600622_พ่อครูให้โอวาท ในพิธีไหว้ครู สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600622_พ่อครูให้โอวาท ในพิธีไหว้ครู สันติอโศก สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ครูคือใคร พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน ครูก็มาเป็นผู้ที่ให้นักเรียนไหว้วันนี้ ถ้าไม่มีครูนร.ก็ไม่รู้จะไหว้ใคร ก็ไหว้พ่อแม่ แต่นี่อยู่นร.ก็ไหว้ครู ทำไมต้องไหว้ เพราะครูคือผู้อบรมสั่งสอน ให้เด็กที่เกิดมารุ่นหลังให้รู้จักส่ิงถูกต้อง ส่ิงที่ควร อะไรไม่ถูกต้องไม่ควรก็ให้รู้จักหยุด สิ่งที่ไม่ควร เป็น สรุปคือการช่วยกันให้เด็กได้เจริญขึ้นได้ เด็กก็จะเจริญได้ก็เจริญได้เท่าที่ครูสอนให้บอกให้ เด็กเจริญได้เท่าที่ครูสอนให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ทำคุณอันสมควรก่อน พร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง หากครูไม่ดีพอ ก็สอนนักเรียนอย่าเกิดความมัวหมองด่างพร้อย แต่ถ้าครูดี ก็จะทำให้เกิดเจริญได้ ครูในที่อื่นๆ แต่ครูในสัมมาสิกขาเรา ได้ผ่านการอนุญาตให้มาเป็นครูได้ โดยผู้เป็นครูก็ไม่ได้รายได้ ไม่ได้ตำแหน่งยศศักดิ์ c3 c4 อะไร เงินเดือนไม่ได้สักบาท ดีไม่ดีต้องไปทำครัวให้เด็กกินด้วย มาเสียสละมารับใช้ด้วยซ้ำ ครูที่นี่จึงต่างจากครูข้างนอก แม้แค่ไม่เอาเงินก็ต่างกับครูภายนอก ที่นักเรียนต้องเคารพนับถือแล้ว ครูของสัมมาสิกขา ถ้าครูที่มาสอนในสัมมาสิกขา เขาขี้โลภอยากได้เงินเขาก็ไม่มา ที่มาเป็นครูของสัมมาสิกขา แม้เก่งแต่ก็เป็นผู้รับใช้ เท่านี้ก็เป็นสิ่งประเสริฐของครูแล้ว ครูที่มาสอนที่นี่จึงควรได้รับการนบไหว้ เพราะทำให้นักเรียนเจริญขึ้น เท่าที่จะมีสมรรถนะ ทำได้ วัฒนธรรมประเพณีการไหว้ครูคือถ่ายทอดสิ่งที่ตนมีให้แก่นักเรียน ครูด้านเทคนิค สีซอเก่งก็สอนนักเรียนสีซอ คนทำกับข้าวเก่งก็มาสอนโรงเรียนทำกับข้าว คนเก่งจักสานก็สอนจักสาน คือสอนสิ่งที่ตนเองทำได้ ส่วนครูที่สอนให้ทำได้ทั้งคุณธรรมศีลธรรม และสอนให้ได้รับความรู้ทางโลกวิชาการ อย่างครูสั
อ่านต่อ
มมาสิกขา สอนให้ได้รับการศึกษาให้ทำงานเป็นด้วยไม่ใช่งอมืองอเท้า ที่สำคัญคือ สมณะที่ร่วมกันในบวร มีหมู่บ้าน สังคม มนุษยชาติ อยู่ร่วมกับ นักเรียนสัมมาสิกขาให้มาอยู่ในชุมชนเพื่อให้เกิดการ osmosis ซึมซับหากัน มีอะไรไหลเวียนเข้าหากันและกัน สิ่งที่สูงก็จะไหลให้แก่สิ่งที่ต่ำ สิ่งที่ตำ่ไหลให้แก่สิ่งที่สูงไม่ได้ ครูที่มีคุณธรรม มีความสามารถสูง ไม่ทำอะไร ก็ไหลเวียนสู่นักเรียนได้ ตามธรรมชาติ สิ่งที่ใกล้เคียงกัน จะไหลเวียนเข้าหากันแต่ถ้าครูไม่มีสิ่งที่สูง นักเรียนก็จะไม่ได้อะไรจากครู
สื่อธรรมะพ่อครู( อาตมาอธิบายธรรมะมาถึงทุกวันนี้ จนถึงคำว่า สัมประสิทธิ์ Coefficient คือพลังงานองค์รวมความสามารถ และทางธรรม จนเป็นพลังงานทางคุณธรรม เป็นพลังงานองค์รวม องค์รวมที่แต่ละคนมี Coefficient ถ้ามีน้อย ก็จะถ่ายเท แบ่งแจก ให้คนอื่นไม่ได้มาก จึงมีเงื่อนไขว่า Coefficient ต้องมีพลังงานในตัวเองนั้นสูง ถึงระดับคูณเป็นต้นไป ลักษณะของคณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ ยกกำลัง หรือหาร กำลังที่มี จึงเป็นกำลัง คูณ เป็นเงื่อนไขหลักของ Coefficient การคูณต้องมีสองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวตั้ง อีกตัวหนึ่งเป็นตัวคูณ หรือ ตัวหนึ่งเป็นตัวคงที่ อีกตัวหนึ่งเป็นตัวแปร ให้เกิดพลังงานแบบคูณที่มีมาก มีแรง ก็ทำให้ผู้ที่ถูกคูณเจริญตามได้ ถ้าพลังงานไม่มากไม่แรงก็ไม่กระเทือน ตัวขี้เกียจ ตัวโง่เง่าดื้อด้านคูณเท่าไหร่ก็เหนื่อย ต้องร่วมกันระหว่างตัวตั้งหรือตัวคงที่กับตัวแปร อาตมาใช้ภาษาอธิบาย สิ่งที่ทำกันอยู่แล้ว ก็ตามหลักธรรมชาติ สรุปโดยรวมกันจริงๆทั้งชาวอโศกตั้งโรงเรียน เพื่อช่วยประเทศชาติ สร้างเยาวชนให้เป็นคนดี และอาตมาก็รู้ว่า ที่เยาวชนไม่ดีขึ้นในการศึกษาของประเทศชาติก็ตาม ไม่ดีอะไร อาตมาเห็นว่า ทางการศึกษาไม่ได้สอนธรรมะเป็นหลัก ขาดการทำ ขาดการเป็นงาน สอนแต่ทฤษฎีความรู้เท่านั้นเอง เขาจะวิ่งไล่วิชาการที่มันไปไกลเท่าไหร่ เขาก็ไปคว้ามาให้เด็กรู้ แต่ไม่ได้ส่งเสริมศีลธรรมหรือการเป็นงาน คำพังเพยโบราณเรียกว่า วัวลืมตีน เป็นวัวหากไม่มีขาไม่มีตีนก็หมดท่า ตายลูกเดียว การศึกษาของประเทศไทยนี่แหละ กลายเป็นการศึกษาแบบ วัวลืมตีน ลืมศีลธรรม ลืมการทำงาน จนกระทั่งต้องแยกออกไปตั้งเป็น โรงเรียนอาชีวะคือทำงานโดยเฉพาะ ขนาดนั้น ค่านิยมสังคมก็ให้ค่าโรงเรียนอาชีวะต่ำกว่าโรงเรียนสามัญนะ แต่คนที่ทำงานเป็นต้องมีความรู้ คนทำงานโดยไม่รู้ก็ทำงานพังสิ แต่นี่เป็นสิ่งขาดสิ่งพร่องของสังคม อาตมาพูดไปเหมือนตัวเองอวดดีอวดรู้ คนทั้งประเทศโง่หมดหรืออย่างไร แล้วทำอยู่โดดเดี่ยว 40 กว่าปีแล้ว lonesome ว้าเหว่ ไม่ขานรับ ไม่รับลูก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ต้านไม่ได้เขาต้านมาก่อนนี้หนัก จนบัดนี้ต้านไม่อยู่ โพธิรักษ์ก็ไม่ยอมหยุด แม้จับติดคุกก็จะไปเผยแพร่ในคุกอีก บอกไว้แล้ว ดีไม่ดีส่งให้แบบไม่รู้ตัวเลย ใช้เทคโนโลยีใหม่ทางโลกอีก จับไม่ติดเลย จะเป็นพลังงานคลื่นความละเอียดที่คุณจับไม่ได้ สรุปแล้วอาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาทำงานรับใช้มวลชน แม้ถูกต่อต้าน อาตมาก็ยืนหยัด อาตมาว่า อาตมาปรารถนาดีต่อมนุษยชาติ แต่เขาเห็นว่าทำผิดไปอีก แต่ทุกวันนี้เริ่มเข้าใจแล้ว แต่ถูกมากๆจนรัฐบาลทำตามไม่ได้ มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยัน ก็มีในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสว่า ทำแบบขาดทุนคือกำไร ทำแบบคนจน อาตมาก็พาชาวอโศกทำมา ตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัส เขาจะเข้าใจจะรู้สึกว่าชาวอโศกทำถูกนะ ทำสนองพระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่ 9 เขาจะรู้สึกหรือไม่ไม่รู้ แต่รัฐบาลทักษิณยิ่งลักษณ์ไม่ถือว่าสนองหรอก จะมาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเราเขาไม่ฟังเสียงหรอก แต่รัฐบาลนี้น่าจะฟังเข้าใจ และอาตมาว่าลึกๆ รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้น่าจะเข้าใจว่า อโศกเราทำอะไรให้แก่สังคมอยู่ น่าจะรู้ เด็กนักเรียนที่ได้มาเรียนมาศึกษา มาเอาความรู้ที่ทางอโศกเราจะให้ ทั้งศีล การงาน วิชาการ เป็นนักเรียนที่โชคดี เป็นความฉลาดของพ่อแม่ที่เอามาเรียน หรือเป็นความโชคดีของนักเรียนเอง บางทีพ่อแม่ไม่อยากจะส่งมา แต่มีอะไรไม่รู้ ก็เข้ามาได้เอง ก็ได้มาเป็นนักเรียนที่นี่ เป็นโชคดีของนักเรียน ในสังคมของชาวอโศก เป็นสังคมที่พัฒนา เป็นสังคมมนุษยชาติที่สูงสุดแล้วในสังคมมนุษย์โลกที่ควรจะเป็น พูดอย่างใหญ่ๆ
สูงสุดที่มีสังคมสาธารณโภคี มีแต่ช่วยเหลือกันและกัน ไม่มีใครรับรายได้ตอบแทน พ้นมิจฉาชีพ 5 อย่างสมบูรณ์แบบตามคำสอนพระพุทธเจ้า พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ ชาวอโศกทำได้จึงถือว่าสูงสุด สังคมใดก็ตามที่มีประชาชนมารวมกัน มีวัฒนธรรม สาธารณโภคี นั้น เป็นสังคมที่เจริญสูงสุดแล้ว เด็กนักเรียนคิดให้ได้ฟังให้ออก ถ้าใครฉลาดพอ คนโง่เท่านั้นจะไม่มาอยู่ร่วมในสังคมชาวอโศก พูดตะโกนใส่เครื่องขยายเสียงเท่าไหร่ให้รู้ ว่านี่คือความจริง สังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่เจริญอยู่ร่วมกันดีงามแล้ว เป็นสังคมไม่ยึดถือสมบัติเป็นของส่วนตัว สมบัติทุกอย่างเป็นของส่วนรวม เป็นของเราทั้งหมด อาตมาพูดว่า ทำไมโง่จังเลย เด็กเราบอกทุกรุ่นว่า นี่สมบัติของเธอนะ ให้ดูแลรักษากันต่อไป แต่จบแล้วไม่เห็นหัว ไม่เห็นจะมารักษาสืบทอดบูรณะต่อ ทำให้เจริญต่อ ไม่มาเลย ทำไมมันโง่ได้ที่จังเลย ประหลาด แล้วไปซอกๆหา ก็หาให้ไว้ตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่สืบสานเอา มรดก คนอื่นมาร่วมรักษาก็ไม่ดีหรือ ก็ต้องบอกดูแลกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครดูแล จะมีอัตตาอย่างไรก็ช่างหัว อย่างนั้นก็ไม่มีการถ่วงดุล ถ้าจะทำอย่างนั้นก็เป็นการทำแบบขาดสติ เราทำสิ่งดีเขาก็ให้ทำ แต่เราทำสิ่งไม่ดีเขาก็ไม่ให้ทำ เราจะทำได้หรือไม่ ก็ไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียวเป็นตัวตัดสิน มีคณะกรรมการช่วยกันตัดสิน ที่นี่มีวิธีการสากลที่เรียกว่าประชาธิปไตย ของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยสุดยอดถูกต้องด้วย มาวันนี้อาตมาพูดไม่ไว้หน้าเลย ว่าอโศกทำดีและถูกต้องที่สุดแล้วของโลก ถ้ารัฐบาลอยากได้ช่วยเหลือและเข้าใจจะดีมาก จัดสรรว่าจะต้องทำเป็นหมู่กลุ่มสังคม หมู่บ้านในหมู่บ้านนี้ ทำทั้งจังหวัดไม่ได้เลยทันทีก็ไม่เป็นไร ถ้าทำได้จนถึงระดับจังหวัด ทุกจังหวัดในประเทศไทย เป็นระบบสาธารณโภคีหมด รับรองว่าประเทศไทยจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเด่นมาก พฤติกรรมนี้จะมีคุณสมบัติตามที่พระพุทธเจ้าไล่เรียงไว้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นแบบวรรณะ 9 กถาวัตถุ 10 จะเอาอะไรหลักฐาน ตรวจสอบ สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ทิศทาง แบบคนจน ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ จนคืออะไร จนคือ ไม่สะสมเงินทองไว้แก่ตัวเองมาก จนจนสูญได้ แล้วมั่นใจตัวเองอยู่กับสังคมนี้ เรามี 0 บาท จะอยู่กับสังคมนี้ พึ่งพาสังคมนี่แหละ กินใช้ร่วมกันอยู่ในนี้กับสังคมที่เป็นบ้าน อาตมานำรัฐศาสตร์แบบที่พระพุทธจ้าพาทำมาทำ ซึ่งอาตมาเป็นนักรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครรู้จัก อาตมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ เป็นนายกรัฐมนตรี ของชาวอโศก เขาก็ไม่เห็น บริหารมาทำงานมา จนเดี๋ยวนี้ไม่มีใครแย่งตำแหน่งนายกฯ ของอาตมาเลย อาตมาวางมือก็จะมีคนรับช่วง สักวันหนึ่งก็ต้องวางมือ รู้สึกตั้งแต่บ่นว่าเมื่อย พวกเราก็พยายามพัฒนารับมือต่อ มีเงา มีผู้รับช่วงทำงานต่อได้ คือผลสำเร็จที่ทำ ทำงานมานี้ สรุปได้เลยว่าอาตมาเกิดมาเพื่อช่วยประชาชน ช่วยรัฐบาลบริหารคนให้แก่รัฐบาล ให้แก่สังคม โดยไม่มีค่าจ้างวาน ไม่มีใครอยากจะให้ทำแต่ผู้ที่มีปัญญาเข้าใจแต่อยากให้ทำ เพราะทำแล้วมีแต่ผลดีให้กับสังคม นักเรียนที่มาเรียนที่นี่จะได้รับความรู้อันเป็นสัมมาทิฐิ เป็นทางที่ถูกต้องของชีวิต ได้รับมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ก็เอาไปทำให้เสียชีวิต จบไปแล้ว จะอยู่ข้างในหรือข้างนอก ก็พยายามประสานกัน จะเกิดผลสูง แต่นักเรียนที่จบไปแล้ว ไม่ค่อยมีปฏิภาณระลึกถึงตรงนี้ ออกไปแล้วก็จะทำแต่ส่วนตัว ไม่ทำกับส่วนรวม มีงานอะไร ที่จะต่อไม้ต่อมือเชื่อมโยงกับสังคมได้ จะทำงานเลี้ยงอาชีพก็ทำไป แต่มาร่วมไม้ร่วมมือกับชาวอโศก ก็มาน้อย มีน้อยที่จบมาจะเชื่อมโยง ถ้านักเรียนของชาวอโศกจบแล้วมาร่วมมือกับชาวอโศก ให้มีอะไร เกิดประโยชน์คุณค่าต่อสังคมได้ เรามีนักเรียนจบไปหลายพันคนแล้ว ตั้งมา ยี่สิบกว่าปี จบไปทำงานหรือเรียนปริญญา ก็มีเยอะแล้ว ก็น่าจะเชื่อมโยงเอาแบบอโศก แบบคนจนไม่ขูดรีด เสียสละให้แก่ประชาชน ทำงานให้มีผลผลิตดีแก่สังคม แต่ไม่เอาไปขูดรีด เอาเปรียบ เอาไปเสียสละให้กับสังคม โลกทั้งโลกต้องการแต่เขาไม่รู้ว่าทำแบบไหน คนลดละกิเลสได้มากก็เสียสละแก่สังคมได้มาก ค่าที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์จากแรงงานของแต่ละคน เกิดจากผลของเจ้าของแรงงานทำขึ้นมา ถ้ายึดมั่นถือมั่นว่า เป็นของกูของตนเอง ใครจะมาเอาไปต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรามา เป็นทุนนิยมสามานย์ก็ไม่ใช่ชาวอโศก ชาวอโศกสร้างแรงงานผลผลิตมา ก็เอามาแจกจ่ายกับสังคมให้ฟรี หรือแลกเปลี่ยนมาพอเราอยู่ได้ เราทำได้แล้ว ทศวรรษรอบใหม่ชาวอโศกแล้ว ทศวรรษที่ สาม สี่ ห้า อาตมาเห็นจริงว่าก้าวหน้า ทำงานมาไม่สูญเปล่าไม่เป็นหมัน ได้มีผลต่อมนุษยชาติ เป็นคนลดตัวตน ลดความเห็นแก่ตัว มีพัฒนาการ สังคมประเทศชาติ มนุษย์ในชาติ มีความรู้อย่างนี้และเปลี่ยนแปลงนิสัยพฤติกรรมตนเองมาเป็นแบบนี้ สังคมก็จะสงบ แต่ถ้าสังคมใดมีแต่ความเห็นแก่ตัวแย่งชิงเอาเปรียบ มันก็อยู่ยาก มีแต่การแย่งชิงมีความเดือดร้อน ผู้ใดมาลดความเห็นแก่ตัว ลดโลกียธรรม แม้โลกียะเขาก็ไม่ชอบคนขี้เกียจ เขาก็ไม่เอา โลกุตรธรรมไม่มีขี้เกียจ มีแต่ขยันหมั่นเพียร โลกียะก็ขยัน แต่ขยันเอามาให้แก่ตัวเองและพรรคพวก โลกุตระขยันหมั่นเพียร แต่ไม่เห็นแก่ตัวเอามาเป็นของตัวเองและพรรคพวก สะพัดออกไปให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ และส่วนเหลือเราก็กินใช้ มีส่วนคงคลังที่จะทำงานอยู่กับสังคมได้อย่างไม่ขาดตอน ไม่ขัดเขิน อย่างนั้นเราก็ทำตลอดเวลา มาถึงวันนี้ชาวอโศก ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ อาตมารู้สึกจริงๆ ว่า อาตมาตายในวินาทีนี้ได้แล้ว แต่คนนี้บอกว่าตายไม่ได้ จะใช้อาตมาไปถึงไหน ก็ถามเลย ยังเสียดายอาตมา เสียดายแล้วไม่เห็นใจบ้างหรือให้พักบ้างสิ อาตมาก็ได้ของพระพุทธเจ้ามาแจกจ่าย อาตมาก็ปรารถนาให้ได้รับของพระพุทธเจ้าไปได้มากๆ ได้ก็ดีเอาไปใช้งานทำประโยชน์ อันนี้ดีสุดสูงสุด อาตมาเกิดมาชาตินี้ก็ได้สติ ตื่น ว่ามัวไปทำมาหากิน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แก่ตัวเองมา 36 ปี พอรู้ตัวก็หยุดทำงานเพื่อตัวตน มาทำงานให้แก่สังคม โดยเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาถ่ายทอดเผยแพร่ให้ได้รับไป มาถึงวันนี้ มิเตอร์กรุณาวัดแล้วว่าได้รับผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจ จนกระทั่งอาตมาพูดแล้วว่า ตายตอนนี้ได้แล้ว แล้วบอกว่าไม่ให้ตายอีก เสียดาย พูดถึงเนื้อหาสาระไป ก็ทบทวน อาตมาเห็นว่าชีวิตอาตมามีประโยชน์คุณค่าอย่างนั้น ถ้ายังขืนไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อาตมาก็ไร้คุณค่า แต่อาตมาไหวทัน ไม่เอาชีวิตแบบไร้ค่าแบบนั้น มามีชีวิตแบบมีคุณค่า มาทำงานแบบนี้ก็ดีแล้ว ทีนี้ก็ขอย้ำกับนักเรียนให้รู้ความจริง ที่พูดแล้ว ว่านักเรียนกี่รุ่นก็บอกว่า พวกเรามาเรียนหนังสือที่นี่ มาเป็นลูกหลานของที่นี่ ก็ควรจะรับมรดกของที่นี่ เอาไป สืบสาน เอาไปบูรณะ ทำให้ดีขึ้น มรดกทางวัตถุสถานที่ ทุกอย่าง เป็นของเราทุกคน เป็นของคนทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ส่วนตัวคนเดียวหรือคณะเดียว มันเป็นของทุกคน โลกทุกวันนี้สังคมทุกวันนี้เขาเป็นการ ต้องการให้เป็นแบบนี้ ส่วนตัวคนอย่ามาประพฤติเพื่อตัวตน แต่เพื่อแบ่งแจกจ่ายกันให้ทั่วถึงทั่วประเทศ เขาเข้าใจอย่างนี้เช่นกัน แต่เขาทำไม่ได้ ชาวอโศกทำได้สำเร็จ รัฐบาลควรมีดวงตารู้ว่า มีชาวอโศก ทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการสำเร็จแล้ว น่าจะมาเชื่อมโยงกับชาวอโศกให้มาร่วมทำ แต่มันเป็นความอาภัพของสังคม ตรงที่เป็นความโง่ของเถรสมาคม ที่เถรสมาคมเหมือนกับปุโรหิต ของประเทศ เหมือนครูของประเทศด้านปัญญา รัฐบาลก็พลอยเชื่อความเฉลียวฉลาดของเถรสมาคม ซึ่งเป็นความเชื่อที่มิจฉาทิฏฐิ ก็เลยแย่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของประเทศ รัฐบาลก็เชื่อ ก็เลยประพฤติตามเถรสมาคม บัญชาสั่งการไว้ ประกาศไว้ คือความอาภัพ ความซวยของประเทศไทย ถ้าผู้บริหารประเทศที่ชัดเจน ว่าเถรสมาคมผิด อโศกถูกแล้ว พาให้ประชาชนเจริญตามหลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 รัฐบาลอย่างถูกต้อง จะมาส่งเสริม
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ไหว้ครู วันนี้วันไหว้ครูก็ดีแล้วที่มีจารีตประเพณีวัฒนธรรม ก็เข้าใจให้ดี นักเรียนทุกคน ว่าการรำลึกถึงครูผู้จะถ่ายทอดสิ่งประเสริฐให้ พวกเธอมาเรียนที่นี่ก็โชคดีแล้ว ตั้งอกตั้งใจให้ดี พากเพียรเรียนรู้ให้ได้ มีอัตราแค่ ม.6 ก็ให้ถึงม.6 ให้ได้ พากเพียรศึกษา ประพฤติ ไม่มีครูของสัมมาสิกขาคนใดที่เจตนา อยากจะถ่ายทอดสิ่งที่ไม่ดีให้แก่พวกเรา มีแต่จะถ่ายทอดสิ่งที่ดีให้แก่พวกเรา เพราะมาเป็นครูที่นี่ไม่ได้มีค่าจ้าง แลกเปลี่ยนอะไร มาทำงานด้วยความจริงใจ ทางโรงเรียนต้องมีคณะกรรมการคัดเลือกว่าคนนี้เป็นครูได้ สมควรจะถ่ายทอดให้แก่นักเรียน หรือถ้าคนนี้ไม่ได้ อบายมุขมาก มิจฉาทิฏฐิเยอะให้มาเป็นครูไม่ได้ เราก็จะไม่ให้สอนที่นี่ แม้จะไม่จ้างสักบาท แต่ก็ต้องมีคุณสมบัติเพียงพอ ไม่จ้าง แต่ก็ต้องคัดเลือก ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าเอามา ไม่เอาเงิน แต่สอนเลอะเทอะก็ไม่เอา ให้ตั้งใจศึกษาให้ดี การไหว้ครู คือการแสดงออกว่าเราจะยอมรับนับถือครูต่อไป เพื่อจะให้ครูสอนแนะนำถ่ายทอดสิ่งที่ครูมี ให้แก่เรา การไหว้ครูหมายถึงว่าวิธีการ ส่อแสดงลักษณะเช่นนี้ เพราะฉะนั้นต้องสำนึกให้จริงว่า เรามาไหว้ครู แสดงออกว่าเราจะยอมรับคำสอนของครู เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ วิชาการศีลธรรม อะไรก็แล้วแต่ทุกอย่าง ศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา ตั้งใจพากเพียรศึกษาเรียนรู้ให้ดีๆ มาที่นี่แล้ว ครูถ่ายทอด ให้พวกเรา ถ้าครูไม่ดี คณะกรรมการก็จะพิจารณาให้ออก แต่ถ้าครูเขาสอนอยู่ นร.ไม่ต้องคิดเลย คณะกรรมการเขารับผิดชอบให้แล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไป จริตนิสัยของครูแต่ละคนก็หลากหลาย อาจไม่สอดคล้องไม่ตรงกับเรา เพราะฉะนั้นนักเรียนแต่ละคน ตัดความยึดถือของแต่ละคนทิ้งไปเลย ตั้งใจเรียนไป ทำตามครูที่สอนเรา ไม่ใช่เผด็จการไม่ใช่การบังคับ ถ้าใครทำอย่างที่หลวงปู่ว่าจะได้ประโยชน์ทันที ได้ประโยชน์มาก เพราะเขา รับผิดชอบกลั่นกรองกันมาแล้ว ครูที่จะมาถ่ายทอดต้องมีส่วนดีมากกว่าส่วนเสีย อาจจะมีข้อบกพร่องเสียบ้าง แต่ว่ามันก็ยังน้อยกว่าสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีต้องมากกว่า ตั้งหน้าตั้งตาเรียน จะเกิดความสงบเรียบร้อย ความรู้ความชำนาญต่างๆ ก็จะทำได้ดีได้แก่ เพราะไม่เสียเวลาขัดแย้ง ต้าน เอาหรือไม่เอา ก็เลยไม่มี ก็ไม่ขัดแย้ง ที่พูดนี้ไม่ได้มาครอบงำความคิดให้เชื่อไปทั้งหมด แต่ควรทำอย่างนั้น เพราะโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนที่คัดเลือก มันเป็นโรงเรียน Hiclass เป็นโรงเรียนชั้นสูงไม่ใช่โรงเรียนชั้นต่ำ ไม่ใช่ โรงเรียนไฮโซ แต่โรงเรียนเรา Hiclass ไม่ใช่แบบสังคมโลกไฮโซ แต่นี่มี Hiclass ตามสัจจะ พูดเหมือนยกตัว แต่ไม่ใช่หรอก พูดตามสัจจะว่า Hiclass จริงๆ มาศึกษาได้ มันแปลกไหม โรงเรียนนี้ตั้งแต่เปิดมา เป็นโรงเรียนที่เรียนฟรี ทำไมคนไม่เข้ามาเยอะ ค่ากินค่าอยู่ฟรีหมดเลย เป็นนักเรียนประจำ มันไม่กรูเกรียวกันเข้ามา มันแปลกๆ พ่อแม่ที่พูดนี้ทำไมไม่ให้ลูกมา เรียนฟรีอย่างนี้ เอาไปเรียนข้างนอกแพงๆ ที่นี่ฟรีทำไมไม่เอาลูกเข้ามา แต่เขารู้ว่าโรงเรียนนี้ไม่พาแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่พาหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่พาใหญ่โต เขาไม่เอา ไม่เป็นโลกียะ เขาว่าลูกเขาจะเสียโลกีย์หมด พ่อแม่ของลูกต่างๆที่เอาลูกมาเรียนที่นี่ จะต้องมีบารมีทุนเดิมของภูมิธรรมบ้าง แต่ถ้าไม่มีก็ไม่มาหรอก เขาไม่ยอมให้ลูกเขามาหรอก เขาต้องการให้ลูกได้เครื่องมือไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เด็กที่มาอยู่ที่นี่ ถ้าใครไม่ต่อต้าน ชอบด้วย คนนั้นมีทุนเดิม แต่ถ้าเด็กต้านก็ไม่ค่อยมีทุนเดิม แต่ถูกพ่อแม่ให้มา แต่ถ้าลูกเต็มใจ พ่อแม่ก็เต็มใจ อย่างนี้ทั้งลูกและพ่อแม่มีทุนเดิม บางทีอยู่สองสามปีก็ออกไปคือหมดทุนก็เป็นได้ พูดไปพูดมาก็คือเนื้อบารมีแต่ละคนทั้งพ่อแม่ และลูกที่มาเรียน
สรุปอีกที เราเป็นมนุษย์เกิดมาในสังคมโลก เรามีประโยชน์ที่ได้ช่วยมนุษย์โลก หนึ่งเราทำตัวเองให้ไม่เป็นภาระโลก สังคม คนที่ทำตัวเองให้ไม่เป็นภาระโลกและสังคม คือคนอย่างไร คือคนที่ไม่ไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ของสังคม เขาจะได้ความสุขในการมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรืออัตตา เขาก็มีไปแต่เราไม่ไปแย่งเขา คนนี้ไม่เป็นภาระแก่โลกและสังคม นี่คือจุดหมายสำคัญของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ถ้าคนไหนเกิดมาแล้ว ไม่ไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขกับใคร นอกจากไม่แย่งแล้ว ยังสร้างสรรค์สิ่งที่ควรสร้าง สิ่งที่ไม่ควรสร้างก็ไม่ไปเสียกำลังงานไม่เสียเวลา เช่น ไม่สร้างอาวุธ พระพุทธเจ้าไม่ให้สร้างแล้วเอาไปแลกเปลี่ยนมายังชีพ เรียกว่ามิจฉาชีพขั้นสำคัญ มิจฉาชีพ 5 อย่าสร้างอาวุธ อย่าค้าสัตว์เป็น อย่าค้าเนื้อสัตว์ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ
ศีล ก็สอนไม่ฆ่าสัตว์และสอนไม่ให้ค้าเนื้อสัตว์ แล้วจะหาเนื้อที่ไหนมากินได้ เมืองไทยเป็นชาวพุทธ 95% ถ้าปฏิบัติตามนี้ได้ ก็ไม่มีการกินเนื้อสัตว์ จะค้าได้ต้องเป็นปวัตมังสะ คือเนื้อสัตว์ที่ตายเอง ซึ่งคนก็ไม่ซื้ออีก หรือสองเดนสัตว์กิน ไม่ใช่ไปแย่งเขานะ แล้วจะหาเดนสัตว์กินที่พอขายได้ เพราะฉะนั้นปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าแค่นี้ก็จะไม่มีการกินเนื้อสัตว์ มีปัญญาจะรู้ว่าไปกินทำไม เนื้อสัตว์ กินพืชนี้ดีกว่า อายุยืน กินแต่เนื้อสัตว์นี้อายุสั้น พิสูจน์มาแล้ว พวกเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้หาพืชกินไม่ได้ กินแต่สัตว์ อายุสั้น เป็นสิ่งที่ชี้บ่งชัด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เป็นเครื่องยืนยัน ว่าคนเป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์ที่กินเนื้อสัตว์ มีปฏิภาณแค่นี้ก็ชัดเจนว่าไปกินทำไมเนื้อสัตว์ คนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์มากิน แน่นอน ฆ่าสัตว์เล่นๆก็ยิ่งเลว ฆ่ากินก็ไม่ฆ่า การฆ่าเล่นเขาก็ไม่ฆ่า จิตวิญญาณจะสูงขึ้น สัตว์ในโลกก็ไม่ถูกฆ่า จิตใจคนก็ไม่สะสมความอำมหิต รู้ชีวิตเขาชีวิตเรา ชีวิตสัตว์เซลล์เดียว หรือมากเซลล์แบบคนก็เป็นจิตนิยาม กว่าเขาจะสร้างพลังงาน Coefficient ดีดออกจากกรอบของพีชนิยามไปสู่จิตนิยามได้ต้องมีอัตราเร่งคูณ อัตราก้าวหน้าสูงจนดีดออกจากวงจรพีชนิยามไปเป็นจิตนิยามได้ ต้องสร้างพลังงานนั้นได้ เป็นอาริยชนถึงออกได้ อาริยชนที่จะมีปัญญาทำอย่างถูกต้อง ต้องมีพลังงานระดับ Coefficient สัมประสิทธิ์ อาตมามีความรู้เรื่องพวกนี้ก็เอามาอธิบายได้ โดยใช้ภาษาร่วมสมัยทางวิทยาศาสตร์ จบ