350228 ฟังธรรมได้อะไร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข14 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350228 ฟังธรรมได้อะไร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

ฟังธรรมได้อะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ณ สันติอโศก

อุดมการณ์ คือ แค่ความคิดความฝัน คืออุดมการณ์ อุดมคตินี่ หมายความว่าจะต้องทำนะ คติหมายนี่หมายความต้องดำเนินไป เพราะฉะนั้นใครมีอุดมคติ ก็คือทำอยู่กับอันนั้น ถ้าใครมีแค่อุดมการณ์ คนนั้นก็ยังไม่ได้ทำก็ได้ เป็นความนึกคิดอยู่เฉยๆก็ได้ อุดมการณ์ก็แค่อุดมการณ์ คนมีอุดมการณ์เยอะไป แต่ไม่ได้ทำหรอก แต่คนมีอุดมคตินั่นหมายความว่าคนนั้นทำสุคติทุคตินั่นไป คติแปลว่า ดำเนินไป เพราะฉะนั้นใครมีอุดมๆคติ คือ สูงนั่นแหละ ผู้ที่จะไปนั่นแหละ ผู้ที่จะเดินทางไปสู่เจริญที่สูงก็มี เป็นผู้ที่ไปสุคติ หรืออุดมคติถ้าสูงสุดยอดเลยถึงขั้นพระอรหันต์ อุดมหรืออุตระก็อันเดียวกัน ไปให้ถึงนะ ไปให้ถึงอุดมคติ ไปให้ถึงอุดมการณ์ คุยกันก่อนฉันหน่อย การฟังธรรมก็ยืนยันกันมามากมาย และก็คงจะเห็นความจริงว่า การฟัง ธรรมพาให้เราเจริญ แต่นั่นแหละผู้ฟังธรรมไม่เจริญก็มี ฟังก็ฟังไปนั่นแหละ ฟังไปก็ บางคนเก่งกว่านั้นด้วยนะ อย่าว่าแต่ฟังไปเฉยๆนะ จำได้ด้วย จำแม่นดีด้วย เข้าใจดีด้วยนะ แต่ไม่เจริญ นอกจากไม่เจริญแล้วกลับฟังเอาที่จำได้นั้น เอาไปหาเงินหาทอง เอาไปค้าไปขาย เอาไปสร้างบาปสร้างหนี้ใส่ตัวเอง ในทางโลกนี่มีเยอะเลย เป็นนักธรรมะว่าอย่างนั้นนะ เรียนรู้ธรรมะจบสูงๆ จำได้เยอะแยะ มีสติปัญญาดี เข้าใจอะไรดีเลยนะ มีพุทธพจน์มาก แต่เป็นปทปรมะ เอาไปทำบาป เอาสิ่งเหล่านี้ไปล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ ล่าโลกียสุข สร้างกิเลสให้แก่ตัวเอง เอาอันนี้เป็นสินค้า เป็นเครื่องมือในการไปแลกลาภยศ แลกโลกียสุข และหากินด้วย พวกนี้บาปหนา บาปมาก เพราะฉะนั้นเราฟังไปนี่ เราต้องฟังให้ดีว่า เราฟังไปไม่ถึงเอ

อ่านต่อ

าไปหากินหรอกทุกวันนี้แต่ก็ยังไม่ได้เอาไปปฏิบัติ ฟังแม้เราจะเข้าใจไม่เก่ง เข้าใจไม่ได้ดี บางทีจำไม่ค่อยได้แม่นด้วยก็ตาม จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็พอสมควร แต่เราเป็นผู้ที่เอาใจใส่ แล้วก็เอาไปไตร่ตรองตรวจตรากับตัวเอง และก็พึงตั้งใจปฏิบัติ การฟังธรรมนั้นก็เกิดผลดี เราทบทวนจักร 4 หรือวุฒิ 4 กันมาเสมอๆ อาตมาก็สับสนอยู่เรื่อยเลย จักร 4 กับวุฒิ 4 นี่ ไม่รู้ว่าจะหาแง่อย่างไร จำให้แม่น จำให้มันชัดอีกทีหนึ่งว่า จักร 4 กับวุฒิ 4 มัน 4 อันไหนแน่ อาตมานี่แปลกจังเลยนะ วุฒิ 4 จักร 4 นี่ 10 กว่าปีแล้วนะ จำสับๆสนๆกันอยู่ตลอดเวลาเลย ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร มันพยายามอยู่นะ จะหาเคล็ดของความจำนี่ ว่าเอ๋ มันเรียงกัน เอ๊ มันใกล้เคียงกันมากแหละนะ ใกล้เคียงกันมากเลย จักร 4 วุฒิ 4 นี่นะ อันหนึ่งมี ปฏิรูปเทสวาสะ แล้วก็มีการได้ฟังธรรมของ พระบาลีอันนี้จำ สัปปุริสูปัสสยะ คือได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ การคบสัตบุรุษ สัปปุริสูปัสสยะ อยู่ในประเทศที่สมควร อยู่ในที่ๆสมควร อยู่ในเสนาสนะสัปปายะนั่นแหละ อย่างที่พวกเราได้อยู่ๆนี่ ได้อยู่รวมๆกันนี่ ในสิ่งแวดล้อม อาตมาเคยเน้นหลายทีแล้วว่าเสนาสนะสัปปายะ ที่สุดนั้นจะต้องประกอบไปด้วย มีบุคคลและบุคคลนั้นจะต้องเป็นบัณฑิต หรือเป็นสัตบุรุษ เป็นสัตบุรุษเลยนะยิ่งดี เป็นพระอาริยะเลยยิ่งดี ยิ่งเป็นบุคคลสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะ เสนาสนะสัปปายะนี่ ที่จะต้องเป็นอย่างนั้นประกอบไปด้วย ไม่ใช่ว่ามีแต่ที่ดี มีแต่แผ่นดินหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นหมากรากไม้ หรือเป็นที่อะไรต่ออะไร เป็นสถานที่เฉยๆมันไม่พอนะ เสนาสนะสัปปายะก็คือ ปฏิรูปเทสวาสะ นั่นแหละ เป็นประเทศอันสมควร เป็นดินแดนที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ มีทั้งบุคคลสัปปายะ มีทั้งอาหารสัปปายะ มีทั้งธรรมะสัปปายะ นั่นแหละเป็นเสนาสนะสัปปายะ เพราะฉะนั้น ปฏิรูปเทสวาสะ เราได้อยู่ในที่ๆอันสมควร เราได้คบหากับสัตบุรุษ เมื่อเราได้สองอย่างนี่เป็นหลักๆแล้วต่อไป อันนี้มันอะไร มันโยนิโสมนสิการ หรืออัตตะ นี่สับอยู่เรื่อย อาตมาสับกัน อันนี้เป็นอะไร เป็นจักร 4 เหรอ จักร 4 น่าจะใหญ่กว่า วุฒินะ มันเป็นกลไก ถ้าจำอันนี้แล้วเราจะประกอบไปด้วย ปฏิรูปเทสวาสะ แล้วประกอบไปด้วยสัปปุริสูปัสสยะนะ แล้วก็อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ ตั้งตนนี่ตนเองต้องทำตนเองนะ อัตตสัมมาปณิธิ เป็นการตั้งตนไม่มีใครมาตั้งให้เรา เราตั้งตนไว้ที่ชอบ หมายความตนนั่นแหละตั้งตนๆนั่นแหละ ทำตนๆนั่นแหละให้ตน ทำให้มันเกิดสัมมาปณิธิ ให้เกิดสัมมา สั่งสมให้ตั้งลงหยั่งลง ปณิธินี่แปลว่าตั้งมั่นนะ ที่จริงนะตั้งลงหยั่งลงให้แข็งแรง อัตตสัมมาปณิธิ แล้วก็จะเกิด ปุพเพกตปุญญตา แล้วก็จะเป็นบุญที่สั่งสมลงไปของเราแท้ๆ ปุพเพกตปุญญตา จะเป็นบุญที่สั่งสมลงเป็นอดีตๆไปเรื่อยๆ ปุพเพ ก็คือเก่านั่นแหละของเท่านั้นแหละปุพเพ ตั้งแต่เก่าแต่ก่อนนั่นแหละ สั่งสมลงไปเป็นอดีตนั่นแหละ ตั้งแต่เก่าแต่ก่อน ก็คืออดีต ปุพเพกตก็เรียกว่าของเก่าที่ทำลงไปแล้ว กตะก็คือแล้ว เราทำลงไปๆ ก็สั่งสมลงไป ปุพเพกตปุญญตา ก็คือบุญ คือบารมีของเรา คือบุญๆ คือบารมีของเรา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดติดเครื่องจักร 4 นี่ ติดเครื่ององค์ธรรมที่มันจะเกิดองค์เป็นวงจักรที่จริงแล้ว มันจะต้องประกอบไปด้วย องค์ประกอบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดเลยนะ ปฏิรูปเทสวาสะ อันนี้มันท่าจะค่อยๆเข้าท่า จะค่อยลึกซึ้งขึ้น ชักจะเข้าใจดีขึ้นละ น่าจะจำจักร 4 ได้เสียทีว่ามีสภาพขององค์ประกอบที่ครบเครื่อง จักร ต้องมีสถานแวดล้อมด้วย คือปฏิรูปเทสวาสะ และมีบัณฑิต แน่นอนอยู่กับ บัณฑิตแล้ว ต้องได้ฟังธรรม บัณฑิตของพุทธนี่ไม่ใช่คนใบ้ เป็นคนเฉลียวฉลาด เป็นคนที่จะต้องมีสิ่งที่แนะนำสั่งสอนนำพาชักจูง เป็นสัตบุรุษนี่ เป็นผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกในทีทีเดียว เป็นผู้ที่มีองค์ประกอบสัปปุริสธรรม 7 ประการ หมายความว่าเรามีผู้ที่เป็นบุคคลสัปปายะ หรือบุคคลที่เจริญจริงๆ เป็นบุคคลที่จะช่วยเหลือเราได้ ได้ฟังธรรมนา ได้คบคุ้น ได้อะไร ได้ช่วยเหลือเฟือฟายเยอะแยะ ไม่ใช่แต่แค่คบสัตบุรุษ ไม่ใช่แค่แต่ฟังธรรมหรอก มันมีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม ที่เราได้ทำประกอบขึ้นไปเยอะแยะ หลักใหญ่เท่านี้แหละนะ ถ้าว่ากันจริงๆ ในจักร 4 ปฏิรูปเทสวาสะกับสัปปุริสูปัสสยะ ได้คบสัตบุรุษ 2 ตัวนี่ หลักใหญ่เลย ทีนีเสร็จแล้วเป็นเรื่องตัวเราตัวเองนะ อัตตสัมมาปณิธิเป็นตัวเราแหละ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราได้อยู่ในสิ่งแวดล้อม ได้อยู่เสนาสนะอันสัปปายะ อันประกอบพร้อมมีบุคคล มีอาหาร มีองค์ประกอบต่างๆนานา นี่ไม่ใช่แค่แต่อาหาร การกินข้าว กินอาหารเข้าปากลงท้องไป เรียกว่ากวฬิงการาหารเท่านั้นนะ ถ้าเรามีสัปบุรุษหรือสัตบุรุษอยู่ด้วย มีบัณฑิต ที่จริงแล้วเราจะรู้ เราจะมีปัญญา เราจะเข้าใจอาหารอีก 3 ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารเป็นอาหาร เป็นเครื่องอาศัย ที่เราจะได้รับเพิ่มเติม ไม่ใช่ได้อาหารแต่เฉพาะกินข้าว มีแต่ข้าวกิน อาหารดี อาหารที่พาให้เราเจริญแข็งแรงเท่านั้น ไม่ใช่ เราจะแข็งแรงทั้งใจ จะเรียนรู้ผัสสะ จะเรียนรู้มโนสัญเจตนา จะตั้งมโนสัญเจตนาได้ดีจึงจะเกิดอัตตสัมมาปณิธิ มโนสัญเจตนา ก็คือการตั้งจิตได้ดี การตั้งเจตนานั่นแหละ มโนสัญเจตนา การกำหนด สัญนี่คือการกำหนดสัญญะ ในการกำหนด ในการประกอบลงไป ประกอบเจตนา ประ กอบความมุ่งหมายในจิต มโนสัญเจตนา เพราะฉะนั้นผู้ใดจะรู้จักเครื่องอาศัยหรืออาหารที่จะเกิดมโนสัญเจตนาหารที่ดี มโนสัญเจตนาหารที่เป็นการมุ่งหมายเจตนา ที่กำหนดลงไปอย่างเป็นสัมมา ก็เพราะมีสัตบุรุษ มีบัณฑิต มีครูบาอาจารย์ มีผู้แนะนำ หรือมีผู้ช่วยเหลือกัน พวกเรานี่ไม่ใช่แต่ครูบาอาจารย์ แม้แต่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็กำกับกัน คอยระมัดระวังให้แก่กัน แนะกัน ช่วยเหลือกัน อุ้มชูกัน เกื้อกูลกันอยู่ อย่างมากอย่างน้อยก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นการตั้งตนจะเจริญได้ เรามีองค์ประกอบอย่างที่ว่านี้จริงๆ มีอาหารที่ดี มีมโนสัญเจตนาหาร เราก็จะประกอบด้วยวิญญาณาหาร สร้างวิญญาณาหารให้แก่ตน ให้แก่คนอื่นต่อไป วิญญาณ ถือว่าเป็นสมบัติทางนาม ธรรมของมนุษย์ จิตหรือวิญญาณหรือมโนนี่นะ จิต วิญญาณ มโน ทั้งหมดเป็นตัวองค์รวมของนามธรรมประจำชีวิต มโนหรือวิญญาณหรือจิตนี่ เมื่อเราได้เรียนรู้ดีแล้ว ก็ได้ประกอบดี กำหนดหมายดี และก็ได้พยายามตั้งตนตั้งตัว อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนตั้งตัวให้ได้ผล ได้อะไรใส่ตัวเองดีขึ้นๆๆไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำถูกนะ เราทำได้ดี เราก็จะเป็นผู้ที่เกิดผลดี ปุพเพกตปุญญตา บุญนั่นแหละ บุญก็ได้ ปุพเพก็ได้ ปุพเพ ภาษาบาลีนี่มาเป็นภาษาไทยเรา มันมาแผลงเป็นตัวบอใบไม้กันไปซะเยอะ บาลีเขาไม่มีตัวบอใบไม้หรอก ก็เป็นกรรม เป็นผลของบารมีที่จะสั่งสมลงไปๆ เป็นอดีตลงไปเรื่อยๆ อดีตที่ดีๆ ปุพเพกตะ แปลว่าบุญเก่า ปุพเพกตปุญญตานี่เรียกว่าบุญเก่า เรียกง่ายๆว่าสั่งสมเป็นบุญ สั่งสมเป็นบุญเก่า เป็นบุญเติมลงไปเรื่อยๆๆ จักรกลที่ว่านี่ จักร 4 นี่ เดินเครื่องไปเลย เรียกว่าติดเครื่องเหมือนกับนาฬิกาเรือนหนึ่งนี่ มีโครงสร้าง มีองค์ประกอบของเรือนนาฬิกา แล้วก็มีเครื่อง ยนต์กลไก เครื่องอะไรๆอยู่ในนั่น แล้วก็เดินบทเรื่อยไปๆๆดี เป็นจักรหรือจะเป็นเครื่องยนต์ก็ได้ เป็นเครื่องยนต์ขนาดไหนก็ตามใจเถอะ เป็นเครื่องจรวด เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอะไรก็ตามแต่เถอะ มีเครื่องกลไก มีองค์ประกอบของกลไก เดินบทเดินเครื่องกันอย่างดีเลยนะ เสร็จแล้วก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ ถ้าประกอบด้วยวุฒิ 4 อีก มันก็จะเจริญขึ้นไปอีก ประกอบไปด้วยฆราวาสธรรม 4 อีก ก็จะเจริญขึ้นไปอีก วุฒินี่ก็แปลว่า ความเจริญอยู่แล้ว วุฑฒินี่แปลว่าความเจริญไม่หยุดยั้ง ไม่อยู่อย่างเดิม เป็นฐีติอยู่อย่างเดิม อยู่กับที่ ส่วนปหานะนั่น คือ เสื่อมกว่าเก่า ไม่เอา เสื่อมกว่าเก่า เราไม่เอาแน่นอน อยู่กับที่เราก็ไม่เอา ต้องวุฒิๆๆธรรม ประกอบด้วยการได้พบสัตบุรุษ การได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมสัตบุรุษนั่น มันก็รวมๆอยู่ใน สัปปุริสูปัสสยะ มันก็รวมอยู่ในนั่นแล้ว คบบัณฑิตต้องบัณฑิตจริงๆ แล้วก็ต้องได้พูด ได้บรรยาย แนะนำ ได้เทศน์ ได้นำเอาความรู้มาแจกจ่ายกันอยู่เรื่อยๆ แน่นอนถ้าเป็นสัตบุรุษ หรือว่าเป็นบัณฑิตที่แท้จริง เพราะฉะนั้นในภาษาสองตัวนี่ ได้พบสัตบุรุษ ได้คบหา ได้คบคุ้น สัปปุริส สังเสวะๆ คบหาคบคุ้น ได้สัมผัสสัมพันธ์กับสัตบุรุษ ซึ่งอาตมาอธิบายไปแล้ว ตั้งแต่สัปปุริสูปัสสยะ สัปปุริสสูปัสสยะนั่นคือเราคบกับสัตบุรุษ ได้คบคุ้น ได้อธิบายไปแล้ว ไม่ใช่ได้คบอย่างเดียว ไม่ได้คบอย่างเดียวมันได้ฟังธรรมด้วย ได้รับการแนะนำด้วย ได้รับการศึกษาด้วย ได้นำพากันด้วย อะไรกันต่างๆนานานี่ สัปปุริสสูปัสสยะ ทีนี้เขาไปแยกเป็นย่อยต่อ สอง เป็นเสวนา ได้คบคุ้นกับสัตบุรุษและก็ได้ฟังธรรม วุฒินี่เพิ่มเข้าไปอีก แยกย่อยลงไปอีก เสร็จแล้วก็จะเกิดความเจริญ เกิดโยนิโสมนสิการ เกิดความถ่องแท้ หรือว่าเกิดความแยบคายละเอียดลออในธรรม หรือในสิ่งที่ควรจะละเอียดลออเพิ่มเติมขึ้น แล้วก็ทำใจในใจ มนสิ การ โยนิโสนี่ถ่องแท้ๆ หรือว่าแยบคาย ส่วนมนสิการนี่คือทำใจในใจ การปฏิบัติ จนกระทั่งเราสามารถทำใจในใจของเราได้ สามารถแก้ไขจิตใจของเราได้ ทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนไปในทางเจริญ ไปในทางวุฒินั่นแหละ ไปในทางที่เจริญ ไปในทางที่ไม่ตกต่ำ ไม่อยู่เท่าเดิม ทำขึ้นไปได้จริงๆ มีโยนิโสมนสิการเกิดขึ้น และเราก็ธัมมานุธัมมปฏิปัตติๆ เราก็จะปฏิบัติธรรมได้ตามฐานะของเรา โสดาแล้วก็มี เราก็มีโสดาบัน มีความสามารถเท่าที่ปฏิบัติอธิศีลได้เท่านี้ มันก็จะสมกับฐานะ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หรือปฏิบัติสมควรแก่ฐานะของเราอย่างเหมาะ เพราะว่าเราเกิดโยนิโส เกิดถ่องแท้แยบคายละเอียดลออ มีมัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติได้เหมาะสม ไม่หนักไป ไม่เบาไป ตั้งตนอยู่บนความลำบากได้อย่างพอเหมาะพอดี อย่าลืมนะว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบากนี่ปฏิบัติว่า เออ เรียกว่า ยถาสุขัง ต้องเข้าใจคำนี้ให้ชัดเจนเถอะ ยถาสุขัง ปล่อยตัวไปตามสบาย ไอ้ปล่อยตัวไปตามสบายนั่น เราเป็นคนที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือนแล้วนี่ กิเลสมันจะกระซิบเรา มันจะบงการเราให้เราตามสบายๆ ก็คือบำเรอกิเลส เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดปล่อยตัวตามสบายๆนั่นก็คืออร่อยตามกิเลส นั่นแหละ เป็นสุข เป็นสนุก เพลิดเพลินอะไรก็ตามใจเถอะตามกิเลส และจะปล่อยตัวตามสบายนั่นน่ะ อกุศลธรรมเจริญยิ่ง เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จนว่า เราตั้งตนอยู่ในระดับที่ต้องมีทมะ ขันติ ต้องเอาจริงๆ ตั้งใจเอาจริงเลย สัจจะ ทมะ ขันติ ต้องมีการข่มฝืน อดทน ทมะนั่นข่มฝืน ขันตินั่นอดทน ต้องมีการต่อสู้ ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ แต่ละหลัก แต่ละหัวข้อธรรม สูตรต่างๆพวกนี้ เอามาขยายความกันแล้ว มันสอดคล้องกันไปหมด มันส่งเสริมสอดคล้องกัน มันไม่ฝืน มันไม่ขัดแย้งกันหรอก เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมมัชฌิมาปฏิปทานี่ ไม่ใช่ปล่อยตัวตามสบาย ถ้าปล่อยตามสบายเมื่อไหร่ รู้ตัวไว้ เถิด เมื่อนั้นแหละ อกุศลจะเจริญยิ่งละ ปล่อยตัวตามสบาย เพราะฉะนั้นจะต้องตั้งตนอยู่บนความลำบากๆ ต้องรู้ว่าตัวเราเองได้มีการข่มฝืน มีการอดทนและเราก็จะเห็นผล เมื่อเราทำได้จริงๆแล้วเราจะเห็นผลว่า เออ เราก็เจริญขึ้น จาคะ สละได้ ละออกได้ ลดออกได้ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราตัดขาดต้องลด ต้องละ ต้องจาง ต้องคลาย ต้องพยายามทำให้มันพ้นไปจากเรา ให้เรานี่ทรงไว้ซึ่งสภาพที่เป็นสิ่งดี สิ่งเจริญ สิ่งสูง สิ่งสัมมา สิ่งที่ถูกทิศถูกทาง ที่เราต้องรู้กุศล ต้องอะไรควรยังไว้ อะไรควรจะเข้าให้ถึงพร้อม อะไรควรหยุด ควรดับ ควรเลิกให้สะเด็ด ให้สนิทขาด เราจะต้องมีปัญญาญาณรู้อย่างนั้นจริงๆ แล้วต้องทำๆ เพราะฉะนั้นพวกเราได้ฟังธรรมกันทุกวันๆ มันเข้าในองค์ของจักร 4 เข้าในองค์วุฒิ 4 เข้าในองค์ธรรมที่ แหม ฟังธรรมะนี่อยู่ในบุญกิริยาวัตถุก็มีธัมมเทสนามัย หรือว่ามีธัมมัสสวนมัย ฟังธรรม มีการฟังธรรม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี่ หลายคนประมาท หลายคน โอ๊ ได้ยินได้ฟังมามากแล้ว ฟังไปก็ยังทำไม่ได้ ทำไม่หมดสักทีหรอก เยอะแยะเรายังทำไม่ได้หรอก คนนั้นแหละประมาทแล้ว มีมานะอวดดีแล้วมันขี้เกียจ ทำไมเราฟังธรรมแล้วแม้จะซ้ำซากมันก็ไม่ได้หมายความว่าเราฟังซ้ำซากนั้น มันทำให้เราตกต่ำ นอกจากจิตของเราเลวเอง จิตของเราฟังซ้ำซาก มีมานะขึ้น โอ๋ย เบื่อ ฟังแล้วนี่ รู้แล้ว มันถือดี รู้แล้วจำได้แล้ว ก็จำได้แล้วก็เป็นไรไป เคยย้ำ ไอ้เรื่องที่ซ้ำๆซากๆนี่บ่อยๆไป แม้จำได้แล้วก็จำใหม่ได้อีกนี่ เหมือนท่องสูตรคูณ จำจะได้แม่นขึ้นจะได้ขึ้นใจ ทุกอย่างมันไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยง ประเดี๋ยวมันก็ลืมได้เลือนได้ ถ้ายิ่งจำยิ่งแม่น ก็ไม่เห็นเป็นไร จำไว้ได้ไม่ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามที่ไหน รู้ไว้ก็รู้ได้แล้วก็จำได้ ก็ไม่เห็นจะต้องไปแบกไปหามอะไร ถ้ามันรู้ได้ จำได้ ไม่หนักหรอก เรื่องจำได้นี่ไม่หนักเลย อาตมาอยากจะจำได้มากๆ สัญญามันไม่ค่อยเก่ง สัญญาไม่ค่อยดี พยายามฝึกอยู่เหมือนกัน ฝึกสัญญาให้ดีๆ จำให้เก่งๆ จำให้ได้มากๆ ไม่เป็นไร หนักเหรอ ไม่หนักหรอกนะ อาตมาว่าจำได้มากๆไม่หนักหรอก ยิ่งไปจำธรรมด้วย โอ๋ย ยิ่งไม่หนักใหญ่เลย แต่ไปจำเอาขี้กะโล้โท้ซิหนักหัว ไปจำเอาเรื่องวุ่นๆจำอะไรเขามาปวดๆเจ็บๆอะไรมาเป็นเรื่องร้ายๆเลวๆมา ไปจำเอามาซิ ไอ้อย่างนั้นสิมันโง่ตายเลยใช่ไหม และไปจำเอาไว้อย่างนั้นแหละไม่รู้จักลืมสักทีหนึ่ง เรื่องมันขี้กะโล้โท้ อะไรไม่เข้าเรื่อง แต่ถ้าเราจำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ดีๆ จำเอาไว้แล้วเราก็หยิบมาใช้ได้ง่าย สัญญานี่ควักได้เร็ว จะหยิบจะรื้อถึงเมื่อไหร่ หยิบง่ายดาย ทันทีทันควัน สอดคล้อง นี่เป็นคำตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสหลักนั่นหลักนี่เอาไว้แล้วนี่ โอ้โฮ ระลึกถึงแล้วมัน แหม สนับสนุนนะ มันส่งเสริมให้เรามีกำลัง มีพลังในการปฏิบัติประพฤติว่า โอ๋ นี่ถูกแล้ว ถูกต้องตามหลักการของพระพุทธ เจ้าแล้ว นึกถึงเมื่อไหร่ได้ออกมาพัวะๆ ไว เร็ว อย่างนี้ซิเป็นคุณค่า เพราะฉะนั้นจำ จะเทศน์ซ้ำเทศน์ซาก จะพูดซ้ำแต่คำเก่า คำที่เคยได้ยินได้ฟังอีกอยู่ก็ตาม อย่างผู้ที่เป็นพระธรรมกถึก หรือเป็นผู้บรรยายธรรมะ ใครก็ตามแต่เถอะ ก็ไม่อยากจะพูดซ้ำซาก โดยไม่มีอะไรขยายใหม่ ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรใหม่ มีอะไรที่ลึกซึ้งเพิ่มเติม เขาก็ไม่หรอก เขาก็พยายามอยู่แล้ว เท่าที่เขาสามารถจะแสดงให้มันวิเศษ ให้มันดี ให้มันลึกซึ้ง ให้มันมากมายขึ้น หรือว่าควรจะแสดงแค่ไหนๆ ลึกขึ้นได้มากเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้แสดงแค่นี้ก็พอตามประมาณ แล้วก็มีใหม่มีแปลกขึ้นเป็นบางครั้งบางคราว บางคนรู้แล้วได้ฟังอีกก็ซ้ำอีก ก็ไม่เป็นไรนี่ สิ่งที่ดี เหมือนกับเราร้องเพลงซ้ำๆ ถ้าเราชอบใจ เรายังไม่เคยเบื่อเลย เพลงที่เราชอบใจนี่ ร้องแล้วร้องอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือแม้แต่ชอบน้ำพริกที่มันอร่อยๆ น้ำพริกอย่างนี้ กินแล้วกินอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไอ้ของชอบกินแล้ว แหมชอบกินแล้ว กินได้ซ้ำซาก วันนี้ก็ต้องอย่างนี้ แกงที่ชอบ กินได้ซ้ำซากอะไรอย่างนี้เป็นต้น บางคนชอบกินไข่เจียวก็กินมันได้ตลอดปี เขาก็ไม่เห็นเบื่อ มันอยู่ที่อุปาทาน อยู่ที่การกำหนดใจ ถ้าเราไปกำหนดใจให้ดีเป็นสัมมาทิฏฐิว่าไม่น่าเบื่อเลยในสิ่งที่ไม่ควรเบื่อ ไม่ควรนิพพิทา เบื่อคำนี้เรียกว่านิพพิทา ไม่ควรน่าเบื่อ แต่สิ่งที่น่าเบื่อ แต่กลับไม่ค่อยเบื่อ ไปติดมันอยู่นั่นแหละ ฝังอกฝังใจอยู่นั่นแน่ะ ติดยึด โดยเฉพาะมานะอัตตา โอ๋ อาตมานะ เมื่อยกับพวกเราเรื่องมานะอัตตา ประเดี๋ยวน้อยใจ ประเดี๋ยวก็เสียใจ ทำไมมันโง่ไม่เสร็จจริงๆเลย อาตมานึกไม่ออกเหมือนกันนะ อาตมาว่า อาตมาปฏิบัติธรรมมาแล้วนี่นะ แล้วก็ได้บรรลุผลขึ้นมานี่ อาตมาก็เห็นว่า เอ๊ อาตมาไม่งมงายเกินไป ไม่ได้หลงตัวเกินไปแล้วก็ดูใจตัวเองว่า เอ๊ ใจเรานี่ เสียใจบ้างไหม ตั้งแต่คิดว่าตัวเองได้บรรลุความจริงอันนี้นะ ธรรมะว่า เราเสียใจบ้างไหม เขามาทำกับเราอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านั้นท่านี้ มาดูถูกดูแคลน มาข่มมาอะไรก็แล้วแต่เถอะ ที่คนเราไปยึดไปถือ แล้วก็มาพาให้ตัวเองเสียใจ แต่ก่อนเราเคยเสียใจเพราะอย่างนั้นๆ เพราะเราไปถือสาอย่างนั้น ไปยึดไปติดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เราเป็นไหม ได้ยิน ได้ฟัง ได้รับกระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย แบบนั้นๆ แล้วเราก็เลยเสียใจ โอ อย่างนี้ๆ แล้วก็ใจๆเราก็เสียใจ เพิ่งจะรู้นะเสียใจมันเป็นอย่างไร พวกเรารู้ภาษาไทยอยู่แล้ว อาการเสียใจมันเป็นอย่างไร และน้อยใจๆ น้อยบ้างไหม ก็ทบทวนตัวเองนะ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้น้อยใจและก็ไม่ได้เสียใจอะไรมานานแล้ว ตั้งแต่คิดว่าเรา เอ๊อ เราเข้าใจแล้วนะ เราได้บรรลุแล้ว ตั้งแต่เรารู้ความจริงอันนี้ จิตใจเราก็ เจโตเราก็ฝึกปรือว่า เออ ใจเราก็รู้ด้วยปัญญา แล้วใจเราก็เป็นได้ ใจแข็งเป็นได้ ดังที่เราเข้าใจ ไม่ต้องไปเสียใจมัน นี่ ไม่ต้องไปน้อยใจมัน เมื่อเราเป็นได้แล้วเราจะเห็นผลจริงๆ โอ๋ เราไม่ทุกข์จริงๆนะ เราไม่ต้องน้อยใจ เราไม่ต้องเสียใจ มันไม่ทุกข์ มันเป็นการพ้นทุกข์ มันเป็นอาริยสัจ มันคือความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมเลยนะ อาตมาก็มานั่งนึกย้อนว่า เอ๊ มันยากหรือมันยากหนา มันคงจะยากจะยาก ละนะ ทำไมอั้ยนี่นิด อั้ยนี่หน่อย บางทีพวกเรามันไม่น่าน้อยใจ แล้วน้อยใจก็ไปนั่งทุกข์ อาตมาก็เห็น โอย หน้าหงิกหน้างอนะ มุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ เอ๋อ มันทำตัวเอง ทำไมมันโง่ไม่เสร็จหนอ คนเรานี่ทำไม พูดเข้าใจไหม เข้าใจนะ แต่ทำไมไม่พยายามสลัดตัดออก อาการอย่างนั้นให้มันได้จริงๆ มันจะได้สบาย มัน จะต้องไปบ่มทุกข์อยู่ทำไมนะ ไม่เป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างไร มันจะตายชักดิ้นชักงอหรืออย่างไร หึ ถ้าไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ มันจะชักแด็กๆๆตรงนั้นเลย ถ้าขืนไม่น้อยใจ ต้องน้อยใจมันถึงจะไม่ชักหรือ มันเป็นอย่างไร อาตมาก็นึกไม่ออก มันจะชักไหม ถ้าไม่น้อยใจ ตอบซิเอา ตอบซิดอกบัวน้อย จะชักไหม แน่ใจนะ ถ้าเราไม่น้อยใจ จะไม่ชักแน่นะ เอ่อ อาตมาก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามันจะชักหรือ แล้วมันไปเป็นอยู่ทำไมนักหนานะ เอ่อ ไอ้ที่อาตมาพูดนี่ พูดโดยโวหารก็ตาม พูดโดยอะไรก็ตาม เพื่อเน้นให้เราได้ฟังหนำใจ เอ๊ ทำไมเราถึงโง่ไม่เสร็จสักทีนะ อาการน้อยใจเสียใจ ทำไมถึงมาเป็นอยู่ได้ เป็นทำไม ย้ำให้พวกคุณได้ตราใจ ให้ระลึกคำสอนว่า อาตมาพูดอย่างนี้ทำไมนะ เราทำไมไม่ทำตามหรือทำตามไม่ได้ ทำไมมันดื้อด้านนัก เราเองนี่ ไม่ดื้อเอาเท่าไหร่ หือ ทำไมมันดื้อด้านนัก โง่ๆอย่างนั้น ไปโง่อยู่ทำไม ให้มันโง่อยู่อย่างเก่าวะ ทำไมไม่ฉลาดสักที ดื้อจะเป็นคนโง่ ดื้อจะเป็นคนที่ทุกข์ มีกิเลสอย่างนั้นอยู่น่ะ ดื้อทำไม ขจัดออกได้อย่างไร สลัดออก เปลี่ยนใจให้เบิกบานร่าเริงให้ได้ ฝึกเข้าไป ฝึกจริงๆทำให้มาก ทำจริงๆ อย่านั่งรอรั้ง ทำ แก้ไข ปรับปรุง สลัดได้ สลัดคิด เห็นเหตุผลให้จริงๆเลยว่า ที่อาตมาพูดนี่ ขยายความอยู่ทั้งหลายแหล่นี่ เหตุผลทั้งนั้นนะ เป็นความหมาย เป็นเหตุผลทั้งนั้น ให้พวกคุณฟัง เห็นไหมว่า มันโง่เง่าจริงๆ มันอวิชชา โอ๊ย มันโง่ไม่เสร็จจริงๆ มันเป็นอย่างไร คนเรามันถึงไม่ฉลาด จะว่ารู้ก็รู้นะ รู้เรื่อง ทำไมถึงไม่ทำให้มันเป็นเลยละ มันมีอะไรละ มันเป็นแข็ง มันเป็นดาน มันเป็นก้อน มันเป็นแท่งหรืออย่างไร มันถึงไม่แก้ ไม่ปรับสักที อาตมาไม่อยากเห็นคนนั่งหน้าทุกข์แหละนะ เสร็จแล้วก็ เออ ธรรมดาปกติก็ดูไม่มีอะไร ผีไม่เข้าไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ แต่ดูเบิกบานร่าเริงดี พอผีเข้าเท่านั้นแหละ เอาละ เห็นแค่หน้าตาก็รู้แล้ว จะแกล้งยิ้ม แกล้งแย้มอย่างไร มันก็ไม่ดูดีหรอก เห็นหน้าตาก็รู้แล้ว เออ ไปเอามาทำไม เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อตรงนี้ เพื่อแก้ไขประเด็นที่จะพ้นทุกข์นี่ มานะอัตตา ตัวอย่างนี้นี่ อาตมาว่าถ้าพวกเราปฏิบัติได้ แก้ไขสำเร็จนะ โอ้โฮ เมืองนี้จะเป็นสยามเมืองยิ้ม เบิกบานแจ่มใสนะ เข้ามานี่ก็มีเสียงนกร้อง แหม มันไม่เศร้ามันไม่สร้อย ของมันก็ร้อง นกก็ร้องนะ ไอ้กาก็ร้อง มันจะดุเดอะมันก็ตามภาษานิสัยมันแหละนะ ดอกไม้ก็บาน ถึงเวลาบานก็บาน ต้นไม้ต้นไร่อะไรของเราก็เบิกบานดีเหมือนกันนะ สดชื่น เขียวชอุ่มดีนะ แต่คนซิมุ่ยๆๆ โอ๊ย สันติอโศกนี่ มันเศร้าหมองเพราะคนนี่หนอ บรรยากาศ น้ำก็ไหลนะ น้ำตกนกร้อง มีพร้อมแหละนะ บรรยากาศ เสนาสนะ มันไม่สัปปายะ เพราะคนนี่มัน แหม มันไม่น่ารื่นรมย์เพราะคน อะไรมันก็ดูรื่นรมย์ดี พอไปได้ ตามฐานะของมันจริงๆ มันไม่แกล้งเศร้า แกล้งหมองอะไรหรอกนะ อั้ยพวกนี้ มันขาดน้ำหน่อย มันก็อาจเหี่ยว มันได้น้ำได้ท่าอะไร ได้อาหารอะไรที่ดีมันก็เอา แต่คนนี่ ทำให้ที่นี่เศร้าหมอง ทำให้ที่นี่เหี่ยวๆหดๆ มันไม่ร่มรื่น มันไม่เบิกบาน อาตมาว่ามันจะเสื่อมเสียนา อุตส่าห์นะ ลงทุนลงแรงสร้างขึ้นมานี่ ทั้งแรงงาน ทั้งทุนรอน ทั้งอะไรต่ออะไรทำขึ้นมา เพื่อให้มันเป็นองค์ประกอบที่ดี แต่เสร็จแล้ว คนแต่ละคนมานั่งมุ่ยๆ ใครเขาก็ไม่อยากเข้ามา จริงไหม อะไรไม่ว่า แค่คนไม่เข้ามา ก็ไม่กระไรหรอก มันไม่เจริญๆ ถ้าเผื่อเราตัดตัวมานะอัตตาออกไปได้นะ โอ้โฮ ความเจริญนี่ อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร มันจะเจริญอะไรบ้าง มันจะเจริญมากมายเลย พลัง มันจะมากมาย ความสมานสามัคคีมันจะมากมาย เราลดเราไม่ต้องน้อยใจ ไม่ต้องเสียใจ พลังงานมันจะรวมเข้ามาเลย คุณลองใช้ปฏิภาณนึกดูดีๆซิ เหตุผลของมันนี่นะ มันไม่มีการน้อยใจ ถือสาอะไรกันนะ พลังมันมีแล้วก็ประสานกันสนิทสนม พลังรวมที่มันประสานกัน สัมพันธ์กันดี มันไม่ถือตัวๆ ใช่ไหม ถือสา ไม่ถือโกรธ ไม่ถือเคืองอะไรกันนี่นะ มันก็รวมกัน มันก็ประสานกัน มันก็เป็นพลังรวม โอ้โฮ ไปกันดี ถ้าเราเกิดน้อยใจเสียใจ ถือสากันขึ้นมา ดีไม่ดีโกรธกัน ถึงขนาดขั้นโกรธ ขั้นเคืองด้วย กูไม่พูดกับมึง มึงก็ไม่พูดกับกู มาแลกูเดี๋ยวกูจะชนให้เท่านั้น คุณคิดดูซิ มันจะอะไรเกิดขึ้น พลังที่ไหนมันจะเกิด สิ่งสร้างสรรที่ไหนมันจะเกิด นี่พยายามวิเคราะห์อธิบายประกอบไปเยอะแยะ พวกคุณก็ฟังได้ง่ายขึ้นๆ สบายดี ได้ง่ายขึ้นใช่ไหม มันไม่เข้าท่าเลย มันไปทิศทางเสื่อม ถ้ามันมีกิเลส ถ้ามันมีตัวไม่ดีพวกนี้มันมีแต่ทางเสื่อม มันไม่เห็นเจริญตรงไหนเลย เพราะฉะนั้นความจริงมันจะเป็นความจริง ที่มันจะสอดคล้องต้องลักษณะจริงนี่เข้าไปเลย มันจะเจริญก็เพราะมีความจริงที่เจริญ มันมีสิ่งที่ดี มันมีสิ่งที่เป็นสุจริตธรรม เป็นสัมมา เป็นความเบิกบานแจ่มใส เป็นสิ่งที่เข้าท่า มันก็จะเจริญได้อย่างดีเลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงว่า มันไม่ได้แค่ว่า เออ ถ้าเราเศร้าหมอง ถ้าเรามีมานะ เดี๋ยวก็น้อยใจ เดี๋ยวก็เสียใจ ไอ้คนนั้นคนนี้ก็เปราะๆบางๆ วันๆหนึ่งก็ผลัดกันเสียใจ วันนี้มีคนอยู่ 50 คน เสียใจ 25 พรุ่งนี้อีก 25 แล้วอีกพวกฟื้นดีขึ้น อีกพวกก็ 25 สลับกันเน่า สลับกันมูดๆทู่ๆอย่างนี้ พุดโธ่เอ๋ย อาตมาว่ามันจะไปได้เรื่องอะไร เมื่อไหร่มันจะเจริญ แต่ถ้าพวกเรานี่ ปรับแต่ละคนๆ ละมานะอัตตาเข้า เราก็ลดละ ไม่ต้องมีเรื่องเสียใจน้อยใจนี่ จิตแข็งแรงเบิกบานร่าเริงเสมอ เราก็ไม่ทุกข์ เราก็จะเจริญ องค์ประกอบสิ่งที่รวมกัน ร่วมกันรังสรรค์อะไรต่ออะไร ก็เจริญจริงๆ ใครเข้ามาก็ โอ้โฮ ที่นี่เขาดูดีนะ เป็นสมานสามัคคี มีกำลังรวม เบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน