600615_เทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600615_เทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน หยุดเอาเงินให้พระเสียที หมอเขียวว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นรายการพิเศษ วันนี้เราได้รับความเมตตาจาก พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เมตตามาโปรดมาเยี่ยมมาแสดงธรรมกับพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และพี่น้องมาเข้าค่ายสุขภาพและพระไตรปิฎก ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นครั้งแรก ที่พี่น้อง ชาวพวธ.และพี่น้องที่มาค่าย ได้รับเมตตาจากพ่อครูมาเยี่ยมที่สวนป่า 2 ของเรา รายการนี้เป็นรายการพูดคุยธรรมะ ผมดำเนินรายการ พ่อครูเป็นองค์ปาถก พี่น้องจะแลกเปลี่ยนก็เป็นไปตามธรรม พ่อครู...ก็อย่างที่อาจารย์หมอเขียวว่า อาตมาเองอาตมาก็เดินทาง รับนิมนต์บ้างไปเองบ้าง ดำริเองบ้าง ทำงานตั้งแต่อายุ 36 จนตอนนี้ย่าง 84 ก็เดินทาง แล้วก็อยู่กับที่ ทำงาน ทำงานที่จะไปเปิดเผยสัจธรรมที่อาตมามั่นใจว่าเป็นสัจธรรมที่ถูกต้อง ต้องวงเล็บอย่างหนักอย่างสำคัญว่า พระพุทธศาสนาได้ผิดเพี้ยนจากขาวกลายเป็นดำปี๋ไปเลย คือที่เคยถูกมานั้นผิดไปหนัก ผิด 180 องศา ที่พูดไม่ได้แกล้งใส่ไคล้ตู่ว่า แต่กล่าวว่าอย่างจริงๆเลย ยุคนี้อาตมาอบอุ่นใจขึ้นมากที่มีสมเด็จพระสังฆราชองค์แรก ...เมื่อ 26 กพ.2560 มีข้อความในสื่อสาร ซึ่งมีใจความว่า...สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งกับประชาชนที่มาสักการะบูชาท่านว่า "อย่าเอาเงินมาถวาย" พระรับเงินรับทองเป็นอาบัติที่รุนแรงมาก พุทธศาสนาของเราเสื่อมลงถึงวันนี้ คิดให้ดี เป็นเพราะโยมไม่ศึกษาพระธรรมวินัย เอาเงินไปถวายพระ เมื่อไหร่พวกเราจะเลิกทำบาปกันเสียที หยุดเอาเงินให้พระ หยุดทำร้ายพระศาสนา หยุดสร้างกลุ่ม "เบ็ญจราคี" ที่โสโครกโสมมเพิ่มขึ้น พ่อครูว่า..

อ่านต่อ

. แล้วเบ็ญจราคี มีอะไร ก็นึกถึง วัตถุอนามาสว่ามี 6 อย่างคือ สิ่งของที่ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์จับต้องเรียกว่า “วัตถุอนามาส” ได้แก่ วัตถุสิ่งของดังต่อไปนี้ 1. ผู้หญิง รวมทั้งเครื่องแต่งกายหญิง รูปภาพหญิง หรือรูปปั้นของผู้หญิงทุกชนิด 2. รัตนะ 10 ประการ คือ ทอง เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์(ที่เลี่ยมทอง) ศิลา เช่น หยก และโมรา เป็นต้น 3. เครื่องศาสตราวุธทุกชนิด อันเป็นเครื่องทำลายชีวิต 4. เครื่องดักสัตว์บกและสัตว์น้ำทุกชนิด 5. เครื่องประโคมดนตรีทุกอย่าง 6. ข้าวเปลือกและผลไม้อันเกิดอยู่กับที่ สิ่งของที่เป็นวัตถุอามาสเหล่านี้ทุกชนิด ไม่นิยมนำไปประเคนถวายพระภิกษุ เพราะผิดพระวินัยพุทธบัญญัติทำให้พระภิกษุต้องอาบัติโทษ พ่อครูว่า...ก็ได้แต่แค่นี้ ส่วนเบญจราคี มีข้อมูลว่า… ยันตระ สมีนิกร ภาวนาพุทโธ เณรคำ สมีธัมมชโย ซึ่งเขามีเบญจภาคีในวงการพระเครื่องของเมืองไทยเขาจัดสุดยอดพระเครื่อง 5 องค์ที่เป็นที่ไฝ่ฝัน พระสมเด็จ(วัดระฆังหรือบางขุนพรหม),พระนางพญา,พระรอด,พระซุ้มกอ,พระผงสุพรรณ ทั้ง 5 องค์นี้เขาจะเรียกขานกันเป็นเบญภาคีพระเครื่อง พ่อครูว่า เป็นเดรัจฉานวิชชาทั้งนั้น นี่คือความเสื่อมที่ทุกวันนี้รู้กันดีแต่ไม่แก้ไข แล้วเถรสมาคมที่เป็นองค์กรหลักดูแลศาสนาพุทธก็ปล่อยปละละเลย อาตมาเองเกิดมาชาตินี้พอรู้ตัวว่าจะต้องมาทำงานกอบกู้ศาสนา พูดกันให้ชัด ตั้งแต่วินาทีนั้น ออกมาบอกกับน้องๆทุกคน ทรัพย์สินที่มีแบ่งแจกน้องๆทุกคน มาตั้งแต่บัดนั้นไม่เคยคิดกลับหลังแม้ครึ่งเมล็ดงา มั่นใจว่าจะมาเป็นผู้กอบกู้ศาสนาพุทธ อาตมาก็ได้ทำมาตลอด 47 ปีแล้วจนกว่าจะตาย ศาสนาพุทธนี้พูดไปไม่กระเตื้องเลยก็ไม่ใช่ แต่ว่ากระแสหลักนี้งัดไม่ขึ้น เหมือนม้าตด (ภาคกลาง) แต่ภาษาอีสานว่า เฉยเหมือนหำปะหมา(หมาปะหำ) คือไม่นุ่งผ้าไม่อายใคร โทงๆไป คือพูดไปเฉยเหมือนม้าตด เราพูดไปเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยกระดิกเลย ไม่เปลี่ยนแปลง จมหนักกระเตื้องยาก แต่ไม่ใช่ไม่มีผล อาตมาทำงานมาทุกวันนี้มีผล แต่มันยากจึงต้องบ่น (มีนกร้องกางเขนร้อง)

มีคำถาม… การทำงานถ้ามีผู้ฟังผู้รับ อยากรู้อะไร ข้องใจอะไร มันตรงประเด็น แต่เราเทศน์ไป ผู้ฟังเป็นอย่างไร ตรงกับสิ่งที่อยากรู้หรือไม่ ไม่รู้เลย เราก็เทศน์ไป แต่อย่างนั้นก็ต้องเทศน์คือคนคิดไม่ถึง ผู้รู้จึงต้องเอาสิ่งที่ควรรู้อยากรู้ แต่ควรเปิดเผยให้รู้ก็มี ความไม่อยากรู้แต่ต้องให้รู้มันสำคัญ เช่น สมาธิเป็นอย่างไรสิ่งที่ยึดถือกันผิดๆเป็นอย่างไรในสมาธิ เขาไม่อยากรู้ แต่อาตมาต้องยัดเยียด ต้องเทศน์ต้องย้ำ ว่าผิด แม้แต่ กายคืออะไร? มูลกรรมฐาน 5 เป็นกรรมฐานหลักที่ต้องแยกกายแยกจิตให้ชัดจากมูลกรรมฐาน ถ้าเข้าใจมูลกรรมฐานได้อย่างดี ผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนใดเป็นกายส่วนใดเป็นจิต ส่วนใดไม่เป็นกายแล้ว หรือยังเป็นกายอยู่ ที่ยังหลงยึดว่าเป็นเรา เป็นกายของเรา มันไม่ใช่กายแล้ว เราก็ยังยึดถือเป็นเรา แม้สิ่งที่ไม่มีเวทนาแล้ว ก็อย่าไปยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ลึกซึ้งไปจนถึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่กายของเราแล้ว เหลือแต่ใจ ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเราอีก คนไม่รู้ ไม่ใช่กายก็ไปยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่คำสอนพระพุทธเจ้าแม้จะเป็นกายก็ไม่ให้ยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่เขาไปพิจารณาไม่เป็น เขาพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไปเอาตัวจบมาอีก แต่แท้จริงให้พิจารณาว่าอันไหนเป็นกาย หรือไม่ใช่กายตอนไหน แล้วจะไม่ยึดถือได้อย่างไร

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พลังงานจิตอันสุดวิเศษ _หลวงปู่คะ ทำไมดวงใจของเราถึงได้วิเศษจังเลยคะ เวลาเราทุกข์ใจ แค่นำธรรมะจากอาจารย์หมอเขียวมาพิจารณา ก็สามารถทำให้ทุกข์เราหายไปได้ทั้งที่มีความเป็นทุกข์ยาวนาน พอเปลี่ยนใจปุ๊บความทุกข์ก็หายไปเลยทันที แล้วเราควรทำอย่างไร ที่จะสามารถเปลี่ยนใจพลิกใจได้ไวๆ แบบไม่เปลืองพลังชีวิต เพื่อจะนำพลังงานใจจากความหลงผิดมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ พ่อครูว่า...ดวงใจที่วิเศษจริงๆ คือดวงใจของพระอรหันต์ แต่ผู้ที่อุทานอย่างนี้คงได้คิดว่า ให้มาปฏิบัติที่หัวใจดวงใจนี้แหละ ละล้างกิเลสออกจากหัวใจดวงใจให้ออก คนที่เข้าใจจุดนี้ ทำถูกต้อง ที่ดวงใจของเรา เท่าที่ถามมา ตอนท้ายว่า เพื่อจะได้นำพลังงานจากใจที่หลงผิด เอามาใช้ เกิดประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ ถามว่าอันนี้แหละจะทำอย่างไร? มันถึงจะทำได้ ที่อาตมาเน้นบรรยาย เรียกพลังงานใจที่มีพฤติกรรมต่างๆ พฤติกรรมอาการเคลื่อนไหวของใจ มันคือพลังงาน อาตมาพูดลัดๆว่า จิตใจคือพลังงาน พวกอภิธรรมทั้งหลาย ถล่มอาตมาว่า พลังงานคือวัตถุ ฟิสิกส์ เอามาเรียกจิตใจได้อย่างไร มันไม่ใช่วัตถุ ซึ่งเข้าใจพลังงานในระดับจิตนิยามไม่ได้ ที่คุณพูดคือพลังงานในระดับอุตุนิยาม เป็นพลังงานที่สังขารสังเคราะห์ อุตุนิยามไม่ได้สังขารสังเคราะห์ด้วยตัวของมันเอง มันไม่มีประธานไม่มีตัวตน มันไม่ได้ยึดถือตัวมัน มันยึดอยู่เพราะเหตุปัจจัย ที่เกิดจากแสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้าทางฟิสิกส์ ทำให้มันรวมตัวด้วยเหตุแวดล้อม มันไม่มีการบ่งชี้ หรือว่ามีพลังดึงดูดเป็นตัวกลาง เริ่มต้น พลังงานระดับพีชนิยามจะมีตัวกลางที่เป็นตัวมันเอง พืชนี้มันมีตัวมันเอง มะม่วงก็มีพลังงานตัวมันเอง คือ I แล้วสรรหาพลังงานมา มีบวก ลบ S H ใช้ดูดเอาสิ่งที่มันต้องการมาสร้างเป็นตัวมัน พีชนิยามมีสัญญากับสังขาร ใช้สัญญากำหนดหมายว่า อันนี้คือธาตุที่ต้องการ ในตระกูล DNA ของมัน มันแยแสแต่สิ่งที่มันต้องการ สัปปะรดก็เอาแต่ธาตุที่ต้องการมาเป็นตัวมัน กล้วยก็เช่นกัน คือพีชนิยาม ศาสนาพุทธรู้ถึง อุตุนิยาม พีชะนิยาม โดยเฉพาะจิตนิยาม จิตนิยามนั้นมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบเลย มีห้าหน่วยหลัก แล้วก็จัดการกับพลังงานเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง ผู้ที่ถามมาใช้ภาษาว่าพลังงานถูกต้อง ส่วนพวกอภิธรรมเข้าใจไม่ได้ เป็นชีวะในระดับพีชะจะไปทำร้ายทำลายใคร สังเคราะห์สังขารตัวมันเอง แต่จิตนิยาม มีความเก่งกว่า สามารถทำตัวเองให้เป็นพีชนิยาม แล้วมีพลังเหลือเอาไปช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อีก ตัวตนของพระอรหันต์มีเพียงพลังงานระดับ พีชนิยาม เอาอาหารธาตุที่พอเพียงแก่ตัวเอง มีผัสสาหารรู้ความจริงตามความเป็นจริง มโนสัญเจตนาหารมีแต่วิภวตัณหา ไม่มีกามตัณหาภวตัณหา มีแต่วิภวตัณหา ตัณหาไม่มีกามหรือภพ มีแต่ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น วิญญาณาหารคือความรู้ทั้งหมดตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร แล้วจัดสรร องค์ประกอบ จัดการทำออกไปให้เป็นวิญญาณที่ดีไม่มีอคติ เป็นวิญญาณขั้นโลกุตรจิต อรหันต์รู้จักโลก รู้จักอัตตาครบ ที่พรหมชาลสูตร ให้ศึกษาโลกกับอัตตาคือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย เมื่อเข้าใจแล้วก็จัดสรรให้ได้สัดส่วน เป็นธรรมาธิปไตย อยู่กับโลก อาศัยอัตตาทำงานเพื่อคนอื่น โลกานุกัมปา มีตรีลักษณ์ โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก)

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน มีสติอย่างไรพาไปนิพพาน _การระลึกรู้มีสติอยู่ตลอดเวลา ใช่เป็นทางไปสู่นิพพานใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ผู้ที่ไม่มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม คือผู้ที่ไม่รู้จักต้นทางของการปฏิบัติไปสู่นิพพานเลย สติเป็นตัวต้นเลยในการที่จะปฏิบัติเป็น สติคืออะไร คนมีสติมีความระลึกรู้รอบ รู้สึกตัวทั่วพร้อม แล้วระลึกรู้ ประกอบไปด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสกับภายนอก คุณก็รู้ ตากระทบรูปก็มีสติรู้ หูกระทบเสียงก็มีสติรู้ จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสก็มีสติระลึกรู้ทัน แล้วมีสติสัมโพชฌงค์ เรียกว่ามีองค์แห่งการตรัสรู้ มีสติเป็นองค์ที่ 1 เลยสติสัมโพชฌงค์ ก็สามารถที่จะทำงานก็เดินทางไปสู่นิพพาน ความเป็นสมาธิของพุทธ คือ ความมีโพชฌงค์ 7 ถ้าไม่มีโพชฌงค์ก็ไม่เกิดสมาธิของพุทธ การปฏิบัติสมาธิของศาสนาพุทธทั่วไป เป็นการปฏิบัติที่ไม่มีสัมโพชฌงค์ร่วม ปฏิบัติหลงผิดเป็นมิจฉาสมาธิ คือ ไปนั่งหลับตาเลย หนึ่งนั่งหลับตาไม่รับรู้ทวารภายนอก สองแม้จิตก็ทำการสะกดจิตให้ดับลงไป คือ meditation ทั่วไปเช่นการนั่งหลับตาสะกดจิต หยุดให้จิตนึกคิด ถ้าถึงขั้นสุดเรียกว่าดับภาษาบาลีเรียกว่านิโรธ ดับให้จิตไม่รับรู้อะไรเลย ไม่มีความรู้สึกตัวเป็น อสัญญี เหมือนคนถูกวางยาสลบ กลายเป็นเหมือนท่อนไม้ ใครจะทำอะไรไม่รู้สึกตัว เป็นมนุษย์พืช อย่างนั้นเลย มันตรงกันข้ามกันกับศาสนาพุทธเลย ที่จะต้องตื่นรู้ แคล่วคล่อง ว่องไว หมดเลย ความเป็นสมาธิของพุทธคือความมีโพชฌงค์ 7 สัมบูรณ์บริบูรณ์ นั่นคือต้องอยู่ในภาวะตื่นๆ ไม่ใช่หลับเลย ไม่หรี่เลย อย่าว่าแต่หลับตาเลย แม้แต่สติก็ต้องเต็มร้อย สติ มาจาก คำว่า สต แปลว่า 100 สต ที่มี สระอิ เข้าไป ในสระ อะ อา อิ นี้ ตอนแรกอาตมาว่าจะเขียนอักขรทิทัสสน์ ให้รู้ความหมาย ก ข ค ฆ ง แต่เขียนไปได้หน่อยเดียวแต่มันต้องอธิบายกันอย่างมากมหาศาล อาตมาจะต้องไปเสียเวลาอย่างนั้น ให้คนอื่นรู้ มันจะเสียเวลา อาตมารู้คนเดียวดีกว่า เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าไปเรียนรู้ใบไม้ทั้งป่าเลยให้เรียนรู้ใบไม้กำมือเดียวก่อน อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 สั่งสมความรู้จากพระพุทธเจ้า เกินกว่าพระอรหันต์มาตั้งนานแล้ว ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมอะไรที่ไม่มีในตนนะ การมีสติคือหลักใหญ่ที่ต้องมีให้ได้มาก ที่จริงทำให้ได้ตลอดเวลาไม่ได้หรอก ต้องทำเสมอๆ มีสติแล้วต้องมี ธัมมวิจัย ให้เป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ วิจัยภายนอกวิจัยภายใน ทั้ง กายเวทนาจิตธรรม กายเป็นรูปนาม แล้วเลื่อนเข้ามาเป็นเวทนา ต้องวิจัยเวทนา ทำให้สำเร็จถึง 108 ถ้าทำเวทนาในเวทนาบรรลุจนถึง 108 108 คือตัวสุดท้าย ของภาวะอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 รวมกันแล้ว 108 ทำทุกอดีตให้กิเลส 0 ได้ set zero สั่งสมเป็นอดีต ทุกปัจจุบันที่กระทบสัมผัสเกี่ยวข้อง จิตของคนก็ทำให้กิเลส set zero อย่างเด็ดขาดเป็นนิสรณปหาน คุณทำได้สำเร็จ แข็งแรงด้วยการผ่านปัจจุบัน อดีตเป็น static มีปัจจุบันเป็น Dynamic อนาคต เมื่อมี Static และ Dynamic เป็น 0 ทั้งคู่ อนาคตก็ต้องเป็นศูนย์ เวทนา 5 มี กายิกเวทนา สุข ทุกข์ เจตสิกเวทนา โทมนัส โสมนัส แล้วก็มีอุเบกขาเวทนาเป็น 5 เวทนา 6 เกิดจากการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากนั้น เวทนา 18 ก็กระทบดเวทนา 6 เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา แล้วก็แยกแยะ เวทนา 36 คือ เนกขัมสิตเวทนา 18 กับ เคหสิตเวทนา 18 ตรงนี้ที่นักปฏิบัติธรรมจะต้องแยกแยะ เนกขัมสิตเวทนา 18 กับ เคหสิตเวทนา 18 ให้ได้ แล้วทำเคหสิตเวทนาให้ลดลง กลายเป็นเนกขัมสิตเวทนาให้ได้ คือ สุข ทุกข์ ลดลง จนเป็นฐานอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ทำให้เกิดเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาให้ได้ จนยั่งยืนเที่ยงแท้ อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคตอีก 36 ก็เป็นพระอรหันต์สูงสุดในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้นมีกรรมฐานอยู่กรรมฐานเดียว คือเวทนา ในพรหมชาลสูตร ตรัสไว้ชัด ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานปฏิบัติ แต่ไปหลงผิดทำกรรมฐาน 40 ที่เป็นของเกจิอาจารย์รุ่นหลัง กรรมฐานไปเป็นสิ่งที่ให้จิตใจไปเกาะยึดแบบสมถะ ซึ่งหลงทิศทางศาสนาพุทธไปเลย พุทธโฆษาจารย์ก็อธิบายไว้เป็นกสิณ 40 ที่อธิบายนี้ ไม่ได้พูดด้วยความโกรธหรือเกลียด แต่พูดด้วยความสงสาร อาตมาพูดอย่างการอ้างอิงหลักฐานในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในยุคพระมหากัสสปะมารวบรวมเอาไว้ พระไตรปิฎกเล่ม 9 รวมเอาไว้ 13 พระสูตร ถ้าปฏิบัติได้ผลจนครบ เลยพระอรหันต์เลย ถ้าเข้าใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5 _ หมอเขียวว่า...มีหลายคนฟังพ่อครูแล้วก็พอจับกิเลสได้ แต่ว่าทำให้เล็กลงทำอย่างไร พ่อครูว่า..ทำโดยปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) คือทำให้กิเลสลดลงหรือหมดไป ปหานคือ ต้องอ่านจิตเจตสิก รู้ พอรู้ว่านี่เป็นเวทนา โดยพิจารณาสติปัฏฐาน 4 องค์รวมของรูปและนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็น Object นาม คือตัวรู้เป็น Subject เป็นประธานตัวเรา แล้วมันสัมผัสรู้ กายคือ รู้การทำงานของรูปกับนาม สังขารกันอยู่เป็นธรรมะสอง จะปรุงแต่งเป็น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คุณต้องรู้การปรุงแต่งของสภาวะที่เรียกว่ากายคืออะไร กายสังขารคือปรุงแต่งภายในกับภายนอก ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูป ก็มาทำงานร่วมกันปรุงแต่งกันที่จิต พระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 พวกอภิธรรมฟังก็งงหัวตีดินคือว่า กายคือจิต มโนวิญญาณได้ไง เขารู้ว่ากายคือดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น แท้จริงกายนี้แยกเป็นสองเสมอ มีหนึ่งไม่ได้ มีแต่รูปอย่างเดียวลงเหวไปเลย และจะเข้าใจว่ากายมีนามอย่างเดียวก็ไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก็ยังดีมีฐานปฏิบัติได้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้มีความเข้าใจใน Concept อย่างนี้ มีความเชื่อในองค์รวมว่ากายคือรูปวัตถุ ไม่มีนามเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่สำเร็จรูปแล้ว ตัวจริงคือจิต มโน วิญญาณที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ที่ร่างดิน น้ำ ไฟ ลม พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 การเข้าใจว่ากายคือภายนอกอย่างเดียวจึงซวย เมื่อพิจารณากายในกายก็เลยแยกไปพิจารณาแต่ภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับภายใน สติปัฏฐาน 4 คือโลกุตรธรรม 37 ข้อที่ 1 คือโพธิปักขิยธรรม 37 ล.31 ข.620 การศึกษาให้ศึกษาจิต มโน วิญญาณเป็นสำคัญ แต่ต้องศึกษารูปที่เป็นอุปาทายรูปด้วย ปสาทรูป โคจรรูป กระทบสัมผัสกับสิ่งใดๆภายนอก เกิดภาวรูป แล้วมีสองเสมอ คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ แล้วทำอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะให้เป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทุกวันนี้ขอเขกกะบาลพวกมิจฉาทิฏฐิหน่อย ที่ไปหลงสะกดจิตนั่งหลับตา มันไม่ได้เข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย เพราะไม่มีรูปนาม ไม่มีการพิจารณา อุปาทยรูป 24 อุปาทายรูปนี้เป็นตัวปฏิบัติหลัก มหาภูตรูป 4 ไม่ใช่ตัวปฏิบัติธรรมหลัก ที่มันจะเสื่อมไปตามกาลเวลา ขนาดพระพุทธเจ้ายังคงไม่ให้เสื่อมไม่ได้เลย เสื่อมเป็นธรรมดา แต่จิตนี้ไม่ให้เสื่อมได้ เสื่อมคือมีแต่กิเลสรุมล้อม ชั่วทั้งนอกและใน วันนี้คือตัวที่ต้องปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เสื่อมไม่เสื่อมคือ สร้างแต่กุศล ไม่ทำบาป หมอเขียวว่า...เวลาพิจารณาก็ไปพิจารณาเปรี้ยวมันเกิดแล้วก็ดับ พ่อครูว่า...มันเป็นเพียงสมถะเกิดดับแต่ธรรมชาติ แต่ไม่ได้พิจารณา เนกขัมสิตเวทนา เคหสิเตเวทนา 18 แล้วทำให้เคหสิตเวทนาดับไป มีแต่เนกขัมสิตเวทนา แล้วอาการจิตเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ทำได้ไหม ถ้าทำได้มีหวังอรหันต์ แน่นอนถ้าไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ได้ แต่ถ้าเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ทำอย่างปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) เป็นสัญชาตญาณเป็นอัตโนมัติของคนอยู่แล้ว เช่น ทุกวันนี้คุณมีกิเลสกามไหม คนภายนอกก็มี แต่เขาสังวร กดข่มไว้กลั้นไว้ เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา เมื่อรู้แล้วก็ช่วยมันทำ เราก็รู้ว่ากดไว้แค่นี้ ส่วนที่เราสัมผัสทางทวาร 5 แล้วก็ต้องพิจารณาเหตุ อะไรทำให้เกิดสุขทุกข์ให้รู้อาการเหตุว่า สราคะ สโทสะ สโมหะ มันเป็นกามหรือพยาบาท แล้วจัดการมันอย่างวิปัสสนา ทุกวันนี้เขาทำอย่างแค่สมถะ ไม่ได้ทำวิปัสสนา 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) อย่างวิปัสสนาทำได้คราวใดก็สำเร็จผล ตทังคปหาน เมื่อคุณทำอย่างนี้สำเร็จ เก่งขึ้น เด็ดขาดขึ้นเรียกว่า สมุจเฉทปหาน คุณทำได้เก่งขึ้นชำนาญขึ้น อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำให้เกิดผล พหุลีกัมมัง ทำได้ถูกแล้ว ดีแล้ว ก็ทําให้มากเข้าไป เมื่อทำได้เด็ดขาดความสงบเรียกว่า 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) ทำได้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าจิตใจหยุดคิดหยุดทำงาน แต่จิตใจจะยิ่งคล่องแคล่ว กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา จิตตัวมันมีปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขาร แคล่วคล่อง คือรวมแล้วเป็นวิญญาณแคล่วคล่อง ไม่ใช่ว่าคิด จะหยุดคิดหยุดทำงานแล้วดับมืดไปเลย อย่างนั้นเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ 180 องศา อย่างนั้นฤาษีชีฤาษีไพรลัทธิอื่นใดเขาทำกัน พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็เจอลัทธิพวกนี้ ไปเจอแบบนี้ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ จนท่านระลึกรู้ของท่านได้ ท่านก็ทำของท่าน สอนและประกาศของท่าน อย่างที่ตรงกันข้ามกับพวกฤาษีชีไพร 180 องศา เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อม กลับไปเป็นแบบฤาษีชีไพรแบบเก่า อาตมาจึงต้องมาเคาะกบาล เอามาเป็นแบบของพูดใหม่ ฟังให้ดี อย่าดื้อนัก 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) คือสลัดได้แคล่วคล่อง แตะปั๊บหลุดปุ๊บเลย เหมือนเอายาหม่องมาทาขา ปลิงมาเกาะไม่ติดเลย เหมือนจิตวิญญาณที่เก่ง

หมอเขียวว่า...คนส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจประเด็นนี้ สรุปคือว่า ปฏิบัติธรรมเมื่อมีผัสสะ กระทบ เหตุการณ์กระทบต้องอ่าน ราคะโทสะโมหะให้ได้ จับโจรให้ได้ แล้วปหานโจร ถ้าแน่ใจว่าโจรก็ปหานเองไม่ต้องมีการขึ้นศาล ทำความรู้โทษของกิเลส รู้ประโยชน์ของการหมดกิเลส จนได้อย่างนิสรณปหาน อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_มิจฉาอาชีวะ 5) ตอน มิจฉาอาชีวะ 5 _มิจฉาอาชีวะ 5 คือการเลี้ยงชีพที่ผิด แล้วฆาราวาสจะประกอบอาชีพใดที่ไม่ผิดศีล พ่อครูว่า...อาชีพ 5 นี้นะ ไม่ค่อยพูดถึงกันเลยในวงการศาสนาพุทธ มิจฉาชีพ 5 นี้ยืนยัน คนที่พ้นมิจฉาชีพ มิจฉาชีพแท้ๆ คือกุหนา ลปนา เป็นอาชีพทุจริต ท่านแปลกุหนาว่าทุจริต ขี้โกง คอรัปชั่น คืออาชีพเลวชั่ว หลอกลวง ลปนาคือหลอกลวง อาชีพสองอย่างนี้ทุจริตทั้งคู่ หยุด พอเริ่มต้นแล้วจะปฏิบัติอย่างไร เริ่มต้น ใช้หลัก ศีล สมาธิปัญญา ต้องอยู่ในกรอบของศีล 5 เบื้องต้น ข้อ 1 อย่าไปฆ่าสัตว์ 2 อย่าไปลักของคนอื่น 3 กามจัดจ้านเอาแค่ครึ่งหนึ่งก็พอ มีผัวเดียวเมียเดียว ศีลข้อ 4 อย่าพูดปดส่วนการพูดหยาบส่อเสียดเพ้อเจ้อละเอียดก็เอาไว้ก่อน 5 อย่าเสพสิ่งเสพติดที่เป็นอบาย เช่น ลักษณะการโกง การหลอกลวงคืออบายมุข อย่างธัมมชโยนี้เสพติดการหลอกลวงและโกงอย่างหนัก แล้วบอกว่าตัวเองไม่ได้โกงอีก เต็มรูป เป็นสัตว์อบายเต็มรูปเลย ขออภัย ขอยืมตัวตนให้เป็นตัวอย่าง ต้องขอบคุณธัมมชโย พระพุทธเจ้าตรัสถึงมิจฉาอาชีวะ ให้เลิก กุหนา ลปนา มาทำเนมิตกตา คือทำสัมมาอาชีพ เช่นการฆ่าสัตว์ให้เลิกเสีย ถ้าหากว่าเมืองไทยไม่มีการฆ่าสัตว์จะวิเศษเลย ขนาดที่ว่าสัตว์เล็กน้อยยังไมฆ่า จะไปฆ่ามนุษย์ได้อย่างไร หรือคนมีอินทรีย์พละอ่อนก็จะมีบ้าง แต่ถ้าปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามพระพุทธเจ้า สังคมเมืองไทยจะไม่มีการฆ่าสัตว์เลย อินเดีย มีพลเมืองเป็นพันล้าน คนเขามีธรรมะก็ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์กันค่อนประเทศ ไม่บ้าบอเหมือนตะวันออกกลางหรือจีน หรืออเมริกา เป็นสิ่งที่ยืนยันเป็นปรากฏการณ์ ปัจจุบัน Phenomenal ไม่ได้ลงโทษเขา เนมิตกตา เริ่มตั้งแต่ศีล 5 กรอบนี้ ปฏิบัติให้กิเลสมันลดได้ก็เป็นศีล 8 10 26 ส่วนวินัย 227 ไม่ใช่ศีลเป็นวินัย แต่ศีล เมื่อปฏิบัติอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิสำหรับปฏิบัติก็จะได้ผล ส่วนวินัยมีเจตนาลงโทษ เป็นเรื่องหยาบ แต่ศีลเป็นเรื่องละเอียด ปฏิบัติเนมิตกตาได้สำเร็จ มีอธิศีลเพิ่มไปจากฐานต้น ปฏิบัติ มัชฌิมศีลได้ก็เป็นอรหันต์ ถ้าทำเนมิตกตาได้ก็อย่าไปมอบตนในทางผิด ไปรับใช้พวกมิจฉาชีพที่ซ่อนอยู่ในมิจฉาอาชีวะ 5 พวกโกง หลอกลวง กุหนา ลปนา พวกบรรลุเนมิตกตา อย่าไปรับใช้พวกขี้โกงหลอกลวง หรือถ้าคุณสูงแล้วก็อย่าไปรับใช้คนต่ำกว่า เช่น สกิทาคามีก็อย่ามารับใช้โสดาบัน แต่ไปช่วยเขา จริงๆแล้วอรหันต์ใครคือผู้รับใช้สังคม รับใช้อย่างมีเกียรติอย่างผู้ที่ควรบูชาเคารพ รับใช้อย่างไม่มีเกียรติคือรับใช้แต่คนรับจ้าง แบบทาส แต่คนที่รับใช้อย่างไม่ออกค่าตอบแทน รับใช้อย่างไรช่วยให้เขาพ้นทุกข์ โดยที่ตนเองต้องช่วยตนเองให้รอดก่อนจึงจะไปช่วยคนอื่น ผู้ที่ช่วยตนเองไม่รอด แล้วไปช่วยคนอื่นคนนั้นเป็นคนอวดดี จะไปแจกเงินเขา แต่ไม่มีเงินจะไปแจก จะไปแจกข้าวคนอื่นแต่คุณไม่มีข้าวสักเม็ด จะเอาอะไรไปแจกเขา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตั้งตนอยู่บนคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง แต่ทุกวันนี้สอนกันโดยไม่มีคุณธรรม แล้วเอาทิฏฐิของตัวเองใส่เข้าไป ตนเองก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ทั้งที่ไม่ได้บรรลุอะไร ศาสนาเสื่อมเพราะเหตุนี้ อันสูงสุดที่อาตมาว่าสุดยอดเลย พ้นมิจฉาอาชีพสูงสุดคือทำงานฟรี คือทำงานอย่างพ้นลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา แลกเปลี่ยนทางด้านวัตถุเป็นเรื่องหยาบ เป็นเรื่องนามธรรมก็มีหยาบได้ถ้าอยากได้กลับคืนมา แต่จิตที่ให้ไปแล้วไม่มีอะไรต้องการตอบแทนเลย จึงจะพ้นอาชีพที่เป็นมิจฉา อโศกทำได้สำเร็จ ชุมชนชาวอโศกทำได้สำเร็จ สามารถพ้นมิจฉาชีพ 5 เหนือกว่าคอมมิวนิสต์ประชาธิปไตยทั่วโลก เพราะว่าคนในสังคมนี้ ถ้าประเทศไหนทำได้อย่างสาธารณโภคี คนในประเทศนี้ทำงานแล้วเสียภาษี 100% รายได้เข้ากองกลางหมดช่วยกันบริหาร เป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ เป็นการบริหารปกครองโลกนี้ คือของศาสนาพุทธ อโศกเราทำได้ซ้อนในนี้ นักการศาสนาพุทธก็ไม่เคยรู้ว่าอโศกสามารถปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าได้สุดยอด มีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ทำสาธารณโภคีได้ถึงวงฆราวาส ยืนยันได้ เอหิปัสสิโก เชิญมาตรวจสอบยืนยันจับผิดได้ เป็นผลสำเร็จของมนุษยชาติ อยู่อย่างวางใจ กินอยู่อาศัยกับส่วนกลาง พึ่งพากัน ในการเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ถ้าปฏิบัติได้อย่างชาวอโศกในเมืองไทย ไม่ต้องถึง 50% เอาแค่ 25% รับรองว่าประเทศไทยจะดังไปทั่วโลก เอาสัก หนึ่งในสี่ของ 67 ล้านก็ได้ เอาแค่ สิบกว่าล้านรับรองว่าจะดังทั่วโลก ทั่วโลกจะมาดูมาศึกษาเลยว่า คนเหล่านี้อยู่กันอย่างดี มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เพราะปฏิบัติแล้วคนเรามีจิตตาม พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ ครุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ วันๆหนึ่งก็ระลึกว่าใครควรช่วยเหลือ ไม่ใช่ตนเองพ้นทุกข์ ตนเองพ้นเดือดร้อน อย่างเดียว แต่ระลึกว่าจะไปช่วยคนอื่นด้วย ไปช่วยด้วยความรัก ไม่ใช่เกลียดชังหวังร้าย รู้จักการเคารพนับถือการคารวะ คารวะโดยวัย โดยธรรมะ รู้จักสมมุติ เขามีศักดิ์ศรีทางโลก ต้องรู้จักการเคารพโดยวัย เป็นคนอายุมากอายุยาวเกิดก่อนมีคุรุกรณะ มีสังคหะ เป็นตัวกลางคือช่วยผู้อื่น อนุเคราะห์รับใช้ผู้อื่น จะช่วยผู้อื่นตนเองต้องมีความรู้พอมีทำแล้วเหลือพอจึงจะไปช่วยผู้อื่นได้สังคหะได้ จึงเป็นคนที่มีคุณภาพเป็นคนมีประโยชน์ ช่วยผู้อื่นยังไม่ก่อความวิวาท อวิวาทะ เหมือนอย่างที่ชา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน