านั้นน่ะ พูดบ้าง อวดกันไปบ้าง เขาก็ว่าแล้ว ทั้งๆที่มันเป็นส่วนน้อย ทั้งๆที่มันเป็นลักษณะอวด เราอวดสู้เขาได้ที่ไหน ถ้าลักษณะอวดเพราะว่าเราไม่มีแรง ไม่มีกระบอกเสียง ไม่มีทุนรอน ไม่มีหมู่พวก ที่จะไปเป็นพวก อยู่ในหัวหน้าสื่อสาร หัวหน้าที่จะโฆษณา ใช่ไหม เราไม่มีหรอก พอเราพูดหน่อยเดียว มาแล้ว นี่คุณฟังแล้วคุณลองคิดตามซี มันจริงไหมในโลก พอเราอวดนิดหน่อย ก็ว่าเราอวด แล้วก็ว่าเอาประเด็นการอวดไม่ดี แล้วใครอวดมากกว่ากัน แล้วใครไม่ดีมากกว่า เมื่อสรุปแล้วจริงๆ ใครมาอวดมากกว่ากัน ใครไม่ดีมากกว่ากัน ถ้าจะสรุปผล เขาอวดมากกว่า ไม่ดีมากกว่า แต่เอาเถอะไม่ใช่จะมาเถียงกันเรื่องไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราอวด แล้วว่าเราไม่ดี เราก็ฟัง ถ้าไม่อวดได้ ดีก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน