600609_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก #36 อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย.docx
เนื้อหาในไฟล์
600609_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก #36 อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน แยก โลกียะกับโลกุตระ พ่อครูว่า...วันนี้วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ปีระกา เป็นวันที่เราจะบูชา วันนี้เราจะมีพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ บางทีเราได้ไปทำงานช่วยชาติไปอยู่ท่ามกลางถนนราชดำเนิน ไปชุมนุมประท้วง พอถึงวันที่ 9 มิถุนายน เราก็ยังอยู่กลางถนนราชดำเนิน ไปประท้วงอยู่ เราก็บูชาพระบรมสารีริกธาตุอยู่กลางถนนนั่นเลย ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ทำ โดยจำลองเอาภาพพระบรมสารีริกธาตุไปทำที่นั่นเลย ถ้าเราทำในบรรยากาศวันที่ 9 มิถุนายน ก็บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกลมหายใจเข้าออก และก็มีจารีตประเพณีเตือนสติ มนุษย์มนา เตือนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้านะ พระธรรมคำสอนของท่าน พระสงฆ์ของท่าน อยู่เสมอ ทำไมต้องระลึก คนเราจะระลึกถึงอะไร ก็หมายถึงจิตใจของผู้นั้น ส่อไปในทางความเจริญหรือความเสื่อม ถ้าคนระลึกถึงอะไรยัง เป็นไง? ก็คือความเสื่อม เป็นพวกตกนรก จิตใจก็ระลึกถึงอยู่แต่อบายมุขเลอะเทอะ ระลึกถึงเรื่องอะไร ระลึกถึงเรื่องต้องสะสมเงินทองข้าวของ สั่งสมลาภยศสรรเสริญโลกียสุขให้ตัวเองเสพ ก็งมงายโง่เง่า กับโลกธรรม เกิดเป็นคนเป็นสัตว์โลกตั้งแต่เป็นเดรัจฉานจนพัฒนามาเป็นคน ได้อัตตาตัวตน มีอาการ 32 อย่างที่เป็น ที่เราเรียกว่า คน ด้วยภาษาไทย ภาษาบาลีว่ามนุสโส เป็นจิตใจที่เจริญกว่าเดรัจฉาน ถ้าเป็นปุถุชน ก็จะวนเวียนระลึกถึงแต่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แม้จะบอกว่าเจริญในโลกียะ ได้มากขึ้นในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ได้สุขเสพกามเสพอัตตา (มีเสียงลูกไม้ตกใส่หลังคา พ่อครูอธิบาย) ในโลกมนุษย์อาตมาขอแยก โลกียะกับโลกุตระ ให้ชัด โลกุตระเป็นความต
อ่านต่อ
รัสรู้ของศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก เป็นศาสนาเดียวที่มีโลกุตรธรรม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นผู้ค้นพบ แล้วออกมาประกาศต่อมนุษยชาติ นอกนั้นเป็นศาสนาวนในโลกียะทั้งนั้น วนเวียนไม่มาอยู่กับจิตเจตสิก ที่อยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรา จะออกจากโลกโลกียะ ไม่ได้วนอยู่อย่างนั้น เจริญของเขาคืออะไร ได้ลาภ มาก ได้ยศมาก ได้สรรเสริญเยินยอ ยกย่องเชิดชู ได้เสพกามตามต้องการเต็มที่ หรือได้บำเรออัตตา บำเรอสิ่งที่ตนเองต้องการ ที่นอกเหนือการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสทางภายนอกเรียกว่ากามคุณ 5 ก็สัมผัสตามอุปาทานตนยึดถือ แต่ละคนไม่เท่ากันไม่ตรงกัน ถ้าตรงกันก็ฆ่ากันแหละ ดีที่ไม่ตรงกัน แต่มันก็คล้ายกัน ในโลกโลกียะ จึงไม่ออกไปจากวงวนของการเจริญ เจริญของเขาคือมีมาก ๆ แล้วก็เสื่อมจะครองสิ่งที่มีสมบัติที่มีคนเดียวไม่ได้หรอก ถึงเวลาก็ต้องเสื่อมสลายไปเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป โลกียนั้นสมบัติผลัดกันชม ส่วนโลกุตระนั้นมีญาณปัญญา ตัวนี้อาตมาพยายามอธิบาย พระพุทธเจ้าตรัส ถึง ญาณปัญญา ที่เป็นธาตุตัวชนิดใหม่ ที่ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับโลกียตลอดกาล ไม่ใช่ผ้าสีเดิม แตกต่างจากตัวใหม่ เป็นความคิดแนวใหม่ เป็นความเห็นแนวใหม่ เป็นอันอื่นจากความเห็นของโลกียะ หรือปุถุชน คนสามัญทั่วไปอยู่ในกรอบนี้ทั้งนั้น มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียว จริงๆ ก็มีศาสนาอื่นที่เขาก็ว่าเขารู้ แต่ที่บอกคือ ศาสนาอื่นเขาก็พยายามออกจากลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาพยายามปฏิบัติเพื่อจะออกจากวงวนนี้ทั้งนั้นแต่ที่อาตมาบอกว่า มีแต่ศาสนาพุทธ เพราะว่าเขาต้องการจะออกแต่ไม่มีพฤติการณ์ไม่มีธาตุรู้ ไม่รู้จะแก้ตรงไหน เขารู้นะว่าออกจากโลกีย์นี้ดี ไม่เอาอะไรเลยในชีวิต อย่างพวกนิครนนาฏบุตร เสื้อผ้าหน้าแพรไม่เอาเลย ถือแต่ไม้ปัดไม่ให้สัตว์เชื้อโรคตาย มีกระป๋อง บาตร ใส่อาหารกิน นอกนั้นไม่มีอะไร เขาสละโลกได้ แต่เขาไม่มีจุดสำคัญที่จะมีระบบที่รู้ต้น กลาง ปลาย ล้างกิเลสแต่ละปริเฉท บริบท ไม่ใช่ว่าล้างกิเลสทีเดียวหมดก้อนเลย ไม่รู้ต้น กลาง ปลาย แบบนี้ไม่สำเร็จ แต่พระพุทธเจ้ามีหลักเกณฑ์ไปตามลำดับ โดยตั้งหลักเกณฑ์คือศีล สมาธิ ปัญญา ทำตามกรอบแต่ละปริเฉท เป็นลำดับ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่าความเป็นลำดับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล เป็นเงื่อนไขที่ทำได้ตามลำดับ คนนั้นเป็นคนที่เร็วที่ สุดสะอาดที่สุด แล้วจะเป็นคนที่บรรลุง่ายที่สุด แต่มันยากเพราะคนมันสะสม ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายของแต่ละคนเอง ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าจึงเป็นกลางๆ แม้จะระบุว่ามีศีล 5 กว้างๆ มีกาย วาจา ใจ กาย สามข้อนี้ก็คือ 1. ชีวิต ชีวะ 2. สมบัติพัสถาน วัตถุสมบัติ 3. กิเลส กามเป็นต้น คือคนมีชีวิตแล้วก็ถ้าไม่หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ไม่รู้คุณค่าของชีวิต ก็จะไปทำลายชีวิต พลังงานต่างๆตั้งแต่อุตุนิยามพีชนิยาม จิตนิยาม ถ้าพีชะก็แค่พลังงานระดับพืช แต่พอเป็นจิตนิยามในระดับสัตว์ เริ่มมีเวทนามีตัวตน เป็นวิญญาณเป็นความรู้สึกองค์รวม เสร็จแล้วมีพยาบาทจองเวรจองกรรม ดูดเอาไว้หมายมั่นจะแก้แค้น ส่วนรักหรือโลภ ดูดเอาไว้เป็นของตัว มีสองทิศ ทิศหนึ่งดูดเอาไว้กับผลัก
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ศีลกับสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าให้เลิกสิ่งที่เป็นโทษภัยแก่ตัวเองและจิตวิญญาณ ให้ศึกษาและเอาทฤษฎีต่างๆไปทำตามลำดับ แต่ทีนี้ศาสนามันเสื่อม เช่น ในยุคปัจจุบันนี้เสื่อมเกือบหมดแล้ว อาตมาพูดว่าเกือบหมดนี่ จริงๆต้องบอกว่าหมดแล้ว มีแต่อยู่ในตำราแต่ในภูมิรู้ของคนไม่มีแล้วที่เป็นความรู้สัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีตำรา ใครก็ตามออกมาพูด เขาไม่มีทางจะเชื่อไม่มีทางรับได้ อาตมาเปิดเผยอันนี้ นำสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มายืนยันว่าถูกเป็นอย่างนี้ เขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาได้เชื่อความผิดเพี้ยนไปแล้ว ตำรายังมีอยู่ แต่เข้าใจตำราแบบผิดๆ ยกตัวอย่างเรื่องศีล ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีล ทุกวันนี้ถ้าถามว่าภิกษุถือศีลกี่ข้อ เขาก็จะบอกว่า 227 แต่นั้นเป็นวินัยไม่ใช่ศีล ศีลเป็นเรื่องความดีความชั่วที่ระบุไว้ ให้ทำตาม หรือไม่ทำตาม ใครทำได้ก็เป็นประโยชน์ต่อตนและต่อโลก ไม่มีการลงโทษ ส่วนวินัยมีบทลงโทษเหมือนกฎหมาย ส่วนศีลเหมือนธรรมนูญ ศีลคือธรรมนูญของศาสนา แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ยังดีที่มีตำรา อาตมาเอาจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลมาเปิดเผย ข้อห้ามนั้นทำไมมีอยู่ในศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้เต็มไปหมด ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่มีเดรัจฉานวิชา เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านรื้อเลย แต่ศาสนาอื่นมีเดรัจฉานวิชาเต็มไปหมด แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ วัดวาใดไม่มีเดรัจฉานวิชาไม่ใช่ศาสนา เช่น ยกตัวอย่าง อาตมาพูดไปนี่อย่างตื้นๆนะ ถ้าวัดวาใดก็แล้วแต่มีการจุดธูปเทียน จุด ไฟ เรียกว่ามีการบูชาไฟ บูชาด้วยน้ำใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำมนต์ ใช้น้ำใช้ไฟเป็นสื่อ อัคคียันต์ สิญจนยันต์ นั่นไม่ใช่ศาสนา ในเมืองไทยมีวัดไหนไม่จุดธูปจุดเทียนไม่มีรดน้ำมูกน้ำมนต์อยู่ที่ไหน มีแต่วัดอโศกที่ไม่มี นอกนั้นเต็มไปหมดวัดวาต่างๆ นอกนั้นก็มีการทำนายทายทัก สารพัดสารเพ เอาไปอ่านตรงไหนก็มีเต็มไปหมด วงการศาสนาพุทธในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ อาตมาขอยืนยันว่า มหาศีลเป็นเครื่องตรวจสอบเป็นเครื่องเช็คว่าเป็นศาสนาพุทธหรือไม่ ถ้าไปกระทำเดรัจฉานวิชาไม่ใช่ศาสนาพุทธ เอามหาศีลไปจับ วงการศาสนาพุทธในเมืองไทยจะไม่เหลือวัดที่เป็นศาสนาพุทธเลยนอกจากอโศก แต่ก่อนนี้ท่านพุทธทาสท่านก็ออกมาทำนำหน้าอาตมาไปแล้ว ท่านไม่มีเดรัจฉานวิชชา หมดรุ่นท่านพุทธทาส อาตมาก็มาต่อเสริมอีก ยังไขหูทวนลมเลย ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไข กูจะเป็นของกูอย่างนี้แหละ ทำไมดื้อด้านดึงดันเหลือขนาด ไม่รู้จะทำอย่างไร ในความยึดมั่นถือมั่น ลัทธิที่ตัวเองยึด ยึดมั่นถือมั่นในครูบาอาจารย์ ที่ถ่ายทอดกันมาผิดๆ ยึดมั่นถือมั่น ภูมิปัญญาที่ผิด แล้วจะสืบสานภูมิปัญญาที่ผิดนี้ต่อไป ไม่มีปรโตโฆษะ ในหลักสมาธิที่มีสองหลักคือ 1 ปรโตโฆษะ และ 2 โยนิโสมนสิการ เดี๋ยวนี้ไปแปลโยนิโสมนสิการว่าพิจารณาเท่านั้น ความจริงแล้วหลักการของโยนิโสมนสิการ ไม่สำคัญที่อยู่ที่โยนิโส แต่อยู่ที่มนสิการแต่ต้องมนสิการที่โยนิโสฯ มนสิการที่การทำใจ แต่โยนิโสคือบอกว่า ต้องทำใจในใจให้ถูกต้องถ่องแท้ ให้สัมมาทิฏฐิ ให้ลงไปถึงที่เกิด อะไรคือที่เกิด ที่เกิดคือจิตเจตสิก จิตเจตสิก ภาษาบาลีอีกคำคือ โอปปาติกะ ลงไปถึง โอปปาติกโยนิ ทำให้ถึงตรงนี้ที่โอปปาติกะคือจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรมะ ไม่รู้ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 10 สัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 คือไม่รู้จัก สัตตาโอปปาติกา เขาไม่รู้จริงๆ เขาจับตัวตนของโอปปาติกะไม่ได้ พอจับตัวตนไม่ได้ คือตำรวจจะไปจับโจร แต่จับตัวตนโจรไม่ได้ ดีไม่ดีไม่รู้จักหน้าตาโจรด้วย นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยโต๊ะเดียวกับโจรด้วย ยังคุยสนิทสนมกับโจรด้วย หน้ามืดตาบอด สัตตาโอปปาติกาตัวที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้ ก็ทำใจในใจไม่เป็น สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 คือ อัตถิทินนัง คือการทำทานก็ต้องทำใจให้เป็น ข้อ 2 คือ ยิฏฐัง ก็ทำใจในใจไม่ถูกต้อง เช่น ทำสมาธิ คือต้องทำจิตให้กิเลสลด แล้วตกผลึกตั้งมั่นคือสมาธิ ฌานคือเพ่งรู้เพ่งเผาสลายกิเลสได้ เมื่อกิเลสสลาย ก็เหลือจิตที่ตกผลึกสะอาดเป็นสมาธิ ก็ทำไม่เป็น เขาก็ทำจิตเหมือนกัน มนสิการเหมือนกัน แต่ไปนั่งสะกดจิต คือไม่ให้จิตใจนึกคิดหรือรู้ นิ่งแข็ง ศาสนาพุทธเป็นศาสนามีวิเคราะห์วิจัย มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะ สัมโพชฌงค์ มีนามธรรมแยกแยะ เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ ต้องแยกให้ชัดรูป นาม รูป 28 นาม 5 การจะรู้จักจิตเจตสิกต่างๆ ก็ต้องรู้จาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ถ้าไม่มีใครแสดงอุเทสก็ไม่รู้ได้ อย่างอาตมาแสดงอุเทส พวกเราฟังแล้วเอาไปปฏิบัติอ่านรู้ อาการ อาการสุข ทุกข์ อาการโกรธ อย่างนี้ ที่อาตมาทำมือไม้นี้ จริงๆแล้วมันไม่มีรูปร่างอะไร มันเป็นอาการใจ มโนวิญญัติ คุณต้องจับ สำคัญมั่นหมายเอาเองว่า อาการอย่างนี้คืออาการโกรธ อาการอย่างนี้คืออาการของกิเลสโลภ คุณรู้อาการมันได้ คุณก็ทำให้อาการนี้มันเบาบางจางคลาย ละหน่ายลดดับให้ได้ คุณต้องรู้ด้วยตน ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ พระพุทธเจ้าให้รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานอย่างนี้ จับอาการเจตสิกได้จริงๆ แล้วมีอุบายเครื่องออก เรียกว่าเนกขัมมะ ทำให้ลดลงได้จริง จะรู้จักเนกขัมมะต้องรู้จัก มโนปวิจาร 18 18 ของเนกขัมมะคือโลกุตระ ทำให้อาการกิเลสลดลงได้อย่างรู้ๆเห็นๆ ไม่ใช่ไปดับจิตสะกดจิต สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_นั่งหลับตา) ตอน อย่าขุดหลุมฝังศาสนาพุทธเลย อาตมาตะโกนบอกว่า นั่งหลับตาสะกดจิตเป็นทางผิด ตอนสมัยพระพุทธเจ้าท่านออกบวชก็ไปดูว่าเขาทำกันอย่างไร ก็ไปเจออาจารย์ใหญ่สำนักนั้นสำนักนี้ ไปเจออาฬารดาบส นั่งสะกดจิตได้ฌานที่ 7 ไปเจออุทกดาบส นั่งสะกดจิตได้ฌานที่ 8 ละเอียดที่สุดสูงที่สุดได้แค่นี้ พระพุทธเจ้าก็ทำได้ แต่บอกว่าไม่ใช่ทาง มีในตำนานในคำสอนในการเรียน แต่ทำไมไม่เข้าใจ ไปงมงายอย่างอาฬารดาบส อุทกดาบสอย่างเก่า แล้วไม่ได้ทำได้เก่งเท่าด้วย ขนาดมันผิด ก็ไปทำ แล้วก็ทำได้ไม่ดีเท่าเขา ขออภัย ชั่วไม่ได้ดีเท่าเขาด้วย ปฏิบัติเต็มที่ไม่ได้อย่างเขา อันนี้ก็ไม่ได้ อย่างชั่วก็ยังไม่ได้เลยก็เอาคำว่าดี คือดีชั่วๆ คือชั่วที่มันดี ก็ยังไม่ได้เลย เสร็จแล้วไปชั่วปรุงแต่งเพิ่มอีก อาตมาเห็นศาสนาทุกวันนี้ยากจริงๆ การนั่งหลับตาสะกดจิต มีสองฐาน คือ 1 สะกดจิตไปมืด คือ สุภกิณหพรหมอีกพวกหนึ่งไปสว่าง คืออภัสสราพรหม พวกมืดทำแล้วก็หยุดจบ ไม่กระทบกระเทือนใคร ดีไม่ดีมืดอยู่คนเดียวก็ไม่กระทบผลต่อใครหรือส่วนรวม แต่ พวกสว่างหรือสว่างประยุกต์ อย่างเช่นพวกธรรมกาย สะกดจิตให้นิ่ง ประโยชน์แต่ ดันปรุงแต่ง สร้างสวรรค์วิมานปลอม create สวรรค์บ้าบอไปได้มากเท่าไหร่ก็ได้ ทั้งวาดภาพ ส่งโทรทัศน์ design ออกมาเป็น สวรรค์ เฟส 2 3 4 5 งมงายไปหม ใช้โวหาร สีสัน รูปร่าง เพลงการ มีวิมานปลอมๆ มันปลอมเก่งฉิบหาย เลือกได้เลยร้านค้าสวรรค์วิมานสามารถเลือกได้เลย คนงมงายในสวรรค์ สวรรค์คือนรก นรกนั้นไม่มีใครอยากได้ ใครอยากได้สวรรค์คือภพ ศาสนาพุทธไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ หมดภพหมดชาติ นั่นคือพุทธ ใครไปอยากได้ภพสวรรค์นั้นคือเริ่มได้นรกแล้ว นรกคือสวรรค์ สวรรค์คือ นรกไม่ต้องทำอะไรบ้างสวรรค์ได้หมดนรกก็หมด สวรรค์ก็คือนรกตัวจริงตัวแท้ นี่พูดโดยโวหารของอาตมา สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ภพขาติไปตามลำดับ ให้ล้างตั้งแต่โอฬาริกอัตตาตั้งแต่กาม หมดกามแล้วจิตมันอยู่เหนือแล้วไม่ได้ดับจิต แต่จิต ดูชัดเจนในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เหมือนคนปกติ แต่กิเลสกามหมดไปจากจิต สัมผัสแล้วรู้ทัน แล้วหมดความต้องการหมดสวรรค์หมดนรก นั่นคือพระอนาคามี เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่อง ไปหลับตาเสียแล้ว เบื้องต้นโอฬาริกอัตตาไม่ศึกษา แต่ไปสะกดจิตหลับตาไม่รู้เรื่อง บอกว่ารูปภพอรูปภพ คือฌานสะกดจิต เหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ว่ามันยังรู้ก็ดับไป ดับรูปภพ อรูปภพ อีก แล้วอาฬารดาบส หมดธาตุรู้หมดสามารถจะรู้ละเอียดได้ แต่อุทกดาบสนั้นตามรู้ที่แวบได้ แต่เขาก็ดับอีก พาซื่อ ดับไม่รู้ เขาว่าดับอวิชชาแต่เขาไปดับจิตให้ไม่รู้ พาซื่อ ก็บอกว่าอย่าให้รู้อะไรเลย ซื่อบื้อไป ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้นความไม่รู้นั้นคือไม่รู้กิเลส ในโลกที่เรียกว่าโลกกาม แล้วก็มีกามเบื้องต้นคืออบาย ในการสัมผัส เช่น นักการเมืองที่จะต้อง ครองอำนาจตลอดกาล จะต้องมีอำนาจร่ำรวยที่สุด ยกตัวอย่างเลย คือทักษิณ จะต้องรวย มีอำนาจ ประเทศชาติต้องเป็นของข้าไปยาวนาน สืบทอดเป็นตระกูลเป็นสันตติวงศ์เลย ยังดีที่เมืองไทยมีพระสยามเทวาธิราชรู้ทัน ไล่ออกไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นเสร็จทักษิณ เมื่อไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ ไม่ได้เข้าใจสัจธรรมไปตามลำดับ ก็เลยเละเทะ ล้างกิเลสตั้งแต่สัมผัสให้รู้ ทางตาว่านี่โลภโมโทสัน เป็นนักการเมืองที่กระสันกระเหี้ยนกระหือรือจะได้อำนาจมาก จะได้อำนาจการปกครองบริหารบ้านเมืองเป็นของข้า จะได้ไปดูแลงบประมาณทรัพย์สินเงินทองจะต้องได้มา จากการคอรัปชั่นคอมมิชชั่น นี่คือความโง่งมงายนั่นคือโลกอบายมุข คนที่มีจิตใจอย่างนี้มีกิเลสอย่างนี้คือไม่รู้อะไร อบายมุขคือจิตใจที่หยาบต่ำ หัวหน้าแห่งนรก คือชั่วหยาบที่ชั่วที่สุด นักการเมืองที่มีความคิดความต้องการ และประพฤติอย่างนี้คือสัตว์นรกคืออบายมุข แต่เขาไม่รู้กัน แล้วก็แย่งชิงเป็นหัวหน้านรก แล้วจะไปรอดได้อย่างไร แล้วไปสะสมพรรคพวก ว่านี่คือรัฐศาสตร์เขาบริหารแบบนี้ ไม่เข้าใจทฤษฎีบริหารที่เรียกว่าประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ทำเพื่อประชาชน แต่เอาประชาชนมาเป็นฐาน มาเป็นลิ่วล้อ ขออภัย เอาประชาชนมาเป็นควาย มาเป็นบริวาร เพื่อเหยียบย่ำ แล้วเขาก็เก็บผลประโยชน์บนเลือดบนเนื้อ เป็นความคิดที่เลวร้ายมาก เป็นความโง่เง่า ไม่ใช่ความรู้หรอก อวิชชา นึกว่าเป็นความรู้แต่เป็นอวิชชาซับซ้อนหนัก ถ้าเผื่อว่า ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจิตบริสุทธิ์ ประเทศไทยไม่อยู่รอดมาได้ถึงป่านนี้ ประกาศเป็นประชาธิปไตยมา 81 ปี ยุคของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีพระจริยวัตร บอกว่านี่คือพฤติกรรมของนักบริหารนะ ไม่ได้หาเสียงแต่เพื่อบริการประชาชน ท่านทรงงานทั่วประเทศ นายพฤติกรรมการเมือง ไม่ต้องทำทั้งประเทศหรอกอย่างในหลวงทรงทำ เราก็ทำเป็นเขตๆไป แต่ในหลวงท่านทำทั่วประเทศ แต่คุณน่ะ มาทำงานช่วยท่าน แบ่งช่วยท่านทำ เป็น ส.ส.เขตไหนก็ทำเขตนั้น ขยายเป็นหัวหน้ากองกรมกอง รัฐมนตรี แต่การเมืองไม่ใช่การหาเสียง การเมืองทุกวันนี้ก็เพื่อจะได้เลือกตั้ง มีพรรคพวกแล้วเอามาบริหาร เพื่อได้คอรัปชั่นคอมมิชชั่น คนใดเป็นนักการเมืองที่คอรัปชั่นได้แนบเนียนและเก่งที่สุด นั่นแหละคืองานอาชีพของนักการเมือง เป็นเป้าหมายของนักการเมือง คอรัปชั่นให้ได้แนบเนียนที่สุดอย่างที่จับไม่ได้เลยจนตายเลย ทำแล้วหมดวาระแล้วก็จับไม่ได้ งาน DSI หากรื้อพวกนี้ขึ้นมานะ..รับรอง.. สรุปแล้วน่าสงสารประเทศไทย ประเทศไทยมีดี จริงๆแล้วรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่ยอดเยี่ยมที่สุด ต่างประเทศทุกวันนี้ได้สรรเสริญ เมื่อในหลวงสวรรคต เขาได้แสดงความเสียใจกันทั่วโลก เพราะท่านคือนักประชาธิปไตย เขาไม่ได้มายอมรับนับถือเพราะว่าท่านหล่อหรือรวย หรือได้ไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่กับประเทศอื่น แต่ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่ยอดเยี่ยม น่าเสียดายนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก ท่านรับใช้ประชาชน พูดชัดๆ ทรงงานมา 70 กว่าปี ชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้สำหรับผู้ที่มีภูมิปัญญา อาตมาไม่ได้มานั่งแกล้งยกยอท่าน แล้วประชาธิปไตยของศาสนาพุทธนั้นต้องพาคนจน ถ้าประชาธิปไตยของประเทศไหนพาคนไปรวย ผิดหมดต้องจนอย่างมีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ ชาวอโศกคือนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของประเทศไทย ไม่มีใครมายอมรับหรอก ต้องพูดเอง ใครไม่เชื่อก็ช่างเขา เพราะว่าชาวอโศกมาจนและรับใช้ประชาชน สร้างสรรค์เผื่อแผ่ ไม่งอมืองอเท้า ทำให้มากให้เกิน แล้วสละสะพัดออกไป ขณะนี้ก็ทำได้แค่นี้ แล้วจะทำไปจนกว่าอาตมาจะตาย แล้วพวกเราก็มาทำต่อสืบทอดต่อ คนไม่ต้องทำเพื่อตัวตนและไม่ต้องเห็นแก่ตัวเลย ไม่ต้องสะสมอะไรเป็นของตัวเองเลย จะอยู่ได้ไหม สังคมชาวอโศกพิสูจน์แล้วยืนยันได้ เป็นสังคมสาธารณโภคี อาศัยส่วนกลาง ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้เป็นพ่อของคอมมิวนิสต์ เป็นปู่ของเผด็จการ ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้มี คอมมูนโดยไม่ต้องไปตั้งกฎเกณฑ์ให้เสียภาษีเท่านั้นเท่านี้เหมือนอย่างคอมมิวนิสต์ แล้วใครมีส่วนได้มากก็เสียภาษีมากที่สุด ทำอย่างนั้นคนจะไม่อยากให้ภาษี เขาก็บังคับเอา คนมันก็ไม่อยากให้เพราะว่าหาได้มากๆ ก็ต่อสู้ไม่อยากเป็นคอมมิวนิสต์ อยากเป็นอิสระเสรีภาพ ในประชาธิปไตยหาเงินได้มากก็เสียภาษีแบบซ่อนแฝงได้ ก็เท่านั้นมันเป็นสัจจะของมนุษย์ที่เห็นแก่ได้ ส่วน มาเป็นประชาธิปไตยแท้ๆของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นแก่ตัวเอง หมดตัวหมดตน แล้วกล้าจะมาเป็นคนจน กล้าจะมาให้แก่ส่วนกลาง ถ้าส่วนกลางบริหารผิด ถ้าเราเอาให้ส่วนกลางแล้วเขาคอรัปชั่นคอมมิชชั่นแบบรัฐบาลบางรัฐบาลก็ไม่ให้ทำ เราจึงได้เอามาบริหารเอง ชาวอโศกคือชุมชนประชาธิปไตยที่บริหารซ้อนอยู่ในประเทศไทย จึงอยู่เป็นสุข ถึงขั้นตรงตามระบบของพระพุทธเจ้า มีลาภธัมมิกา เอามารวมกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ตามระบบสาธารณโภคี อาตมาภาคภูมิใจที่ทำได้สำเร็จ ในยุคของพระพุทธเจ้าทำสำเร็จได้เฉพาะในวงของพระสงฆ์ แต่ไม่ได้ทำในวงฆราวาส เพราะเป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส มีระบบทาส เป็นยุคที่ประชาชนยังไม่เข้าใจในสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าใจสิทธิในวัตถุหรือการแสดงออก สิทธิความเป็นมนุษย์ ยังไม่รู้จัก จึงสร้างกับวงกว้างประชาชนไม่ได้ เพราะไปละลาบละล้วงในหลวงไม่ได้ ในหลวงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านจึงได้ตั้งรัฐอิสระ พระพุทธเจ้าได้ตั้งรัฐอิสระ แล้วท่านก็มีธรรมนูญของท่าน ธรรมนูญของท่านก็คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทฤษฎีต่างๆในการปฏิบัติของท่าน มรรคมีองค์ 8 เป็นวิธีการปฏิบัติของคนประเทศนี้เป็นคนรัฐนี้สังคม ใครมาเข้ารีตของรัฐนี้ ใครจะมาเข้ารีตจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐนี้ ไปแคว้นไหน ท่านก็ประกาศลัทธิของท่าน พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นยกให้พระพุทธเจ้าหมดเลย เอาเลย ประกาศลัทธิของท่าน แล้วประชากรในแคว้นนั้นจะมาเข้ารีตเขาก็ยอม ให้หมดเลยทุกประเทศ ท่านก็ไปอย่างอิสระเลย ไปรัฐน้อยใหญ่ ขนาดรัฐมคธ แคว้นโกศลเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนนั้น ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านก็ไปในทวีปอินเดียได้หมด อิสระได้หมด เอาประชากรมาเข้าธรรมนูญของท่าน เพราะว่า ธรรมนูญนี้ไม่ได้เป็นโทษภัยต่อประเทศไหน ถ้ายิ่งคนเขาได้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเขายิ่งปกครองได้สบาย ประเทศเขาจะเป็นความสงบสุขสงบเย็น เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินของแต่ละแคว้นในยุคนั้น ก็ยกให้ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ยอมรับกันหมดแหละ แต่ทุกวันนี้แย่งทฤษฎี ประชาธิปไตยของใครก็บอกว่าดีที่สุด ใครก็เป็นประชาธิปไตยแท้ ใครที่มีอิทธิพลมากก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแท้ เบ่งได้เก่ง สร้างอาวุธสร้างเขี้ยวเล็บไว้ ว่าอย่านะ เขาไม่ได้ยอมแพ้เพราะว่าสัจธรรม แต่ยอมแพ้เพราะว่าเขี้ยวเล็บสู้ไม่ได้ ประเทศต่างๆในโลก แก้ไขไม่ได้หรอก ต่างคนต่างหลง เราก็เอาของพระพุทธเจ้ามาขยายความ มาให้ธรรมประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า ในหลวงได้ทรงความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดได้ ทำเพื่อประชาชน รับใช้ประชาชน อย่างจริงใจให้เจริญ ด้านต่างๆ ให้มีกินมีอยู่มีสาธารณูปโภค น้ำไม่มีก็หาวิธีให้น้ำ ขนาดน้ำพื้นดินไม่พอ ก็หาวิธีทำแก้มลิง ทำฝาย น้ำในดินไม่ได้ก็เอาน้ำจากฟ้า ก็รู้วิธีสอยน้ำจากฟ้า มีพระเจ้าแผ่นดินประเทศไหนที่รู้จักการสอยน้ำจากฟ้ามาให้แก่ประชาชนได้ มีประเทศไทยนี่แหละ รู้วิธี ท่านทรงหมดโครงการต่างๆ ช่างกระไร ข้าราชการทั้งหลายแหล่ที่ช่วยพระองค์ ก็ไม่ทำตาม มีแต่มาเลี้ยงชีพหากิน เช้าชามเย็นชาม ไม่ได้เข้าใจสี่พันกว่าโครงการนี้เลย รับมือไม่เป็น ทำไม่ออก น่าสงสารประเทศ ท่านนอกจากจะบอกโครงการขยายโครงการแล้ว ท่านยังได้ทำโมเดลในสวนจิตรฯอีก แต่ข้าราชการไม่ประสีประสารับช่วงไม่เป็น อาตมาก็พูดความจริงขออภัยนะไม่ได้ลงโทษหรือดูถูกดูแคลน แต่พูดสัจจะสู่ฟัง นี่เป็นสัจจะที่เป็นอยู่ ในหลวงนี่ อาตมาเป็นคนระบุบอกด้วยว่า ไม่มีใครกล้าพูดแต่อาตมากล้าพูดว่าในหลวงคือพระโพธิสัตว์ อาตมาเป็นคนพูดเอง เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มีภูมิธรรมจากพระพุทธเจ้า มีเชื้อมี DNA ของพระพุทธเจ้า จึงมาทำความเป็นประชาธิปไตยของศาสนาพุทธ แต่ข้าราชการผู้รับช่วงไม่ค่อยเก่งนักวิชาการก็ไม่ทัน ก็ไปเรียนประชาธิปไตยแบบที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยึดว่าเขาคือประชาธิปไตย ในหลวงตรัสนี่ ถ้าฟังเป็นข้าราชการจะเจ็บปวด ท่านบอกว่าปิดตำราเสีย แล้วมาบริหารอย่างอะลุ่มอล่วย เมตตา สามัคคี ท่านไม่ตรัสว่า ให้ทำตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นในหลวงท่านตรัสว่าให้เอาแบบศาสนาพุทธอย่างเดียวไม่ได้ แต่โดยปฏิภาณปัญญา น่าจะเข้าใจ เพราะว่าท่านต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย แต่เมืองไทยเป็นศาสนาพุทธ 95% ท่านเห็นแก่ศาสนาอื่นก็ไม่ตรัสตรงๆอย่างนี้ แล้วท่านก็บอกว่ามาเอาแบบคนจน ท่านก็พยายามตรัสบอก เขาก็ไม่เข้าใจ เอาให้ชัดอีก ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันชัดยิ่งกว่าแบบคนจนนะ แต่บื้อเลย งงเลย แล้วขาดทุนจะอยู่อย่างไร อโศกเราขาดทุนอยู่ได้ เพราะการขาดทุนนั้นไม่ใช่หมายความว่าเราจะหมดเนื้อหมดตัว การคิดทุนนี้จะคิดสำคัญที่ค่าแรงงาน ส่วนค่าโสหุ้ย ค่าอื่นๆที่ก็คิดไป แต่ค่าตัวค่าแรงงาน ค่าความรู้ เราก็มาลดค่าตัวค่าแรงงานของเรา ไม่เอาหรือเอาให้น้อยลง แต่นี่มีแต่จะขึ้นค่าตัว การลดค่าตัวของเรา คือการมาขาดทุน คือการเจริญ คือกำไร สังคมบริหารด้วยการขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็จะไปได้ ในหลวงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็ตรัสบอกให้ทราบว่าเอาแบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พวกข้าราชการนักการเมืองไม่รู้ รับลูกไม่เป็น เอามาปฏิบัติตามไม่ได้ มันเลยไม่ไป อาตมาว่า อาตมาได้พามาทำตามที่ในหลวงตรัสทุกประการได้เท่านี้ ..แย้งด้วย ปิดด้วย ไม่เผยแพร่เลย อย่าให้เอาของอโศกไปเผยแพร่ สื่อสารมวลชนไม่มาทำข่าวของอโศกเลย ตั้งแต่เริ่มต้นจนบัดนี้ ไม่มีสื่อสารมวลชนมาทำข่าว นี่งานนี้ก็ไม่ทำข่าว เราทำอโศกรำลึกมา 36-37 ปี อโศกจะทำอะไรก็ทำของเอ็งไป ไม่ส่งเสริม ไม่โฆษณาไม่บอกกล่าว ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร นี่คือศาสนาพุทธอาภัพ ขนาดนี้ ศาสนาพุทธที่ถูกต้องอาภัพขนาดนี้ ศาสนาพุทธที่เลอะเทอะก็ส่งเสริมโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง งานทอดกฐินผ้าป่าออกนอกศาสนาพุทธทั้งนั้น ก็ส่งเสริมโฆษณากัน ช่วยกัน แล้วก็ได้บอกว่าได้บุญ ที่จริงได้บาป ไม่ได้กำจัดกิเลสอะไร มีแต่ส่งเสริมกิเลสเพิ่มขึ้น เขาไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปแต่ไม่รู้ตัวว่าได้บาป น่าสงสาร ทั้งสื่อสารด้วย ขออภัย อาตมาพูดเหมือนตัวเองถูกต้องอยู่คนเดียว คนอื่นในวงการศาสนาทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง เขามีทั้งอำนาจอิทธิพล อาตมาไม่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล เลยไม่มีใครฟังไม่มีใครทำตาม ก็ยังดีที่มีพวกคุณมาเชื่อถือและทำตาม เขาก็หาว่าหน้าโง่ทั้งนั้นที่มาทำตามพระโพธิรักษ์ อาตมาเคยเจอคนเก่าที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่วงการโทรทัศน์เขาก็บอกว่าหนังสือที่อาตมาเขียนผิด บอกว่าให้อ่านหนังสือของท่านประยุทธ์ ปยุตโตสิ อาตมาเคารพท่านประยุทธ์ที่ท่านซื่อสัตย์ต่อความรู้ของท่าน ท่านเป็นคนเอาใจใส่การศึกษา เป็น learned man ท่านซื่อสัตย์ต่อความรู้ของท่านและเอามารวบรวมไว้ อาตมาก็ได้ประโยชน์จากหนังสือท่านมาก ถ้าไม่มีตำราเรานี้ก็จะยากมาก ของท่านเป็นระบบระเบียบ เอามาใช้งานได้ง่าย จึงเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ท่านก็ทำเต็มที่ของท่าน มันก็ยังมีขัดแย้งอยู่เยอะ แต่สิ่งที่ชัดแจ้งก็จะไม่พูดมาก ยกตัวอย่างท่านเข้าใจอภิสังขารอย่างไร อภิสังขารเป็นสังขารของอาริยะ ปุญญาภิสังขารคือการปรุงแต่งจัดการจิตวิญญาณอย่างอภิ อย่างยิ่งอย่างดีทำให้กิเลสลด อปุญญาภิสังขารคือไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive