600629_เทศน์ก่อนฉันวันไหว้ครู ศีรษะอโศก อวตาร 10 ปาง แบบพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600629_เทศน์ก่อนฉันวันไหว้ครู ศีรษะอโศก อวตาร 10 ปาง แบบพุทธ สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน อวตาร 10 ปาง แบบพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน 2510 ขึ้น 6 ค่ำเดือน 8 ปีระกา ที่นี่เราก็ได้มีการทำพิธีไหว้ครูถือกันว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันไหว้ครู ก็เลือกวันพฤหัสใดพฤหัสหนึ่งประมาณนี้แหละไหว้ครูกัน ทำไมต้องไหว้ครู ครูมีความสําคัญอย่างไรถึงต้องไหว้ ในความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์โลกขึ้นมา เมื่อจะสืบทอด ความเป็นอยู่ของชีวิต สืบทอดกรรมกิริยาอะไรต่างๆ แม้แต่สืบทอดความเฉลียวฉลาดการนึกคิด ความสำนึกในการรู้ธรรมะ ซึ่งเป็นคุณธรรมถึงขั้นโลกียะ ถึงขั้นโลกุตระ เป็นหน้าที่สำคัญซึ่งละเอียด ก็ต้องอาศัยการบอกการสืบทอดจากผู้รู้ก่อน พวกเราเป็นชาวพุทธ ถือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเจริญสูงสุด ในความเป็นคนหรือความเป็นสัตว์โลก ที่ได้เกิดมาเป็น ชีวะ ระดับจิตนิยาม ผู้ที่เกิดก่อนและสามารถรอบรู้ และทำตนให้มีกรรมกิริยาต่างๆ ทั้ง กายวาจาใจ เป็นกรรมกิริยาที่ดีที่สุด เจริญที่ที่สุด เท่าที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ ถึงขั้นโลกุตรธรรมสูงสุด เรียกว่า มนุษย์ทุกคนควรทำให้ได้คือพระอรหันต์ สูงกว่าพระอรหันต์เป็นเรื่องพิเศษ สำหรับการที่จะรู้จัก เกี่ยวกับกาละและกรรม ที่จะมีมากมาย ในกัปป์ต่างๆ ทั้งในกาละ วนเวียนเป็นวัฏจักร ในแต่ละเวลา เคลื่อนและหมุนวน ในมหาเอกภพมีความวน เล็กกว่านั้นก็เป็นจักรวาลและมหาจักรวาล กาแลกซี่ วงวนของการโคจร จนถือว่าระดับโลกลูกหนึ่ง มาถึงสัตว์ตัวหนึ่งมนุษย์คนหนึ่ง จะมีกระแสเส้นทาง ของการเดินทางของชีวิต แล้วจะประสบกับเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เราเอง ทั้งที่เราได้เคยประสบพบพาน สัมพันธ์ผูกพันเป็นมา หรือสิ่งที่กำลังประสบมาใหม่ก็ตาม ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้วิธีที่จะสัมพันธ์ ทำอย
อ่านต่อ
่างไร ที่จะประสาน หรือจะร่วมกัน ทำอะไรให้เกิดประโยชน์คุณค่าที่ดีขึ้นมา ผู้ที่สามารถรู้ได้สูงสุดในความเป็นคนสังคมเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ ศาสนาพุทธถือว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้ได้สูงสุด น่าจะต้องเรียนรู้ถึงความไม่เห็นแก่ตัวสูงสุด คือพระอรหันต์ พระอรหันต์คือหมดความเห็นแก่ตัวได้สูงสุดของแต่ละคน ศาสนาพุทธเราจะต้องมาเรียนรู้ เพราะว่า ความชั่วที่สุดในสัตว์โลกคือความเห็นแก่ตัว แล้วเห็นแก่ได้ แล้วก็มีความรุนแรงจัด โลภจัด เมื่อรุนแรงในความโลภจัด อยากได้ ต้องได้มาให้แก่ตน ไม่ได้ก็จะทำร้าย ทำร้ายผู้ที่หวง ทำร้ายผู้ที่ยึดถือ ไม่ให้สิ่งที่เราต้องการ ฆ่ามันแย่งมันทำร้ายมัน ให้มันปล่อยแล้วเราก็จะได้ เป็นพลังงานของจิตที่เราเรียกว่าความเห็นแก่ตัวหรือกิเลส ผู้รู้ก็จะรู้ว่ามันคือความเลงพลังงานนี้คือความเลวในจิตตน ก็มาเรียนรู้ ตั้งแต่ หยาบเลวร้ายต่ำๆ จนกระทั่งปล่อยวางความยึดถือ เลิกจากการปฏิบัติประพฤติที่แย่เหล่านั้น จนไม่เห็นแก่ตัวเลย ศาสนาพุทธขณะที่สอนไม่เห็นแก่ตัว ก็สอนให้เห็นแก่ผู้อื่น รับใช้ผู้อื่นพร้อมกันไปเลย ผู้ที่หมดความเห็นแก่ตัว ก็จะเหลือแต่ความเห็นแก่ผู้อื่นทำงานช่วยเหลือผู้อื่น ต่างจากลัทธิที่ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ไม่รู้จักการงานรับใช้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่ผู้อื่น เป็นลัทธิไม่เกี่ยวกับใคร เอาตัวให้หลุดพ้นจากโลก หนีห่างไปจากสังคม ปิดประตูตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เกี่ยวกับใคร จนกระทั่งไม่สนใจคนอื่น สัตว์อื่นอะไรภายนอก ไม่รับรู้ทั้งนั้น ถือว่าหลุดพ้น ลัทธิอย่างนั้น เป็นลัทธิเห็นแก่ตัว ซึ่งเดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธ ก็ไปเชื่อว่า ลัทธิแบบนั้น ที่หนีไปจากโลกจากสังคมไม่เห็นแก่ใคร เป็นศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเป็นแบบนั้น ไปอยู่ป่าเขาถ้ำ ไกลลิบ ไปอยู่กับป่าเขาต้นไม้สิงสาราสัตว์ ถ้าไม่ให้สิงสาราสัตว์ทำร้ายได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยม เป็นคนมีพลังจิตสูง ดีไม่ดีเป็นมิตรสหายกับสัตว์ร้ายต่างๆได้ด้วยถือว่าเก่งถือว่ายอดเยี่ยม นั่นเป็นลัทธิที่ อีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่ของพุทธ ศาสนาพุทธเข้าใจความเป็นสัตว์สังคม อยู่กับกลุ่มสังคม เข้าใจความเลวร้าย เข้าใจความดีงาม แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็เรียนรู้ สัตว์ชนิดใดไม่ต้องสัมพันธ์กัน หลายชนิดอยู่ใต้น้ำหรือสัตว์มีพิษ เราไม่ต้องเกี่ยวข้องเลยทั้งชีวิตก็ได้ ไม่ต้องระมัดระวังอะไร หรือสัตว์ในป่า ที่ไม่ออกมาวุ่นวายกับภายนอก อยู่ตามวิสัยของมัน หากินอยู่ไป ไม่เกี่ยวข้องกับเรา เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่คนที่อยู่ร่วมกันก็ต้องสัมพันธ์กัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสงบ มีความเป็นประโยชน์ เกื้อกูลช่วยเหลือเฝือฝายไม่ทำร้ายกัน มีประโยชน์ต่อกัน พระพุทธเจ้าถึงได้พาฝึกฝนเรื่องนี้ เป็นศีล เป็นเครื่องปฏิบัติข้อที่ 1 ตั้งแต่พยายามที่จะรู้ ที่จะไม่ทำลายไม่ฆ่าสัตว์ จะต้องมีจิตใจเอ็นดู หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นคำตอบที่ละเอียดชัดเจน ให้รู้ชีวะ ชีวิตของสัตว์ทั้งปวง อย่าไปทำร้ายกัน เรียนรู้ความเป็นสัตว์เป็นพืช ธาตุอุตุ ดินน้ำไฟลม ในเชิง biology ชีววิทยา พระพุทธเจ้าตอนเรียนรู้ มีนิยามชีวิต 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาสัมผัส นิยาม 5 นี้ก็เข้าใจเลยว่า เป็นหัวใจเลย ทุกอย่างอยู่ในนี้ครบ ซึ่งความรู้ทางโลกเรียนรู้ได้แค่ อุตุ พีชะ จิตนิยามเขาเรียนรู้ได้ไม่ลึกซึ้ง ส่วนกรรมนิยาม ที่สามารถแยกแยะ โลกียธรรม โลกุตรธรรมนั้น มีแต่ศาสนาพุทธที่เรียนรู้ได้ รู้จักกรรมนิยามดี เห็นความสำคัญของความเป็นกรรม เป็นพฤติกรรมที่สั่งสมพลังงาน กรรมเป็นอันทำ กรรมเป็นพลังงานที่เป็นอันทำ ถ้ามันเกิดพลังงานความเคลื่อนไหวขึ้นมาในจิต นึกอย่างนี้ มีความรู้อย่างนี้ เปลี่ยนไปอย่างนี้เป็นอย่างนี้ เป็นอาการของจิต เกิดมาเมื่อใด สั่งสมเป็นคลังของพลังงาน เรียกว่าเป็นสัญญา สั่งสมไปหมด เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ มันเก็บเข้าไปในฮาร์ดดิสหมด จิตวิญญาณเก็บได้เก่งกว่านั้นอีก เก็บได้ละเอียดเบาบางเล็กน้อยกว่านั้นอีก ยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ แล้วไม่หายไปไหนตลอดจนกว่าจะปรินิพพาน ต่อให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วมันก็ยังอยู่ในสัญญา แต่มันจะออกฤทธิ์ได้หรือไม่ ความรู้ของศาสนาพุทธ สามารถทำให้ ฤทธิ์อกุศล ไม่ออกมาทำงานในปัจจุบันได้ ก็เป็นความสบาย ความไม่ทุกข์ เพราะว่าพลังงานชั่วนั้น ขึ้นมาเล่นงานเราให้ทุกข์ไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหมดไป เพราะว่าปัจจุบันนี้ทุกข์เก่าไล่ไม่ทัน และทุกข์ใหม่เราไม่ทำ อรหันต์มีกุศลกั้นไว้ ในสามกาละ พุทธจึงพ้นทั้งอดีต ปัจจุบัน ดังนั้นอนาคตก็แน่นอน เมื่อทำอดีตกับปัจจุบันได้แข็งแรงมั่นคงแน่นอน ศาสนาพุทธ เรียนรู้เรื่องกรรม ปฏิบัติกรรม จบที่กรรมปัจจุบัน ไม่ทำกรรมปัจจุบันที่จะทุกข์กันอีก เราสามารถรู้ว่าทำอย่างนี้ไม่เกิด ในอดีตวิ่งไล่มาไม่ทัน เราทำในทุกปัจจุบันให้ไม่ทุกข์ ทำทุกกรรมกิริยาเป็นกุศล กุศลก็จะยันให้กรรมที่เป็นอกุศลเป็นบาป วิ่งไล่หาปัจจุบันไม่ทัน ความรู้อย่างนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก อรรถกถาก็ไม่ได้บรรยายไว้ ไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินเหมือนกันว่าบาปเหมือนหมาไล่เนื้อวิ่งไล่ แต่ความรู้ที่บอกว่ากุศลเป็นเครื่องกั้นนี้ไม่มีใครพูดมา ศาสนาพุทธทำให้คนมีความไหวรู้ ว่าคนเราต้องมีความเจริญ และความเจริญนี้สั่งสมต่อไป จนผู้รู้ตัดรอบประเมินผล เป็นรอบๆนี้ ชื่อว่าอย่างนี้ รอบนี้ชื่อว่าอย่างนี้ รอบนี้เจริญขั้นนี้ชื่อว่าอย่างนี้ การพัฒนาการ จากความเจริญของจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง การพัฒนาจิตวิญญาณให้เกิดพลังงานที่ดีขึ้นมา เป็นรอบๆๆ ท่านเรียกว่า อวตาร มีอาจารย์ผู้รู้เรียบเรียงไว้เยอะ หลายแบบ เท่าที่อาตมา ได้มาจากที่บันทึกไว้ ตามความรู้ในโลก มีสามแบบ แบบที่ 1 มีพุทธาวตาร . อวตารทั้งสิบปางของพระวิษณุประกอบด้วย มัตสยาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น ปลา ชื่อ "ศผริ" เพื่อช่วยเหลือ พระมนู ให้รอดจากโลกาวินาศในช่วงพรหมราตรีจนกระทั่งไว้ตั้งวงศ์มนุษย์ขึ้นมาใหม่ และสังหารอสูรหัยครีวะซึ่งลักเอาพระเวทไปจากพระพรหม HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" กูรมาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น เต่า เพื่อรองรับ เขาสมุทรมันทร ในพิธีกวน เกษียรสมุทร HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" วราหาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น หมูป่า เพื่อประหารยักษ์ หิรัณยากษะ ซึ่งได้ลักเอาแผ่นดินโลกไปจากพื้นสมุทร HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" นรสิงหาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น นรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์) เพื่อประหารพญายักษ์ หิรัณยกศิปุ ผู้ซึ่งกระทำทารุณกรรมต่อประหลาทกุมารซึ่งภักดีต่อพระวิษณุ วามนาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พราหมณ์ หลังค่อมชื่อวามนพราหมณ์ เพื่อปราบพยศของพญายักษ์ มหาพลี HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" ปรศุรามาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็นพราหมณ์ชื่อ ปรศุราม ("รามผู้ถือขวาน") เพื่อปราบกษัตริย์ผู้มีพันกรชื่อ กรรตวิรยะอรชุน ซึ่งกระทำการเบียดเบียนข่มเหงแก่คนวรรณะพราหมณ์อย่างหนัก และกวาดล้างเชื้อวงศ์วรรณะกษัตริย์ที่เป็นบุรุษจนหมดสิ้นทั้งโลก รามาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระราม กษัตริย์แห่งกรุง อโยธยา วีรบุรุษในมหากาพย์เรื่อง HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%B0" รามายณะ กฤษณาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระกฤษณะ กษัตริย์แห่งกรุง ทวารกา ผู้เป็นตัวละครหลักในคัมภีร์ ภควตปุราณะ มหากาพย์ มหาภารตะ และอนุศาสน์ ภควัทคีตา อย่างไรก็ตาม ในทศวาตารฉบับดั้งเดิมนั้นกล่าวว่า พระพลราม ซึ่งเป็นพี่ชายของพระกฤษณะเป็นอวตารปางที่แปดของพระวิษณุ ส่วนพระกฤษณะนั้นคือต้นธารแห่งอวตารทุกปางที่ปรากฏในโลก HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3#cite_note-9" [9] พุทธาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระโคตมพุทธเจ้า [10] ศาสดาใน ศาสนาพุทธ ความเชื่อนี้มาจากคัมภีร์ ภาควตปุราณะ ซึ่งเรียบเรียงขึ้นหลัง คริสต์ศตวรรษที่ 9 HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3#cite_note-11" [11] กัลกยาวตาร - ในอนาคตกาลเมื่อถึงปลายกลียุค พระวิษณุจะอวตารมาเป็นบุรุษขี่ม้าขาวชื่อกัลกิ ("นิรันดร", "กาลเวลา", หรือ "ผู้บำราบความเขลา") เพื่อปราบยุคเข็ญ มีเรื่องราวปรากฏอยู่ใน กัลกิปุราณะ
แบบที่ 2 ไม่มีพุทธาวตาร พระนารายณ์ ๑๐ ปางสำคัญดังนี้
ปางที่ ๑ วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูเผือกมีเขี้ยวเพชร) ปางที่ ๒ กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่าทอง) ปางที่ ๓ มัตสยาอวตาร (อวตารเป็นปลากรายทอง) ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นครึ่งสิงห์) ปางที่ ๕ วามนาวตาร หรือ ทวิชาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย) ปางที่ ๖ มหิงสาวตาร (อวตารเป็นมหิงสา หรือควาย) ปางที่ ๗ อัปสราวตาร (อวตารเป็นนางฟ้า) ปางที่ ๘ รามาวตาร (อวตารเป็นมนุษย์ชื่อพระราม) ปางที่ ๙ กฤษณาวตาร (อวตารเป็นพระกฤษณะ) ปางที่ ๑๐ กัลกยาวตาร (อวตารเป็นมนุษย์เรียกว่า วีรบุรุษขี่ม้าขาว
แบบที่ 3 อวตารทั้งสิบปางตามฉบับโรงพิมพ์หลวงได้แก่ ปางที่ 1 วราหาวตาร อวตารเป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรันตยักษ์ ปางที่ 2 กัจฉปาวตาร อวตารเป็นเต่าเพื่อปราบอสูรปลา ปางที่ 3 มัจฉาวตาร อวตารเป็นปลาเพื่อปราบอสูรหอยสังข์ ปางที่ 4 มหิงสาวตาร อวตารเป็นกระบือเผือกเพื่อสังหารอสูรควาย ปางที่ 5 สมณาวตาร อวตารเป็นสมณะเพื่อขอศิวลึงค์จากอสูรตริบุรัม ปางที่ 6 สิงหาวตาร อวตารเป็นนรสิงห์ เพื่อปราบหิรันตปกาสูร ปางที่ 7 ขุชชาวตาร อวตารเป็นพราหมณ์เพื่อลวงขอที่ดินจากอสูรตาวัน ปางที่ 8 กฤษณาวตาร อวตารเป็นพระกฤษณะ ปางที่ 9 อัปสราวตาร อวตารเป็นนางอัปสรเพื่อลวงนนทุก ปางที่ 10 รามาวตาร อวตารเป็นพระรามเพื่อปราบทศกัณฐ์
ก็แล้วแต่ความรู้ที่ใครจะยึดถือ แต่ละศาสดาแต่ละศาสนาจึงมีสิ่งที่เหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้างต่างกันไป แต่เมื่อเกิดในศาสนาพุทธ เราก็ถืออย่างพุทธ ในพุทธ จะมีความรู้เรื่องอวตารต่างๆไหม ก็มี เป็นความเจริญพัฒนาของพลังงาน ตั้งแต่ อุตุ แล้วมาเป็นพืช จึงมาเป็นสัตว์ อวตารต่างๆ มาจากความเป็นสัตว์ทั้งนั้น ไม่ได้เอาตั้งแต่พืช แต่พุทธนั้นรู้ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม พัฒนามาเป็นพืช มีชีวะ แล้วมีสัญญา เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นประธาน ที่ต้องเก็บเอาดินน้ำไฟลมมาสังเคราะห์สังขาร แล้วเกิดเป็นตัวเขาพืชชนิดนี้ๆก็ต่างกัน แยกตระกูล ตระกูลมะละกอ ตระกูลถั่ว กล้วย ก็ว่ากันไป ก็ยังมีรอบใหญ่ที่จะมีพลังงานข้ามเขตไปเป็นจิตนิยาม ที่จัดจ้านกว่าพืช และจิตนิยามพัฒนามาเป็นมนุษย์จะไปรู้ไปศึกษาส่ิงเหล่านี้ มนุษย์สามารถรู้ถึงขั้นพัฒนาพลังงานของอุตุ มาเป็นพีชะ มาเป็นจิต มีกรรมสั่งสมเป็นสองธาตุ ตัวหนึ่งคงที่ static อีกธาตุหนึ่งเป็นตัววิ่ง เป็นบวก เป็นลบ ตามหลักวิทยาศาสตร์ตรงกัน ศาสนาพุทธรู้พลังงานเหล่านี้ได้เหมือนนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์รู้ได้ ศาสนาพุทธรู้ด้วย จนถึงจิตนิยาม ซึ่งรู้ได้มากกว่าจิตวิทยาทางโลก รู้ถึงขั้นอาการของจิตต่างๆ แยกอาการจิต ละเอียดยิบ และสามารถจัดการ เรียกว่าอภิสังขาร จัดการเอาสิ่งที่ดีที่ต้องการเอามาใช้งาน จิตที่ไม่ดีก็เข้าใจ อย่างมีพลังงานเด็ดขาด มีพลังงานธาตุรู้ พลังานกั้นสิ่งเลวได้อย่างแข็งแรง พลังงานชั่วเลวเข้ามาไม่ได้เลย นี่คือความรู้ของศาสนาพทธ แน่นอน ชาวพุทธเราถือว่าเป็นความรู้ที่เยี่ยมยอดสูงสุด ศาสนาอื่นก็ไม่รู้อย่างนี้ เขาไม่ได้มานับถือไม่ได้มาศึกษา เขาก็ไม่รู้ หรือถ้าจะรู้ก็ไม่ศรัทธาไม่เห็นความสำคัญ เพราะทิศทางของศาสนาพุทธ กับทิศทางของศาสนาเทวนิยมนั้นต่างกัน ประเด็นหลักที่ต่างกันมากที่สุดก็คือ ศาสนาพุทธสามารถทำให้พลังงานที่เป็นพลังงานไม่ดีออกจากตัวเอง ดับหรือทำลายกำจัดหมดไปได้ จนเหลือแต่พลังงานที่ดีที่สุด และสูงที่สุด สามารถรู้เรื่องพลังงาน สลายพลังงานนี้ออกไปได้ เหมือนสลายพลังงาน ไฮโดรเจน ออกซิเจน แยกแยะ H และ O จากธาตุน้ำ H 2 O กลายเป็นอุตุหมดเลย หากมันจับตัวกันใหม่ก็ไม่ใช่ตัวเก่าแล้ว ทำได้สำเร็จ นี่เป็นความรู้สูงสุดของศาสนาพุทธ แต่ละอัตภาพ สามารถทำให้จิตวิญญาณเลวอกุศลดับหมดเลยไม่เกิดอีกเลย ไม่เป็นพิษภัยอะไรอีกเลยต่อโลก ทำแต่ดี ประเด็นที่ 2 สามารถแยกแยะอัตภาพตัวเอง เลิกเลย ไม่มาเกิดอีกเลยในเอกภพนี้ได้ ศาสนาเทวนิยมไม่สามารถรู้ได้สูงสุดอย่างนี้ สูงสุดของเทวนิยม สามารถทำให้พฤติกรรมตัวเองดีที่สุดตามแต่ที่กำหนด แล้วแต่ศาสดาแต่ละองค์กำหนดไว้ ดีอย่างนี้ อย่าทำชั่ว จะตกนรก และทำดีได้ไปสวรรค์ สวรรค์คือ อยู่กับพระเจ้าอยู่กับพลังงานนิรันดร ไม่สูญ อยู่กับอาตมัน ปรมาตมัน ศาสนาเทวนิยมซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนิรันดร สัตว์โลกโดยเฉพาะเกิดมาเป็นคน จึงมากับความนิรันดร เพราะฉะนั้น สัตว์โลกที่จะมามีความรู้แบบนี้จึงมีจำนวนน้อย จากจำนวนมากของสัตว์โลกที่เป็นมนุษย์ในโลก หรือที่เขาถือลัทธิเทวนิยม มีพลังงานนิรันดรที่ดีที่สุดเป็นโลกิยะ มีดีมีชั่ว ศาสนาพุทธดีชั่วเป็นสมมุติสัจจะ รู้ดีชั่ว เลิกชั่วได้ตลอด สามารถรู้พลังงานที่ทำให้เกิดความชั่ว มีพลังโลกุตระ ควบคุมจัดการ ไม่ให้จิตนิยามเราไปทำอาการกายวาจาไม่ดี โดยควบคุมที่จิตที่จะเป็นตัวต้นทางทำกายวาจาไม่ดี ได้สูงสุด เป็นพระอรหันต์สามารถเลิกอัตภาพไปได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกอัตภาพ ทำได้สูงสุด ในอวตารปางที่10 ที่ลงท้ายด้วยกัลกยาวตาร มีบางหมวดไปสูงสุดที่รามาวตาร คำว่า กัลกยาวตาร หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าสูงสุด มันไม่มีแล้ว ถ้าเป็นพุทธนี้ ในฮินดูปาง9 เป็นผู้ที่ถึงขั้นนี้ เป็นพุทธ สามารถจัดสรร พลังงานตัวเอง ให้มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ อยู่ที่ กัลกยาวตาร สูงกว่า 9 จึงปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือไม่ก็ได้ แต่ศาสนาเทวนิยมไม่รู้ พระพุทธเจ้าไม่ให้มาวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้หรอก แต่มันเป็นการพัฒนาการความเจริญ เช่น เอาอวตารแบบฮินดู ซึ่งพุทธกับพราหมณ์เป็นอันเดียวกัน สลับไปสลับมา รู้ตัวก็เป็นพุทธ อเทวนิยมพอนานก็กลายเป็นเทวนิยม พลังงานเริ่มต้นจิตนิยามคือ ปลา เป็นอวตารระดับหนึ่ง ก็จะวนเวียนเป็นปลานานนับชาติ พวกเราก็เกิดมาเป็นปลาไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะพัฒนามาเป็นเต่า กูรมาวตาร เต่าอยู่ได้ทั้งน้ำและบก ปลาอยู่ได้แต่ในน้ำ วราหาวตาร ตอนนี้เป็นหมูป่าขึ้นบกได้จริง มีเขี้ยว เต่ายังไม่มีเขี้ยวมีฟันไปทำร้ายทำลายอื่นนะ ปางที่4 นรสิงหาวตาร เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์ เจ้าแห่งสัตว์ป่า ก็เจริญจากสัตว์ จากหมูป่า มาเป็นสิงห์ แล้วพัฒนาเพิ่มเป็นคน นรสิงหาวตาร เป็นคนครึ่งสิงห์ แล้วมาเป็น วามนาวตาร เป็นพราหมณ์หลังค่อม เป็นผู้ที่มีความรู้แต่ยังไม่เจริญ ปรศุรามาวตาร เป็นผู้รวบรวมคนได้ เป็นพราหมณ์ที่รวบรวมคนได้ รามาวตาร เป็นผู้คุ้มครองปกครองคนให้ปลอดภัย กฤษณาวตาร เป็นเจ้าของความรู้ความสามารถ ในการที่จะทำความเป็นสังคมมนุษย์ เป็นเจ้าแห่งกษัตริย์ เป็นเจ้าแห่งผู้รู้ เป็นเจ้าแห่งผู้ที่มีเมตตา ปางที่ 9 เป็นพุทธาวตาร เป็นอวตารในระดับสูงสุดแล้วในความมี มาเป็นสัตว์โลกขั้นพุทธาวตาร รู้จัก อุตุ พีชะ จิต แล้วก็กรรม และการทรงไว้หรือไม่ทรงไว้เป็นธรรมะ จะไม่ทรงไว้ให้หายสูญเลยก็ได้ จะไม่ให้ทรงไว้ก็ได้ มีความรู้ระดับอุตุ พีช จิต ปางที่ 10 กัลกยาวตาร สูงกว่าพุทธ คือถ้าสูงกว่าอรหันต์แล้วก็ไม่ต่อ ไม่มีโพธิสัตว์อย่างในเถรวาทก็ตัดทางเป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาห้วน อุจเฉทิฏฐิ คือเป็นพระอรหันต์แล้วต้องตาย ต้องสูญ เถรวาทถืออย่างนั้น ใครเป็นพระอรหันต์แล้วตายลงไปในชาตินั้นก็ต้องปรินิพพาน จึงตัดทางเป็นพระพุทธเจ้า ศาสนาทางเถรวาทเป็นศาสนาที่มีวิบาก อุจเฉทิฏฐิ ตัดความเป็นพระพุทธเจ้าให้แก่ตัวเอง เถรวาทจึงไม่มีพระพุทธเจ้า เพราะมิจฉาทิฏฐิ ตัดทางบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้า โดยเข้าใจผิดว่า เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้วหากตายในชาตินั้นจะต่ออะไรอีกไม่ได้เลย ถึงไม่มีคนเป็นบริษัทจะสืบทอดเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย นี่คือ มิจฉาทิฏฐิของเถรวาท ที่เป็นอนันตริยกรรมอย่างหนึ่งเพราะตัดทางเดินสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วร้ายแรงนะ แล้วไปเข้าใจว่า ผู้ที่ตั้งจิตปรารถนาเป็นโพธิสัตว์นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นได้ แต่บรรลุอาริยะไม่ได้ บรรลุเป็นพระโสดาบันไม่ได้ อย่าว่าแต่เป็นสกิทาคามี อานาคามีเลย อรหันต์เป็นไม่ได้ ต้องเป็นโพธิสัตว์ที่เป็นปุถุชน ถ้าขืนเป็นโสดาบัน อย่างต่ำเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ก็ต้องเกิดอีก 7 ชาติก็ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วปรินิพพาน แล้ว 7 ชาตินี้จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่น่าจะได้ เพราะว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญนานนับชาติล้านๆชาติ เพราะฉะนั้นจะเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นไม่ได้ แม้แต่พระโสดาบัน เถรวาทก็ยิ่งเข้าใจผิดเข้าป่าลึกเลย โพธิสัตว์จะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะเป็นไม่ได้แม้แต่พระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ วันคืนบำเพ็ญไป ไม่รู้แม้แต่พระโสดาบัน แต่วันดีคืนดีก็เป็นพระพุทธเจ้าเลย ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย นี่คือความโง่เง่าของเถรวาท ต้นตอความเข้าใจผิดนี้ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่มต้น ตามหาคนที่พาเข้าใจผิดไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้ก็เลยเข้าใจผิดตามตามกันไป
ศาสนาพุทธในเถรวาทจึงเป็นศาสนาพุทธที่เสื่อมมากเลย เข้าใจอรหันต์ไม่ได้ เข้าใจโพธิสัตว์ไม่ได้ ไม่รู้ภูมิ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ไม่ได้ โดยปฏิบัติ ศีลสมาธิปัญญา จะมีอัญญา ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะไปตามลำดับ โดยไปเข้าใจผิดไปนั่งสมาธิหลับตา หยุดรับรู้สึกนึกคิดอะไรหมดเลยแล้วจะรู้ขึ้นมาเอง เลยไม่เข้าใจว่าสภาพที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว มีแต่ใจ สภาพที่มีแต่ใจคือไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้อะไรที่เป็นปัญญาเลย จะมีสิทธิ์รู้ได้แต่แค่สัญญา เข้าใจแยกแยะสัญญากับปัญญาไม่ออก ศาสนาพุทธที่เป็นเถรวาททุกวันนี้ อยากแยกปัญญากับสัญญาไม่ออก ปัญญานั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่าจะเกิดได้ ต้องมีองค์กระบวนการ process ของมัน 6 อย่าง จะเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีสัมมาทิฏฐิ ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีผัสสะ อยู่ในกรรมการงานอาชีพ มรรคมีองค์ 8 ก็อ่านจิตปัจจุบัน ว่ามีกิเลสไหม เป็นของจริง ของจริงต้องเกิดในปัจจุบันและลืมตาสัมผัสครบทุกทวารทั้ง 6 จึงจะเป็นของจริง ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเพียงสัญญา มีแต่ความจำไม่มีความจริง เถรวาท ไปนั่งศึกษาไปหลับตา ปิดตาหูจมูกลิ้นกายแล้วบอกว่า จิตสงบ แล้วปัญญาจะเกิดเอง นี่ก็ผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้า ในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 ท่านตรัสไว้ชัดว่า ปัญญาขึ้นได้ต้องมี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เป็นข้อกำหนดไว้ว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้ แล้วจะสังเคราะห์ให้เกิดความรู้เกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ผู้อ่าน พระไตรปิฎกไม่เข้าใจชัดเจน ไม่มีปฏิภาณรู้ได้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 ท่านเรียกว่าปัญญา แต่เขาหลงทางไปไกล ไปหลับตาปฏิบัติ เข้าใจว่าการนั่งสะกดจิตหลับตาให้จิตนิ่งจะเป็นสมาธิ เข้าใจว่าศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดหลังจากจิตเป็นสมาธิคือ สงบแบบไม่ได้คิดอะไรเลย สงบคือสะเงียบ สงัด ไม่กระดุกกระดิกไม่รู้อะไรเลย พาซื่อเป็นรูปธรรมตื้นๆ ว่านี่คือสงบ ความจริงของพระพุทธเจ้านั้น สงบของพระพุทธเจ้าคือนามธรรมเป็นสำคัญ ให้เรียนรู้องค์ประกอบ ข้างนอกข้างในสัมผัสกันแล้วเกิดองค์ประชุม แล้วให้เรียนรู้จิตมโนวิญญาณ ทำให้ตัวกวน ตัวที่ทำให้ไม่สงบ วุ่นวาย ทำให้เกิดอกุศลมันตาย ตัวที่ทำให้ไม่สงบมันตาย ก็ไม่มีพลังงานที่จะทำให้เกิดความไม่สงบ ความสงบนั้นจะเป็นญานจะยิ่งเก่งต้องยิ่งจะใสสะอาด ยิ่งรู้ยิ่งคล่องแคล่ว เป็นปาคุญญตา หรือเป็นกัมมัญญตา ยิ่งเวทนาคล่องแคล่ว สัญญา สังขารคล่องแคล่ว ไม่ใช่ เวทนาสัญญาสังขารหยุดนิ่ง ซ้อนกัน ความสงบของศาสนาพุทธนั้นจิตวิญญาณยิ่งสงบ จะยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งแววไวเป็นมุทุภูตธาตุทั้งเชิงปัญญาและเจโต เป็นความลึกซึ้งไม่ใช่ระดับหยาบตื้น แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจความรู้อย่างนี้ไม่ได้แล้ว มันหายไปจากความรู้แล้ว คิดไม่ได้หรอก ถ้าไม่รู้ก็ต้องได้ยินได้ฟังจากผู้รู้ แล้วฝังมาในจิตเป็นแกน อย่างอาตมา ได้ฟังจากผู้รู้ในชาติก่อนมา ก็ในชาตินี้ก็เอามาพูดได้ อาตมาก็เลยพูดขัดแย้งจากเขา อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีหลักฐานว่าจบจากที่ไหน แต่อาตมายืนยันว่ามีความเก่าเป็นพระโพธิสัตว์ มากอบกู้ความถูกต้อง ที่มันผิด จะมาแก้กลับ เขาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็น สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีสยังอภิญญา เขาก็ว่าไม่มีแล้ว สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เขาไม่เชื่อแล้วว่ามี อาตมาพูดเขาก็ไม่เชื่อ แล้วก็ดันไปเชื่อผู้ที่ไม่เป็นอรหันต์ว่าเป็นพระอรหันต์อีก ก็เลยซวย ไม่เชื่อว่ามีอรหันต์ก็กว้างๆ แสวงหาไป แต่ว่าไปเชื่อพระอรหันต์เก๊อีกไปยึดว่าเป็นพระอรหันต์อีก จึงอาการหนัก ศาสนาพุทธเป็นโรคนี้ อาตมาก็ต้องหายามาแก้ พวกคุณช่วยกันปรุงยาขนานไหนให้เขาหาย เหนื่อยจริงๆ อาตมาพยายามแก้ไขให้เขาหายจากโรคความโง่ความไม่เข้าใจ ก็ยากมาก แต่ยากอย่างไร อาตมามีหน้าที่นี้ อาตมาเลิกทางโลกมาแล้ว จากเคยทำงานแย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ สุขกับโลกๆ เสียเวลาไป 36 ปี มารู้ตัวว่าบ้าไป ก็เลยเลิกมาจนบัดนี้ จนอายุ ย่าง 84 แล้ว ไม่เอาแล้วทางโลก มาทำงานทางนี้ป่านนี้ ก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องช่วยกอบกู้ศาสนาพุทธ อาตมาพูดและขยายความไปเรื่อยๆ ยังไม่ตายก็ทำไปเรื่อยๆ ด้วยความจริงใจเมตตาสงสาร มันห้ามไม่อยู่หรอก อาตมายังไม่ตายก็ต้องทำต่อ สิ่งนี้ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเขาน่าสงสาร อาตมาพูดสาธยายไป ว่าน่าศึกษาน่าเอาตาม ผู้ใดมาเอาตามปฏิบัติตามก็จบ ผู้ใดปฏิบัติตามแล้วก็จะได้ธรรมะ ได้ตามธรรมสมควรแก่ธรรมไปตามลำดับ จบ