600616_เทศน์ก่อนฉัน ที่ ทะเลธรรม ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600616_เทศน์ก่อนฉัน ที่ ทะเลธรรม ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

พ่อครูว่า…ตอนนี้อาตมาเทศน์สดๆอยู่ที่ทะเลธรรมจังหวัดตรัง วันนี้วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน แรม 7 ค่ำเดือน 7 ปีระกา อาตมาตั้งใจเตรียมเนื้อหาเทศน์ของ ความเป็นประชาธิปไตยที่สุดต้องโลกุตระ อ่านกวีที่เขียนให้ฟังก่อน แล้วค่อยขยายความไปตามลำดับ

ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

(1) ดีสุดของระบอบแท้ คือใด เป็น“ประชาธิปไตย” เลิศหล้า ซึ่งประกอบเงื่อนไข หลายหลัก ต้องไม่ต่ำกว่า“ห้า” นั่นแล้จึงจริง (2) สำคัญยิ่งหนึ่งนั้น มีกษัตริย์ เป็นประมุขคู่รัฐ ชาติเชื้อ ฝึกพระจริยวัตร สืบสันต-ติวงค์แฮ ทศพิธราชธรรมเกื้อ ราษฎร์พ้นภัยผอง (3) “สองขา”รัฐศาสตร์พร้อม อธิปไตย หากขาด“ขา”หนึ่งใด วิ่นแท้ ประชาราชสมาศัย ทั้งรูป นามเฮย ครบเลือด,วิญญาณแล้ จึ่งถ้วนการเมือง (4) เฟื่องประชาธิปัตย์ขั้น “หนึ่งขา” แค่“เลือกตั้ง”กษัตรา ก็ได้ เป็นใหญ่แค่ครั้งครา คัดสุ่ม เอาเลย แล้วใหญ่ในรัฐไซร้ ยิ่งผู้ใดเทียม (5) ไม่เจียมเลยนั้นแค่ “วิธีการ” ใช่“กฎมณเฑียรบาล” สืบสร้าง “ทศพิธราชธรรม”ขาน ก็บ่ ได้ฮา ปกปักรักราษฎร์อ้าง เอ่ยบ้างมีฤา (6) “สองขา”คือทั้งเลือด, วิญญาณ ก่อกษัตริย์ขึ้นบริหาร ทวิไท้ ต่างจากท่านประธาน อธิปติ มากแล ใหญ่ปุ๊บแต่ล้วนไร้ ชาติเชื้อกรรมพันธุ์ (7) รัฐศาสตร์ขั้นเทพนี้ “โลกุตระ” ใหญ่“กฎมณเฑียร”ประ- สิทธิ์สร้าง กับใหญ่ปุ๊บก้าวกระ- โดดปั๊บ ลัดเลย โม้“เพื่อประชา”อ้าง หลอกแท้ธรรมเทียม

“สไมย์ จำปาแพง” 2 มิ.ย. 2560 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 324 ประจำเดือนกรกฎาคม 2560] พ่อครูว่า บทกวีเน้นว่าประชาธิปไตยต้องมีกษัตริย์ ถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีแบบอเมริกา ไม่มีการสืบต่อสันตติวงค์

สื่อธรรมะ

อ่านต่อ

พ่อครู(กรรม) ตอน กรรมพันธ์ุกับสรีรพันธุ์ คนมีกรรมพันธุ์ มีธาตุวิญญาณสืบสานโดยกรรม เรียกว่ากรรมพันธุ์ เป็นธรรมะชั้นลึก ซึ่งต่างจากสรีรพันธุ์ที่สืบสานทางดินน้ำไฟลม ที่ไม่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ไม่ใช่ของจิตวิญญาณ จะบอกว่าลูกเกิดมาแล้วมีกรรมพันธ์ุมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดไม่ได้ ลูกจึงเป็นคนดีหรือคนชั่วต่างจากพ่อแม่ ก็เพราะกรรมของเขาเองที่สืบสาน ถ้ากรรมพันธุ์สืบสานจากพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดต้นทางดี ลูกที่รับมาก็คงจะดี แต่นี่พ่อแม่ไม่ได้มีกรรมที่ดี มีแต่สรีระดี ถ้าพ่อแม่หล่อ ลูกก็หล่อ พ่อแม่ขี้เหร่ลูกก็ขี้เหร่มันเป็นเรื่องของสรีรพันธุ์ ไม่ใช่กรรมพันธุ์ แต่เขาเอาคำว่ากรรมพันธุ์แปลจาก Genetic นั้นผิด คำว่า Genetic มาจาก สรีรพันธุ์เท่านั้นไม่ถึงกรรมพันธุ์ กรรมนั้น เราเป็นทายาทของกรรม กัมมทายาโท เราเป็นคนรับมรดกกรรมของตนเอง กรรมวิบากแบ่งกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็เอากรรมของตนแบ่งให้คนอื่นไม่ได้ ท่านเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้นแล้วคนเอาไปปฏิบัติของคุณเอง เป็นสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติสัมมาปฏิเวธ ผลก็เกิดของคุณเอง มีแต่บอกทางที่ดีที่ถูกต้องและเอาไปปฏิบัติก็จะได้สิ่งนั้น ถ้าคุณไม่ทำเองไม่มีทางที่จะเกิดกับคุณ อันนี้เป็นความผิดพลาดที่โบราณอาจารย์ท่านไหนที่แปลคำว่ากรรมพันธ์มาจากคำว่า Genetic เป็นภาษาไทยที่เอาไปใช้กันทั่วโลกเลย ที่แปลจาก Gene หรือ Genetic หรือ DNA ผู้ที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องนามธรรม จิตวิญญาณที่แท้จะเพี้ยนไป การเรียก DNA หรือ Genetic ว่า กรรมพันธุ์เป็นเครื่องยืนยันความเสื่อมไปของโลกุตรธรรม เข้าใจ สรีระ หรือมหาภูตรูปคือจิตเจตสิก แยกกาย แยกจิตหรือแยกรูปแยกนาม แยกวัตถุ สสาร จากจิตเจตสิกออกจากกันสลับไปสลับมาไม่ตรงแล้ว นี่คือความเสื่อม ของพยัญชะที่ใช้กันทั่วในวงการศาสนาพุทธ ถ้ายืนยันว่า กรรมพันธุ์เป็นเรื่องสืบทอดกันทางสรีระนั้นผิด กรรมนั้นเน้นไปทางจิตวิญญาณเป็นหลัก แม้กาย ที่เป็นดินน้ำไฟลม กายกรรม วจีกรรมก็อ่านด้วย แยกกันไม่ได้ คำว่า กาย จะแยกออกจากจิต วิญญาณไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า..ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ยืนยันไว้แล้ว แต่เป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากสัมมาทิฏฐิ ที่อาตมาย้ำยืนยันไม่ได้อวดเก่ง แต่กำลังพูดเนื้อแท้ของศาสนาที่ต่างกันมาก มันไม่เป็นเนื้อโลกุตรธรรม ประชาธิปไตยดีสุดต้องเป็นโลกุตระ

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม_ประชาธิปไตย) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องเป็นโลกุตระ เมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นโลกุตรบุคคล ท่านทรงเป็นอาริยบุคคลทางพุทธ ที่พูดไม่ได้แกล้งยกยอ แต่พูดมานานแล้ว คนนับถืออาตมาก็ได้ศึกษา คนไม่นับถือก็ไม่ได้ศึกษา อาตมาพูดเพื่อให้คนได้ศึกษา ให้เกิดความรู้ทางภูมิปัญญา ถึงพระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงงงานมาตลอดจนสิ้นพระชนม์ลง คนก็เสียดาย เพราะเป็นสิ่งประเสริฐที่เป็นอาริยธรรม อาริยธรรมนั้นคืออะไร คือผู้ทำงานรับใช้ปวงชน ทำงานรับใช้ประชาชน จริงๆ ถ้าจะเรียกโดยสัจจะ ท่านเป็นนักการเมืองคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะแสดงโลกุตรธรรม มีพระจริยวัตรเป็นโลกุตรธรรมตลอด 70 ปี คนไทยก็ยังดี ยังพอมีพื้นฐานของโลกุตรธรรมอยู่ลึกๆ ก็เลยพอมองออก มีปฏิภาณ ว่าอย่างนี้เองคือธรรมะอันประเสริฐ ธรรมะอันวิเศษ ที่เมื่อประพฤติต่อมนุษย์จริงๆแล้ว เมื่อท่านสิ้นพระชนม์ลงก็โหยหาเสียดาย คนเราเมื่อถึงเวลาตายแล้วก็ห้ามไม่ได้ เมื่อสิ้นพระชนม์ลงก็เลยตื่นตัว ธาตุรู้ที่อยู่ในก้นบึ้งของประชาชนคนไทยลึกๆสะดุ้งเลย ตายๆๆ หายไปแล้ว เรายังไม่ได้รับเท่าไหร่เลย ก็บอกว่าจะเอาตามพ่อ ก็ยังดี แทนที่จะไม่รู้จักค่า พฤติกรรมของประชาชนไทยที่แสดงออกที่ความเสียดายจึงเกิดเป็นรูปธรรม อาตมาเรียกตามไอน์สไตน์ เขาเรียกว่า ระเบิดแห่งความรัก Bomb of love ไอน์สไตน์อาตมาก็เคยบอกไว้ ว่าไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์รูปหนึ่งตามประวัติศาสตร์ความเป็นจริงของโลกที่ยืนยัน เป็นคนจริง ที่ได้เรียนรู้กันมาในระยะเวลาไม่นาน ได้สัมผัสความจริงผลงานความนึกคิดของไอน์สไตน์ แม้จะถอดมาจากจิตวิญญาณไอสไตน์ เมื่อในหลวงสิ้นชีพไป เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมของโพธิสัตว์ จึงต้องศึกษา โพธิสัตว์สรุปสั้นๆว่าเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว จะทำงาน มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม จะเห็นว่าทำงานให้แก่ผู้อื่น เสียสละให้แก่ประชาชน มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย มากกว่าหรือทั้งหมด ให้แก่ประชาชนทั้งหมด ไม่กังวลถึงตัวเอง ในหลวงไม่ทรงกังวลถึงตัวเอง เพราะคนอื่นต้องดูแลไว้อยู่แล้ว เรื่องกินเรื่องอยู่เรื่องไปเรื่องมาต้องบริการทั้งหมด ท่านต้องได้รับการสนอง ชีวิตคือ ปรปฏิพัทธา เมชีวิกา มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) คนมีปัญญามีภูมิธรรมจะอ่านออก ในพระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นนักประชาธิปไตยที่ปฏิบัติความเป็นประชาธิปไตยตลอดพระชนม์ชีพ ตั้งแต่เป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราชามา 70 ปี ต่อเนื่องมาอย่างเห็นได้ชัด คนที่ศึกษาทางรัฐศาสตร์การเมือง การบริหาร ทั่วโลกเข้าใจ แสดงว่ามีปัญญารู้จักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของพระองค์นี้สุดยอด ให้อิสระเสรีภาพ เป็นภราดรภาพ และสันติภาพ โดยแสดงสมรรถภาพเต็มที่ จึงเกิดผลดีเป็นบูรณภาพ อยู่ตลอดเวลา เป็น Coefficient Coefficient แปลง่ายๆกว่าคือพลังงาน จะเป็นวัตถุก็ตาม หรือเป็นพลังงานจิตวิญญาณที่เป็นองค์รวมพลังงานที่เรียกว่า Coefficient เป็นพลังงานที่เกี่ยวกับความก้าวหน้า ความเจริญ ไม่ใช่พลังงานเสื่อม แต่เป็นพลังงานมีคุณสมบัติก้าวหน้า และก้าวหน้าในระดับคูณ ไม่ใช่ก้าวหน้าในระดับบวก หรือจะถึงยกกำลังก็ได้ไม่ใช่ Geometric แต่เป็น Arrithmetic แต่ถ้าลดความก้าวหน้าไม่ใช่ Coefficient และต้องก้าวหน้าในระดับคูณหรือยกกำลัง ไม่ใช่แค่ระดับบวก และภายในพลังงาน Coefficient แม้แต่วัตถุจะมีมวลและความเร็ว ตามที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พลังงานที่ก้าวหน้าสูงก็คือการยกกำลัง เป็นการก้าวหน้าที่สูง บวก คูณยกกำลัง ยกกำลังสองหรือมากกว่าสองก็จะยิ่งก้าวหน้าดี มวลก้าวหน้าพอดี ความเร็วก็ยิ่งมาก ถ้าความเร็วไม่มาก มวลก็จะหนัก มากไปไม่ได้ ในวัตถุสมบัติ สมการของไอสไตน์คนเข้าใจแล้วมาใช้จึงเกิดความก้าวหน้าอย่างมาก หลังไอน์สไตน์ค้นพบ จึงเกิดพลังงาน Digital nano ซับซ้อนเร็ว จะเกิด E=mc 2 ไม่ใช่แค่ยกกำลังสองแต่จะเป็นยกกำลัง 3 ยกกำลัง 4 ไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้ารู้จักพลังงานทั้งอุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ โดยสามารถจัดการกับกรรมของตน ไม่ให้เกิดอกุศลกรรมเลยในจิต คือความรู้ของพระพุทธเจ้า กำจัด อกุศลในจิตไม่ให้เกิดเลย มีแต่กรรมที่เป็นกุศล เพราะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะมาทำให้พลังงานจิตนี้ เกิดอกุศลใดอีกแล้ว ถาวรยั่งยืนตลอดกาล อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เยี่ยมยอดที่สุด ผู้ใดศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิจะเข้าใจพลังงานทางวัตถุได้ไปด้วย เพราะศาสนาพุทธนั้นมีทั้งรูปและนาม มีทั้งสสารและพลังงานจิตวิญญาณควบคู่กันไปตลอด อาตมาพูดเรื่องฟิสิกส์ ทั้งที่สอบตกวิทยาศาสตร์อยู่สามปี ต่อม.8 ก็เลิก แล้วออกมาทางศิลปะ ไม่ไปเลยทางวิทยาศาสตร์ เคมีได้ 10 ส่วน 100 อาจารย์ที่สอนคือ ดร.สตางค์ มงคลสุข อาจารย์ทองสุข พงศทัศน์ เป็นด็อกเตอร์เป็นศาสตราจารย์ที่ยอดในยุคนั้น ตอนเรียน ม.7 ม. 8 พศ. 2493-94 ก็สอบตกอยู่นั้นแหละจนเลิก 2496 หนี ไปเรียนทางศิลปกรรม จบทางวาดเขียนทางปั้น เรียนวิจิตรศิลป์แต่ไม่ได้มีผลงานทางเขียนเลย มีเหลือซากอยู่ชิ้นเดียว คือภาพสีที่เขียนไว้ ศิลปะคือมงคลอันอุดม มงคลคือสิ่งที่พาไปเจริญ อุดมคืออุตมะคือโลกุตระ แปลว่าเหนือโลก เหนือโลกีย์ ศิลปะคืองานที่จะนำพาสู่โลกุตรธรรม ทุกวันนี้ศิลปะเละเทะ เป็นโลกียะที่หยำฉ่า กลายเป็นเครื่องหลอกคน เอาภาพอะไรขี้หมูขี้หมา ขายกันหลายล้าน พาให้ติดยึดในเส้นแสงสีเสียงรูปแบบเป็นโลกีย์ ไม่ได้เข้าโลกุตระ ไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณลดกิเลส มีแต่ทำให้จิตวิญญาณติดในรูปแบบ Abstract ให้คนติด เหมือนธัมมชโย สวรรค์ของแก ก็เขียนเป็นภาพสื่อทาง DMC หลอกล่อคนโง่ทั้งหลายที่ติดยึด แสงสีเสียง รถก็ออกแบบเป็นหัวปลี มีแสงสีฟรุ้งฟริ้ง อาตมาเรียนศิลปะมาก็รู้ทันว่าหลอกคนโง่ได้มาก เก่งชิบหายเลยนะทางโลก นี่ชมนะว่าชั่วได้เยี่ยมยอดมาก ขออภัย ถ้ามีลูกศิษย์ธัมมชโยอยู่แถวนี้ อาตมาพูดด้วยความจริงใจ อย่าเพิ่งฆ่าอาตมาเลย

มาอ่านถึงบทความของท่านขุนน้อยในไทยโพสต์ 13 มิ.ย. 2560 ถ้าไม่อยากให้ต้องมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ...เวลาติดตามข่าวคราวความเป็นไปของโลกในช่วงนี้ คงต้องลองหันไปเปิด หันไปพลิกพระคัมภีร์ พระไตรปิฏก ควบคู่ไปด้วยนั่นแหละทั่น ถึงจะพอมองภาพต่างๆ ออกมาได้ชัดเจน โดยเฉพาะคำตรัส คำอธิบาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทรงแสดง อาธิปไตย หรือ ความเป็นใหญ่ ในโลกนี้เอาไว้ 3 อย่าง 3 ประเภท...

ไล่มาตั้งแต่ อัตตาธิปไตย หรือการ ถือตนเป็นใหญ่ ไม่ว่า ตน หรือ อัตตา นั้นๆ จะถูกแสดงออกมาในรูปใด รูปของปัจเจกบุคคล สังคม รัฐ หรืออาณาจักร แต่ถ้าหากถือเอาบุคคลนั้นๆ สังคมนั้นๆ รัฐนั้นๆ อาณาจักรนั้นๆ เป็นหลักยึดแล้ว ย่อมถือเป็น อัตตาธิปไตย ไปด้วยกันทั้งสิ้น ต่อด้วย โลกาธิปไตย หรือ ถือโลกเป็นใหญ่ โดยไม่ว่าจะเป็นโลกทุนนิยม สังคมนิยม โลกประชาธิปไตย ก็ตามแต่ แต่ถ้าสามารถแผ่บทบาท อิทธิพล ให้รัฐ อาณาจักร หรือประเทศใดๆ ต้องไหลไปตามกระแสโลกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ย่อมถือเป็น โลกาธิปไตย หรือจะเรียกว่า โลกาภิวัตน์ ก็ไม่น่าจะผิด จนสุดท้าย...หนีไม่พ้นต้องตามมาด้วย ธรรมาธิปไตย หรือ ถือธรรมะเป็นใหญ่ เพราะถ้าหากโลกทั้งโลกปราศจากเสียซึ่งความถูกต้อง ชอบธรรม ไม่เป็นไปตามครรลองคลองธรรมซะอย่างแล้ว ย่อมมีแต่ฉิบหายกับฉิบหายลูกเดียวเท่านั้นเอง...

ความปั่นป่วน วุ่นวาย ความซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ ทั้งหลาย...ซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นข่าวคราวในโลกทุกวันนี้ ว่าไปแล้ว มันจึงเป็นแค่ช่วงขั้นตอนของ การเปลี่ยนผ่าน จาก โลกาธิปไตย ไปสู่ ธรรมาธิปไตย นั่นแหละทั่น เพราะอะไรที่มันออกไปทางใกล้จะฉิบหาย หรือหวิดๆ จะฉิบหายเต็มที สุดท้ายแล้ว...ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องนำไปสู่การค้นหา การแสวงหา ความถูกต้อง ชอบธรรม ของบรรดานานาประเทศ นานาสังคม ซึ่งหนีไม่พ้นต้องอยู่ร่วมกันภายในโลกใบนี้ อย่างมิอาจย้ายประเทศไปตั้งอยู่บนอวกาศ หรือ ณ สุญญากาศใดๆ ได้เลย แม้ว่ามีบางประเทศ บางสังคม ที่คิดถอยหลังย้อนกลับไปสู่ความเป็น อัตตาธิปไตย ถือเอา ตัวกู-ของกู ถือเอา America First หรืออเมริกามาก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ภายใต้ความพยายามหาทางทำให้ America Great Again สุดท้าย...ย่อมต้องนำมาสู่ความฉิบหายของ Our Planet อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้…

(พ่อครูว่า ขณะนี้ อเมริกา อยู่ในสถานะอะไรแค่ไหน status quo อาตมาได้ยินว่าตอนนี้อเมริกา กลางกลวง ปั๊มดอลล่าร์ มานี่ ถ้าเขาเอาดอลล่าร์คืนไปนี่ จะเอาอะไรคืนให้เขา ทั้งที่ไม่มีแล้วแต่ก็ยังมีอิทธิพลคือมีอาวุธ ขายอาวุธ ถ้าไม่ซื้อเอ็งไม่มีอาวุธป้องกันตนนะ แล้วก็ต้องขายอาวุธ เพื่อเอาเงินเข้าประเทศ แล้วทำทีห้ามประเทศอื่นสร้างนิวเคลียร์ แต่อเมริกาจะสร้างนิวเคลียร์ได้เหนือว่าเกาหลีเหนือไหม? อเมริกาจะกลัวไหมว่าเกาหลีเหนือจะสร้างนิวเคลียร์ได้เหนือ ก็ไม่หรอก ถามจริงลึกๆจิตใจพวกคุณใครคิดว่าอเมริกาซ่อนอาวุธนิวเคลียร์ไว้ไหม...ยกมือกันเกือบหมด แต่ก่อนอเมริกาไปบุกอิรักบอกว่ามีนิวเคลียร์ แต่บุกไปแล้วไม่เห็นมีที่ไหนเลย…)

โลกทั้งโลกเลยต้องหันมารุมด่า รุมประณาม ชนิดไม่ว่าตัวผู้นำอเมริกาจะหน้าด้าน หน้าหนา เพียงใดก็ตาม แต่ก็น่าจะยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ ที่จะทำให้ 195 ประเทศในโลกนี้ หันไปเห็นดี-เห็นงาม กับ อัตตา ของอเมริกา ที่ถึงขั้นตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงความร่วมมือปารีสเมื่อไม่กี่วันนี้ เช่นเดียวกับความพยายามควบคุม บังคับ โลกทั้งโลก การกดกันบรรดาประเทศต่างๆ ด้วย โลกาธิปไตย โดยอาศัยเครื่องมือ หรือกรรมวิธีใดๆ ก็แล้วแต่ แม้เครื่องมือที่ว่า จะถูกทำให้ดูดี ดูสูงส่ง เพียงใดก็เถอะ ไม่ว่าสิ่งที่เรียกขานกันในนามประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ เสรีนิยม ทุนนิยมเสรี ฯลฯ แต่ถ้าหากมันไม่ได้นำมาซึ่งความถูกต้อง ชอบธรรม เป็นไปตามครรลองคลองธรรมซะอย่างแล้ว ความฉิบหายและมีแต่จะยิ่งฉิบหายหนักขึ้นไปอีก จึงยังคงปรากฏให้เห็นเป็นกระแสหลักอยู่ในโลกทุกวันนี้...

ความเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เป็นธรรม ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ถูกผูกติดเอาไว้กับอำนาจเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือทุนสามานย์ มาโดยตลอด การเพรียกหาคุณธรรม ศีลธรรม ที่มีความหมายสูงส่งซะยิ่งกว่าคำว่าเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ที่หามาตรฐานที่แน่นอนแทบไม่ได้ หรือออกไปทางสองมาตรฐานด้วยกันทั้งสิ้น ไปจนการเรียกร้องต้องการที่จะ จัดระเบียบโลกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกให้ผิดแผก แตกต่าง ไปจากเดิมๆ ระเบียบที่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ เผด็จการดอลลาร์ แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาค เท่าเทียม การแสดงออกถึงความเคารพต่ออธิปไตยของแต่ละประเทศ จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจากการเพรียกหา ธรรมาธิปไตย นั่นแล...

ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าข่าวคราวสถานการณ์สงครามในซีเรีย เยเมน ลิเบีย ฯลฯ มันจะดุเดือด รุนแรง พลิกไป-พลิกมาขนาดไหนการเลือกข้าง เลือกฝ่าย คบหาสมาคมกันเป็นมิตร หรือต่อต้าน เป็นศัตรู แซงก์ชั่น บอยคอต ระหว่างอเมริกา ยุโรป จีน รัสเซีย หรือแม้ระหว่างกาตาร์ ซาอุฯ ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ ยิ่งขึ้นทุกที สุดท้ายแล้ว...มันก็คือตัวสะท้อนให้เห็นว่า ธรรมาธิปไตย นั่นแหละ คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับโลกในช่วงนี้ เพราะถ้าหากขาดเสียซึ่งสิ่งที่ว่านี้แล้วไซร้ โอกาสที่โลกทั้งโลกจะฉิบหาย วายวอด ลงไปต่อหน้าต่อตา ยิ่งมีความเป็นได้สูงยิ่งขึ้นทุกที

ดังนั้น...ถ้ามองโลกในแง่ดี หรือมองให้สวยๆ เข้าไว้ อาจต้องสรุปเอาไว้ประมาณว่า ความฉิบหาย หรือใกล้จะฉิบหายของโลกในช่วงนี้...จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจาก ความมืด ที่กำลังแสดงให้เห็นว่า ใกล้จะสว่าง เข้าไปทุกทีนั่นเอง หรือยิ่งมืดมิดเข้าไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าแสงสว่างยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ส่วนถ้าจะหยิบเอามาใช้เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ เป็นเครื่องเตือนสติสำหรับบ้านเราได้บ้าง ก็อาจต้องสรุปว่า...สิ่งที่สังคมไทยพึงเรียกร้อง ต้องการ เอาเข้าจริงๆ แล้ว...คงไม่ใช่แค่การหวนกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว แต่น่าจะเป็นการเดินหน้าไปสู่ ธรรมาธิปไตย นั่นแล...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Children’s Moral Lessons (อีกครั้ง)... Look backward, how much has been won, Look round, how much is yet win, The watches of the night are done, The watches of the day begin.- จงเหลียวหลังดูว่าเราได้เอาชนะอะไรมาแล้วบ้าง จงเหลียวดูรอบๆ ว่ามีอะไรที่เราจะเอาชนะได้อีก การเฝ้าดูกลางคืนว่าจะสิ้นสุดลงไปเมื่อไหร่ การเฝ้าดูกลางวันก็จะเริ่มต้นเมื่อนั้น...”.

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม_ประชาธิปไตย) ตอน นิยามประชาธิปไตย 14 ข้อ พ่อครูว่า...บทความอันนี้ ขึ้นชื่อว่าธรรมาธิปไตย อาตมาก็ขอขยายความจากบทความนี้เลยว่า จริงอย่างที่ท่านขุนน้อยว่า เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ควรแสวงหา แต่คนจะได้ธรรมาธิปไตยต้องมีความรู้ จะได้อย่างไร ธรรมะประกอบด้วยโลกกับอัตตา โลกคือสิ่งนอกตัวเรา ตัวเราคืออัตตา เรา นับไปตั้งแต่ ครอบครัวหมู่ฝูง ประเทศแผ่นดินของเรา พยายามรวมตัวกันคืออัตตาที่ขยายตัว ก็คือไปเป็นโลก หากมันขยายตัวมาเป็นเราอย่างมีธรรมะก็จะเป็นโลกที่มีธรรมะ แต่ถ้าขยายตัวอย่างไม่มีธรรมะ ขยายจากตัวเรา ครอบครัวเรา สังคมเรา ประเทศเรา ถ้าเริ่มต้นด้วยอกุศลก็กลายเป็นโลกาธิปไตยเลวร้าย จากอัตตาที่เลวร้ายของเรา ธรรมาธิปไตยคือเรื่องโลกและอัตตา และทำอัตตาเราให้เป็นธรรมาธิปไตย มีธรรมะที่เป็น Coefficient เป็นพลังงานองค์รวมที่เป็นธรรมะที่ก้าวหน้า Coefficient คือพลังงานในรูปแบบในบริบทนั้น ว่า ทั้งหมดที่องค์รวม คือสิ่งที่ก้าวหน้าเจริญ และต้องเจริญขั้นคูณ ไม่งั้นจะสู้พลังงานที่เสื่อมไม่ได้ ไม่ขึ้น หนึ่งที่จะขึ้นเพราะมี status ของตัวเองเป็นสภาพคงที่ แข็งแกร่ง ไม่มีอะไรทำลายได้ อาจจะมีพลังงานบวกลบ มี E=mc 2 และมีตัวแปรก้าวหน้าถึงขั้นคูณ คือ Coefficient ศาสนาพุทธสร้าง Coefficient ให้แก่ตัวเองได้ อรหันต์สร้างได้ สามารถควบคุมที่จะออกไปเป็นตัวแปร ของตัวเองแข็งแรงแล้ว และพลังงานตัวแปรที่จะออกไปนี้ ถ้าตนเองไม่สามารถทำตัวแปรให้เป็นระดับคูณ ก็จะไม่มีฤทธิ์ เพราะออกไปภายนอกมีอำนาจแรงมากกว่า ความหมายพลังงานทางฟิสิกส์คือจิตวิญญาณ ก็ตามต้องมากพอถึง Coefficient ต้องเป็นพลังงานสูงที่ไม่มีอะไรทำลายได้ อสังหิรัง แข็งแรงมาก เป็นป้อมปราการที่ไม่มีอะไรทำลายได้ ไดนามิคต้องแข็งแรง และมีไคเนติคส์ เป็นตัวแปร แม้เป็นพลังงานเคลื่อน ไม่ใช่พลังงานหลัก แต่ก็มีพลังสูง ทำให้อันอื่นเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อย่างนั้นไม่มีฤทธิ์แรงพอ อาตมาเองไม่มีพลังงาน Coefficient สูงพอ จึงได้ช้าและน้อย เพราะองค์ประกอบพลังงานที่ตรงกันข้าม สัมมาทิฏฐิที่อาตมามีมันมาก 47 ปีที่อาตมาทำนี้ มหาเถรสมาคม ทั้งหนา ด้าน หนัก ไม่กระเตื้องเลย เห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธไปไกลมากเลย อาตมานิยาม นิยามของประชาธิปไตยถึง 14 ข้อ

ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข กษัตริย์ที่เป็นประมุขต้องมี DNA สืบสันตติวงศ์ ทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา ทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ ขาดขา 1 ขาใดไม่ได้ มี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป ชื่อว่าธรรมะ 2 คือเลือด-วิญญาณ ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ต้องมีธรรมะโลกุตระ ไม่อย่างนั้น ถ้ากษัตริย์ไม่มีโลกุตรธรรมเป็นโลกุตรบุคคลก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้น เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ อย่างมีปริมาณของสมมุติสัจจะ มากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง 1 เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากลอย่างในหลวงร.9 ที่ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ อย่างมีปริมาณของสมมุติสัจจะ มากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง พระจริยวัตรนั้นๆ แม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถ์สัจจะ ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริงได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มี รูปธรรม เห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น ขณะนี้ แสดงออกถึงขั้น ฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูน ความเป็นประชาธิปไตย พระจริยวัตรที่ทรงงานรับใช้ประชาชนมา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจจะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทรงทั้งทำทั้งพูด ทรงมาหมดสอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง พลังงานขั้น Coefficient จะมี osmosis ของสังคมบวร จะเป็นหมู่บ้าน ที่มีคนอยู่รวมกัน อยู่อย่างมีกิจกรรมทำงานร่วมกัน มีความเป็นอยู่ที่สัมผัสสัมพันธ์กันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอด สังคมหมู่ชนหรือหมู่บ้านเรียกว่า บ้าน และต้องมีธรรมะเป็นโลกุตรธรรม ถ้าเป็นโลกียธรรมจะสู่ความเสื่อมจัดจ้าน ประเทศไทยมีโลกุตรธรรมก็ดีวันดีคืน ยิ่งมีในหลวง ทรงมีพระจริยวัตร สร้างโลกุตรธรรม มาอย่างโดดเดี่ยว แต่ราชบริพารก็รับเอาของท่านมาไม่ได้ เช่น ท่านบอกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ผู้บริหารข้าราชบริพารทำเป็นที่ไหน ยังดีเมืองไทยมีเชื้อโลกุตระ ก็จึงมีชาวอโศกทำอยู่ ในหลวงมีพระราชดำรัสเราก็เลยมีสิ่งนี้ยืนยันไว้ ว่าสิ่งที่บริหารปกครองสังคมประชาธิปไตยแบบนี้ดีที่สุด ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด มีรูปร่างอย่างไร หนึ่งมีสาราณียธรรม เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีเงื่อนไขลาภธัมมิกาคือลาภโดยธรรม ลาภที่สร้างอย่างสุจริต แล้วเรามีสิทธิ์เต็มที่ ด้วยแรงงานเรา เอามารวมเป็นส่วนกลางอย่างชนิดสูงสุด เสียภาษี 100% ทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด แล้วให้ส่วนกลางบริหารร่วมกัน นี่คือสังคมที่สุดยอด ทั้งคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยก็ต้องการ เข้าส่วนกลางมาบริหารให้มากที่สุด แต่คนไม่มีปัญญาและไม่ยอมเพราะมีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีตัวกูของกูมากก็ไม่ให้ จะออกกฎหมายมารีดภาษี หลายเหลี่ยมก็ตาม จนจำไม่ไหว และมีอีกหลายภาษี ภาษีสรรพสามิต ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ต้องบีบบังคับให้จ่าย สังคมที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุด สังคมสาธารณโภคี อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านชุมชน เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อประชาธิปไตยสูงสุด แล้วอยู่อย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา มีรายได้เข้ากองกลาง แบ่งกันกินกันใช้ ตามหลัก ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา นี่คือสาราณียธรรม 6 ที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุดโดยไม่มีการบังคับ อยู่กันโดยอิสระเสรีภาพ แบ่งกินใช้เป็นญาติพี่น้องกัน จึงสงบ กินแล้วแบ่งแจกเกื้อกูลกัน สังคหะ ไม่วิวาท อยู่อย่างพร้อมเพรียง ขออภัยที่พูดชาวอโศกเพราะทำมา 47 ปีแล้ว เบิ่งตาดูบ้างอย่ามีอัตตามานะมาก ทำในประเทศไทยไม่ได้ทำในต่างประเทศ อยากให้ประเทศไทยทำก่อน ถ้าประเทศไทยมีสาธารณโภคีอย่างนี้ รับรองประเทศอื่นยกมือไหว้เลย เพราะมีอะไร หนึ่งพึ่งตนเองได้ จะไม่แคร์เลย สินค้าขาเข้าจะมีแต่สินค้าขอออกที่สร้างโดยประเทศไทย จะได้เงินเข้าจากขาออก ไม่จำเป็นต้องบวกลบคูณหารหาคนละนิดเอาของเขามาแปรเปลี่ยนเพื่อจะได้รายได้ ทั้งที่ตัวเอง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน