350101 ศิลปะพาสำนึก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์378 KB
วันที่แก้ไข13 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350101 ศิลปะพาสำนึก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ศิลปะพาสำนึก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ปีใหม่ สำนึกดีปีใหม่กัน เริ่มต้นปีใหม่แล้ว วันนี้วันที่ 1 แล้ว แล้วเราก็ได้สำนึกดีก่อนเพื่อนเลยนะนี่ อาตมาได้สำนึกดีปีใหม่กับ โอ้โฮ คนเยอะแยะก่อนเพื่อนเลย วันนี้ก็ยังไม่สว่างด้วย เราก็ได้สำนึกดีปีใหม่กัน คำว่าสำนึกดีปีใหม่นี้ อาตมาเจตนาจริงๆนะ เจตนาอยากจะให้ใช้ ใครใช้ไม่ได้ พวกเราชาวอโศกนี่ใช้กันให้ได้เลยแทนสวัสดี ลาวเขาใช้คำว่า เขาทักกันสบายดี เขาทักกัน พวกลาวนี่ วัฒนธรรมลาว ชาติลาวทักกันก็ สบายดี ทักกันก็ตู่เลยว่า สบายดี สบายไม่สบายไม่รู้ สบายดี ชาติลาวคนลาว คำทักทายเขา เอาก็ดี โมเมไปเลย สบายดีก็แล้วกัน มันสบายหรือไม่สบายก็ไม่รู้ ทีนี้คนไทยก็มาใช้คำว่าสวัสดี ทักทายกัน สวัสดีก็หมายความว่าปลอดภัย ก็คล้ายๆกับสบายเหมือนกันน่ะนะ สบายก็คงปลอดภัยน่ะนะ มันก็ปลอดภัยแล้ว มันก็สบาย มันก็ปลอดภัยน่ะ ไม่เป็นทุกข์มันสบายดี มันไม่เป็นทุกข์ ส่วนของคนไทยน่ะ สวัสดี ปลอดภัย สวัสดีนี่ เจริญมาถึงอำนวยกันเลย สวัสดีนี่มาจากภาษาบาลีที่ว่าโสตถิ มาเป็นสวัสดี นี่ภาษาไทย สวัสดี ก็เอ้า ขอให้เจริญๆน่ะ ปลอดภัยดีนะ ขอให้ไปดีก็แล้วกัน ขอให้ดีก็แล้วกัน คือเป็นการเพื่อผู้อื่น ให้ปลอดภัย ให้เจริญๆกัน เหมือนอวยพรกัน ฝรั่งก็ถามกันว่า เอ้า เป็นอย่างไร สบายดีหรือ อ้า ฝรั่ง พอเจอกัน ทักกันก็ เอ้า เป็นอย่างไร สบายดีหรือ ไม่เหมือนลาว ลาวนั่นเอาเลย สบายดี เป็นลาวน่ะว่าเลย สบายดี ยืนคำสบายดี โยนตูมทันทีเลย แต่ฝรั่งนั่นไม่แน่ใจ อ้า สบายดีหรือ How do you do ? สบายดีหรือ ก็ว่าอย่างนั้น ฝรั่ง ส่วนฝ่ายจีนก็บอก กินข้าวหรือยัง เจอกัน แหม หนัก อันนี้หนัก เจอหน้ากัน พวกจีนนี

อ่านต่อ

่ พอเจอหน้ากัน ทักทายกันนะ เจี๊ยะฮ้อ เจี๊ยะบ่วย เจอหน้ากัน แทนที่จะทักอะไรกัน เรื่องกิน เออ จีนนี่เรื่องกิน เจอหน้ากันแทนที่จะทักอะไรกัน เรื่องกินนี่ กินยัง กินแล้วยัง ถ้ายังไม่ได้กินก็ไปกินซะ คงจะอย่างนั้น หรือไม่ก็ไม่รู้น่ะนา ถ้ายังไม่ได้กิน ก็ไปหากินซะ หรืออย่างไร ถ้ายังไม่ได้กินก็ไปๆ กินด้วยกัน เอ้า...เชิญๆๆ หรือเปล่า ก็แล้วแต่เถอะนะ ก็มีวัฒน ธรรมต่างๆกันไป คนละอัน คนละอย่าง อาตมาก็มาคิดนึกว่า เอ๊ คำทักทายกันนี่ ก็เป็นประโยชน์เหมือนกันนะ อย่างน้อยมันก็เหมือนกับไม่เด๋อด๋าเจอกันแล้วก็มีคำทัก มีคำทักกันเป็นอะไรๆกัน ก็เป็นธรรมเนียม หรือวัฒนธรรม มันก็มีมันเองน่ะ ชาติอื่นๆ อะไรอื่นๆ อาจจะมีน่ะนะ อาตมาก็ไม่ค่อยรู้มากรู้มาย รู้กันแค่นี้ก็เอามาพูดกันแค่นี้ เจ้าอื่นเขาจะทักกันว่าอย่างไร ชาตินั้นชาตินี้ อันโน้นอันนี้ เขาจะว่าอย่างไรก็ยังนึกไม่ออก มันนึกออกแต่แค่นี้ ทีนี้ชาวอโศกเราจะพูดกับเขาก็พูดมาแล้ว เราเป็นคนไทย เราก็สวัสดีกันมามากแล้วนะ เรามาทักว่า เจริญธรรม มันก็คล้ายๆกันว่า สวัสดี สวัสดีก็บอกแล้วว่าให้เจริญ สวัสดีจงเจริญ เจริญน่ะ สวัสดีปลอดภัยนะ หรือว่าเจริญๆไป ว่าอย่างนั้นน่ะนะ เราก็ได้ทักแล้ว เราก็ได้ใช้ภาษาไทยมารวมกับภาษาบาลีบ้างว่าเจริญธรรม มาทักกันว่าเจริญธรรมมันก็เหมือนกับว่าสวัสดี เสร็จแล้วอาตมาก็มาเห็นว่าเจริญธรรมมันก็เหมือนกับว่าสวัสดี มันก็ถูก ทีนี้สวัสดีนี่ มันก็มีสำเนียง สำนึกดี กับ สวัสดี มันใกล้กัน ก็เลยเอาคำ สำนึกดี คิดคำสำนึกดีขึ้นมาใช้ว่ามันใกล้กับสวัสดี แต่มันมีความหมายมากเลยนะ มันมีความหมายถึงการพัฒนา การเตือนคน การให้เรามีสำนึก คำว่าสำนึก คำนี้นี่ลึกซึ้งมาก ลึกซึ้งนะ ภาษาไทยเราบอกว่า พูดว่า คนไม่มีสำนึก เท่านั้นแหละ เราก็ถูกด่าแล้ว ไอ้นี่ไม่มีสำนึกซะเลย นี่มันถูกด่าแล้ว ถูกด่า เพราะฉะนั้นทักกัน เจอกัน แล้วก็เตือนกันเสมอว่า ยังมีสำนึกกันอยู่หรือเปล่า อาตมาเห็นอย่างนี้นะ รู้สึกอย่างนี้นะ คนเรานี่ถ้าเผื่อว่ามีสติ เราก็สอนกัน แต่สำนึกไม่ค่อยสอนกัน มีสติจะสอนกัน ศาสนาก็สอนอยู่มากสติ แต่สำนึกนี่ก็สำคัญนะ ความหมายของสำนึกในภาษาไทยเรา ก็คงนึก ก็คงรู้น่ะเราจะต้องค้นคิด สำนึกนี้ ค้นคิด ตรวจตัว สำนึกนี่หมายความว่าค้นคิดแล้วก็ตรวจตัวเอง ระลึกว่าเรากำลังเป็นอย่างไร สำนึกนี่ หรือสิ่งใดชั่ว ความหมายลึกเข้าไปอีก คนที่มีความสำนึก หรือว่าคนนี้สำนึกแล้ว ก็หมายความว่าเราผิด หรือเราชั่วนี่ เราแก้ตัว เรากลับตัว นี่หมายความว่า "สำนึก" ใช่ไหม คนสำนึกคือผู้ที่ยอมรับผิดแล้วก็แก้ไข เป็นคนสำนึก ฉะนั้นถ้าผู้ใดมีสำนึกโดยความหมายที่อาตมาขยายมาหลายๆความหมายที่ว่าเมื่อกี้นี้ จะต้องระลึกรู้ตัว แล้วก็สำนึกอยู่เสมอ ระลึกตัวอยู่เสมอ แล้วก็รู้ว่าเราเองเป็นอะไร? ทำอะไร? จนกระทั่งถึงว่าเรามีอะไรผิด? แล้วเราได้แก้ไขหรือยัง ถ้าเรายังไม่ได้แก้ ยังไม่สมบูรณ์ด้วยความสำนึก ถ้าเรายังไม่ได้รู้สึกตัว แล้วก็ไม่ได้รู้ตัวเอง ปรับตัวเอง ยอมรับตัวเอง ว่าตัวเองไม่ดีอะไร แล้วเราจะแก้ไขอันนั้น เราจะปรับปรุงอันนั้น แล้วก็ลงมือทำไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่สำนึก แต่แค่ระลึก สำนึก ระลึก สำนึกเอาแต่เพียงความคิดมันก็ไม่เจริญ ไม่พอ สำนึกของเราจะต้องลงมือแก้ไขกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ลงมือแก้ไขเลยทั้งกาย วาจา ใจ ให้สำนึกนั้นดีให้ครบ คำว่าสำนึกดีของพวกเรา ขอให้เข้าใจด้วยนัยอย่างนี้นะ สำนึก มันหมายความว่าระลึกด้วย รู้ตัวเสมอด้วย แล้วก็รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เรามีอะไรชั่ว เรามีอะไรไม่ดี เราจะแก้ไข เราจะยอมรับแล้วก็ลงมือแก้ไข กระทำเดี๋ยวนี้ เราไม่ได้กระทำ เรารู้ว่าเราผิดอะไร ไม่ดีอะไร แต่เรายังไม่ได้กระทำ นั่นยังไม่ได้สำนึก ต้องรวมกันถึงการกระทำด้วยนะ นั่นเรายังไม่ได้สำนึกดี อาจจะสำนึกแต่แค่คิด รู้แล้วน่าๆ แต่ยังไม่ดี ยังไม่ได้กระทำ ยังไม่ได้ลงมือให้มันสมบูรณ์ กระทำให้สำเร็จ กระทำให้จบ เพราะฉะนั้นวันนี้ปีใหม่ 2535 ทุกๆคนจงพยายาม ให้ตัวสำนึกมันประจำอยู่ที่ตัว เพราะฉะนั้นถ้าเจอกันแล้วก็เตือนกัน ทักทายกัน ให้รู้ตัวกันเสมอว่าสำนึกดีกันอยู่หรือเปล่า ทักทายกันด้วยคำสำนึกดีให้ยิ่งขึ้น ตอนแรกๆ อาตมาจำได้ว่า พอใช้คำนี้ขึ้นมาก็หัวเราะกันน่ะ มาทัก สำนึกดี มันเหนียมๆน่ะ คำอย่างนี้มันใหม่นะ ก็เคยใช้กันว่า สวัสดี หรือ เจริญธรรม ก็ชินไปแล้ว ทักกันว่าเจริญธรรมก็ชินไปแล้ว ก็พอได้ พอบอก สำนึกดี แหม มันอย่างไรไม่รู้ มันไม่ค่อยคล่อง มันชักเหนียมๆ แต่พอใช้ไป อาตมาก็เห็นว่าใช้กันได้ดี ใช้กันจนชินแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย บางคน บางทีเขาไปมองว่า สำนึกดีนี่เหมือนกันกับไปตู่เขาว่าลื้อสำนึกดีหรือเปล่า คล้ายๆอย่างนี้ ไปว่ากัน ว่านี่ตัวเองสำนึกดีหรือเปล่า เราก็สำนึกของเรา ใครได้ยินก็สำนึกอันนั้น มันเป็นการกล่าวขึ้น เป็นการได้ยินขึ้น เป็นการเตือนสติ เตือนสัมปชัญญะ ปัญญาขึ้น ว่าเราในขณะนี้ เรามีสำนึกหรือไม่ อาตมาว่ามันมีความหมายดีมาก เพราะฉะนั้นชาวอโศกเราแล้ว วัฒนธรรมพวกเรานี่ ถ้าจะใช้สวัสดีแล้วก็ อาตมาว่า เราใช้สำนึกดีแทนไปได้เลย เรามีคำทักกันหลายคำ เราร่ำรวยภาษา อาตมาว่าอาตมาเป็นนักอักษรศาสตร์พอสมควรนะ แต่ว่าไม่ได้ผ่านมหาวิทยาลัยอักษรศาสตร์ ทางบาลีเขาก็ว่าอยู่นะ แต่อาตมาไม่ได้เรียนแผนกบาลีโดยตรงนี่ จะว่าอาตมาบ้าง อาตมาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก อาตมาต้องยอมรับน่ะว่า ไม่ได้ไปศึกษามาโดยตรง อาตมาศึกษาภาษาไทยน่ะ อาตมาว่าเรื่องภาษาไทย อาตมาว่าอาตมาไม่ด้อยกว่าใคร ที่อาตมาทำงานศาสนามาได้นี่ อาตมาว่าอาตมาทำงานมากับพวกคุณได้ผล เพราะอาตมารู้ภาษาไทย อาตมาใช้ภาษาไทยได้มีสมรรถภาพ มีประสิทธิภาพ สื่อ พูด อธิบายด้วยภาษาไทย ให้พวกคุณเข้าใจได้ถึงสภาวะ แม้นามธรรม แม้แต่ ในสภาวธรรมที่ลึกๆ ละเอียดๆ อาตมาก็ใช้ภาษาไทยสื่อให้พวกคุณเข้าใจกันได้ เมื่อเข้าใจแล้วเราก็เอาไปปฏิบัติประพฤติ เอาไปกระทำได้สำเร็จ เป็นเรื่องยากนะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ได้ ได้เพราะภาษานี่แหละ สื่อเป็นหลัก แล้วอาตมาก็เรียกว่าฝึกหัดในเรื่องใช้ภาษา หรือว่ายินดีในภาษามาตั้งแต่ไหนๆแล้ว เรียนรู้ก็รู้สึกว่าเรียนดี อาตมาเรียนภาษาไทยนี่นะได้ท็อปมาตลอด แต่เป็นคนที่ขยันน้อย ไม่เคยอ่านหนังสือเรียนจบสักเล่ม หนังสือเรียนภาษาไทยนี่ ไม่เคยอ่านจบสักเล่ม ตั้งแต่เรียน ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม แต่ท็อปมาทุกทีแหละ ท็อป แต่อ่านไม่จบสักเล่มนะ เป็นคนที่อย่างไรไม่รู้ เสร็จแล้วก็รู้ตัวว่าเรานี่ มีจิตพยายามสื่อ หรือ เข้าใจในเรื่องของภาษานี่ให้ลึก ให้แหลม แม้แต่ความแตกต่าง แม้แต่สภาวะที่ควรใช้คำอย่างนั้นอย่างนี้ คำคล้าย คำเหมือน คำที่ใกล้เคียงกันและมีความหมายต่างกันมากหรือน้อย ให้ค่าที่ต่างกันอย่างไร เช่นยกตัวอย่างง่ายๆ เราจะเขียนบทความ เขียนหนังสือ เขียนคำบรรยาย เขียนคำอะไรก็แล้วแต่ เขียนคำเรียงอะไรพวกนี้ ร้อยกรอง ร้อยแก้ว ก็ตาม ก็รู้สึกว่าตัวเองนี่พิถีพิถันในคำความ คำไทยนี่ พวกเราจะรู้สึก อยู่กับอาตมานี่ อาตมาแต่งร้อยกรองนี่ จะเอามาแต่ละคำนี่ บางทีถามพวกเราอยู่เสมอ นั่นแหละ อาตมามีนิสัยอย่างนั้นล่ะ ตัวเองทำมาก่อนแล้วนะ ยังมาถามพวกคุณอีก ให้มาช่วยคิด ที่จริงก็ฝึกพวกคุณด้วย ให้เรียนรู้ให้เข้าใจพวกนี้ว่ามันมีความหมายต่างกัน ใช้คำนี้กับใช้คำนี้เป็นอย่างไร เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมายังจำได้สนิทเลยทุกวันนี้นะ สมัยเรียนอยู่ม.7 ม.8 เขียนบทความเขียนแต่งเรียงความนี่แหละ อาจารย์สอนตอนนั้น อาจารย์หลวงสมเด็จวรรณกิจ สอนภาษาไทย ใครเป็นลูกศิษย์หลวงสมเด็จวรรณกิจบ้างยกมือขึ้น ไม่มีเลย อ้อ เป็นลูกศิษย์หลวงสมเด็จวรรณกิจหรือ มณทิรา เอ้า ไม่รู้จัก ทำไมยกมือล่ะ ลูกศิษย์หลวงสมเด็จวรรณกิจ เป็นอาจารย์ภาษาไทย จบ ป.ม.แค่นั้นล่ะ หลวงสมเด็จวรรณกิจนี่ จบ ป.ม. แต่เป็นอาจารย์ครุศาสตร์ อักษรศาสตร์เยอะ ป.ม.ไม่ต้องพูด อาจารย์ของครู ป.ม.ไม่ต้องพูด อาจารย์สอน พวกอักษรศาสตร์บัณฑิต ครุศาสตร์บัณฑิตนี่เยอะ เพราะว่าเป็นอาจารย์ภาษาไทยที่เฮี้ยบมาก เวลาเข้าห้องเรียนนี่อย่ากระดิกนะ อาตมามองไปข้างล่างโน่นยังไม่เจอ ไม่รู้ว่ามีใครเป็นลูกศิษย์บ้าง เอ้ ไม่มีเลย แปลก รุ่นอายุมากๆหน่อยก็น่าจะมี ขนาดอาตมาก็น่าจะมี แต่ไม่เห็นมีเลย สอนหมดแหละจุฬาฯ ธรรมศาสตร์อะไร ก็สอน โดยเฉพาะวิทยาลัยครูนี่สอนมาเยอะ เพราะว่ามาทางครูโดยตรงแล้วได้รับเชิญไปสอนมหาวิทยาลัยมากมาย ดุมากๆ อาจารย์หลวงสมเด็จวรรณกิจนี่ เสียไปหลายปีแล้ว อายุก็มาก ช่วงสอนอาตมาก็แก่แล้ว อาตมาเรียน ม.7 ม.8 นี่ เรียนภาษาไทย อาจารย์หลวงสมเด็จนี่สอน พอเข้าห้องแล้วอย่า ใครพูดไม่ได้น่ะ พูด ไล่ออกจากห้องเลย ต้องนั่งเงียบ แล้วต้องนั่งตัวตรงด้วย นั่งไม่มองหน้าไม่ได้ด้วย ถ้านั่งแล้วหันหน้าไปทางอื่นนะโดน ลงโทษ ไม่อะไรก็อะไรอันหนึ่ง ดีไม่ดีก็ไล่ออกจากห้องไปเลย ดุจริงๆ ทางภาษาไทย ดุจริงๆ แล้วสอนมีหลักดีมากเลยนะ สอนมีหลักดี อาตมาก็มีอยู่คราวหนึ่ง ก็แต่งเรียงความนี่ ขึ้นต้นย่อหน้าบรรทัดใหม่ "เหมือนกับว่า" ใช้คำว่า "เหมือนกับว่า" อาจารย์หลวงสมเด็จบอก มันมีความอะไรอาตมาจำไม่ได้แล้ว เนื้อความนี่ใช้คำว่าเหมือนกับว่านี้ ขึ้นเป็นวลีนำต้นเรื่อง นำภาษาไปแล้วก็มีความสอด อาจารย์เห็น บอกว่า ใช้ไม่ได้ ต้องใช้ "ราวกับว่า" จึงจะถูกต้องและดี อาตมาก็มาดู โอ ถูกจริงๆนะ จริงเลย คำว่า "เหมือน" กับ "ราว" เท่านั้นหละ ราวกับว่า ก็เหมือนกับ ราวกับ เท่านั้นหละ อื้อฮือ ต่างกันลิบ เอาละ อาตมาไม่ขยายภาษาไทยล่ะน่ะ ประเดี๋ยวจะจบเทศน์กันด้วยภาษาไทย อย่างไรๆไม่ไหว อย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างเฮี้ยบเลยนะ หลายอันหลายอย่างในภาษานี่ อาตมาก็มีความคิดอย่างนี้อยู่แล้ว เลือกคำที่จะเหมาะจะอะไรนี่ มันก็เลือกอยู่แล้ว ยิ่งร้อยกรอง ร้อยกรองนี่แต่งฉันท์ กาพย์ กลอน อะไรนี่ โอย ต้องเลือกคำเยอะ แล้วไม่ใช่คำจะเลือกไพเราะเท่านั้น จะต้องเลือกคำที่ได้ความหมาย ภาษาไทยมีความหมายของมันต่างกันเยอะนะ มันต่าง มันให้ความหมายเยอะ อาตมาไม่รู้นะ คนลาวนี้มีความรู้สึกอย่างไร คนอีสานนี้จะมีความรู้สึกอย่างไรกับภาษานี่นะ อาตมาเคยเอามาพูด ภาษาอีสานนี่ละเอียด รู้ไหมว่า คำว่า "โคโล" กับ "คอลอ" นี่ต่างกัน "จ๊องป๊อง" กับ "แจ๊งแป๊ง" นี่ต่างกัน ให้ความหมายต่างกัน "จ๊องป๊อง" นี่รูโตหน่อย ถ้า "แจ๊งแป๊ง" นี่เล็กลงไปอีก ถ้า"จิ๊งปิ๊ง" เล็กลงไปอีกน่ะ "แคแล" กับ "โคโล" นี่ก็ต่างกัน "คอลอ" นี่ก็ต่างกัน "แคแล" นี่หมายความว่าทิ้งอยู่ ไม่มีใครดูแล อย่างนั้นๆ ทิ้งไว้แคแล "คอลอ" นี่หมายความว่ามันทิ้งไว้มีลักษณะเล็กๆ "โคโล" นี่หมายความว่ามันทิ้งไว้มีลักษณะ "โคโล" นี่ใหญ่ ทิ้งไว้ก็ แหม ทิ้งไว้ แต่ใหญ่หน่อย แม่นบ่ เข้าใจบ่ เข้าใจอยู่ นี่ภาษาอีสานละเอียดมากน่ะ ไม่ใช่เท่านี้นะ ไม่ใช่คอลอ แคแล โคโล ยังมีอีกนะ จ๊องป๊อง แจ๊งแป๊ง จิ๊งปิ๊ง อะไรนี่ มีอีกเยอะแยะเลย มากมายนะ ภาษาอีสานนี่ ภาษาภาคกลางนี่อย่าไปเทียบเลย ภาษาอีสานนี่มาก ละเอียดลออ และคำใกล้ๆกัน หรือคำไม่ใกล้กันก็ตาม แต่ต่างกันตรงนี้ ภาษานี่ ที่อาตมาพูดนำนี่ ก็เพื่อให้พวกเราได้ระลึกรู้ บัญญัติภาษา ได้ศึกษาด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเราก็พูดผิดพูดถูก พูดไปพูดมา พูดชักศึกเข้าบ้านด้วย เพราะปากไม่ดี พูดไม่รู้จักภาษาน่ะนะ ได้แต่พูดไปตามอยาก พูดอะไรก็พูดส่งๆ ระวังเถอะ พูดส่งๆแต่มันมีอะไรจะกลับมาเหมือนกัน อะไรเขาส่งกลับมา อีงวดนี้แล้วมันไม่ค่อยสนุกนะ ฉะนั้นต้องระวัง มีคนติงมานิดหนึ่งว่า เด็กหรือผู้น้อยจะใช้คำว่าสำนึกดีกับผู้ใหญ่จะเหมาะสมหรือไม่ อาตมาขอยืนยันว่าเหมาะสม ผู้ใหญ่นั่นแหละตัวดีนัก ไม่ค่อยสำนึก เพราะฉะนั้นให้เด็กมันเตือนเสียบ้าง พูดกับสมณะก็ไม่ต้องสำนึกดีกับสมณะหรอกก็มีนมัสการอยู่แล้ว กราบนมัสการอยู่แล้วสมณะ แม้แต่เขียนจดหมายยังมีคำขึ้นต้นต่างกันอยู่แล้ว กับสมณะอย่าไปใช้เหมือนกันเลย สมณะไม่ต้องใช้สำนึกดี นอกจากข้างนอกเขามา ยังไม่รู้อะไรก็ เจริญธรรมสมณะ อะไรอย่างนี้ เราก็ใช้ สมณะซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าเราไม่ใช่นะ อะไรนะ อ้อ เอาเถอะคุณ จะเอาให้สนุกไปถึงอย่างนั้นก็ได้ไม่เป็นไร ทักกันว่า ยังทนทุกข์ดีอยู่หรือ นี่สำนวนของพระพุทธเจ้าที่ท่านทักสงฆ์ ท่านทักสาวกอย่างไร ยังทนทุกข์ดีอยู่หรือ ท่านก็ทัก ก็เอาเถอะ ก็ไม่ว่าอะไร นั่นก็ลึกซึ้งเข้าไปอีกนะ ก็ดีเหมือนกันน่ะ ดีเหมือนกัน ให้ท่านทักเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน แต่ว่ามันก็คงจะไม่ค่อยไหว ข้างนอกก็ไปถามเขาว่า ยังทนทุกข์ดีอยู่หรือ นี่ก็คนข้างนอกเขาก็บอกว่า ไอ้พวกนี้มันพวกทุกข์นิยมเหลือเกินนี่ โอ้โฮ ไปไหนมันก็จะเอาแต่ทุกข์ มันทุกข์นิยมมากไปหน่อยหรือเปล่าน่ะ มันจะไปกันใหญ่ ถามมาว่า เด็กใช้กับผู้ใหญ่จะดีหรือ? ดี อาตมาว่าเป็นวัฒนธรรมของพวกเรา ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับว่า คำนี้เป็นคำธรรมดา เหมือนกับคำว่า สวัสดี เหมือนกับจีนไปทักกัน เจอหน้ากันก็ เจี๊ยะบ๊วยๆ มันตะกละจังน่ะ เขาก็ยังไม่ถือกัน มันเป็นเขา แม้แต่จะทักกันว่า เจอหน้ากัน ก็กินหรือยัง อยู่นั่นแหละ ไปไหนก็เจอแต่กินหรือยัง ทักกันว่ากินหรือยัง เขาก็ยังไม่ถือสาอะไรกัน ฉะนั้นถ้าเราใช้เป็นวัฒนธรรมแล้ว มันไม่คิดหรอก ถือเสียว่าเป็นความปรารถนาดี เป็นความปรารถนาดีกันนะ อันนี้เป็นจุดที่หนึ่ง ที่พูดกันในวันนี้ตอนเช้าวันที่ 1 ของปี 2535 แน่ะเลข 2535 นี่ดีเหมือนกันนะ สองกับสามรวมกันเป็นห้าเสียอีก สองห้าสามห้า สองกับสามรวมกันเป็นห้าเลย มีห้าสามตัว รวมกันก็เป็นห้าสามตัว ถ้าเล่นเลขนะ นี่ไม่ได้หมายความบอกเลขหวยตั้งแต่ต้นปีเลยนะ พูดไปแล้วก็อาตมานี่ แม่อาตมานี่ โอ้โฮ จนจะตายก็ยังเล่นหวย ติดหวย เล่นหวยจนจะแย่แล้ว จนนอนป่วยอยู่ไม่รู้กี่ปียังสั่งซื้อหวย แม่อาตมา ซึ่งไม่ดีหรอก เลิก เราเลิกอบายมุข มาเลิกอะไรกันแล้วนะ ทีนี้อาตมาอยากจะพูดถึงเนื้อหาเสียก่อน แล้วจะมีอะไรต่ออะไรที่จะขยายออกไป แล้วก็จะอธิบายถึงว่า เราเดินทางมาถึงไหนแล้ว แล้วเราก็จะต้องเตรียมตัวอะไรกันบ้าง และจะต้องระวังอะไร หลักธรรมะของเราก็คือ มรรคองค์ 8 มรรคองค์ 8 ที่เราได้ปฏิบัติกันมา แล้วอาตมาก็พยายามอธิบายๆ แล้วจะต้องอธิบายไปอีกหลายชาติ ไม่ใช่อธิบายไปแค่สิ้นชาตินี้เท่านั้นนะ อีกหลายชาติ เกิดเมื่อไรก็อธิบายมรรคองค์ 8 เกิดมากี่ชาติก็อธิบายมรรคองค์ 8 เป็นทฤษฎีที่อภิมหาบรมยิ่งใหญ่ๆ ซึ่งอาตมาขอยืนยันว่าพวกเราก็ยังเข้าใจได้เท่าที่พวกคุณเข้าใจแต่ละคนนั่นแหละ ยังไม่ได้ลึกซึ้ง อาตมาก็ยังขยายไม่ได้หมด ยังขยายไม่ได้หมด เพราะหลายอย่างที่เรายังทำไม่ถึง ยังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะนำมาเป็นองค์ประกอบในการบรรยายได้ เรามีหลายอย่างเป็นเหตุปัจจัยที่มีสภาวะ มีตัวตนขึ้นมาแล้ว มีสภาพขึ้นมาแล้ว แล้วอาตมาก็อธิบายขึ้นมา พูดขึ้นมา พวกคุณก็รู้ได้เลย เข้าใจได้เลย ถึงรู้ไม่ได้ อาตมาบางทีก็หยิบขึ้นมากล่าวถึงเลย มาบอก มาพูดประกอบการอธิบาย คุณก็เข้าใจได้ หลายอย่างต้องอาศัยสิ่งประกอบพวกนี้นะ เรียกว่าต้องใช้องค์ประกอบของมัน ผู้รู้ในการสื่อนี่นะ ผู้มีศิลปะในการสื่อ จะมีความรู้ในการจัดองค์ประกอบ ท่านเรียกว่าคอมโพสิชั่น ภาษาอังกฤษเรียกว่า composition เป็น องค์ประกอบของงานศิลปะนั้นๆ องค์ประกอบงานศิลปะในการพูด องค์ประกอบในงานศิลปะในภาษา คำพูด หรือองค์ประกอบในภาษาคำ เป็นเพลง เป็นกลอน องค์ประกอบในท่าทางลีลาที่จะรำ ที่จะยกแขน ขยับขา ขยับโน่นนี่อะไรก็แล้วแต่ องค์ประกอบในท่านาฏกรรม องค์ประกอบในภาพที่จะเขียน จะใช้องค์ประกอบมีเส้น มีสี มีแสง มีขนาด มีมุม มีนั่นมีนี่อะไรก็แล้วแต่ องค์ประกอบที่จะปั้นรูป องค์ประกอบที่จะทำตึกรามสถานที่อาศัย องค์ประกอบที่จะประกอบอะไรขึ้นมาเพื่อที่จะให้ได้ประโยชน์ที่สุด ดีที่สุด ให้คนรู้ได้ด้วย โดยเฉพาะเริ่มต้นให้คนรู้ พอสัมผัสแล้วก็รู้สึกเลย บ้านหลังนี้สัมผัสแล้วน่าอยู่ รูปปั้นรูปนี้สัมผัสแล้วให้ความรู้ เกิดการพัฒนาตนเอง พอสัมผัสแล้วให้ความรู้ในด้านใดก็แล้วแต่ หรือให้ความสุข สัมผัสแล้วให้ความสุข รูปเขียนรูปนี้สัมผัสแล้วให้ความรู้ สัมผัสแล้วให้ความสุข ยกตัวอย่างง่ายๆนะ อาตมาให้ความหมายง่ายๆ คุณฟังหน่อยก็แล้วกัน มันมีมาก แต่ว่าอาตมาขยายมากไม่ไหวละ ต้องขยายแค่ยกตัวอย่างนี่นะ ท่าทางร่ายรำนั้น หรือท่าทางไม่ใช่ร่ายรำอย่างเดียวละ ท่าทางนาฏกรรม ท่าทางที่จะมีท่ายกไม้ยกมือ แสดงธรรมมีมือมีไม้ มีโน่นมีนี่ด้วย นั่นเป็นท่าทาง ท่าที สัมผัสแล้ว เห็นแล้ว สื่อให้เราได้รับความสุข สื่อให้เราได้รับความรู้ มันอาจจะได้รับความรู้สึกอื่นอีกนะ อาตมาบอกแค่นี้นะ ไม่ใช่มีแต่ความรู้สึกสุขเท่านั้น มีอื่นอีกก็ได้ ดีไม่ดีปลุกเร้าให้ไปชกเขาก็ได้นา พอสัมผัสแล้ว แหม มันอยากชก สัมผัสแล้วเมตตา อะไรอย่างนี้ ขยายเพิ่มเติมหน่อย นอกจากความรู้กับความสุขที่อาตมากล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ คนที่เป็นศิลปินนี่จะทำงานอะไรออกมา แม้แต่จะยกมือ ยกแขน ยกขา จะกล่าว จะพูด จะใช้สีหน้าสีตา อย่างศิลปินนักแสดงใช้ สีหน้าสีตาก็ประกอบออกมาทั้งนั้น คอมโพส (compose) ออกมาทั้งนั้น เป็นคอมโพสิชั่น (composition) เป็นองค์ประกอบศิลปะให้คนได้รับสัมผัสเข้าไปแล้ว สื่อให้ได้รับรู้ ได้รับความรู้สึก เกิดความสุข ความรู้ ความเมตตา เกิดความบันดาลใจอะไรก็ตามใจเถอะขึ้นมาได้ นั่นคืองานศิลปะ อาตมาไม่สงสัย แต่ก่อนสงสัยว่า ทำไมเราต้องมาดันเรียนศิลปะชาตินี้ ทำไมเราไม่ไปเรียนวิชาที่มันเจ๋งๆ แหม เรียนมาแล้ว ได้ แหม เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาแล้วจะได้ไม่ต้องมาหงอๆอยู่ทุกวันนี้แล้วเขาข่มทุกอย่าง ไม่ได้ แต่แค่จะเรียนศิลปะยังไม่ได้ปริญญากับเขาเลย คิดดูเถอะ เรียนศิลปะมันยังไม่ได้ปริญญากับเขาเลยนะ มันตลกดีนะ อาตมาจะพูดเรื่องที่มันเป็นจุดด้อยของอาตมาอันหนึ่งให้ฟัง มันแปลกน่ะ อาตมานี่สนใจศิลปะ เรียนศิลปะ เข้าเพาะช่างไม่ต้องสอบ จบ ม.8 กะว่าเรียนจบ มันสอบ ม.8 ไม่ได้สักที สอบสองปี สามปี ก็ไม่ได้ กะว่าจบ ม.8 แล้วจะไปเรียนศิลปากรมหา วิทยาลัยน่ะ ศิลปากรนี่เป็นมหาวิทยาลัย เรียนมหาวิทยาลัยมันก็เขื่องน่ะนา ไป เทียวไปอยู่น่ะ เทียวไปมหาวิทยาลัย รู้จักคนเยอะน่ะ นักศึกษา รู้จักอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำสนิทกะเขา ไปคุยว่าเราอยากจะเรียน เราชอบศิลปะ รู้ก่อนเลยนะ เสร็จแล้วก็ไม่ได้เรียนอย่างที่กล่าว วิถีชีวิตไปจบ ม.7 แล้ว ไม่ใช่จบ ม.7 ม.7 สอบได้ แต่ ม.8 มันตก จน ม.8 ครั้งสุดท้าย โรงเรียนเขาก็เลิก ม.8 แล้ว แหม ประกาศผลมันก็ตกอีก บ๊ะ จะไปหาโรงเรียนเรียนใหม่ก็ยุ่ง เดินมาหาเพื่อนที่เพาะช่าง มันเรียน ป.ม.แล้ว หนอย เรายังไม่ทันไปไหนเลย คือแต่ก่อนจบ ม.6 แล้วเรียน ม.7 ม.8 หรือว่าพอจบ ม.6 เขาก็สอบเข้าเพาะช่าง อาตมาก็เรียนไป เพื่อนมันก็เทียบไป ป.ม.แล้ว ไปคุยกับเขา เขาก็บอกว่า เอ้ย เพาะช่างเปิดแผนกวิจิตรศิลป์ (Fine Arts) ยังไม่ครบหรอกนักเรียนน่ะ ยังเข้าได้อีกอยู่ อาจารย์จิตต์ บัวบุศย์ ตอนนั้นน่ะยังให้เข้าได้ รับอยู่ บอกอย่างนั้น ไม่ต้องสอบ เราก็เคว้งๆอยู่นา สอบ ม.8 ก็ตก อะไรมันก็ยังไม่เข้าท่า เอา เข้าก็เข้าวะ เรายังดูถูกโรงเรียนเพาะช่างน่ะ ว่ามันไม่ใช่มหาวิทยาลัย มันก็เรียนแค่อาชีวะ หรือแค่ระดับนั่นน่ะ แต่ก็เอา เข้าก็เข้า ไปขอใบสุทธิจากโรงเรียนเก่า โรงเรียนที่ตก ม.8 นั่นแหละ โรงเรียนสีตบุตรบำรุง ขอใบสุทธิ ม.7 มารับรอง เพราะเราสอบ ม.7 ได้แล้วนี่หนอ ม.7 เชียวนะมาเข้าเพาะช่าง ที่จริงเขาจบ ม.6 เท่านั้นแหละมาเข้า เราเอา ม.7 มาเข้า เอามาเข้าโรงเรียนเพาะช่าง เรียนเพาะช่างไปถ้าจบปี 3 ก็เท่ากับเรียน ม.8 นั่นแหละ มาเทียบเท่าได้ จบปี 3 กับจบ ม.8 อาตมาก็เอา ก็มีเทียบเท่า ม.8 แล้ว มีสิทธิไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไปสมัครเข้าศิลปากร อาตมาไม่เคยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนเลย ในประเทศ ไทย ไม่เคยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนเลย ไปเข้าธรรมศาสตร์ก็เข้าฟรีไม่ต้องไปสอบหรอกธรรมศาสตร์น่ะ มันเป็นมหาวิทยาลัยเปิดตอนนั้น แต่อาตมาตอนนั้น นักเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนกัน ไปสมัครเข้าเหมือนกันแต่ไม่ได้ไปเรียน ไปสมัครสอบเข้าศิลปากร แล้วก็ไปสอบเข้าศิลปากรสอบตก สอบเข้าไม่ได้หรอกในขณะที่อาตมาเรียนอยู่ที่เพาะช่างนี่ ผู้ที่ไปเรียนด้วยกันนี่ในห้องนี่นา อาตมาชนะเขาหมดน่ะ อาตมาท็อปน่ะ ได้ที่หนึ่งน่ะ แต่อาตมาไปสอบเข้าศิลปากรนี่ อาตมาเข้าไม่ได้หรอก แต่พวกที่ในชั้นเขาสอบเข้าได้ เขาได้เข้าน่ะหลายคนแต่อาตมาตก เอ็นทรานซ์ไม่ได้ เข้าไม่ได้ เข้าศิลปากร เข้าไม่ได้ ไม่ได้ ก็เรียนเพาะช่างต่อปี 4 ปี 5 ต่อจนจบ จบแล้วก็ไม่คิดจะเรียนต่ออะไรอีก ไม่ใช่ไม่คิดหรอก ก็ทำงานน่ะ ชีวิตมันจะต้องทำงาน เพราะส่งน้องนุ่ง ต้องเลี้ยง ต้องอะไรต่ออะไรก็ต้องทำงาน จะเรียนต่อเหมือนกัน จุฬาฯ ก็จะเข้า เขามีทไวไลท์จุฬาฯ ก็จะไปเรียน ครุศาสตร์เปิดตอนนั้นยังไม่เปิดแผนกวิทย์กับแผนกศิลป์ ไปสมัครนะ เอาอะไรต่อะไรไป แหม ทำทีทำท่าจะรับอาตมาเหมือนกัน เสร็จแล้วก็ไม่รับ แหม อาจารย์อำไพนี่แหละ สุจริตกุล นี่แหละเป็นคณบดีอยู่ตอนนั้น แหม ไม่รับ เราก็นึกว่าจะรับก็ไม่รับ นิเทศศาสตร์ก็จะไปเรียน นิเทศศาสตร์อาตมาก็เรียนได้ เอ้า ก็จะไปสมัคร สมัครแต่ไม่มีเวลาไปเรียน เพราะว่ามันตรงกับเวลาทำ งานของเรา เลยไม่ได้เรียนกัน ถ้าเรียนก็รุ่นแรกนิเทศศาสตร์จุฬาฯ นี่ เอ้าละ พูดไปก็ยาวน่ะ เรื่องประวัติ เพราะฉะนั้นอาตมาทำงานศิลปะอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องภาษาและท่าทาง อาตมาใช้พวกคุณนี่เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือศิลปะของอาตมา วันนี้เปิดเผยอะไรบ้าง หลายๆคนนี่ ไม่รู้ตัวหรอกว่า อาตมาจับเป็นหุ่นเชิดให้เป็นตัวองค์ประกอบในศิลปะของอาตมา เพื่อที่จะประกอบงาน งานศิลป์ของอาตมา ถ้าเป็นภาพเขียน ก็เป็นภาพเขียนที่ใหญ่มาก ไม่ใช่เป็นภาพเขียนที่อยู่ในวงแคบ เป็นภาพเขียนที่ใหญ่ ถ้าเป็นประติมากรรมเป็นภาพปั้น ก็เป็นรูปปั้นที่ใหญ่มากและไดนามิกด้วย ภาพปั้นของอาตมาเคลื่อนไหว แม้แต่ภาพเขียนของอาตมาก็เคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นตัวพวกคุณนี่เป็นเหมือนสีที่อาตมาเอาไปเขียน เหมือนว่าพวกคุณเป็นก้อนดินที่อาตมาเอามาปั้น ใส่งานปั้นของอาตมา เสร็จแล้วก็ ทำออกมาแล้วก็เป็นอยู่ในประเทศนี่แหละ อยู่ในสังคมเรานี่แหละ พวกคุณก็แต่ละคนๆ อาตมาสื่อ อาตมาบอก อาตมาให้ทำ ยกตัวอย่างง่ายๆนะ สมัยแรกอาตมาทำการสุขุม สำรวม เดินมีท่า มีอะไรต่ออะไร พวกสมณะก็ตาม พวกฆราวาสก็ตาม ทำตามทำไป แพร่ไปทั่วเลยนะ โอโฮ้ แล้วได้ผลไหม? ได้ไหม? นั่นแหละอาตมาหยิบมายืนยันให้ฟัง โอ สนใจแล้วนี่ แต่มันก็ไปเต๊ะท่าเลย เป็น dramatic ชนิดหนึ่ง เป็นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง เป็นศิลปะทางด้านนาฏกรรม ท่าทางประกอบไปด้วยภาษาลีลา ที่อาตมาก็ใช้ แล้วพวกเราก็เรียนตาม สมณะก็เรียนตาม ฆราวาสก็เรียนตาม แม้แต่ภาษาที่ใช้มาทักทายกัน เจริญธรรม ญาติธรรม ไอ้โน่นไอ้นี่ สารสัจจะ ไอ้โน่นไอ้นี่ อาตมาใช้มา พวกเราก็ใช้เป็นสื่อกันมา ใช้ประกอบ แม้แต่ภาษาข่อยที่เป็นภาษาไทยแท้ๆ เอามาขยายความ อธิบายโน่นนี่ไป ในวิปัสสนาก็ขยายความ สมถะก็ขยายความ สมาธิอะไรก็พูดกันไป ขยายความเป็นภาษาไทย ที่แล้วแต่ละคนจะไปซอย ขอใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน