600611_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง เจาะลึกรากฐาน ศีลสมาธิปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
600611_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง เจาะลึกรากฐาน ศีลสมาธิปัญญา
สมณะเพาะพุทธว่า….วันนี้รายการวิถีอาริยธรรม งานอโศกรำลึกเพิ่งผ่านมา 5-10 มิถุนายน 2560 วันนี้วันอาทิตย์ที่ สิบหนึ่ง เราพยายามใช้คำว่า สิบหนึ่งแทนคำว่า สิบเอ็ด เพราะว่าตัดปัญหาว่าเสียงใกล้กับคำว่า สิบเจ็ด มีประเด็นต่อเนื่องจากอโศกรำลึก มีคำถาม 15 นาที ผมอ่านเป็นประเด็นนำ 1.อโศกรำลึก ปีนี้ พ่อท่าน ได้เล่าถึงว่าในวัยย่างเข้า 84 ปี พ่อท่านว่าเหนื่อยและขอร้องให้พวกเราช่วยงานศาสนาเพิ่มขึ้น มีคนบอกว่า มันเป็นวิบากกรรมของพ่อท่านที่ได้กล่าวโจมตีมหาเถรสมาคมอยู่บ่อยๆ 2.ในสมัยพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ประกาศปลงอายุสังขาร ก่อนปรินิพพานถึง 3 เดือน จะให้สาวกได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน กรณีของพ่อท่าน ก็เพื่อให้คนไม่เสียใจมากมาย เหมือนกรณี การสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 อันนี้เป็นอีก 1 ความเมตตาอย่างยิ่งของพ่อท่านที่ให้แก่ลูกๆใช่ไหม? อาตมาได้มีโอกาส อ่านหนังสือเรื่องพระราชอารมณ์ขัน เขียนโดยคุณวิลาศมณีวัต เรื่องมีอยู่ว่ากษัตริย์โบดวงได้เสด็จฯ มาเยือนประเทศไทยเป็นทางการพร้อมด้วยพระบรมราชินี ระหว่างที่ประทับอยู่ในพระนครในฐานะเป็นราชอาคันตุกะนั้น ได้ทรงชักนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นหลายครั้งให้เปลี่ยนศาสนาไปนับถือศาสนาคริสต์อย่างพระองค์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสถามถึงเหตุผลที่ทรงชักชวน กษัตริย์พระองค์นั้น กราบทูลว่า พระองค์ทรงมีความรักใคร่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรามาก ไม่อยากจะพลัดพรากเหินห่างจากกันเลย แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงนับถือศาสนาคริสต์ด้วยกันเท่านั้น เพราะศาสนาคริสต์สอนว่าคริสต์ศาสนิกชน เมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร
อ่านต่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ปฏิเสธคำทูลโดยตรง แต่ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า พระพุทธศาสนาก็เชิดชูสัจจะ คือ ความจริง สอนให้ผู้นับถือเข้าถึงความจริง และสัจจะคือความจริงนั้น ย่อมมีสภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ปฎิบัติถูกทางแล้วย่อมจะเข้าถึงได้ ดังนั้น ถ้าคำสอนแห่งศาสนาคริสต์เป็นสัจธรรม และพระผู้เป็นเจ้ามีจริง แม้พระองค์นับถือพระพุทธศาสนาก็คงจะเข้าถึงเป็นแน่ แม้ว่าจะมีผู้อื่นคั่นอยู่ระหว่างพระองค์กับพระผู้เป็นเจ้าก็คงจะมีคนเดียว คือองค์กษัตริย์ ผู้ทรงชักชวนพระองค์เท่านั้น พระราชดำรัสนี้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระราชอาคันตุกะมาก จนถึงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงศึกษาคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหนังสือพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษ ส่งไปถวายในโอกาสต่อมา _มีอยู่คราวหนึ่งหลังจากได้ปีนเขาลูกใหญ่ มีคนถามในหลวงว่า เขาที่ปีนเมื่อวานซืนสูงใหญ่หรือไม่กับเขาวันนี้ ในหลวงตรัสว่า เขาเมื่อวานซืนสูงกว่าเพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกจึงถึงยอด แต่ลูกปัจจุบันเคี้ยวมะขามป้อมแค่สามลูกก็ถึงยอดเขา _ดูเหมือนมีคนบอกว่า พระพักตร์ของท่านไม่ได้ค่อยยิ้ม แต่ที่จริง พระองค์ทรงมีพระราชอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา เหมือนพ่อท่าน เมื่อวันก่อนพ่อท่านได้เดินชมตลาดบุญนิยม มีผู้หญิงหยิบกระดาษให้พ่อท่านดูว่ามีผลไม้หลายชนิด พ่อท่านก็บอกว่ามีผลไม้ที่ไหน นี่มันโบรชัวร์ต่างหาก ...ผู้หญิงคนนั้นก็ขำๆ
พ่อครูว่า...จะอ้างว่า เป็นสุขภาพของผมก็ได้ จะบอกว่าเป็นนิสัยของคุณก็ได้ …(สมณะเพาะพุทธหัวเราะ…) เป็นสภาวะจริงอีกอย่างที่กล่าวไป อาตมาจะบ่นว่าเหนื่อยก็เหนื่อยจริงๆ ก็บอกแล้วนะว่าเป็นการเหนื่อยทั้งใจไม่ได้เหนื่อยทั้งกายอะไร กายเขาก็บำรุงอยู่อย่างกับอะไรดี กายอาตมานี้แข็งแกร่งนะ น้ำหนักไม่ขึ้น แต่เป็นลักษณะที่ อาตมากำลังอธิบาย ค่า Coefficient ที่บ่นว่าเหนื่อยก็เป็นผลให้แต่ละคนรีบขวนขยาย เป็นผลดีต่อผู้ที่ได้สำนึก ว่าอย่าช้า อย่าเหลาะแหละนะ เวลาผ่านไป อาตมาก็ยัง ติดใจอยู่นิดๆในเรื่อง สถานีโทรทัศน์บุญนิยมนี่ ว่าทำไมติดใจกับเพลงก่อนสิ้นแสงตะวันจัง อะไรนิดก็เอาเพลงนี้ขึ้น บอกวาเอาเพลงอื่นอีกสิ มีนัยยะอื่นด้วย เพราะก็เพราะดีด้วย ก็ติดแค่เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน ผู้ที่จะทำนี่อยู่ในฐานะต้องเลื่อนเสมอ สมณะลั่นผา ท่านก็ออกเสียงอยู่ตลอดเวลา ลั่นอยู่ตรงนี้ไม่เลื่อนเสียที บอกให้เลื่อนเสียบ้าง ลั่นอยู่อย่างเดียว มันลงตัวจริงๆ ก็คงเป็นไปตามธรรม
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน วิบากของผู้รื้อขนสัตว์ ประเด็นที่ว่าเป็นวิบากของอาตมาใช่ไหมที่ไปกล่าวโจมตีมหาเถรสมาคมบ่อยๆ ก็จริงเป็นจริง เป็นวิบากอาตมาที่ไปกล่าวโจมตีบ่อย การกล่าวโจมตีบ่อยไม่ได้เป็นความเกลียดชัง แต่เป็นความรักเป็นความเมตตา ที่ตีบ่อยๆ หากไม่ตี พรหมทัณฑ์ ก็ไม่มีน้ำใจเลย มันซ้อนอย่างนี้เสมอ สัจจะจะตีกลับซ้อนไปมา หากเราเข้าใจสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่จะลึกซึ้งยิ่ง คุณจะไม่มีปัญหา แล้วจะใช้เป็นประโยชน์ในการอ่านทิศทาง ว่าตอนนี้ทิศทางเป็นอย่างไรแล้ว สุดท้ายก็มีสองนัยยะสองทาง กลับไปกลับมา ก็เป็นวิบากของอาตมา ว่าจริงแล้วอาตมายินดีรับวิบากเพื่อพวกคุณ เพื่อตัวเขาที่เขาดื้อด้านนั่นแหละ อาตมาเสียสละตัวเองมีวิบากเพื่อให้คุณเขยื้อนเสียที เรื่องของเรื่องมันลึกซึ้งอย่างนี้ อีกอันหนึ่งบอกว่าส่งสัญญาณให้ลูกๆหลายคนที่ชะล่าใจ จะได้ไม่เสียดายเสียใจเสียน้ำตาเหมือนกรณีที่เกิด กรณีชาวไทยได้สูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9 ไป มันก็ซ้อนสิ่งที่จริง ให้เราศึกษาสำนึกอย่าประมาท ต้องเร่งรัดพัฒนา เป็นสิ่งจริง สรุปแล้วก็ต้องศึกษาแล้วก็ต้องปฏิบัติให้เกิดผล เมื่อศึกษาได้แล้วก็เอามาตั้งเกณฑ์ให้แก่ตนเอง
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พื้นฐานของคนคือศีล 5 เกณฑ์พื้นฐานที่สุดคือศีล 5 ขอเจาะรายละเอียด ศีล5 นี้ ศีลข้อ1. เกี่ยวกับชีวะ 2. เกี่ยวกับสมบัติวัตถุข้าวของ 3. เกี่ยวกับสัมผัสแล้วมีจิตติดในกาม สามเส้านี้ ชีวะมาอันแรก ของมาอันที่สอง กามมาอันที่สาม ในศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับอย่าฆ่าสัตว์ ข้อ 2 อย่าไปเอาของใคร ข้อที่ 3 เกี่ยวกับกามคุณ ลึกเริ่มต้นคือ ชีวะ สัตว์ทั้งหลายที่ศีลข้อ 1 ลงท้ายเลยว่า ต้องหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ คำว่าสัตว์ ตั้งแต่เซลล์เดียว 2 เซลล์ขึ้นมา เริ่มต้น แหวกพีชนิยามออกมาเป็นสัตว์ เริ่มต้นเป็นเวทนามีวิญญาณ พีชะยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ ไม่มีความสุขทุกข์ ไม่มีผูกพยาบาทได้ ไม่มีพลังงานจองเวรจองกรรมกับใคร เริ่มต้นเป็นชีวะ สัตว์เซลล์เดียวก็แหวกวงพลังงานนั้นออกมาได้ ก็ให้หวังประโยชน์ต่อเขาเถอะ ผู้จะหวังประโยชน์ได้ก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่นี้มีพลังงานซ้อนในตัวเองแล้ว แข็งแรงกว่า สามารถต่อไปได้อีก แต่ผู้น้อยนี้ไม่ต่อนะ มีพลังงานจะต่อไปน้อยกว่าผู้ใหญ่ ต้องให้โอกาสผู้น้อยมีพลังงานเสริมไปต่อ มีพลังงานที่จะข้ามกรอบ อุตุ พีชะ มาถึงจิต ใช้เวลาเป็นล้านๆ ให้เห็นแก่ชีวะให้ได้ แล้วถ้าไปถึงชีวะจิตนิยามแล้ว จะไปตามวิบากกรรมของเขา วิบากของสัตว์เซลล์เดียวยังมีไม่มาก มันเพิ่งเกิดมา จะรักหรือพยาบาทก็เพิ่งเริ่มต้น ยังใสสะอาดมาก แล้วไปทำลายเขาทำไม ส่วนเขาจะเจริญหรือเสื่อมก็อยู่ที่เขาเอง แต่อย่าไปทำลายจุดเริ่มต้น หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นคุณสมบัติของเมตตาที่หาประมาณไม่ได้ จิตนิยามใหม่ๆนี้เขาสะอาดที่สุดเลย ให้เขาดำเนินต่อไปอย่าไปทำร้ายเขา กว่าเขาจะแหวกจากพีชะมาเป็นจิตนี้ไม่ใช่ธรรมดา ต้องใช้ความอุตสาหะวิริยะอย่างสูง ไม่มีภาษาจะพูดแล้ว จิตนิยามนี้พูดได้กระดุกกระดิกได้แต่ละเอียดยิ่งกว่าอากาศ เป็นนามธรรมที่เร็วยิ่งกว่าแสง ความเร็วของจิตนี้ ถ้าให้ นีล อาร์มสตรอง ที่เคยไปเหยียบโลกพระจันทร์แล้ว นึกถึงโลกพระจันทร์ก็ไปถึงทันทีเลย ความเร็วของจิตวิญญาณเร็วยิ่งกว่าแสง ไม่มีใครสามารถสร้างหลักเกณฑ์วัดความเร็วนี้ได้ แต่เราใช้ปฏิภาณก็รู้ว่ามันเร็วกว่าจริง ที่ผู้รู้พูดว่าจิตมันเร็วกว่าแสง คนที่ยังไม่ค่อยชัดเจน ก็ศึกษาไป เพราะผู้ที่ศึกษาอยู่คือผู้ไม่รู้ ผู้รู้พยายามบอก ก็เทียบเคียงไปก็ค่อยเข้าใจเพิ่มขึ้นได้
สรุปแล้ว ความเร็วของจิต เพิ่มคุณภาพและปริมาณได้ กลับมาหาหลักเดิม คือพลังงานบวกกับพลังงานลบ ก็ซ้อนๆๆ ไปตลอดเป็นธรรมะ 2 ที่ทำงานร่วมกัน ถ้า 1 มันหยุด ยิ่ง 0 แล้วก็หายไปเลย ต้องมีภาวะสอง อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าเป็นปุงลิงค์นี้นิ่งไปเลย ถ้ามีปุงลิงค์กับอิตถีลิงค์ก็จะมีพลังงานเพิ่มได้ แต่ถ้าหนึ่งแล้วไม่ไปหาสองก็ไปหา 0 เลยไม่เหลืออะไร ไม่มีอะไรเหลืออีก เอาภาษาคำว่าไม่มีไปแทรกก็หมดจบ ไม่มีอะไรจะพูดต่ออีกเลยก็เท่านั้นเอง อะไรที่มันยังพูดได้อยู่ อันนั้นสื่อให้รู้กันได้ เมื่อไปถึงอันที่พูดต่อไปกันไม่ได้แล้ว มันจบ ใครไม่จบก็ดิ้นไป ถ้าดิ้นมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหยุดจริงๆมันก็จะหยุด ก็เท่านั้นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา มาขยายให้ละเอียดลึกซึ้ง ชีวะ คือสิ่งที่ มีบทบาทที่จะไปทำร้าย ทำลายอะไรได้ก็คือจิตนิยาม ชีวะ ที่ไม่ไปทำร้ายทำลายอะไรเลย ให้แต่ประโยชน์คือพืช ส่วนอุตุนั้น มันไม่รู้ว่ามันทำร้ายหรือทำประโยชน์ เพราะมันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมที่จะจัดการให้มันเป็น มันไม่มีตัวมัน ไม่มีประธานของมันเอง มันไม่เริ่มต้นเป็น เป็นสามเส้า ISH S คือลบ H คือบวก มันไม่มีสามเส้า แต่ถ้ามีสองเส้า กระแทกกันแล้วก็ 0 ในแนวระนาบ ไม่ก่อเกิดการผสมส่วนให้เป็นสามเส้าขึ้นได้ ไม่มีองศา กระแทกกันแล้วก็สลาย จะขยายก็ขยายระนาบ หากมีตัวอีกหนึ่งเกิดองศาใหม่ เกิดจุดใหม่เป็นจุดที่สาม ถ้าจุดที่ 3 มีพลังงานเพิ่มขึ้นก็จะเกิดฤทธิ์แรงเป็นวัฏฏะ ที่แรงที่สุดเร็วที่สุดก็คือกลมที่สุด มีจุดกลาง 90 มีวงวนอีก 180 แรงที่สุดเร็วที่สุด สรุปตรงเป้าอีก ว่าเมื่อเขาเกิดมาเป็นชีวเป็นจิตนิยาม จงหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง อย่าไปทำลายเขา เขาจะมีวิบากบาปหรือกุศลก็เรื่องของเขา แต่เขาต้องพากเพียร ถึงอย่างไรก็ต้องต่อ เพราะว่าคนไม่รู้จะมีมากกว่าคนที่รู้ ความไม่รู้พาเกิด ผู้ที่รู้จบและจบเอง คือคนรู้ ผู้รู้จบเด็ดขาดแล้วตนก็จบ ไม่มีอื่นอีก ก็จะจบหรือไม่จบเท่านั้นเอง ผู็ไม่รู้อยากจบแล้วหลงว่าตนเองจบ อย่างพวกมิจฉาทิฏฐิบอกว่าชาตินี้ชาติสุดท้ายจะไม่เกิด แต่เขาไม่ได้รู้จริง เขาไม่รู้ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ผู้ที่มาพูดยืนยันว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ในยุคนี้ อาตมาก็ว่าอาตมารู้ชัดเจนยิ่ง คนอื่นว่าเขารู้ก็เอามายืนยันชัดเจน มีอะไรเป็นสิ่งปรากฏให้เราเห็น เอาภูมิปัญญาของเราตัดสินพิจารณาเอง สิ่งใดไม่มีไม่เป็นไม่เกิด จะเอามาพูดได้อย่างไร แม้จะมีจริงๆ พูดอะไรใครไม่ได้เลย ทำให้ใครคนใดรับรู้ต่อจากเราคนที่สองไม่ได้เลย พูดอย่างไรก็ทำให้คนอื่นรู้เป็นคนที่สองไม่ได้ แล้วมันจะเกิดต่อไหม มันก็ไม่เกิดต่อหรอก การเกิดต่อ ก็ต้องอาศัยการพูด คำว่าพูดนี้ เป็นคำลึก อยู่ในพยัญชนะอีก 2 ตัว คือ อธิวจนสัมผัสโสกับ ปฏิฆสัมผัสโส ถ้าอยู่คนเดียว ก็รู้อยู่คนเดียว สูญไปคนเดียว หนึ่งนั้น มันจะมีต่อก็ต้องมีสองและกระทบสัมผัส เมื่อเริ่มกระทบก็เกิดพลังงาน คนที่มีธาตุหยั่งรู้ก็รู้พลังงานนั้น แต่ไม่ได้ตั้งชื่อ ไม่ได้สมมุติบัญญัติเรียกอธิวจนะ ก็ไม่มีใครมาต่อจากคนนี้ได้เพราะเขารู้อยู่คนเดียว สมมุติว่าไอน์สไตน์รู้ E=mc 2 แต่ไม่มีบัญญัติไว้เลย ไม่สื่อได้ สื่อไม่เป็น ก็จมหายไปกับแก ไม่มีใครรู้กับแกด้วย ก็ต้องหาบัญญัติมาสื่อ ฉันเดียวกันกับอาตมาสื่อทางนามธรรม ก็หาพยัญชนะมาสื่อเท่าที่มี ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาอื่นอาตมาก็ไม่ไหว ภาษาคณิตศาสตร์ ภาษาบาลีบ้างนอกนั้นไม่เข้าท่าเลย แม้จะมีเชื้อจีนแต่ใช้ภาษาจีนไม่ได้เลย ตกลงคนเราต้องอาศัยอธิวจนภาษาสื่อกับปฏิฆสัมผัสโส ปฏิคือต้องมี Action reaction ถ้าไม่มี Action เลย ไม่มีกระดุกกระดิกคนอื่นไม่รู้กับคุณ ก็มีแต่จมกับสูญหาย เพราะฉะนั้นจึงต้องเกิดการเคลื่อนไหว แล้วต้องมีสิ่งที่รับการเคลื่อนไหวเป็นการกระทบ ทุกอย่างจึงจะเกิดต่อต่อต่อ ไม่อย่างนั้นก็จะหายก็จะสูญ ผู้ที่เข้าใจว่าถ้ากระทบแล้วจะต่อไปอีกจะไปกระทบทำไม คนที่พูดอย่างนี้พูดถูก แต่ว่ายังพูดไม่ครบ เพราะคุณยังไม่สูญ เพราะคุณยังมีเหลือสิ่งที่คุณมีอยู่ คุณก็ต้องตายอีก แต่ต้องเกิดมาแล้วก็ตายอีก เพราะคุณยังไม่ถึงสูญจริงๆ ยกตัวอย่างอาจารย์บูรพา หรืออาจารย์อื่นๆ ก็จะฟังอาตมาอยู่แล้ว ก็แย้งมาทางเจโต ไม่มีทางวิจัย ยกแต่ว่าหยุดจบ ๆๆ แต่ของพระพุทธเจ้านี้วิจัยจนไม่มีอะไรค้างเลยหมดความมืด หมดความสลัวพรางหม่นหมอง หมดจดสะอาดเลย รู้ตายอย่างลืมตา จักขุมาปรินิพพุโพติ ดับอย่างสว่างๆ สมบูรณ์แบบเลย ไม่ใช่ดับอย่างไม่รู้ แต่ดับอย่างรู้รอบ ไม่ใช่กดข่มให้ดับ แต่สว่างให้สลายไปเลย แยกไปอย่างรู้ๆ ไม่กลับมาอีกเลย เห็นสิ่งที่แยกไปอย่างดี บวกก็ไปบวก ลบก็ไปลบ จบอย่างที่ไม่มีอะไรโค้งมาเพื่อกระทบกันอีกเลย บวกก็ไปบวก ลบก็ไปลบเลย
จะขอคุยกับ เฟสบุคนิดหน่อย
จาก เฟสบุคกองทัพธรรมFP
_พิศมัย ชำนาญคิด ... .ยังติดตามรับฟังธรรมจากพ่อครูอยู่เป็นประจำนะคะ พยายามเลื่อนฐานตนเองและไม่ติดแป้น เข้ามาอโศกนานแล้วแต่เป็นการไปๆมาๆหายบ้างมาบ้าง แต่หลักก็คือช่วง วบบบ และ อ่านตนเองก็พบว่ามีความก้าวหน้ามากขึ้น ตัดความฟุ้งเฟ้อและรกรุงรังได้เยอะมาก อาจจะยังไม่หมดแต่ตลอดเวลาของการเป็นนักศึกษา วบบบ ก็มาวัดเป็นประจำมาร่วมกิจกรรมส่วนกลางก็เยอะ คิดว่าอีกไม่นานคงได้มาอยู่ใกล้วัดได้มากกว่านี้ เพิ่งกลับจากงานอโศกรำลึก ต่อไปนี้เวลาพ่อมาเทศน์ที่สันติอโศกจะตามไปฟังสด อยากบอกพ่อครูว่า มีคนเป็นจำนวนมากที่ กำลังเลื่อนฐานตัวเอง และมั่นใจว่า จะต้องมีหมู่กลุ่มที่เข้ามาอยู่ในวัดมากขึ้นด้วย เชื่อว่าทุกคนอยากมาแต่อาจติดภาระกิจหรือเหตุปัจจัยไม่พร้อมทุกคนพยายามปลดแอกที่อยู่บนบ่า ปลดภาระทั้งปวงอยู่ เป็นอิสระเมื่อไหร่ก็คงได้มา กราบนมัสการค่ะ
_Kiddee Thamdee พ่อครู!ถ่อเรือมานานมากแล้ว!และเหนื่อยหนัก ผู้ที่จะช่วยพ่อครูต่อยอดศาสนา ต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแร็ง อยู่เสมอ จิตวิญญาณถึงจะมีพลังที่มีศักยภาพช่วยงานศาสนาที่พ่อครูแบกภาระมานานค่ะ!!ร่างกายที่แข็งแรง! คือต้นทุนแรกที่จะช่วยงานพ่อครูได้ดีค่ะ
_รักนะ เดอะโซปเมคเกอร์..... ทุกวันนี้ลูกมีกำลังใจอยู่ได้ ก็เพราะฟังธรรมะของพ่อครู และชีวิตนี้จะขาดซึ่งธรรมะอันสัมมาทิฐินี้ เสียมิได้ แม้ว่าลูกจะเป็นผู้มีปัญญาด้อย แต่ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะต้องใส่ใจศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพ่อครูอย่างสำคัญ จนกว่าจะบรรลุธรรม มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ลูกกราบขออภัยพ่อครู ถ้าลูกเป็นคนหนึ่งที่ทำให้พ่อครูต้องเปรยออกมาตามคลิปนี้ ที่ผ่านมาลูกยอมรับว่าไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ มาถึงวันนี้ ถึงอย่างไรลูกก็ต้องพยายามตะเกียกตะกายขึ้นไปหาธรรมะให้มากที่สุดให้จงได้ ในระหว่างนี้ ลูกขอโอกาสพัฒนาตัวเอง ด้วยการทำตนเองให้มีความสามัคคีเป็นอย่างดี พร้อมกับเพิ่มสมรรถนะ และความขยันให้ถึงที่สุด ขอพ่อครูโปรดเมตตาให้โอกาสลูกด้วยค่ะ น้อมกราบนมัสการท่านด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ
_สุลิน สายพันธุ์ .... กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ถึงจะอยู่นอกวัด ก็ได้ฟังธรรมพ่อครูเป็นประจำเหมือนกับอีกหลายๆคน มาใช้กับชีวิตประจำวัน ทำให้รู้ว่าคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้เอง ทำให้คนพ้นทุกข์ ตัดกิเลสทุกอย่าง พ่อครูต้องอยู่ต่อนะคะ เพราะอีกมากมายที่ยังไม่ได้มีโอกาสที่ดี ที่เขาเพียรหาอยู่แต่ยังไม่เจอพ่อครูค่ะ ตามสัจจะวาจาพ่อครูต้องอยู่ถึง 151 ปีนะคะ พ่อครูจะได้ช่วยคนทุกข์ยากอีกมากมายบนโลกใบนี้ค่ะ
_Suwisan Tabsaeng กราบนมัสการพ่อครูครับ ถึงตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าไปร่วมกับหมู่กลุ่มได้ แต่ทุกวันก็ยังติดตาม ฟังธรรมจากพ่อครูอยู่เสมอ ครับ และหลังจากฟังธรรมแล้วก็จะนำมาฝึกฝืน พัฒนาตัวเองอยู่ได้บ้างไม่ได้บ้างครับ แต่ก็พยายามทำเท่าที่ฐานตนเองมีครับ และจะขอตั้งจิตอธิษฐานและจะปฏิบัติบูชา ขออาราธนาให้พ่อครูอยู่ต่อให้ถึง 150 ปีตามที่ตั้งใจไว้ครับ ขอกราบนมัสการครับ
_หัทภร นิธินโรดม กราบนมัสการพ่อครูกราบขอให้พ่อครูอยู่ถึง๑๕๐ปีเผื่อวาสนามีคงได้มีโอกาสไปกราบพ่อครูที่สันติอโศก สาธุค่ะ "เคยไปช่วงสงกรานต์เมื่อหลายปีก่อนแต่ไม่มีใครอยู่ค่ะ"
_Phansawat Nitiya พ่อครูคะ ถ้าชาตินี้ไม่ได้เจอพ่อครู ลูกขอตั้งจิตอธิษฐานชาติหน้าขอให้ลูกเจอพ่อครูเจอธรรมมะจากพ่อครู ชาตินี้ลูกยังออกจากบ่วงกรรมที่ลูกเคยทำมาไม่ได้ ลูกพยายามแล้ว แต่ยังไม่ได้
พ่อครูว่า...อ่านให้ทะลุที่จริงติดที่เราเอง ต้องให้ชัด
_Supatsara Sukchareonchit กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ดิฉันไม่ได้มีโอกาสที่ดีเหมือนลูกศิษฐ์ของพ่อครู ไม่เคยเป็นนร.ของสัมมาสิกขา เป็นคนนอกแต่รู้สึกว่านักเรียนหรือลูกศิษฐ์ของพ่อครูเป็นคนดีมีศีลธรรมของสังคมของประเทศชาติ ..ครู ที่ให้ความรู้ อบรมจริยธรรมให้กับลูกศิษฐ์ทุกคน ความหวังของพ่อครูอาจจะ..ไม่ได้เป็นดั่งที่พ่อครูหวัง..แต่พวกเขาคือเมล็ดพันธุ์แห่งจริยธรรม ความดีงามที่ฝังรากลึกลงไปในสังคมไทยแล้ว พร้อมที่จะเติบโตและขยายพันธุ์อันงดงามของโลกเลยก็กล่าวได้ สาธุค่ะ ขอให้พ่อครูมีสุขภาพที่แข็งแรง และ..เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ลูกศิษย์ทั้งหลายที่กำลังศึกษาและจบแล้ว ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม สำนึกดี ขอกราบนมัสการพ่อครู สาธุ สาธุค่ะ
_Nuttanun Decharat กราบนมัสการพ่อครู. คำพูดนี้. ใจหาย. เหตุที่. สุขใจเมื่อมีพ่อครูควรคงอยู่เป็นพลังต่อไปคะ
_ภสวรรณ. ศรีท่าซุง ด้วยว่าการพ่อครูต้องอยู่อีกต่อไปยาวนาน ถ้าไม่มีพ่อครูแล้วยุคนี้จะล่มสลายเร็วไว เพราะจิตใจคนเสื่อมลงหลงวัตถุมาก
_Yamawadee Hieronymus แม้อยู่นอกวัดก็ติดตามรับคำสอนท่านเสมอเจ้าค่ะ นมัสการด้วยความเคารพ
_Plernjai Nakkarat กราบนมัสการพ่อครู พ่อครูต้องอยู่นานๆนะคะ ดิฉันยังต้องเรียนรู้ธรรมะที่พ่อครูสอนยังไม่เข้่าใจอีกเยอะ
_ปางตะวัน น้ำค้าง คำภิเดช ใจแป้ว ทำไงดี จะรีบดีขึ้นในทุกวันค่ะ
_สุวิดา คำศรี ... หนูขอทำงานปลดหนี้ก่อนนะคะ จะแวะเวียนไปบ่อยๆค่ะ พ่อครูว่า คำว่าหนี้นี้ ขอเสริมด้วยภาษา อาตมามีคำแทนคำว่าหนี้คือ คำว่าหนุน หนุนคือเงินที่ไม่หยาบคาย หนุนคือเงินที่ยืมกันแล้วไม่มีดอกเบี้ย มีเมื่อไหร่ก็คือ แม้ไม่คืนชักดาบไปก็ไม่ไปฟ้องร้อง อย่างหนี้นี้จะก่อพยาบาทต่อไปเรื่อยๆ แต่หนุนนี่ไม่ใช้ก็วิบากใครวิบากเขา ต่อให้แม้วิบากของคุณยืมไปแล้ว แล้วคุณไม่ใช้คืน คนที่เป็นเจ้าหนี้ต่อให้เป็นอรหันต์แล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่าคิดว่าเงินหนุนที่มีจะไม่ต่อ แต่มีลูกมีหลานต่อ เป็นวิบากของสภาวธรรมที่ทำงาน ซ้อนลึกๆ คุณเชื่อคำสอนเหล่านี้ของพระพุทธเจ้าทำให้จบตรงนี้ ถ้าไม่จบก็ต้องต่อ อย่าไปอวดดีเกินกว่าคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้
_Tunyaporn Chom กราบนมัสการพ่อครูค่ะพ่อครูยังอยู่อีก150ปีเจ้าค่ะ
_จากคุณหนึ่งฟ้า ฝากคำถามเพิ่มเติม ความสัมพันธ์ของนามรูปกับขันธ์ 5 ในส่วนรูปขันธ์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เจาะลึกรากฐาน ศีลสมาธิปัญญา พ่อครูว่า อธิบายรูป 28 รูปขันธ์มีรูป 28 เท่านั้น รูปขันธ์ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้ารูปขันธ์เหล่านี้มีนามธรรมขึ้นมา จึงเกิดภาวะ เป็นเรื่อง ถ้าไม่มีนามธรรม ดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่มีเรื่องหรอก ไปตามสภาวะแวดล้อม เหมือนอุกกาบาต จับวงวัฏฏะใดอันหนึ่งไม่ได้ก็ไปเป็นอุกกาบาต เหมือนอุตุนิยาม จนกว่าจะเข้าวงวัฏฏะ มีประธานเป็นจิตวิญญาณประธาน เหมือนพีชะรู้ว่าจะเอาธาตุใดมาเป็นตน ถ้าเอาไม่ได้ผสมส่วนไม่ได้ ก็สลายเสื่อมสูญหากพัฒนาได้ก็พัฒนาไป ในกรอบพีชะ จนกว่าจะออกมาเป็นจิตนิยามได้ เกณฑ์ของพระพุทธเจ้าให้มีกรอบของตน ครบเลยตั้งแต่ศีล 5 ศีล 5 ซ้อน เอาแค่สามก่อน เหลือ อุตุ พีชะ จิต สมมุติว่า ดิน ข้าวของ เป็นอุตุ ชีวะที่เป็นสัตว์เซลล์เดียวเหมือนดินหรืออ่อนเหมือนน้ำที่จับตัวกัน เป็นเปสิ แบนรายอยู่ จนกว่าจะมีองศาเป็น ฆนะ ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม(ปัญจสาขา) กรอบของการปฏิบัติต้องตีกรอบของแต่ละคนเอง กรอบที่เล็กละเอียดที่สุดคือ หนึ่งต้องรู้จักความเป็นชีวะ สองต้องรู้จักความเป็นของ ในศีลข้อ 2 ศีลช้อ 3 ทำปฏิกิริยากันคือ ของกับชีวะ เกิดปฏิกิริยากันเกิดกาม ซ้อนในศีลข้อ 3 ถ้าไม่เอาก็ไม่ถึงกับต้องไปทำร้ายเขา จะเป็นวัตถุเป็นสัตว์เป็นคน ก็เป็นวิบากของเขาเราไม่เอาก็ปล่อยเขาไปๆ มันก็ไปตามยถากรรมของเขาไม่ต้องไปหนุนไปเสริมก็เป็นวิบากของเขาเอาแต่ตัวเรา ในความเห็นแก่ตัวที่ไม่ทำร้ายใครก็เป็นคุณสมบัติ อย่างพืชก็เห็นแก่ตัวของมันเอง ไม่ไปทำโทษภัยกับใคร แต่มันเห็นแก่ตัวนะ พอเริ่มต้นเป็นชีวะมีประธาน เป็นตัวกูของกูถ้าไม่เห็นแก่ตัวก็สูญ จบ ถ้ามีตัวมัน มันต้องทำตัวมันให้เจริญถ้าไม่เห็นแก่ตัว ก็มีแต่ตายกับตาย มีแต่สลายมีแต่สูญ สภาวะที่ลึกละเอียดลึกซึ้ง ความเห็นแก่ตัวของสัตว์ ก็อย่าเพิ่งไปทำร้ายเขา เขาพัฒนามาก็เป็นตัวเขา ถ้าเขาทำโทษภัยก็เป็นวิบากเขา ถ้าทำประโยชน์ก็เป็นกุศลของเขา มีสิ่งที่เป็นโทษเป็นคุณ คำจบของพระพุทธเจ้าจะจบที่คำว่ารู้คุณ รู้โทษ และอุบายเครื่องออก อะไรที่เป็นคุณประโยชน์ต่อ อะไรที่เป็นโทษก็ตัด เราเอาคุณอย่างเดียวกับอุบายเครื่องออก ปล่อย วาง ออกไม่เอาแล้ว อตัมยตาคือไม่เอาแล้วอันนี้ วางแล้ว พีชะนี้มันวาง เอาเฉพาะที่เอาได้ไม่ตอ่วิบากกับใคร มันเอาตัวมันอย่างเดียวได้ก็ตัวมันไม่ได้ ก็สูญ เอาตัวมันให้รอด ไม่รอดก็สูญ จบแล้วนะ นี่คือรายละเอียดแห่งความรู้ที่เราจะสั่งสม
กลับมาที่ศีล สมาธิ สมาธิคือจิต ศีลคือหลักเกณฑ์ คือวัตถุอะไรก็แล้วแต่ คุณมีจิตเป็นประธาน ก็จัดการให้เกิดพัฒนาการ มีเงื่อนไขว่าต้องพัฒนาการเป็นสิ่งที่ดี อย่าไปพัฒนาการเป็นสิ่งไม่ดี เท่านั้นเอง ทีนี้ จะไปบังคับ หรือให้เกิดสัจจะ แต่เขาแยกไม่ออก ดันยึดหลงผิดเอาอันไม่ดีไปเป็นดี เอาอันดีเป็นไม่ดีก็จบ คนที่แยกผิดจะต่อหรือจะสูญ..ก็ต่อ ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ เพราะว่าแยกผิด เขาไม่เจตนา เขาอยากถูกก็จบที่เจตนา เจตนาดีแต่รู้ผิดก็จบที่อวิชชา อวิชชาต้องเกิด เห็นไหม สุดท้าย อวิชชาต้องเกิด อย่ามาพูดเสียให้ยาก ถ้าสัจจะเป็นอวิชชา จะบอกว่าวิชชา แต่ตัวจริงเป็นอวิชชาก็ยังเกิดอยู่ สรุปแล้ว เมื่อมามีจิต ขณะนี้คุณมีจิต ก็ต้องทำให้สูญไม่มีทางอื่นเลย จะทำให้สูญทำอย่างไร ก็ต้องสร้างปัญญา ศีล จิต และปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถึงจะอธิโมกข์ อธิวิมุติ อธิไม่เหลือ ปัญญาก็ขยายความซ้อนว่า ต่างไปจากอันเดิมที่มี ย้อยกลับสู่พยัญชนะเดิม ที่มีสิ่งที่เราไม่ยอมรับเสียทีคือปรโตโฆษะ หากไม่รับอันอื่นก็จมอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถสูญได้ เหมือนอาตมายืนยันว่า ผู้ไม่รู้แล้วตนเองก็มีรูปธรรมยืนยันได้ชัดๆ ขออภัยต้องยกตัวอย่าง อย่าง มหาบัว มีติดหมากอยู่ กินหมากอยู่ก็ไม่รู้ มันมีสาระอะไรกับการกินหมาก มันเป็นภาระอยู่นั่นแหละ ไม่มีว่างเลยที่ปาก ติดจริงๆมหาบัว ติดจนปากเลอะ เกือบจะไม่เหลือวินาทีว่าง แต่ก็ว่างบ้าง แค่นี้ยังไม่รู้ เป็นรูปธรรมที่ชัด มาดูอรูป อาจารย์บูรพา อธิบายวนที่อรูปว่า ว่างๆๆ แล้วไม่มีเหตุปัจจัยของการว่าง ทุกอย่างมาแต่เหตุ การทำจิตให้เป็นสมาธิ เขาก็เป็นแค่บัญญัติ แล้วจะเกิดปัญญา แล้วปัญญาจะมาจากไหน ก็มาจากสมาธิไง ไม่มีสัมผัส ไม่คิดนึกไม่มีการกระทบและจะรู้ได้อย่างไร ก็รู้ได้ แต่เป็นของเก่าที่มี ของเก่าที่จะเป็นองศาก็ไม่เกิดขึ้น มีแต่ภายในของคุณ ดีไม่ดีปรุงแต่งเพ้อฝันเอง คนอื่นไม่รู้ด้วย ปั้นเองคิดเองสร้างเองอย่าง ธัมมชโย ถ้าเผื่อว่าเราไม่ทำให้ผู้อื่นรู้เป็นหลักฐานยืนยันได้ มีเพื่อนหนึ่งคน สองคน ร้อยคน พันคน หมื่นคน แสนคน เป็นสมมุติสัจจะอ้างอิงยืนยันกันได้ หรือมีร้อยคนก็สู้แสนคนไม่ได้ วนกลับไปมา ที่พูดถึงอาจารย์บูรพา แต่คนอื่นที่เหมือนอาจารย์บูรพามีอีกเยอะ อาจารย์บูรพาจะไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่ แต่คนอื่นเขาได้ประโยชน์ เป็นการตีงูให้กากิน
สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรทิสสน์) ตอน อักขระบาลีสื่อสภาวธรรม กว่าจะมาเป็นตัว 1.ศีล 2.ธาตุจิต 3.ธาตุรู้ ธาตุของธาตุชีวะคือจิต ธาตุรู้ ชีวะนี้ระดับจิต แล้วจิตรู้อย่างปัญญา ซ้อนตั้งแต่อัญญะ อัญญา แล้วถึงมาเป็นปัญญา กว่าจะมาเป็นปัญญา ต้องมีอัญญะ อัญญะ กัญญะกัญญา ชัญญะ ชัญญา ฆัญญะ ฆัญญา ฆ คือก้อน คือการฆ่า ถ้าเข้าใจพยัญชนะตั้งแต่ ก ข ค ฆ ง วนในระนาบก็จะมี งกเงิ่น งงงวย โง่งมงาย อยู่นั่นแหละ ต้องมารู้ จ ฉ ช ฌ ญ แล้วมาเป็น ฏ ฐ ฑ ฒ ณ แล้วสมบูรณ์เป็น ต ถ ท ธ น แล้วถึงรวมเป็น ป ผ พ ภ ม ป คือรวบรวมความจริงความรู้ สมบูรณ์ ผ คือผัสสะต้องมีผลิโผล่ ถ้า ป แล้วไม่โผล่ ผลิ ก็จมนิรันดร ต้องโผล่จากโลก ออกมาแล้วต้องมีผัสสะ พ คือเกิดกิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive