350109 น้อยใจไร้สามัคคี โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข5 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350109 น้อยใจไร้สามัคคี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

น้อยใจไร้สามัคคี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

สำนึกดีปีใหม่ วันนี้อาตมาจำเป็นที่จะต้องไขความในเรื่องของความสามัคคีกันให้สำคัญหน่อย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สามัคคีนี้เป็นกำลัง สามัคคีเป็นความ พรั่งพร้อมที่ทำอะไรๆได้สำเร็จ อย่างจริงจัง และไม่ต้องบอกเลยว่า ความสามัคคีนั้นเป็นความสุขแน่นอน ไม่ใช่ความทุกข์แน่นอนน่ะ ความสามัคคีนะ เพราะฉะนั้นในคุณค่าของมนุษย์ คุณค่าอย่างหนึ่งของคนนี่ก็คือ เป็นผู้ที่สามารถรักษาความสามัคคีได้ มีคุณค่านะ ปีนี้ที่ในหลวงท่านได้ตรัสไว้ด้วยนะ จงรู้รักสามัคคีๆ โดยเฉพาะท่านตรัสนี่นะ อาตมาตีความขลุมเลย ตีขลุมอุ๊บมาหาอาตมาเลย จงรู้รัก อาตมาชื่อรัก เพราะฉะนั้นให้มารู้สามัคคี ให้มารู้ที่รัก รักนี่ก็เป็นที่จะพยายาม ที่จะนำสามัคคีขึ้นมาให้จริง เพราะฉะนั้นสามัคคีอย่างนี้แหละ คือเป็นสามัคคีที่ในหลวงท่านตรัสเอาไว้นี่อาตมาบอกแล้ว อาตมาตีขลุมเอาไว้เลยว่า ท่านจะมีพระเจตนาหรือไม่มีพระเจตนาก็แล้วแต่ แต่อาตมาต้องตีขลุมว่า อาตมาต้องรับแล้ว ต้องรับอย่างมาก จงรู้รักสามัคคี รักนี่ คำนึงนะ รู้รัก คำว่ารักนี่กว้างขวางนะ ความว่ารัก กินความมากทีเดียวนะ คำว่ารักนี่ พาให้ทุกข์ก็ได้นะ คำว่ารักพาให้ทุกข์เก่งด้วย รักนี่ พาให้ทุกข์เก่งด้วย ถ้าไม่เข้าใจในแง่เชิงรักที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ถ้าไปรักอย่างไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ หรือรักอย่างโง่ๆ รักอย่างอวิชชา รักอย่างผู้ไม่มีปัญญาที่แท้ โดยเฉพาะโลกุตรปัญญาของพระพุทธเจ้า ถ้าไปรักแบบอวิชชาหรือไม่มีปัญญาอย่างพระพุทธเจ้า ที่ท่านนำพาสอนไว้นี่ จะทุกข์ๆเอามากๆด้วยนะ ไอ้โรครักนี่อาตมาเห็นมานักแล้วจริงๆ โรครักนี่น่ะ เห็นมานักแล้ว

อ่านต่อ

ทุกข์กันมาหลากหลาย อาตมาก็เคยเจอมาเองด้วยนะ ไม่ใช่ไม่เคย โรครักนี่ มีทุกข์ เพราะฉะนั้นรักที่จะเป็นสุขๆ จะต้องมีปัญญา มีความเข้าใจอย่างดีเลยว่า ลักษณะอาการอย่างไรที่จะรัก ความรักที่หมายนี้ ที่ในหลวงตรัสเอาไว้นี่ รู้รัก สามัคคี เราจะต้องรู้เลยว่า สามัคคีนี่ เราจะต้องมี รักนี่ หมายความว่า ความปรารถนาดีนะ แต่รักในความหมาย ในแง่ อวิชชานั้นเป็นรักที่เห็นแก่ตัว ความรักที่อวิชชานั้นเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวและเป็นทุกข์เอามากๆ มันเป็นของตัวของตน มันยึด มันหวง มันแหน อะไรก็แล้วแต่เถอะ รักต้องการครอบครอง ต้องการจะได้เอามาสมใจตน เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เจ้าอะไร ก็รักอย่างนั้น มันรักอวิชชา รักอย่างนั้นเป็นทุกข์ รักอย่างนั้นตรงกันข้ามที่พระพุทธเจ้าพาให้คนเลิกละ มันตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าท่านส่งเสริม รักอย่างนั้น รักอย่างที่ต้องหวงแหน เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จุกๆจิกๆ จู้ๆจี้ๆ อะไรต่างๆนานา รักอย่างราคะ รักอย่างเป็นปรารถนามาให้ตน บำเรอตน ให้ตน แต่ถ้าเป็นความรักที่จะเสียสละ รักเพื่อที่จะปรารถนาดี ที่จะให้อยู่เย็นเป็นสุข ปรารถนาดีที่จะให้เจริญจริงๆกัน ให้เจริญนี่ มีภาวะ เจริญนี่ต้องรู้นะ ต้องเจริญอย่างมีความหมาย อย่างสัมมาทิฏฐิน่ะ เราลึกซึ้ง พวกเรานี่ ธรรมะเราเรียนกันมาลึกซึ้ง พวกเรานี่ เจริญๆขึ้นนี่ มีสิ่งซับซ้อนอยู่ อาตมาจะยกตัวอย่าง อย่างหนึ่ง ถ้าในระดับหนึ่งนี่นะ เราเจริญนี่นะ หมายความว่าเรามีสัมมากัมมันตะ เรามีอาชีพ ทำงานทำการแล้วนี่นะ เรามีรายได้ดีขึ้นพอสมควร แต่การมีรายได้ดีขึ้นแล้ว เราก็หลงรายได้ หลงเงินหลงทอง สิ่งที่เราได้มา หวงแหนขี้เหนียว หรือเอาไปบำเรอตน เอาไปผลาญพร่า มอมเมาตัวเอง ให้กิเลสหนาขึ้น ให้เชื้อโรคเข้าตัวให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวนั่นเอง ถ้าเผื่อว่าเราเองเราร่ำรวยแล้ว เราก็เอาไปสะสมกอบโกย มีไว้มากๆ แล้วเอามาบำเรอตน แล้วมาทำให้ตนเองเป็นพิษเป็นภัยดังที่กล่าวแล้ว ความร่ำรวยอย่างนั้น เป็นความร่ำรวยที่ผิด เป็นความร่ำรวยที่ไม่เจริญ แต่คนในโลกที่เป็นปุถุชนนั้นเขาจะร่ำรวยแบบนี้ นั่นคือความไม่เจริญ มันซ้อนๆอยู่ ฟังดีๆนะ เป็นความร่ำรวยที่ผิดที่ไม่เจริญ สะสมกอบโกย และใช้อำนาจกำลังเงิน หรือเอาเงินไปใช้ตามสังคม ไปต่อทอด ไปหาทางหว่านเอารัดเอาเปรียบอะไรก็แล้วแต่ อย่าว่าแต่เอาไปเล่นการพนัน เอาไปเล่นหุ้นเลย มันเป็นบาปหรือแม้จะฝากธนาคารกินดอกเบี้ย อาตมาก็เคยพูด ทุกวันนี้พูดหนัก กินดอกเบี้ยนี่ไม่ได้บุญอะไรเลย เป็นบาปเหมือนกัน เพราะมันต่อทอดไปสู่ตามระบบของทุนนิยม ไปขูดรีด ไปเอาเปรียบเอารัด ง่ายๆก็คือมีระบบฉ้อฉลที่เอาเปรียบเอารัดอยู่ในกลไกล หรือวิธีการของการธนาคาร การเงินนั้นๆอยู่ ซึ่งมันเป็นส่วนบาปอยู่จริงๆ เพราะฉะนั้นศาสนาอิสลามนี่ ถึงไม่ให้เอาดอกเบี้ยโดยวิธีใดๆ อย่าว่าแต่ธนาคารเลย ไม่เอาดอกเบี้ยเพราะว่าเป็นบาปโดยแท้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ลึกซึ้งนะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราเป็นคนขยันหมั่นเพียร มีความสามารถแล้วได้รายได้มามาก ประตูแรกนี่เจริญเหมือนกัน แต่ในแนวลึกแล้ว บอกแล้วว่าได้สะสมกอบโกยแล้ว หรือเอาไปบำเรอตน มอมเมาตนเองแล้วเกิดพิษเกิดภัยน่ะ มันไม่เป็นความเจริญแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดได้รายได้มามาก แล้วก็รู้จักสะพัดสิ่งที่ได้ รายได้ที่ได้ ใช้รายได้ที่ได้นั้น ออกไปได้ประโยชน์คุณค่า มากได้เท่าไหร่ๆ แล้วตัวเองก็อยู่ได้ๆ โดยแม้เราได้มามาก เราก็สะพัดออกไปได้มาก จนกระทั่งตัวเองไม่ต้องมีตกค้าง กักตุนอยู่ในตนเองเลย ไม่กักตุนเลย ถึงศูนย์บาทได้ ยิ่งเป็นผู้เจริญที่สุด ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ของโลกด้วย ถูกต้องตามหลักเศรษศาสตร์ของสากลด้วย นั่นคือผู้เจริญที่สุด ไม่ขัดแย้งทั้งทางโลกที่เป็นหลักวิชา หรือหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ยิ่งไม่ขัดแย้งเลยในทางพุทธธรรม อาตมาขอใช้คำว่าพุทธธรรม ไม่ขัดแย้งทางพุทธธรรมด้วย เรื่องนี้ลึกซึ้งซับซ้อน อย่างที่อาตมาบอกแต่ต้นแล้วว่า เราจะต้องศึกษาไปให้ดี ให้ลึกซึ้งให้ได้ รู้ว่าความเจริญนี่ ไม่ใช่ภาษาตื้นๆ ความเจริญต้องมีนัยหลายอย่างนะ เอาง่ายๆอีกอันหนึ่ง อย่างคนทุกวันนี้ เจริญ คำนี้หมายความว่า อุดมสมบูรณ์ หรือเจริญนั่นแหละนะ ทีนี้ เอารูปธรรม คนทุกวันนี้ โหวงเฮ้งของจีนด้วยซ้ำ คนนี่นะ ถ้ามีร่างกายสุขภาพอ้วน ค่อนข้างจะท้วม อ้วน หน้าตาอูม คอ คางอะไรนี่ เต่งตึง มีไขมัน มีอะไรอูมขึ้นเยอะ ร่างกายไม่อยู่ในลักษณะผอมนะ เขาว่าคนนี้แหละ โหงวเฮ้งดี เป็นผู้เจริญ เป็นผู้ที่จะต้องมีความสุข จะต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยอะไรนานาประการด้วยอะไรหลายๆอย่างก็วิเคราะห์ไป ยิ่งอาจจะกินได้มาก ได้นอนมาก และร่างกายก็เลยอ้วน มีไขมันเยอะ แต่ในลักษณะที่แท้จริงแล้ว แม้แต่ในวิชาการแพทย์ ไม่เจริญๆ เป็นคนเสื่อม ไม่ใช่คนเจริญ นี่เอาง่ายๆ เพราะคนจีนเขาถืออย่างนั้นเลย เอาอีกอันหนึ่ง หน้าตา สีหน้า สีนะ มันมีสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีคล้ำ คนที่ทางโหงวเฮ้งจีนนี่จะบอกว่า ถ้าหน้าเลือดมีสีชมพู เป็นเลือดขึ้นที่หน้ามากๆ อูมๆมีสีเลือดเยอะ นั่นเขาถือว่าเจริญ ทางพุทธธรรมถือว่า เป็นความเสื่อม ถ้าเผื่อว่าหน้ามีสีเลือดมากๆ แสดงว่าผู้นั้นมีกิเลสมาก มีการสูบฉีดโลหิตแรง หรืออุณหภูมิอะไรก็แล้วแต่ ใบหน้านี่จะมีสีชมพู มีสีเลือดขึ้นเยอะๆ เพราะฉะนั้นถ้าหน้าเหลือง ซีดลงๆ นั่นแหละ เจริญทางธรรม แต่ไม่ใช่หน้าเหลืองๆ ซีดๆ อย่างประเภทที่ ซ้อนอีก อย่างสุขภาพเสียหรือมีโรคภัยไข้เจ็บนะ คือหน้าจะผ่องใสเหมือนกัน แต่ว่าจะไม่ใช่สีชมพู ไม่ใช่สีแดง ไม่ใช่สีอะไรขึ้นน่ะ อาจจะเป็นสีซีดขาวหรือว่าเป็นสีซีดๆลงไปสีทองๆซีดๆ แต่จะมีความผ่องเหมือนกัน นี่มันก็มีนัยลึกซึ้งละเอียดลออนะ หรือหน้าอาจดำ หรือหน้าอาจจะคล้ำ เพราะทำงานมากๆ ผู้นี้เจริญนะ ไม่ใช่ซีด แล้วไม่ใช่เขียว และไม่ใช่แดง แต่หน้าจะคล้ำๆ แต่อาจหมกหมุ่นตากแดดตากลม หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มากขึ้น ก็เป็นความเจริญชนิดหนึ่งเหมือนกัน ส่วนทางผู้ดีหรือว่าทางโหงวเฮ้งนั่นว่า โอยหน้าไม่ต้องถูกแดด ไม่ต้องถูกลม ไม่ต้องอะไร เหมือนไข่ปอก อะไรต่ออะไรเข้ามานี่นะ ไม่ต้องมีหยาบ ไม่ต้องมีกร้านอะไร โอ๋ นี่แหละคือผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน นี่แหละเป็นผู้เจริญ มีอยู่มีกิน เหมือนไข่ในหิน ไม่ต้องมีอะไรมากระทบ ลำบากลำบนอะไรเลย ถือว่าเจริญ ในแง่ของโลกีย์ มันไปอย่างนั้น แต่ทางธรรมนั่นนะเสื่อมแล้ว เป็นพวกที่ไร้ค่าไร้คุณ เบียดเบียน เอาเปรียบเอารัด เป็นผู้ได้เปรียบผู้อื่นเขา เป็นผู้ที่สูญเปล่า เป็นผู้เป็นหนี้เสื่อมต่ำ อย่างนี้เป็นต้น นี่เอาลักษณะของรูปธรรมมาอธิบายสู่ฟัง เพราะฉะนั้นคำว่าความเจริญนั่นกับความเสื่อมนี่ ยังมีนัยที่ลึกซึ้งที่หลากหลายเยอะแยะมุมนะ เอาละทีนี้ อาตมาจะเข้าหาความสามัคคี ให้สำคัญหน่อย คำว่าสามัคคีนี่ หลักแกนใหญ่ที่สุด ก็คือจิตวิญญาณๆ ที่มีปัญญาและมีเจโต ที่แข็งแรงอดทนได้ มีปัญญาหมายความว่า รู้ชัดรู้เจนดีในความหมาย หรือเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นต้นว่า เราอยู่รวมกันนี่ จะต้องมีการกระทบกระเทียบอะไรกันนี่ มีสัมผัสแตะต้องกัน จริตต่างกันบ้าง อุปาทาน หรือความยึดถือต่างกันบ้าง มันก็จะต้องขัดแย้งกัน หรือมีการกระทบสัมผัสกัน ก็จะต้องไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง ทีนี้ ถ้าผู้ที่มีปัญญาดีว่า อันนี้คือธรรมดาธรรมชาติ ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต่อให้เป็นคู่แฝดกันด้วยนะ ถ้าลงไม่ใช่ตัวเราแล้วละก็ อีกคนหนึ่งจากเราไปแล้ว มันจะไม่มีอะไรเหมือนกันทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นอุปาทานหรือไม่ว่าจะเป็นจริต จริตนิสัยอะไรก็แล้วแต่นี่มันจะไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันจะสัมผัสกันขึ้นมาแล้ว หรือ ว่าแสดงความเห็นออกมากันแล้ว อะไรก็ตาม มันจะต้องมีที่ไม่ตรงกัน ขัดแย้งกัน ดีไม่ดีไม่ต้องแสดงความเห็นหรอก ผู้นี้ไปเอาข้อมูลต่างๆนานาอะไรเอาไว้มากมายที่มันขัดแย้ง ไม่ได้พูดเดี๋ยวนี้ เก็บไว้นะ กักเก็บไว้ จนกระทั่งได้เหตุปัจจัยเล็กๆน้อยๆเท่านั้นก็ตาม โพล่งออกมา ตวาดดุว่า ด่ากัน ด้วยความที่ไม่ตรงกันและก็กักเก็บเอาไว้ สะสมเอาไว้ จนกระทั่งมาเจอเท่านี้ นิดเดียวเท่านั้นนะ ไอ้เก่าๆที่มันผ่าน ไม่พอใจ ไม่ชอบใจหลายอย่างเอาไว้นี่นะ มันรวมกันเข้าเป็นอำนาจเป็นแรง เหตุปัจจัยในตอนนี้แหละ พูดไม่ถูก ขัดแย้งนิดเดียว อ่อนๆเท่านั้นนะ แต่เอาของเก่านี่ผสม บวกเข้าไปปุ๊บ เปรี้ยงๆเลย ดีไม่ดี พัวะๆ คือน้ำหยดสุดท้าย ที่มันจะเต็มขัน หรือเต็มกะละมังนี่ หรือคล้ายๆนี่ อาตมาพยายามอธิบายในลักษณะอะไรหลายๆอย่าง ก็คงพอเข้าใจนะว่า หมายถึงอะไร มียกตัวอย่างมาเปรียบเทียบนี่คงรู้เรื่อง อย่างนี้เป็นต้นก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราไม่มีปัญญา นอกจากไม่มีปัญญา คือโง่แล้ว จิตของเรานี่สะสมเหตุปัจจัยอันนี้เอาไว้ เป็นเชื้อและทำให้พวกเรานี่เกิดความทะเลาะวิวาท แตกแยก บาดหมาง ไม่พอใจได้ สิ่งนี้ไม่ใช่จะรู้ได้ง่ายๆ ทีนี้เมื่อมาฟังอาตมาพูดแล้วนี่ เราต้องไปฝึกอีก เพราะฉะนั้นเราจะไปกระทบสัมผัสอะไร ใคร พยายามวางใจ ทำใจให้เป็นกลางๆ อาตมาเคยบอกไม่รู้กี่ครั้งครา ในเรื่องจิตของเรานี่ ถ้ามันมีอารมณ์ไม่ชอบใจ จะไม่ชอบใจนิดหน่อยขนาดไหน ถ้าเรารู้อาการของมัน มันต้องเรียนรู้อาการของจิตนะ อาการของกิเลส ที่จริงๆ ไม่ใช่จิต อาการที่ไม่ชอบใจ อาการโกรธ อาการเคือง อาการไม่ชอบใจนานาชนิดนี่ ซึ่งมีความหมาย หรือว่ามีคำเรียกมันอีกละเอียดลออหลายระดับ ฟังลักษณะมันไปก็แล้วกัน แล้วคุณก็ไปศึกษาเอาเอง อ่านอาการ มันมีเครื่องหมายบอกให้เรารู้ในจิตเรา แต่จิตเราไม่มีตนหรอก ไม่รู้มันจะอยู่ที่หัว หรือมันจะอยู่ที่เท้า หรืออยู่ที่หน้าอก หรืออยู่ที่ท้อง หรืออยู่ที่แขน อยู่ที่ขา ที่ไหนเราก็ไม่รู้หรอก จิตมันพอสัมผัส ก็รู้สึกใช่ไหม บางทีสัมผัสแตะต้องทางกาย ข้างหลังก็ได้ ก็รู้สึก รู้สึกได้ว่าเป็นใคร หรือว่าเป็นเรื่องอะไร หรือว่าร้อนหรือว่าหนาว หรือว่าแข็ง หรือว่าอ่อน หรือว่าแรง หรือว่าเบา อะไรก็ตามใจ เสร็จแล้วก็เกิดความรู้สึก จิตก็จะเกิดสังขาร กิเลสปรุงขึ้นปุ๊ดๆขึ้นมาในจิตนั่นแหละ บอกแล้วจิตมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ล่ะ ถ้าจิตมันปรุง มันชอบใจหรือสายโทสมูลขึ้นมานี่ ไม่ว่าจะหยาบ กลาง ละเอียด อย่างไร รู้ตัวแล้วไม่ต้องหาเหตุผลแล้ว มันควรเอาไว้ไหม เพราะในสายโทสมูล ไม่มีประโยชน์อะไรสักอย่างเลย เอาออก ปรับออกไป อาการหยาบ กลาง ละเอียด ขนาดไหน ที่คุณมีปัญญารู้มัน ทำให้มันเป็นจิตปราศจากโทสมูล ตั้งแต่อย่างยักษ์ อย่างใหญ่ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างบรรจุซอง อย่างธุลีละอองทั้งหลาย เอาออกให้หมด อย่าให้มันมีอาการเหล่านั้นอยู่เลย ฝึกไปเถอะ ไม่มีเงื่อนไขอื่น ส่วนจิตที่มีความปรารถนาหรืออยากได้ หรือเป็นโลภะ หรือไปในเชิงโลภมูล หรือปรารถนามา เป็นความปรารถนาอยู่ อันนี้ยังมีประโยชน์ ปรารถนา ต้องการ อยาก แต่ไม่ใช่อยากทำ อยากสร้าง อยากได้มาเพื่อคุณค่า เพื่ออะไร ซึ่งไม่ใช่เพื่อตัว เงื่อนไขหลักที่สุด ที่สำคัญก็คือว่า ถ้าเราอยากได้อะไรมาเพื่อตัว บำเรอตัว อย่างจริงๆเลย เกินพอเหมาะพอดี พอดี คำนี้จะต้องควบคำว่า มักน้อยสันโดษด้วย เพราะว่าคนเราไม่มักน้อยสันโดษ มันยังไม่พอ ถ้าจะพอดีก็เปลืองๆ ผลาญๆ มากๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องฝึกให้น้อยลงๆ คำว่าอัปปิจฉะ สัน ตุฏฐิ หรือมักน้อยสันโดษของพระพุทธเจ้านี่ ยิ่งสำคัญมาก หัดน้อยลงมาๆๆ จนกระทั่งเราพอ สันโดษนี่คือพอ พอแล้ว พอดีแล้ว มันพอ มันพอใช้ มันสมดุลแล้ว ลงตัวแล้ว มันจะมีสภาพ คุณภาพที่สมดุลสมบูรณ์เลยเรียกว่า พอ และต้องฝึกลงมาเรื่อยๆ จะเอาทีเดียวน้อยก็ให้ได้ทันที มันไม่ได้หรอก เป็นขั้นๆ เพราะฉะนั้นฐานะแต่ละบุคคลนี่ ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่มีนิสัยมือเติบ รายได้เดือนหนึ่ง สามหมื่น โอย ใช้ไม่พอ ก็หัดลงมาให้พอ ให้มันพอจริงๆ ให้มันพอ จนอยู่ได้อย่างง่ายดาย จนดี จนโอ๊ย มันพอ เหลือด้วย ก็ดูตัวเองว่าจะตัดอะไรออกได้อีก จะเจียนลงไป จะลดอะไรลงไปได้อีก อย่างไร ก็ลดลงเดือนหนึ่ง สองหมื่นให้มันได้ เดือนหนึ่ง หมื่นหนึ่งให้มันได้ ลักษณะนี้แหละน้อยลงๆ เดือนหนึ่ง ห้าพันให้ได้ เดือนหนึ่ง สามพันให้ได้ เดือนหนึ่ง พันเดียวให้ได้ เดือนหนึ่งไม่ต้องใช้สักบาทเลย พอให้ได้ ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นแหละสันโดษๆ และลงตัว สบายจริงๆ ไม่เดือดร้อนจริงๆนะ ไม่ต้องใช้สักบาทหนึ่งเลย ในเดือนหนึ่งไม่ต้องใช้เงิน แต่ของอื่นก็มีนะ ต้องกิน ต้องใช้อะไรนี่ ก็มีบทบาท มีองค์ประกอบของมัน มีวงจักรที่เราอยู่ เป็นอยู่กันในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีเงิน เอาเงินมาใช้เป็นส่วนตัวนี่สักบาทเลยได้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่นัยมันลึกซึ้งซับซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ หรือยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เรากิน เรากินข้าวนี่นะ ไม่เคยเรียน ปากไม่มีวินัย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า คือกินแหลก ถ้าเห็นว่ามันชอบ มันได้เปรียบนะ คนเรานี่กินบางทีมันชอบ อิ่มยังพยายามใส่เข้าไปเลย อิ่มแล้วก็ยังพยายามใส่เข้าไป เพราะฉะนั้นมันอิ่มแล้วก็ยังอุตส่าห์พยายามใส่เข้าไปนี่ ภาษาไทยคำหนึ่งเขาเรียกว่า ยัดนะ เพราะว่ามันอิ่มแล้วนะ ที่จริงนั่นน่ะ อิ่มแล้ว แต่มันยังอยาก มันยังอร่อย มันชอบน่า ก็เลยพยายามใส่เข้าไปอีก พยายามใส่เข้าไปนี่แหละ เขาเรียกว่ายัด ภาษาไทยนี่ชัดน่ะ ชัด ถ้าเรียกว่านี่ ยัดนี่หว่า โอ้โฮ ต้องเดือดร้อน มันเหลือเกินแล้ว ตะกละตะกลามเหลือเกิน โอ ขนาดมันอิ่มแล้ว พอแล้ว มันยังอุตส่าห์พยายามใส่เข้าไปอีกนี่ มันเกิน ที่จริงคำว่ายัด จึงเป็นคำที่น่าเกลียดนะ ใครๆโดนเรียกว่าอย่างนี้ เออ รู้จักยัดอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักพอสักที เจอแล้วอีงวดนี้ ถ้าใครเจอคำนี้แล้วจะสะดุ้ง คนที่กินด้วยชอบก็ดี หรือกินด้วยเปรียบก็ยัดนะ โอย บางทีอิ่มแล้ว แหม เราได้เปรียบนะ ไปกินเลี้ยง อย่างนี้เป็นต้นนะ จะอะไรก็แล้วแต่ ของฟรีด้วย จะอะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้เป็นต้น ชอบไม่ชอบไม่รู้ล่ะ ไม่ชอบเท่าไหร่ก็ช่าง มันจะอย่างไรก็ไม่รังเกียจแหละนะ ยัด พยายามยัดลง ยัดใส่ลงไปอีกก็มีนะ อย่างนี้เป็นลักษณะที่พูดขึ้นมาก็รู้เรื่อง เอาเถอะ อย่างนี้มันเหลือเกินแล้ว คนเรานะ เอ้าทีนี้ ไม่เหลือเกินแล้วนะ เรากินนี่ พยายามปฏิบัติธรรมแล้ว ต้องการอาหาร หรือต้องการอะไรเข้าไปสักเท่าไหร่ ไม่เคยคำนวณ ไม่เคยกำหนด ไม่เคยประมาณ ไม่เคยศึกษาตนเอง กินแหลก อย่างนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร โดยเฉพาะเรื่องการกินนี้ เป็นเรื่องที่หนึ่ง เป็นเรื่องโภชเนมัตตัญญุตา มัตตัญญุตา จ ภัตตสมิง หรือว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลกอะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนมามาก แต่คนทุกวันนี้ปฏิบัติธรรม เที่ยวนั่งแต่หลับตากัน ทำสมาธิ ไม่ปฏิบัติธรรม โดยทำตามอปัณณกธรรมของพระพุทธเจ้านะ เรื่องพวกนี้ไม่ปฏิบัติกัน มันก็เลยออกนอกรีต นอกรอย นอกแนวหมดนะ ทีนี้ ใครมาปฏิบัติอย่างพวกเรานี่ จะเห็นได้ว่า โอ มันละกิเลสได้จริงๆนะ เรื่องกินนี่ เพราะเรามาดูแล้ว ของที่เราชอบ หัดลดมั่งแน่ มาฝึกแล้ว ที่เราติดที่เราชอบนะ เนื้อสัตว์นี่มันชอบมากกว่าพืชกว่าผัก เพราะมันติดจริงๆ มันติดมานานแล้วนะ กินสัตว์มานี่ ไม่รู้ว่ามากี่ชาติ ไม่รู้ว่าแต่ปางไหน อาตมาไม่รู้ คนมันหลงกินเนื้อสัตว์มา อย่างนี้เป็นต้น หรือไม่ต้องเนื้อสัตว์หรอก อาหารที่ชอบ ขนมบ้าง ไอ้โน่นไอ้นี่ เราไม่กินเสียบ้าง ลดบ้างอื่นๆ กินอย่างอื่นที่มันมีคุณค่าทางอาหารเหมือนๆกันหรือคล้ายๆกัน หรือทดแทนกันได้ อย่าไปกินเลย อย่างนั้นน่ะ มันชอบจะปรุงมาในรูปนั้น ชื่อนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ อันไหนก็แล้วแต่เถอะ อย่างนี้เป็นต้น เราก็หัดฝึก หรือกินจุบจิบ กินหลายมื้อ กำหนดเสียบ้าง เรียกว่าวิกาลโภชนา กำหนดครั้ง กำหนดคราวเสียบ้าง กำหนดมื้อเสียบ้าง กินจุบจิบก็เลิกกินจุบจิบ เราจะกิน เอาละ เราจะตั้งใจไม่นอกมื้อ จะไม่กินเล่นกินหัวอะไร อาหารนี่จะไม่เอาเข้าปาก เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำอย่างใส่ชงนั่นชงนี่ หรือเป็นน้ำเปรี้ยวน้ำหวานอะไร จะกินข้าว จะกินก็กินเป็นมื้อเป็นคราว นั่งในที่นั่ง ศัพท์ของทางศาสนาเรียกว่า นั่งในที่นั่ง จะกินก็กินเป็นกิจจลักษณะ ที่นั่งนี่กิน คุณจะกินอะไรที่คุณยังจะต้องกินอยู่ จะเป็นอาหาร จะเป็นของหวาน จะเป็นน้ำชง น้ำปานะอะไรโน่นนี่ก็แล้วแต่ นั่งกินมันที่นี่แหละ เอา กำหนด 3 มื้อ มันมากมายแล้ว 3 มื้อนี่ เวลามื้อนั่งนี่ นั่งลุกจากที่นั่งแห่งนี้ 3 ที่นั่ง พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ลุกจากที่นั่ง 3 ที่นั่ง ท่านไม่เคยว่านะ ท่านเคยสอนแต่ว่า ลุกจากที่ที่เดียว พอกินลุกจากที่นั่งที่เดียว คือกินมื้อเดียวนั่นเอง แล้วก็นอกนั้นไม่กินอีก เอาละปฏิบัติมาเป็นลำดับ อย่าเพิ่งมาทีเดียวมื้อเลยมันหนัก 3 มื้อให้ได้เด็ดขาด จุบจิบจู้จี้นอกเหนือมื้อนี้แล้วก็ คุณไปสังวรซิ เราก็จะลดน้อยลงๆ แล้วก็จะเห็นว่าความลงตัว หรือความเป็นไปได้ ละลดกิเลสไปจริงๆ แล้วคุณจะเห็น เกิดปัญญาญาณ 3 มื้อได้แล้ว ก็มาลด มักน้อยลงมาอีก เหลือ 2 มื้อ อย่างนี้ก็เรียกว่า พยายามมักน้อยแล้ว ทำให้เกิดสันโดษขึ้นมาได้เหมือนกัน คนนี้ 2 มื้อสันโดษ จนกระทั่งคนนี้มื้อเดียวสันโดษ มื้อเดียวพอแล้ว อย่างอาตมานี่ ขอยืนยันเลยนะว่า อาตมากินอาหารนี่นะ มื้อเดียว วันละมื้อนี่ สันโดษๆอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าต้องกินมากกว่ามื้อหนึ่งนี่ แม้เขาให้กินยานะ เวลาไม่สบาย ต้องกินยานะ ต้องกินอาหารเสริมน่ะ โอ๊ย มันไม่ค่อยจะเข้าท่าเลย ยิ่งบางทีต้องกินเช้ากินเย็นด้วยนะ และอาหารของเรา ก็กินอาหารอันนี้ และยังมีก่อนกินยาเช้ายาเย็น นี่มันจะต้องรองท้อง แหม เหมือนกับกิน 3 มื้อ โอย ไม่ค่อยสนุก ทั้งๆที่ไม่มีอะไรมากหรอกนะ เขาชงมา ใส่แก้วมาบ้าง ใส่อะไรมาสักครึ่งแก้ว อะไรนี่ก็ตาม มันอย่างไรไม่รู้ มันไม่สบาย มันไม่ปกตินะ จะบอกว่าไม่สบาย ก็ไม่ชังหรอกนะ อาตมาก็ไม่ได้ชังน่ะ แต่มันอย่างไร แต่มันมีปฏิกิริยา มันไม่เป็นเวลาของมันก็ไม่รู้ สงสัยโรงงานในท้องนี่ มันเคยชินเวลาแล้ว เอาอันนี้เป็นเหมือนกันนะ อั้ยอย่างที่เราเคยพูด คนเคยเป็นโรคกระเพาะอาหาร กินข้าวไม่เป็นเวลานี่ มันเป็นได้นะ เซลล์ประสาทลีลาพวกนี้มันก็เป็นอะไรๆที่มันเป็นของมัน เป็นจังหวะ เป็นเวลาได้เหมือนกัน มันเป็นด้วย เพราะฉะนั้นท้องจะรวน มันจะไม่ปกติ มันจะมีอะไรเข้าไปผิดเวลา ผิดประหลาด พวกนั้นมันก็จะต้องทำงานเพิ่มขึ้นไปอะไร จิตนั่นไม่ต้องพูด อาตมานั่นสบายแล้ว พอ มื้อเดียวนี่พอจริงๆสันโดษ น้อยแค่มื้อหนึ่ง อาตมาก็ว่าดีแล้ว แต่ถ้าหัดน้อยกว่านี้นะ สองวันกินที สามวันกินมื้อ อะไรอย่างนี้ เราก็เคยหัดมา ให้มันน้อยยิ่งกว่านั้น มันก็ยังพอไปได้นะ แต่มันไม่สะดวกด้วยหลายประการ มันก็รู้สึกจะเอาละมันๆไม่สมดุลดีนัก ก็วันละมื้อนี่ ก็ดีแล้วล่ะ กินมากกินน้อย มันมากก็กินน้อย ถ้ามันไม่มากก็กินพอดีๆ กินมากไปมันก็ไม่ดีอยู่ทั้งนั้นแหละ นี่เป็นวิธีที่เราจะต้องฝึกความมักน้อยสันโดษ ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดได้ฝึกแล้ว จิตใจจะแข็งแรง จิตใจจะดี เจโตดี ปัญญาดี ต้องฝึกให้เจโตสมบูรณ์ด้วย เจโตก็คือเป็นไปได้ จิตมีกำลัง มีอำนาจ ทำได้ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องอดไม่ต้องทน ไม่ต้องข่ม เจโตนี่ ไม่ต้องเลย สบาย เป็นไปได้ตามธรรมดาและปัญญาก็ชัดเจนว่า เรามักน้อยอย่างนี้ เรามีแค่นี้เป็นอย่างนี้ เราก็พอนี่ เพราะเหตุใด และเราจะไม่แย่ง อย่างอาตมานี่ ไม่ไปแย่งใครหรอก ตัวเองนี่ในชีวิตนี้มั่นใจว่าไม่มีเงินส่วนตัวเลยสักบาทไปตลอดตาย อาตมามั่นใจที่สุด อาตมาอยู่ได้ และแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตกต่ำ ตัวเองไม่ได้เสื่อม ตัวเองไม่ได้ด้อยอะไรเลย ถ้าจะไม่มีเงินสักบาทเลยไปจนตลอดตาย ฟังไว้นะท่านทั้งหลาย ประกาศ อวดดีเหมือนกันนะนี่ จริงๆมันเข้าใจๆ แล้วพอใจที่จะเป็นอย่างนี้ด้วย พอใจที่จะเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ๆคนมีเงินมากๆมายๆจะวิเศษอะไรเลย ทุกวันนี้สงสารด้วยซ้ำไป ว่าที่ไปมีมากๆ มากไป เอามากๆ แล้วก็ไปสั่งยึดทรัพย์ถึง 500 ล้าน อย่างนี้เป็นต้น โอ้โฮ สงสารแสนสงสาร บาป เห็นเขาบาปอยู่ๆ โอ่ เอาไปกักตุน แค่กักตุนก็บาปแล้ว โดยหลักเศรษฐศาสตร์น่ะ ไม่สะพัดออกไปเพื่อที่จะให้ทั่วถึงกัน เพราะคนยังขาดแคลน คนไม่มีเงิน ขาดแคลนเงิน จะยังชีวิตอยู่นี่ มีเยอะใช่ไหม แล้วก็กักตุนอยู่ได้ ตั้งห้าร้อยล้าน พันล้าน แสนล้านเป็นของกู ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากไม่เกิดประโยชน์ ยังไปเอาวางไว้แล้วดูดมาให้แก่กูอีก โธ่เอ๋ย แค่ 500 ล้านนี่ ใช้จ่ายไปวันนี้ ในปีนี้ ก็ยังไม่หมดเลย คิดดูซิ แล้วดูดมาอีก โอ้โฮ มหาอภิมหายอดเขมือบ มันโลภ มหาโลภขนาดไหน คิดดูซิเห็นแก่ตัวขนาดไหน แล้วคนในโลกนี้ ที่จะต้องช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เขาไม่มีใช้ ไม่มีหมุนเวียน เขาเดือดร้อนขาดแคลนนะ หาทางทำบุญ หรือแจกจ่ายๆ หรือเสียสละให้เขาไปบ้างได้ไหม แค่ stop ไม่ต้องดูดมาอีกได้ไหม กิน 500 ล้านนี่ กินไป ใช้ไปนี่ มันใช้ฟุ่มเฟือย บำเรอตนขนาดไหน มันถึงจะหมด 500 ล้าน ในชีวิตนี่นะ หมดหรือ กินอย่างไร ใช้อย่างไร บำเรออย่างไร กิน จะไปผลาญเล่นๆขนาดหนักๆ อีหนูมาเอา อีหนูคืนหนึ่งฉันให้ 50 ล้าน เออ ถ้ามือหนักขนาดนั้น มันก็ไม่พอละขนาดนั้น แต่ถ้าธรรมดาสามัญ ที่ตัวเองขี้เหนียวอยู่แล้วนี่นะ มันไม่หมดหรอก นี่แหละคือความโลภ เป็นภัยต่อโลก ต่อสังคมมากมายนะ มันๆเป็นอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดเข้าใจสันโดษ ความพอของตนนี่ จะเห็นจริงด้วยปัญญาแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเราก็เป็นสุขด้วยนะ เป็นสุขนะ เอาละทีนี้ จบมุมนี้ ความสามัคคีของคน จะสามัคคีได้ เพราะความโลภมันลด เพราะความโกรธที่พูดไปแล้วประเด็นแรก แม้แต่ความไม่ชอบใจเล็กน้อยก็เอาออก ความโลภนี่ด้วย หมด ลดลงไปๆและปัญญาเจโต จะต้องเป็นการลดลงไปและสมบูรณ์ที่สุดนั่นแหละ พระอรหันต์ แม้ยังไม่สมบูรณ์ด้วยเจโต ปัญญารู้แล้วว่าลดดี ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธมาให้แก่ตัวนี่ดี ก็มาฝึก พอฝึกแล้วนี่ ด้วยปัญญารู้แล้วนี่ แต่เราก็ยังไม่ฉลาด ไม่มีปฏิภาณอยู่กับหมู่กับฝูง ก็กระทบกันนิดหน่อยก็ แหม โกรธแล้ว ไม่สบายใจ และความไม่สบายใจอย่างโง่ๆชนิดหนึ่ง ที่อาตมาเห็นกันอยู่มากนี่ ผู้หญิงนี่ชอบเป็น คือ น้อยใจ ผู้ใดน้อยใจคือ โง่ไม่เสร็จทุกคน ผู้ใดที่ยังมีอาการน้อยใจให้แก่ตัวเอง คือ โง่ไม่เสร็จทุกคน น้อยใจนี้ มันก็ทุกข์น่ะ แต่ก็โง่ให้มันทุกข์อยู่นั่นแหละ ไปน้อยใจทำไม มันไปมีความจริง คือมันมีอาการชนิดหนึ่งที่เราเรียกเป็นภาษาไทยว่า น้อยใจ ไม่รู้ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่าอะไร ภาษาจีนเขาเรียกว่าอะไร คนจีนน้อยใจเรียกว่าอะไร อะไรซิม เอาละเสียเวลา พูดไปก็อย่างนั้นแหละ บัญญัติภาษาของชาติไหน ก็แล้วแต่เขาจะสื่อภาษาเป็นอย่างไร แต่อาการนั่น เราต้องรู้อาการอย่างนั้น จะเป็นเจ๊กแขกฝรั่งไทย อะไรก็ช่างเถอะ ถ้าอาการมันเป็นอย่างนั้น ภาษาไทยเรียกว่า น้อยใจ ภาษาจีน ภาษาฝรั่ง จะเรียกว่าอะไร อาการนั่นตรงกันก็แล้วกัน ภาษาจะเรียกแปลกไปอย่างไรก็ตามแต่ ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา แต่อาการนั่นตรงกันก็แล้วกัน คุณรู้ให้ชัดก็แล้วกัน ว่าอย่างนี้เรียกน้อยใจ อาการอย่างนี้ เครื่องหมายว่า ให้รู้อาการอย่างนี้เรียกว่าน้อยใจ ใครเรียนรู้แล้วก็เอาออก อย่าให้เกิดในใจ ทำให้ได้ตลอดไป ใครทำได้ ผู้นั้นๆเป็นสุข ฉลาด เสร็จแล้วเรื่องความโง่ อย่าโง่ไม่เสร็จอยู่ไม่ร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน