600620_พ่อครูเทศน์ก่อนเผาศพพ่อคุณสาธิต(พ่อปรีดา ไทยทัตกุล) ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600620_พ่อครูเทศน์ก่อนเผาศพพ่อคุณสาธิต(พ่อปรีดา ไทยทัตกุล) ปฐมอโศก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พิธีจัดการศพของพุทธ วันอังคารที่ 20 มิถุนายน 2560 เมรุเฮือนสุดชีวิต ปฐมอโศก พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็ถึงวาระ ที่เราจะได้ประชุมเพลิง ทุกชีวิตที่มาถึงที่นี่ เรียกว่าเมรุ สุดท้ายของชีวิตคนแต่ละคน ถ้าศาสนาบางศาสนาก็ไปถึงหลุมฝังศพในที่ดิน บางศาสนาก็เอาไปลอยน้ำ บางศาสนาก็เผา สำหรับศาสนาพุทธเรานั้นพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระสารีบุตร พระสารีบุตรทูลถามว่า ศพของศาสนาพุทธหรือชาวพุทธจะให้จัดการอย่างไร วิธีการทำศพ ท่านก็บอกว่าให้เผา เร็วที่สุด ไม่ต้องรอแม้แต่กระทั่งญาติที่เดินทางไกล ที่ยังมาไม่ถึง ท่านตรัสอย่างนั้นให้เผาให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอแม้กระทั่งญาติที่เดินทางไกลยังมาไม่ถึง เวลาคนเราตายแล้วก็มีแต่จะเน่าเปื่อย น่าเกลียดน่าชัง ยิ่งปล่อยไว้นานนานก็จะยิ่งไม่น่ารัก ไม่น่าชม มันก็ยิ่งจะทำให้ลดความศรัทธาเลื่อมใสบูชาเคารพไปได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงมุ่งหมายให้จัดการเสียให้เรียบร้อยเพราะไหนๆก็ตายแล้ว วิธีจัดการก็คือเผาให้เรียบร้อย สลายสภาพต่างๆให้เหลือเป็นขี้เถ้า เหลือแค่กระดูกเล็กๆน้อยๆก็เท่านั้นเอง อย่างนี้
คนเราชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ในขณะที่ยังไม่ตายเกิดมาจนกระทั่งสุดท้ายมีกรรมกิริยา สิ่งที่สั่งสมไว้คือกรรมกริยา ที่เราได้ประพฤติ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม นั่นแหละเป็นของของตน กัมมัสกตา กรรมเป็นของๆตน กัมมทายาท เราต้องเป็นทายาทรับมรดกกรรมของเรา หมายถึงว่ากรรมใดที่เราได้ทำ เราได้ประพฤติไป ก็ต้องรับมรกดกรรมของเรา ถ้าเราได้ทำชั่วก็ต้องรับชั่วไปทั้งหมด เราทำดีก็รับดีของเราทั้งหมด เราแบ่งใครไม่ได้ กรรมกับบุญนี่มันสับสนมากทุกวันนี้ ความรู้ทางศาสนา บุญคำนี้หมายความว่าเป็นเครื่องประหารกิเลส ผ
อ่านต่อ
ู้ใดประพฤติตนเองสามารถที่จะประกอบ พลังงานให้เกิดบุญ พลังงานที่สามารถกำจัดกิเลส เป็นพลังงานไฟฌาน ฌานไม่ใช่ไปนั่งหลับตาดับจิต อันนั้นเป็นเรื่องนอกรีตศาสนาพุทธ ผิดไปหมดเลยทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ฌานคือการสร้างพลังงานในตัวเรา ให้มีประสิทธิภาพสูง เป็นไฟฌาน เป็นอุณหธาตุ สามารถสลายหรือฆ่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ จะประกอบไปด้วยพลังทั้งเจโตและพลังปัญญา มีพลังงานทั้งบวกทั้งลบ ที่จะมีอำนาจสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะที่มันโง่มันไม่มีปัญญาหรอก สามารถสลายได้อันนี้เป็นสัจจะ ผู้ที่เข้าใจแล้วสามารถทำให้เกิดไฟฌาน ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ทำให้เกิดปัญญา ที่ประกอบด้วยองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เป็นต้น ที่อาตมากล่าวมานี้มีหลักฐานยืนยันทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนกันแล้ว ปฏิบัติออกนอกรีตไป ปัญญาจะสร้างอย่างไรเป็นอย่างไม่รู้กันแล้ว ไปนั่งหลับตานิ่งๆแล้วปัญญจะเกิด นั้นมันไม่ใช่ปัญญา มีแต่สัญญาเกิด สรุปแล้วผู้ที่ไม่สนใจในธรรมะ จะไม่รู้ความเป็นจริงรายละเอียดของสิ่งหนึ่งในชีวิตเราที่เป็นพลังงาน แล้วเราได้จัดการพลังงานชีวิตเรานี้จนเป็นปัญญาจัดสรร กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม จัดสรรชีวิตของเราให้กรรมของเรานี้ทำแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐ หรือ หรือยิ่งเป็นโลกุตรธรรม เป็นกรรมที่เกิดธรรมะขั้นโลกุตระล้างกิเลสไปได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ชาวพุทธควรจะได้ควรจะมีควรจะเป็น เพราะฉะนั้น ความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้คือไม่ได้เป็นอย่างนี้แล้ว อาตมาได้พยายามนำพาให้ฟื้นคืน ให้ได้มรรคผลได้ประโยชน์ตามที่พระพุทธเจ้านำมาประกาศ แก่มนุษยชาติ แต่เขาไปยึดถือตามเถรสมาคม ที่ พาผิดเพี้ยนไปตามกระแสหลัก อาตมาไม่มีพลัง ไม่มียศไม่มีฐานะ ทำตามเอกเทศ ก็เลยคนมีปัญญาเท่านั้นที่รู้ ว่าอันนี้คือธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องเขาก็มาเป็นอิสระ คนที่ไม่มีปัญญาเขาไม่รู้หรอกเขาก็ไปตามเถรสมาคมพาไป มาถึงขณะนี้พวกเรา อย่างคุณทั้งหลายแหล่ มีหลายผู้หลายคนที่เป็นลูกของโยมปรีดา ได้มาศึกษาก็เลยนำมาทางนี้ ก็ขอบคุณที่เห็นคุณค่าอันนี้ว่าเป็นทางที่ถูกต้อง อาจจะมีผู้ขัดข้องไม่เห็นด้วยไปยึดถือตามจารีตประเพณีอีกเยอะ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีปัญญาธิคุณสูงส่ง สิ่งที่เป็นเรื่องไร้สาระท่านก็ตัดออกไปเลือกแต่สิ่งที่เป็นสาระเอาไว้ ไม่เช่นนั้นเสียเงินทองเวลาแรงงาน ดีไม่ดี กลายเป็นเรื่องที่เอาไปประกอบเป็นการค้า ประกอบกิจการหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง คนตายคนหนึ่ง เข้าวัดไหนก็รับเงินเสียไม่มี ค่าโน่นค่านี่ ตายไม่ลง ตายแล้วลูกลูกลำบากลำบนมาก เป็นเรื่องทรมานกันมาก อาตมาก็พยายามเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาทำให้ดี ซึ่งมันไม่เป็นภาระมันต้องช่วยกัน คนเราเกิดมาพึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ มาที่นี่ ก็ไม่ต้องจ่ายเงินไม่ต้องเสียเงินสักบาท ก็ต้องเสียสละช่วย มีอะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันให้เรียบร้อยอย่างนี้เป็นต้น คนที่ยังอยู่ที่ยังไม่ตาย อย่าละทิ้งธรรมะ ต้องพยายามขวนขวายศึกษาให้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง อยากถูกลากจูงไปสู่มิจฉาทิฏฐิ ไม่เกิดประโยชน์ ดีไม่ดีพาไปทางเสื่อมเสียหาย เสียทั้งเงินทองเวลาแรงงาน ไม่เข้าท่า วาระนี้ก็จะได้ถึงเวลาประชุมเพลิง ให้สลายไปก็จบ จบแล้วตายแล้วต้องรู้ คนเราต้องรู้ว่า เลี้ยงลูกให้รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย ตายแล้วตามจารีตประเพณี ทำเสร็จแล้วก็จบ จบแล้วเราก็ตั้งหน้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไป ไม่ต้องไปห่วงหาอาวรณ์ เพราะคนเรากรรมเป็นของของตน โยมปรีดา มีกรรมเป็นของของตน ท่านก็ไปตามกรรมของท่าน ไม่มีใครส่งบุญกุศลไปช่วยขึ้นสวรรค์ลงนรกไม่ได้ อันนั้นเป็นความเข้าใจ ถ้าผู้ใดปฏิบัติตนสร้างวิบากเป็นสวรรค์ก็ของคนนั้น ช่างเป็นนรกของคนใดก็ของคนนั้น คนอื่นจะนำพากันไปชุด เอาต้นทุนของเราไปสนับสนุนให้ท่านคนนี้ ที่ทำตนเองตกนรก แต่เอาของเราไปอุดหนุนให้ท่านขึ้นสวรรค์เป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดเลอะเทอะ เป็นเรื่องทำมาหากินของนักสร้างจารีตประเพณี ที่เขาทำมาหากิน เพื่อจะได้เงินทอง เอามาสิ จ่ายมากๆ จะได้เป็นพาหะนำทางไปสู่สวรรค์ ก็ถูกหลอกกันตะพึด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ศึกษาให้ดีแล้วเราจะเป็นคนไม่ถูกหลอก เป็นคนฉลาด ทุกอย่างทำแล้วจะดี ตายแล้วจบแล้วก็ไปตามกรรม เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์ จะมีจารีตอะไรให้นึกถึง ก็ระลึกถึงพระคุณ สิ่งดีงาม อันใดดีแล้วก็ทำต่อให้เจริญงอกงาม สืบสกุลที่ดีงาม อันนั้นก็เป็นไปอย่างนี้เป็นต้น เราต้องรู้ว่าปฏิบัติแบบใดที่ควร ให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เวลาขณะนี้ เราก็จะได้ทำพิธีประชุมเพลิงโยมปรีดากัน ณ บัดนี้
ดาวโหลดเอกสารที่นี่ https://drive.google.com/open?id=18czsaxAkRul9CdCD78Thd1oblKFqGPUx3d7zeJ8RBtU
ดาวโหลดเสียงที่นี่ https://drive.google.com/open?id=0B1SIObdHg192ODk3OFBjSEJvcXc
ดาวโหลดยูทูปที่นี่ https://youtu.be/9OeM98fNxjg