600607_พ่อครูเทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึกครั้งที่ 36 แม่บทของสรรพศาสตร์คือพุทธศาสตร์.docx
เนื้อหาในไฟล์
600607_พ่อครูเทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึกครั้งที่ 36 แม่บทของสรรพศาสตร์คือพุทธศาสตร์
พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธที่ 7 มิถุนายน 2560 ขึ้น 13 ค่ำเดือน 7 ปีระกา ผ่านไปผ่านไป แต่ละวันแต่ละวัน การเดินทางของวันไม่เคยพัก ไม่เคยผ่อน นาทีก็เท่านั้น เผลอนาทีก็เท่าวินาที ไม่เคยลดหย่อนไม่โกงไม่เคยหยุดไม่เคยบ่น ไม่เหมือนโพธิรักษ์ บ่นเก่ง
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_รูปนาม) ตอน กายคือรูปและนาม อาตมาเคยสะดุด ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือ กรรมกับกาละ คือ กรรมกับกาละเวลา ชีวิตแต่ละชีวิตหายใจเข้าหายใจออก ก็คือกรรม คือกิริยาของชีวิต หายใจเข้าหายใจออกคือลักษณะของภายนอก ที่เรียกว่าส่วนหนึ่งคือกายภายนอก กายมีส่วนหนึ่งเป็นภายนอก และอีกส่วนหนึ่งเป็นภายใน คำว่า กาย สำคัญยิ่งที่ภายใน กายไม่สำคัญที่ภายนอก พระพุทธเจ้าไม่เคยกำกับมา สำคัญที่ภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตเป็นประธาน จิตมโนวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นเราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าโดยเป็นลูกพระพุทธเจ้า ก็ต้องรู้จักความสำคัญในความสำคัญ พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญในภายในจิต โดยเฉพาะใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ศาสนาพุทธมาถึงทุกวันนี้ในเมืองไทยหรือเมืองนอกต่างๆ อาตมาเชื่อว่าเขาเข้าใจคำว่ากาย ผิดเพี้ยนไปแล้ว เข้าใจคำว่ากายว่าหมายถึงภายนอกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับภายในเลย นั่นคือความเข้าใจที่ผิดพลาดสมบูรณ์แบบ ว่ากายคือภายนอกอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับภายในเลย ไม่มีธรรมะ 2 กายคือธรรมะ 2 ภายนอกและภายใน ทั้งรูปและนาม พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นมูลกรรมฐาน 5 แรก ให้พิจารณา ผมขนเล็บฟันหนัง ผู้ที่ศึกษาธรรมะในยุคนี้ ขอพิจารณาไม่เป็นว่า พิจารณา ผมขนเล็บฟันหนังว่าพิจารณาอย่างไร อย่างเก่งก็อธิบาย กายคือร่าง พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์
อ่านต่อ
ก็ไม่รู้ว่ามันทุกข์อย่างไร ก็โมเมว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน เท่าที่เคยทราบที่เขาอธิบายกัน แท้จริงแล้วกายนั้นท่านให้แยกธรรมะ 2 ธรรมะส่วนหนึ่งก็เรียกว่ารูป ธรรมะส่วนหนึ่งเรียกว่านาม รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวธาตุรู้ ที่มันเป็นตัวรู้เลย ส่วนรูปคือธาตุที่ถูกรู้ ไม่ว่าจะเป็น มหาภูตธาตุ 4 ดินน้ำไฟลม แถมอากาศธาตุ นามนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 7 นามคือ ต้องเรียนรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ห้าชนิดนี้ นี่คือ นาม แต่เดี๋ยวนี้หลงเพี้ยนไปไกลว่า นามคือ จิต เจตสิกต่างๆ อภิธรรม จิต 89 จิต 121 แล้วเรียกเป็นดวงๆๆ เจตสิก 52 อะไรอย่างนี้ เลยเถิดไป แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ รูป 28 นาม 5 ใช้ สองอย่างนี้เรียนรู้ ถ้าเข้าใจรูป 28 ตั้งแต่ ปสาทรูป โคจรรูป 5 สัมผัสกันเข้าเกิดภาวะรูป 2 แล้วตามรู้ที่มันเกิดในตนเรียกว่า หทยรูป แล้วก็เกิดความเป็นชีวิต แยกพลังงานที่เป็นชีวิต จิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยาม แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายแบบนี้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่า พลังงานมันเกิดเป็นชีวะ มี อุตุ พีชะ จิต มีคุณสมบัติต่างกัน และสามารถทำให้ จิตนิยามมาเป็นพีชนิยามได้ไหม เป็นต้น การพิจารณากรรมฐาน 5 ก็ให้พิจารณาธรรมะ 2 หรือรูปและนาม สิ่งที่ถูกรู้ กับธาตุรู้ แล้วก็วิจัย สิ่งที่ถูกรู้ ใส่ใจ จัดการใจคือมนสิการ ให้เรียนดูใจหรือจิตเป็นพลังงานนามธรรม มันเกิดจากผัสสะ แล้วเราก็เรียนรู้ เมื่อเกิดผัสสะ แล้วตามรู้ในเจตนา มโนสัญเจตนามี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เราก็จัดการกับเจตนา โดยเมื่อมีเวทนา มีสัมผัสแล้ว เวทนา สัญญา เจตนา มีสัมผัส เกิดเวทนา เมื่อเกิดเวทนาเราก็ใช้สัญญากำหนดรู้การวิเคราะห์วิจัย กำหนดรู้เวทนาในเวทนา มีอะไรเป็นตัวเหตุปรุงแต่งเป็นเวทนาเป็นสังขาร ปรุงแต่งสุขทุกข์ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดความสุขและความทุกข์นั้นอันเดียวกัน เหตุคือ ตัณหา ถ้าได้สมกับตัณหาสมความต้องการ มันอยากได้อย่างนี้ ก็ได้มาสมใจเรียกว่าเป็นสุข ถ้ามันไม่ได้ก็เรียกว่ามันเป็นทุกข์ สุขทุกข์อันเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าได้บำบัดบำเรอความต้องการหรือไม่ เท่านั้นเอง ถ้าไม่ได้แล้ว พยาบาท ฝากไว้ก่อนเถิด ฝากไว้ก่อนโอฬาร เขาไม่วาง ปุถุชน ไม่มีปล่อยวาง มีแต่ สั่งสม ยิ่งไปสมมุติว่า สิ่งที่จะได้สวรรค์ เป็นสิ่งน่าได้ สวรรค์ก็คือนรก นรกสวรรค์ ทุกข์ก็คือสุข สุขก็คือทุกข์ คือภพคือชาติ ทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ไป สร้างภพ สร้างชาติ ก็คือสร้างสุขและทุกข์ พระอรหันต์ไม่มีภพชาติ จึงหมดสุขหมดทุกข์ นี่ภาษาก็ชัดๆง่ายๆ แต่ต้องเรียนรู้สภาวะ อ่านอาการ ว่าอาการสุข อาการทุกข์คืออย่างไร และเหตุของอาการคือตัณหา เป็นสมุทัย อาการเป็นอย่างไร ต้องอ่านให้ออก อ่านให้ออกแล้วกำจัดตัวนี้ กำจัดตัวนี้ได้ก็หมด เรียกว่าหมดตัวตนที่เป็นเหตุ คำว่าอัตตาเป็นตัวตน กำจัดอัตตาแล้วก็จะไม่มีอัตตาเรียกว่าอนัตตา ไม่ใช่ไปฟังคำสอนที่บอกว่า สัพเพธัมมาอนัตตา ธรรมะทั้งปวงก็เป็นอนัตตาทั้งนั้น ใช่ สำหรับพระอรหันต์ แต่คุณยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็อย่าเพิ่งคิดว่าอนัตตาทั้งหมด ทั้งที่อัตตาตัวเบิ้มอยู่ แล้วบอกว่า เชื่อว่าทุกอย่างอนัตตาแล้วก็อนัตตาเลย มันไม่เป็นความเข้าใจที่รอบถ้วน สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_อุปาทาน) ตอน ล้างอุปาทาน 4 จนหมดอัตตา ทีนี้ อัตตา เมื่อวานได้อธิบายถึงอุปาทาน 4 กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ยังไม่ได้อธิบาย กามุปาทาน กามคือ ความใคร่อยากได้มาบำเรอตน โดยเฉพาะ กามนี้ถือว่าเป็นภายนอก คือห้าทวารภายนอก เรียกว่ากามคุณ 5 ไม่ได้เรียกว่ากามคุณ คือสิ่งที่กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย ส่วนอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า อัตตา เป็นภายใน กามนี้คือภายนอก อัตตาเป็นภายใน พระพุทธเจ้าเทศนากัณฑ์แรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็บอกว่า ชีวิตมีอัตตกิลมถะกับกามสุขขัลลิกะ คือ ลำบากแสวงกามมาบำเรอตน สมใจก็เป็นสุขเหมือนไม่มีความทุกข์ร้อน มันพรางกลบเกลื่อน ที่แท้เป็นความลำบาก เป็นอัตตาทั้งนั้น ต้องล้างอัตตาให้หมดความยึดติดในอัตตา จนหมดไม่ยึดติดในความเป็นอัตตา ! อาตมาอธิบายอุปาทานไปถึงอัตตวาทุปาทาน กามุปาทานคือยึดติดภายนอก ข้างในคือจิตวิญญาณตัวแท้ บำเรอแล้วเป็นสุขทุกข์ สั่งสมเป็นอนุสัยอาสวะในจิตทั้งนั้น เมื่อสัมผัสภายนอก มีอวิชชาก็สั่งสมตกผลึกไว้ พุทธศาสนิกชนไม่รู้ก็เลยสั่งสม บำเรอแล้วก็นึกว่าน่ามีน่าได้น่าเป็นได้มาก็สุข แล้วไม่ได้ก็จองเวรจองกรรม ไม่ชอบ จากกามก็มาที่ทิฏฐุปาทาน ความเห็น ความเข้าใจ ความรู้ ผู้ที่ยึดติดความรู้ความเห็นความเข้าใจต่างๆที่สอนกัน เขาแยกว่า ชาวอโศกเป็นลัทธิหนึ่งที่มิจฉาทิฏฐิ เราก็ว่าพวกคุณนั่นแหละที่เป็นพวกลัทธิเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ต่างคนก็ต่างว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะว่ากัน เราถูกเขาผิด ส่วนใหญ่เราถูกเขาผิดทั้งนั้น มันเป็นธรรมดาธรรมชาติก็ว่ากันไปก็ศึกษา ใครจะผิดจะถูกก็ต้องศึกษา จนกระทั่งเจริญด้วยปัญญาก็จะรู้ว่าอะไรคือจริง ต้องเกิดสภาวะความเป็นจริง สีลัพพตุปาทาน มีศีล มีพรต มีกรรมวิธีที่เรียกว่ากรรมฐานหรือเรียกอื่นๆ เข้าไปแล้วก็ปฏิบัติอย่างนี้อย่างนี้ มียิฏฐัง เป็นพิธีกรรม วิธีปฏิบัติที่จะบรรลุสูงสุดเป็นนิพพาน อัตตวาทุปาทานนี้ลึกซึ้งซับซ้อน มีคำว่า อัตตา วาทะ อุปาทาน สามคำนี้ อัตต คืออัตตา วาทะ คือภาษาคำพูด มีอัตตาแล้วมีคำพูด อุปาทานคือความยึดถือ ก็ยึดถือ ได้แค่คำพูดว่าเป็นอัตตา ท่านประยุทธ์ ปยุตโต หรือท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ตอนนี้ ท่านก็แปล ตรง แปลตามพยัญชนะว่าผู้ที่ยึดถือได้แค่คำพูดเป็นอัตตา ยังไม่ได้ยึดตัวอัตตาจริง ยังไม่รู้จักตัวอัตตาจริง คำว่าอัตตาได้แต่พยัญชนะภาษาคำพูด แต่ตัวจริงยังไกล ยังยึดไม่ถึงตัวอัตตา จึงหมดทางเลย คนที่มีอุปาทานยึดติดแค่อัตตวาทุปาทาน เช่นชาวเทวนิยามเขายึดพระเจ้าเป็นอาตมัน ปรมาตมัน (บรม + อาตมัน) ยึดพระเจ้า แต่มีแค่คำพูด พูดว่าอัตตาๆๆ เรายึดถือพระเจ้าเราเข้าถึงพระเจ้าเรามีพระเจ้า มีแต่ภาษาคำพูด เขายังไม่เคยรู้จักเลยว่าพระเจ้ามีรูปร่างอย่างไร มีคุณสมบัติจริงแท้อย่างไรเขาไม่เคยสัมผัสได้ ตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย มีแต่พูดกันมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา_เทวนิยม) ตอน ลดอัตตาเป็นอเทวนิยม ทีนี้ มาถึงศาสนาพุทธ พุทธ เป็นอเทวนิยม พุทธสัมผัสพระเจ้าได้ ไม่เป็นอัตตา ทุกประการตามเห็น อัตตานุทิฏฐิ ตามเห็นอัตตาได้มีญาณปัญญาตามเห็นอัตตาได้ อัตตาคืออะไร อัตตาคือจิตเจตสิก จิต มโน วิญญาณ จิต มโน วิญญาณ นั่นแหละ คือความเป็นอัตตาที่อวิชชา เมื่ออวิชชาก็เป็นตัวตนของเราเป็นตัวเรา ตัวเราก็ดี อาตมันก็ดี หรืออัตตาที่เป็นบรมอัตตาก็ตัวตนตัวเรา ศาสนาเทวนิยมจึงต้องการจะมี อัตตาใหญ่ บรมคือใหญ่ ไม่ใช่หมดอัตตา จึงเรียกว่าเทวนิยม เป็นลัทธิที่มีเทวะ เทวะไม่หายไป แต่ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม สูงสุด เทวะหายไป ไม่มีเทวะ ก็จบ หมด ความยึดติดเทวะ เข้าใจเทวะ ปฏิบัติเสร็จสมบูรณ์แบบไม่มีสัตว์นรกไม่มีสัตว์สวรรค์ ไม่มีเทวดาไม่มีนรก หมดสวรรค์หมดนรก สวรรค์คือสุข นรกคือทุกข์ หมดโศกหมดทุกข์เรียกว่า อทุกขมสุข เป็นอุเบกขา จิตวางหมด ไม่มีสุขทุกข์สวรรค์นรก ปราศจากสุขปราศจากทุกข์ คืออาริยสัจ 4 ปราศจากทุกข์ ไม่ใช่ว่าปราศจากทุกข์ แล้วได้สุข นั่นเป็นสมมติสัจจะ สัจจะเท็จ ที่สมมุติกันไมใช่ ปรมัตถสัจจะ ถ้าสุข ของปรมัตถสัจจะเป็นสุขขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ เมื่อล้างความยึดติดนี้ได้ความสุขก็หมดไปความทุกข์ก็หมดไป ศาสนาพุทธมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จึงเริ่มศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ตั้งตัดสิน มีหลักเกณฑ์ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ไม่ฆ่าสัตว์ 2 อย่าเอาของใคร 3 อย่าไปละเมิดการสัมผัสเสียดสีในกามคุณ 5 ที่หยาบที่ไม่ควรทำ อย่างเช่น เราจะสัมผัสเสียดสีแค่ มีคู่เสียดสีแค่คนเดียวก็เรียกว่าผัวกับเมียก็แค่คนเดียว อย่าไปเลอะเทอะมากมายอยากได้หลายคน อย่างนี้เป็นมิจฉากัมมันตะ แล้วก็วาจา ก็มีมิจฉา 4 ใจก็มีมิจฉา 3 ศึกษาให้ครบ วาจาก็อย่าพูดปด หยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ใจก็อย่าไปยึดติดใน กาม พยาบาท ล้าง กาม พยาบาท เหลือในรูปภพก็ล้างต่อ เป็นกามตัณหา ล้างรูปภพเหลืออรูปภพ ล้างต่อก็หมด ทางกายก็เอาแค่หยาบ ไม่ฆ่าสัตว์ ซึ่งอาตมาว่าศีลข้อที่ 1 นี้ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาก มันเป็นคุณสมบัติของมนุษยชาติ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ในจิตวิญญาณ มีภูมิปัญญา มีธาตุรู้ มีความ หวังประโยชน์ในสัตว์ทั้งปวง เป็นสัตว์ประเสริฐ หวังความเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เมื่อมนุษย์ใดก็ตาม ที่ได้ชื่อว่าได้ร่างกายมาเป็นคนเป็นมนุษย์แล้ว ยังไม่มีความรู้สึก ที่จะหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ แล้วมีความกรุณา (พ่อครู ไอ ช่วยตัดออกด้วย) มีความเอ็นดู มีความละอาย ละอายที่จะไม่หวังความเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง สัตว์ทั้งปวง แม้เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว เขาก็เริ่มเป็นสัตว์มีจิตนิยาม ก็ต้องพัฒนาต่อ อาตมาเคยอธิบาย ในพลังงานต่างๆ กว่าจะพัฒนาพลังงาน จากพีชนิยามจากพืชมาเป็นสัตว์ ต้องมีคุณสมบัติเจริญ เจริญมาเป็นสัตว์ได้ แม้จะเริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว ก็เป็นชีวะ อย่าไปทำลาย เห็นความเป็นสัตว์ เขาก็จะสร้างประโยชน์ พลังงานชีวะของเขา ตั้งแต่ชีวะระดับพีชะ ก็มีความรู้ในวงวนของความเป็นชีวะ ระดับพืช ซึ่งมีแค่ สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีธาตุรู้แค่สัญญา รู้ว่านี่คือธาตุที่จะเอามาปรุงแต่งเป็นทุเรียน หมากมี่(ขนุน) มันเลือกเอาของมันเองไม่ไปเบียดเบียนไม่ไปแย่งชิงกับใคร ถ้ามันเอาไปไม่ได้คนอื่นมาแย่งไป สัตว์หรือคนอื่นมาแย่งไป มันไม่มีพลังดูดมาได้ มันก็ไม่ไปทะเลาะกับใคร ถ้าสามารถดูดมาได้ก็เอามาใช้สังเคราะห์สังขารปรุงแต่งมาเป็นตัวของมันเอง ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ได้ก็เสื่อมสูญสลายสูญพันธุ์ไปมันก็ยอม มันไม่เบียดเบียนใคร มีคุณสมบัติอันประเสริฐที่ไม่เบียดเบียนใคร ถ้าทำให้พลังงานใดก็แล้วแต่ พลังงานที่จะไปจัดสรร ของมันเอง พีชะ จะเป็นตัวประธาน เจ้าของความเป็นพีชะ แล้วก็จัดการพลังงาน เอามาสังเคราะห์ปรุงแต่งออกมาเป็นตัวมัน เช่นเป็นกล้วย ก็มีตัวตนแต่มันไม่ไปเบียดเบียนใคร มันก็ทำหน้าที่ของมัน ส่วนมาเป็นจิตแล้ว เบียดเบียนคนอื่น มีเจตนามีจิตวิญญาณ ตอนนี้ ยิ่งเจริญมากเข้าก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยึดเอาโลกทั้งโลกเลย เหมือนคนทุกวันนี้ อยากจะเป็นเจ้าโลกให้ได้ แต่ละประเทศ ตัวใหญ่ๆของแต่ละประเทศอยากจะเป็นเจ้าโลก อย่างเช่นนายโดนัล ทรัมป์ หาเสียงด้วยคำว่า The Great American จะสร้างให้อเมริกานี้ยิ่งใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น เขาเองทำไปแล้วไม่มีใครว่าเขา ชาวอเมริกันก็เอาตามเขา นี่คือความเห็นของชาวอเมริกัน ว่าต้องเป็นใหญ่ เป็นตัวตนที่ใหญ่ เป็นคุณสมบัติของปุถุชน แต่เป็นโทษสมบัติของอาริยชน ปุถุชนจะคิดว่าเป็นคุณสมบัติ อาริยชนจะคิดว่าเป็น โทษสมบัติ อาตมาพูดด่าว่าตำหนิ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีทำอย่างนั้นมันไม่ถูก เขาไม่รู้หรอกว่าไม่ดีไม่ถูก
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาตร์บุญนิยม) ตอน พุทธศาสตร์คือแม่บทของทุกศาสตร์ อาตมาพูดไปด้วยความจริงใจตามสัจธรรม ที่จริงไม่ควรพูด หากเป็นท่านพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ควรพูด เพราะท่านยังไม่เห็นควรว่าควรพูด แต่อาตมามาเปิดเผยสัจธรรม กระบวนการของโลก เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกของ globalization เป็นโลกที่ติดต่อถึงกันหมดเลย ประธานาธิบดี ตดที่ทำเนียบขาวก็รู้ถึงที่นี่ ไม่มีอะไรขีดคั่น จำเป็นต้องให้รู้ทั่วถึงกัน ถ้าพูดภาษาอื่นได้ก็จะพูด แต่อาตมาพูดภาษาอื่นไม่ได้ รู้อย่างไส้เดือนกิ้งกือ รู้บางคำ ในความเป็นคนที่เกิดขึ้นมา อาตมาเจตนาดี อาตมาก็เป็นคน เหมือนกับคนทั้งหลายในโลก คนทุกคนเหมือนกันหมด เจตนาดีอยากให้รู้สิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้องที่สุด สิ่งที่ ถ้าคิด ถ้าเห็น ถ้ารู้ และปฏิบัติตามนี้คุณจะเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้หมดทุกข์ หมดโทษ หมดภัย มีแต่คุณค่าประโยชน์ต่อโลกต่อมวลมนุษยชาติ นี่คือเป้าหมายของศาสนาพุทธ ความหมายของศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อมวลมนุษยชาติ ที่มีพยัญชนะ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือเป้าหมายของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง คนที่ล้างตัวตนลดตัวเองได้ ก็จะเอาพลังงานที่ให้แก่ตัวเองเพื่อคนอื่น เป็นพระโสดาบัน เมื่อลดความเห็นแก่ตัวเองได้มากขึ้นก็เป็นสกิทาคามี ทำเพื่อผู้อื่นได้มาก มาลดความเห็นแก่ตัวเองได้ในกามภพ ลดได้หมด เป็นพระอนาคามี พลังงานที่มีแต่ตัวเองเห็นแก่ตัวเองก็ออกไปเห็นแก่ผู้อื่น ทำเพื่อผู้อื่นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น เป็นอนาคามี ก็ยิ่งทำเพื่อผู้อื่นมากขึ้น ทำเพื่อตัวเองน้อยลงมากขึ้นเหลือแค่ รูปภพ อรูปภพ ล้างอุทธัมพาคิยะสังโยชน์ได้ก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ไม่ได้มีชีวิตเพื่อตนเองเลย มีแต่ชีวิตเพื่อผู้อื่น นี่คือรัฐศาสตร์อันยิ่งใหญ่ เศรษฐศาสตร์อันยิ่งใหญ่ สังคมศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้โมเมเป็นเรื่องจริง ศึกษาพุทธศาสตร์ รับรองปฏิบัติเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด เกินกว่า ด็อกเตอร์เป็น post doctor เลย ศาสนาพุทธศึกษาให้ดี ปฏิบัติบรรลุ จะได้ศาสตร์นั้นมา มหาวิทยาลัยไหนจะมาประสาทปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยนั้นก็มีดวงตาปัญญาเห็น มีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้ครบเลย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เรามีแต่พุทธศาสตร์เก่งเท่านั้นเอง ทางเทคนิคอื่นๆ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรืออื่นๆ แต่นี่เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ผู้ที่มีจิตวิญญาณเป็นเศรษฐะ เสฏโฐ อย่างท่านจันทร์ ฉายา จันทเสฏโฐ เสฏฐะแปลว่าความเจริญความประเสริฐที่สูงขึ้น เป็นความเจริญจริงๆ ยิ่งในรัฐศาสตร์ก็สูง เพราะว่าเป็นผู้ที่เห็นแก่มนุษย์ไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ในศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ รวมเอาศาสตร์แห่งความรู้ หรือคุณสมบัติอันประเสริฐ มาไว้ที่ ศาสตร์นี้หมดแล้ว ถ้าศึกษาอันนี้ได้จบ รู้ทั้งปฏิบัติได้ผล ไม่ต้องไปเรียนศาสตร์อื่น เพราะศาสตร์นี้รวมความต้องการของทุกศาสตร์ไว้หมดแล้ว และพูดตรงๆ ศาสตร์เหล่านั้น ไม่ได้เข้าถึงสภาวะ จบเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นเศรษฐกิจของตนเอง และของสังคมให้ได้ดีเท่าพุทธศาสตร์ ถ้าจบพุทธ มีคุณสมบัติของพุทธ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีเศรษฐศาสตร์ เป็นบริบทที่จะพูด มีเศรษฐศาสตร์ ก็คือมีความรู้ในเรื่องของ เขาแปลเศรษฐศาสตร์สั้นๆว่า วิชาที่ ต้องทำสมบัติที่มีทำอย่างไรจะแชร์ให้คนได้รับอย่างอยู่เย็นเป็นสุข นี่คือความหมายของเศรษฐศาสตร์ ศาสนาพุทธนั้น สมบัติในโลกนี้มี 100 หน่วย อรหันต์นั้น ถ้ามีคนร้อยคนอยู่ ท่านบายเลย ไม่เอาเลย ให้คนอื่นทั้ง 99 คนไป 99 ส่วนเลย อีกส่วนหนึ่ง ของท่าน หาร 99 เลย ให้คน 99 คนไปเลย แล้วอรหันต์อยู่อย่างไร รับใช้ ประชาชนทั้ง 99 คน แล้วประชาชนจะเลี้ยงอรหันต์ได้ไหม ..ได้..เป็นคนกินน้อยใช้น้อย ไม่กินมากใช้มาก ช่วยคน 99คนได้เลย สมมุติว่า คนในสังคมมี 100 คนรวมดาวด้วย 1 คน ถ้าคนในสังคมมีคุณสมบัติประเสริฐอย่างนี้ จึงไม่ได้ทำให้สังคมเดือดร้อน มีแต่ช่วยสังคม ถ้าคนในสังคม 100 คนนั้นมาเป็นเช่นนี้ 20 คน มาเป็นพระอรหันต์ 20 คน สังคมก็เกิดการสัมผัสจากใจเกิดการไม่เห็นแก่ตัว สงบเรียบร้อย ถ้าสังคมนี้ มีพระอรหันต์ 50 ในร้อยคน สังคมนี้มีพระอรหันต์ 99 คนในร้อย แล้วเศษคนที่เหลือ 1 คนจะอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องถูกสนามแม่เหล็กแห่งพระอรหันต์ดึงดูดไปหมด คือคนๆนั้นจะได้ไปหมดในสังคมเลย เพราะว่าคนเดียวนั้นไม่เอา แต่พระอรหันต์อีก 99 คนเอา แล้วมันไม่ให้ใครเลย มันเอาไว้คนเดียวเลย แต่พระอรหันต์ของพุทธนั้นทำงาน ปัจจัย 4 ไม่ขาดเหลือบริบูรณ์ เหมือนชาวอโศกทุกวันนี้ ปัจจัย 4 สมบูรณ์กินอยู่สบาย ไม่หอบเพชรพลอย ธนบัติ อรหันต์ทั้ง 99 คนไม่เอาเลย มีเจ้านั้นคนเดียวหอบไปหมดเลย สมมุตินะ แล้วพระอรหันต์ 99 คน ก็บอกว่า คนนั้นมันจะกินเพชรกินทองคำกินธนบัตรไปเลย แล้วคนนั้นจะกินอยู่ได้ไหมนี่ นี่พูดให้เห็นชัดๆ เป็นธรรมดาธรรมชาติ เหมือนที่อาตมาสอนให้พวกเราทำปัจจัย4 ทุกวันนี้ชาวอโศกไม่ลำบากลำบนในปัจจัย 4 ส่วนคนไหนอยากได้สิ่งอื่นบ้าบอ อยากได้เพชรพลอยเอามาทำไม ทองคำ เอามาทำไม ถ้าไม่มีความจำเป็นที่จะทำให้เหมาะสมควร ให้สมเกียรติว่าต้องใช้ทองคำ ตามสมมติโลก ไม่เช่นนั้นจะมาตกแต่งใส่ตัวเอง เดี๋ยวโจรก็ปล้นฆ่า ขอเป็นโทษภัยทั้งนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน พลังปัญญาสู่สังคหะที่ท้องสนามหลวง ในธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น อาตมาพูดมาสี่สิบกว่าปีเกือบ 50 ปีแล้ว ไขความสัจจะ ให้เห็นว่าชีวิตคนนั้นเกิดมา จะอยู่อย่างไร อยู่อย่างไม่สะสมสมบัติ แต่ไม่ได้อยู่อย่างขี้เกียจ ไม่ได้อยู่อย่างโง่เง่า อยู่อย่างรู้ว่าอะไรเป็นการงานที่ควรทำอนวัชชะ มีพลัง 4 แล้วจะไม่มีโทษภัย พ้นภัย 5 มีพลังปัญญา ปัญญาคือธาตุรู้ ผู้ที่มีปัญญาครบก็มีภูมิที่มีวิชชาเป็น คือผู้ที่สิ้นอาสวะ เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะ หมดเกลี้ย้ง ผู้ที่มีปัญญาก็จะรู้ว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร ไม่ต้องสะสม แต่ขยันหมั่นเพียร สร้างสิ่งที่ควรสร้างมีพลัง วิริยพละ พากเพียร ตามแต่สมรรถนะ แล้วทำอะไรก็ทำงานที่ไม่มีโทษภัย งานที่ปราชญ์ไม่ตำหนิ เป็นงานที่สร้างสรรค์ มีปัญญารู้ความจริง ว่าคนเราต้องมีวิริยะ สร้างจิตใจตัวเองให้เป็นพลังงานมีวิริยะ ไม่ขี้เกียจ ขี้เกียจไม่เป็น นี่คือคุณสมบัติของมนุษย์เป็นได้จริงๆนะ ขี้เกียจไม่เป็น มีพลังวิริยะ แล้วก็ทำการงานที่ไม่มีโทษ เสร็จแล้วก็แบ่งแจก เผื่อแผ่เจือจาน นี่คือพลังของอรหันต์ ไม่ต้องสะสมมาเป็นของเรา พวกเราอโศกมีคนทำงานฟรี กินใช้ร่วมกัน บริหารผลผลิตที่เราสร้างสรรค์ร่วมกัน บางคนบริหารจนเมื่อย เพราะว่าเช่น อย่างสันติอโศกอยู่ในเมืองไม่มีที่ดินปลูกแตงโม แต่ที่อื่นปลูกแตงโม ดันขนมาเต็มเลย เขาจะจ่ายเองก็ไม่รู้จะแจกอย่างไร เพราะว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางก็เลยเอามาแจกกันที่นี่ ไปแจกที่สนามหลวงอีก ตอนนี้สนามหลวงเป็นแหล่งแห่งการแจก พูดถึงสนามหลวง นี่คือสาธารณโภคีที่สนามหลวง เป็นธรรมะที่เป็นสาราณียธรรม 6 อันเกิดจากต้นเค้าของจิตทั้ง 7 พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เมื่อเกิดเหตุการณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดเหตุการณ์ที่คนไทยแสดงออกถึงจิตจริงที่ ระลึกถึงในหลวง รักในหลวงเคารพในหลวงแล้วก็เอามาแบ่งแจกกัน อย่างไม่วิวาทะ มีความสามัคคีกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ใครหลุดเข้าไปในสนามหลวงตอนนี้ จะเกิดทิศทางของ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไอน์สไตน์พยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นระเบิดแห่งความรักที่ยิ่ง เกิดจาก สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี แจกจ่ายกันไป เกิดจากศีลสามัญตา และมีความรู้ความเห็นที่สมัครสมานกัน ทิฏฐิสามัญญตา ปฏิบัติร่วมกันมีพฤติกรรมเดียวกัน
เป็นปรากฏการณ์ยืนยันคุณสมบัติของมนุษย์ที่เป็นจริงเกิดจริง เพราะอะไร เพราะว่าในหลวงท่านได้ทรงพระจริยวัตรมาตลอด 70 พรรษา แสดงออกถึงความเป็นพุทธมามกะ พุทธบริษัท ที่มีคุณสมบัติคุณธรรม เป็นอาริยะ เป็นพระโพธิสัตว์ช่วยเหลือมนุษย์ เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่บกพร่อง มีคุณภาพปริมาณเต็มสมบูรณ์ แสดงว่าคนไทยมีภูมิธรรม มีปัญญารู้ว่านี่คือคุณธรรมอันประเสริฐ อริยทรัพย์เป็นสิ่งประเสริฐเป็นสาราณียธรรม อันบริบูรณ์ มีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เท่าที่อาตมาประมวล สิ่งที่จะนำมากล่าวยืนยันได้ คนๆใดก็ตาม ที่มีแต่ความเมตตาแสดงออกทางกาย เมตตาทางกายบริสุทธิ์ ทางวจีเมตตาคือความช่วยเหลือคนอื่น ทางมโนก็มีความบริสุทธิ์ แล้วมีผลได้คือลาภในสิทธิเป็นทรัพย์สมบัติของเรา ก็เอาออกมาเป็นของส่วนกลาง สาธารณะ แจกจ่ายกันไป อย่างนี้แหละ มันเป็นคุณสมบัติที่ประพฤติแล้วปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วมันจะเป็นเช่นนี้ มีคุณสมบัติอย่างนี้เป็นคุณวิเศษ หรือคุณธรรมอันประเสริฐอย่างนี้ เมื่อในหลวงสวรรคต คนไทยก็ประพฤติเลย ชาวอโศกเราประพฤติตัวแล้วก็เลยก็ร่วมกับเขาด้วย มันก็เลยเป็นพฤติกรรมที่วิเศษ ตอนนี้ก็ยังประพฤติกันอยู่ เพราะว่ายังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ แน่นอนถึงตุลาแน่ ตอนถวายพระเพลิงกันก็ตุลา ตุลาเสร็จแล้ว จะมีพิธีอะไรตามจารีตประเพณีก็แล้วแต่ แต่การแจกจ่ายเจือจาน ก็จะมีอยู่ ตราบใดที่พิธีกรรมยังไม่เลิก แต่แน่นอน ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา สุภาษิตจีนว่าไว้ชัดเจน แต่ทำได้นาน เมื่อพูดถึงการแสดงออกของประชาชนคนไทยที่ไปแสดงน้ำใจ เพื่อมวลมนุษยชาติเพื่อประชาชนเพื่อเพื่อนร่วมชาติ ที่แสดงออก เอาในหลวง เป็นเหตุปัจจัยนำไปปฏิบัติประพฤติคุณธรรมแสดงออกถึงการ สังคหะ ที่ทำกันอยู่นี้ อาตมานึกถึงเหตุการณ์ เมื่อเกิดวิกฤตของประเทศชาติ พวกเราก็ออกไปชุมนุมประท้วง ผู้ที่จะทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนไม่สงบสุข ไม่เป็นธรรม ไม่ดีงามเราก็ไปประท้วง เราทำได้เต็มที่ เป็นลักษณะของประชาธิปไตย อาตมาก็พาออกไปประท้วง ทำกันได้นาน ยาวนาน เป็นปี ก็ทำอาหารเลี้ยงกันแจกจ่ายกัน ก็แสดงสัจจะแสดงความถูกต้อง อะไรไม่ถูกต้องก็ว่า ตำหนิ อาตมาก็พาออกไปแสดงความเห็นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผู้ที่ไม่รู้ก็บอกว่านี่ไม่ใช่ศาสนา มาทำอะไรอย่างนี้ ก็ว่าไปตามประสาเขา เขารู้อย่างนั้นก็ว่าอย่างนั้น พวกอยู่ในเรี้ยวในรู พวกปู ไม่เคยรู้อะไรหรอก แปลเป็นไทยว่า พวกโง่ ไม่เชื่อกดคำว่า โง่ ดูสิ จะเจอปูไหม สังคมเขาตั้งให้โดยองค์รวม ที่จะได้ฉายานี้