600618_พ่อครู เทศน์ก่อนฉัน พิธีไหว้ครู 25 ปี สัมมาสิกขาปฐมอโศก 2560_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข20 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600618_พ่อครู เทศน์ก่อนฉัน พิธีไหว้ครู 25 ปี สัมมาสิกขาปฐมอโศก 2560

28 มิถุนายน 2560 วันนี้มีคณะครู 52 คน ศิษย์เก่า 194 คน นักเรียนปัจจุบัน 59 คน รวม 253 คน มารวมกัน ทำยัญพิธี ไหว้ครู 25 ปีปฐมโศก บรรยากาศอบอุ่นคุ้นเคย ศิษย์เก่าบางคนอุ้มลูกจูงหลานมาใส่บาตร มานนัมการสมณะสิกขมาตุ ที่เคยพร่ำสอนตนให้เป็นคนดีมา

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อวตารทั้งสิบปาง พ่อครูว่า...หลายคนพูดกันแล้วย้ำกันแล้วว่า อบอุ่นใจ จริงๆแล้วชาวอโศกได้ร่วมกันมาถึงทุกวันนี้แล้ว มันหนักหนาสาหัสกับสังคมที่เลวร้ายหนักมาก แล้วเราก็กอบกู้สังคมมาถึงทุกวันนี้ จนทุกวันนี้แล้วไม่ไว้หน้า พูดตรงเลย อาตมาพูดผ่าๆ จริงใจ ไม่มีลดเลี้ยวแล้ว พูดชัดๆเปรี้ยงๆ เพราะว่าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดกันตรงๆมันก็ควรจะต้องง่าย ชัด ไม่มีอะไรพรางบัง ยังไม่รู้ไม่เข้าใจกันอีกก็หมดสิ้นก็เท่านี้ มนุษย์ที่จะใช้คำพูดสื่อสารกันแสดงกายกรรม วจีกรรม ทั้งมโนกรรมเพื่อให้รู้กันก็จบสิ้นแล้ว ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มีเวลาแต่เพียงว่าเราก็ยังชีวิตไป ใครจะตายก็ตายไป เอาไปเผากันให้ตามวัฒนธรรม ถึงอย่างไร ขอพูดเป็นอจินไตยก่อนว่า ความรู้ของอาตมาที่มีมา เป็นสิ่งยืนยันพิสูจน์ว่า อาตมาพูดสิ่งที่ไม่มีใครพูดในโลกยุคนี้ แต่อาตมาก็หยิบมาพูดขยายความต่างๆนานา ตั้งแต่มันไม่มีหลักฐานอะไรจะค้นคว้าอ้างอิง เพราะประวัติศาสตร์มันนานมาก ไม่มีอะไรบันทึก เหลือเชื้อมาอ้างอิงบอกกล่าวได้ เชิงตำนานก็ไม่มีอ้างอิงเลยก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เช่นตำนานที่บันทึกกันมา ที่มีภาษาคำว่า อวตาร คือมันเปลี่ยนตัวมาๆ แต่ละชาติๆ แต่ละกัปป์ เป็นล้านๆปี สิ่งเหล่านี้มีเกิดจริงเป็นจริง ตั้งแต่เป็นจิตนิยามเป็นชีวะระดับสัตว์แล้วพัฒนามาเป็นมนุษย์ จากสัตว์เดรัจฉานมาเป็นมนุษย์ที่นับว่ามีจิตวิญญาณ พ

อ่านต่อ

ัฒนามาจนสามารถรับรู้ เจริญเฉลียวฉลาด ฉลาดทางโลกีย์ แย่งกันเป็นใหญ่ทางโลกีย์ แล้วไม่พ้นกรรมวิบาก มันต้องใช้หนี้กรรมใช้วิบากกันจริงๆวนเวียนใช้หนี้กัน กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วบันทึกไว้ วนเวียนเป็นสมบัติผลัดกันชม สุขๆทุกข์ๆ คนนี้แพ้คนนี้ชนะ คนนี้ชนะคนนี้แพ้ อยู่อย่างนั้น ส่วนโลกุตระนั้นจบ ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ แพ้อย่างเดียวได้ สำหรับโลกที่มันเลวโลกที่มันเป็นโลกียะที่เลว ผู้ที่เป็นโลกุตระ คือผู้แพ้ โลกียะนั้นเลว ผู้เป็นโลกุตรบุคคลจะต้องช่วยโลกอย่างเป็นผู้แพ้ ให้เขาแล้วเขาด่าด้วยนะ ดีไม่ดีฆ่าทิ้งเลย ถ้าเลวจัด ฆ่าก็เป็นอนันตริยกรรม เป็นวิบาก เป็นสัจจะของวิบาก แต่คนฆ่าพระพุทธเจ้าไม่ได้เท่านั้นเอง ในวันนี้จะเปิดเผยตำนาน อวตาร 10 ปาง ที่เขาบันทึกกันมา คนไม่เข้าใจจะตีทิ้งแม้จะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อก็เป็นเค้าให้ตรวจสอบได้สำหรับคนฉลาด อวตารทั้งสิบปางของพระวิษณุประกอบด้วย มัตสยาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น ปลา ชื่อ "ศผริ" เพื่อช่วยเหลือ พระมนู ให้รอดจากโลกาวินาศในช่วงพรหมราตรีจนกระทั่งไว้ตั้งวงศ์มนุษย์ขึ้นมาใหม่ และสังหารอสูรหัยครีวะซึ่งลักเอาพระเวทไปจากพระพรหม HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" กูรมาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น เต่า เพื่อรองรับ เขาสมุทรมันทร ในพิธีกวน เกษียรสมุทร HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" วราหาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น หมูป่า เพื่อประหารยักษ์ หิรัณยากษะ ซึ่งได้ลักเอาแผ่นดินโลกไปจากพื้นสมุทร HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" นรสิงหาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น นรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์) เพื่อประหารพญายักษ์ หิรัณยกศิปุ ผู้ซึ่งกระทำทารุณกรรมต่อประหลาทกุมารซึ่งภักดีต่อพระวิษณุ วามนาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พราหมณ์ หลังค่อมชื่อวามนพราหมณ์ เพื่อปราบพยศของพญายักษ์ มหาพลี HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B0&action=edit&redlink=1" ปรศุรามาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็นพราหมณ์ชื่อ ปรศุราม ("รามผู้ถือขวาน") เพื่อปราบกษัตริย์ผู้มีพันกรชื่อ กรรตวิรยะอรชุน ซึ่งกระทำการเบียดเบียนข่มเหงแก่คนวรรณะพราหมณ์อย่างหนัก และกวาดล้างเชื้อวงศ์วรรณะกษัตริย์ที่เป็นบุรุษจนหมดสิ้นทั้งโลก รามาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระราม กษัตริย์แห่งกรุง อโยธยา วีรบุรุษในมหากาพย์เรื่อง รามายณะ คือเป็นคนที่มีคุณธรรมข้ามมาเป็นโลกุตระ กฤษณาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระกฤษณะ กษัตริย์แห่งกรุง ทวารกา ผู้เป็นตัวละครหลักในคัมภีร์ ภควตปุราณะ มหากาพย์ มหาภารตะ และอนุศาสน์ ภควัทคีตา อย่างไรก็ตาม ในทศวาตารฉบับดั้งเดิมนั้นกล่าวว่า พระพลราม ซึ่งเป็นพี่ชายของพระกฤษณะเป็นอวตารปางที่แปดของพระวิษณุ ส่วนพระกฤษณะนั้นคือต้นธารแห่งอวตารทุกปางที่ปรากฏในโลก เป็นพละกำลังที่เต็มใช้ปราบจนคนกลัวอยู่ มีโลกุตระแต่ไม่เต็ม ก็จะลดโลกียะมาเป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ จนเป็น พุทธาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็น พระโคตมพุทธเจ้า [10] ศาสดาใน ศาสนาพุทธ ความเชื่อนี้มาจากคัมภีร์ ภาควตปุราณะ ซึ่งเรียบเรียงขึ้นหลัง คริสต์ศตวรรษที่ 9 HYPERLINK "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3#cite_note-11" [11] กัลกยาวตาร - ในอนาคตกาลเมื่อถึงปลายกลียุค พระวิษณุจะอวตารมาเป็นบุรุษขี่ม้าขาวชื่อกัลกิ ("นิรันดร", "กาลเวลา", หรือ "ผู้บำราบความเขลา") เพื่อปราบยุคเข็ญ มีเรื่องราวปรากฏอยู่ใน กัลกิปุราณะ ชาวโลกียะนั้นช่วยคนอย่างหลอกทั้งนั้น ต้องเริ่มเป็นโสดาบันจะเริ่มต้นไม่หลอก แต่จะเหลือโลภ ตัวเองมีมิตรสหายหมู่กลุ่มที่ต้องทำเพื่อเขาอยู่ จนครบหมดตัวตนเป็นอรหันต์ อนุโพธิสัตว์เป็นต้นไปจะช่วยอย่างบริสุทธิ์ใจไม่มีตัวตนเลยเป็นโพธิสัตว์ ตำนานชุดนี้ชุดที่หนึ่งอ่านไปแล้ว ตำนานอีกชุดหนึ่งก็จะมี พระนารายณ์ ๑๐ ปางสำคัญดังนี้

ปางที่ ๑ วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูเผือกมีเขี้ยวเพชร) ปางที่ ๒ กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่าทอง) ปางที่ ๓ มัตสยาอวตาร (อวตารเป็นปลากรายทอง) ปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นครึ่งสิงห์) ปางที่ ๕ วามนาวตาร หรือ ทวิชาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย) ปางที่ ๖ มหิงสาวตาร (อวตารเป็นมหิงสา หรือควาย) ปางที่ ๗ อัปสราวตาร (อวตารเป็นนางฟ้า) ปางที่ ๘ รามาวตาร (อวตารเป็นมนุษย์ชื่อพระราม) ปางที่ ๙ กฤษณาวตาร (อวตารเป็นพระกฤษณะ) ปางที่ ๑๐ กัลกยาวตาร (อวตารเป็นมนุษย์เรียกว่า วีรบุรุษขี่ม้าขาว

แต่ละตำนานไม่ต้องปฏิเสธหรือแย้งเถียงหรอก เราเข้าใจให้ได้ว่าเขาเอามุมไหน อันหนึ่งเอาหมูป่า อันหนึ่งเอาหมูเผือก หมูป่าก็ไม่เจริญเท่าไหร่เท่านั้นเอง ก็ไม่ต้องแย้งเถียง ทำความเข้าใจก็แล้วกัน นรสิงหาวตาร เริ่มมาเป็นคนส่วนหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นคนชั้นต่ำ จะแย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่เมื่อเป็นคนชั้นสูงก็จะลดละความโหดร้ายรุนแรงที่จะไปแย่งลาภยศสรรเสริญ ลดความอำมหิตโหดร้ายลงเรื่อยๆ ต่อมาเป็น วามนาวตาร หรือ ทวิชาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย) ยังไม่ค่อยแข็งแรง หรือเรียก ทวิชาวตารคือจะเกิดมาใหม่ พัฒนาจากโง่มาเป็นฉลาด จากโลกียะมาเป็นโลกุตระ ปรศุรามาวตาร เป็นรามผู้ยังปราบ ผู้ที่เลว อันสุดท้าย ถ้า 0 คือไม่มี ถ้า 10 คือเต็ม มีไม่พร่องเลย มีอยู่เต็ม ก็จบ พยัญชนะหรือภาษาตำนานเหล่านี้ จะบัญญัติอย่างไร ผู้เข้าใจมีสภาวะแล้วไม่ติดใจในสมมุติสัจจะ แม้จะเหลื่อมกันอธิบายสับสนอย่างไรก็ไม่สับสนไม่สงสัย ในตำนานที่สองไม่มีพุทธาวตารเลย แต่เป็นกฤษณาวตาร สัจจะของปางที่ 9 คือ ผู้มีคุณธรรมทางโลกุตระอย่างสมบูรณ์แบบ ที่ช่วยเหลือมนุษยชาติ ปางต่างๆในสมมุติ นี้จึงมี 9 ปาง หากใช้เลข 0 ก็เป็นปางสุดท้าย จบไม่มีเลย แต่ถ้ามีคือเต็มไม่มีอะไรพร่อง รอบโสดาบัน มีสูญ คือกิเลสของโสดาบันเป็น 0 เช่นกิเลสอบาย ที่เป็นความต่ำ เช่น อบายที่ต่ำคือคนทำงานกับสังคมคือยังขี้โกงในสังคมถือว่าอบาย หรือเอาจริงๆ คนยังโกหกอยู่ก็คืออบาย คนยังฆ่าสัตว์อยู่คืออบาย ศีล 5 เป็นขีด ถ้าฆ่าสัตว์ เอาของคนอื่นอยู่คือไม่ใช่คน กามคุณที่ใช้อาศัย ถ้ามันมากจัด เช่นเพื่อเพศสมสู่ทางเพศ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ถือว่าครบทุกทวาร ในเรื่องผู้หญิงผู้ชาย เสียดสีสัมผัส จูบพื้นตีนก็ถือว่าสุขสุดหรือตรงไหนก็แล้วแต่ก็ถือว่าสุขสุด บ้าที่สุด คนจูบส้นตีนแล้วสุขก็ถือว่าไม่ใช่คนแล้ว อาตมาไม่พูดอย่างอื่นแล้วคือมันบ้า เกิดความสุขอย่างนั้นได้ คนติดสมมุติ ยึดต่ำๆ โกงเขาอยู่ ทุจริต ที่จริงคุณไม่คิดโกงก็สามารถทำมาได้ สุจริตก็ทำได้ คนยังโกหก ยังโกง ทุจริต อยู่ยังไม่ใช่คน ถ้าเข้าใจความหมายของธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ภาวะสมมุติพยัญชนะเหล่านี้ในขั้นตอนไม่มีปัญหา อาตมาเอาบัญญัติภาษานี้มา นั้น แม้จะเป็นอรหันต์ไม่ใช้ก็ได้ แต่ใช้ภาษาแทนกิเลส ไม่รู้จักภาษาแต่คุณทำกิเลสหมดได้ อ่านอาการของสภาวะได้ โดยภาษาจะเรียกเพี้ยนไป หรืออ่านตรงกันข้ามได้ แต่ดูสภาวะแท้ แล้วเราดูสภาวะว่าเราหมดก็จบ นี่คืออธิบายที่เขาใช้กันทั้งจักรวาฬ กี่กัปป์กี่กัลป์ก็ใช้อย่างนี้ มาพูดถึงปัจจุบัน มีสภาวะมีภาษามีคนจริงๆ มีพฤติกรรมมีหลักฐานการกระทำจริง หลักฐานการกระทำต่างๆนั้น การกระทำก็ประกอบด้วย กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ออกมา ก็จะเป็นกรรมต่างๆยืนยัน ในประเทศไทยมีสิ่งที่ยืนยันได้ ที่รู้กันแล้ว เป็นที่ยอมรับกัน อย่างในหลวงท่านทรงงาน อย่างไม่คิดว่าจะต้องมีตัวตน ทรงงานเป็นรูปธรรมต่างๆ ท่านต้องมีความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ทางด้านประดิษฐ์ต่างๆ แม้แต่เรื่องเขื่อนเอาน้ำจากฟ้ามาให้คนใช้ คนก็เข้าใจได้ แต่อาตมาไม่มีความรู้ทางวัตถุธรรม แต่อาตมามีความรู้ทางนามธรรม จึงพูดบรรยาย ซึ่งคนรู้ได้ยาก แต่ในหลวงรู้นามธรรมทางด้านโลกียะก็ทำให้สมบูรณ์แบบทางโลกียะ ท่านทำได้สมบูรณ์ ใครจะว่าท่านบ้างก็เป็นปลายสุดท้ายที่ต้องเป็นไป error เศษปลายเล็กๆน้อยๆ ส่วนทางนามธรรม อาตมาขยายทางโลกียะไสยศาสตร์นามธรรม ต่างๆนานา แล้วบรรยายเรื่องเหล่านี้ตลอด ต่างจากในหลวงที่ท่านไม่ทรงบรรยายสิ่งเหล่านี้ บางคนว่าท่าน ว่าท่านยังไปหาพระที่ไสยศาสตร์เทวนิยมอยู่แล้ว ไปเคารพนับถือแล้วจะว่าเป็นผู้เจริญได้อย่างไร อันนั้นเป็นเรื่องความซับซ้อนของลิงลมอมข้าวพองหนึ่ง สองเรื่องสัจจะซับซ้อนที่แสดงออกอย่างสังคมศาสตร์แม้ต่างศาสนาท่านก็ต้องแสดงคารวะเคารพ คนไม่รู้ก็พูดไป ตำหนิคนไม่ควรตำหนิก็บาป เป็นกรรม ยิ่งตำหนิคนบริสุทธิ์ใจ ผู้ที่ไม่มีตัวตนก็บาปมาก เป็นสัจจะ อาตมาก็ยังดีมีหลักฐานต่างๆเป็นคู่ ถ้ามาเดี่ยวๆอาตมาทำอะไรไม่ได้ ไม่มีประโยชน์หรอก ดีไม่ดีตายไปแล้ว นี่ก็ฝืนสังขารเพื่อจะได้ทำงาน อย่างน้อยต้องทำงานไป 70 ปีตามในหลวงทรง ตอนนี้อาตมาทำมา 47 ปี เหลืออีก 23 ปี อาตมาทำถึง 70 ปีบ้าง ก็จะรู้ผลชัดขึ้น แล้วก็จะเข้าใจคำว่าโพธิสัตว์ ผู้ที่แสดงออกทางด้านรูปธรรม กับผู้ที่แสดงออกทางด้านนามธรรม ก็จะเข้าใจได้ นี่เป็นสัจธรรมที่อาตมาเปิดเผยกันอย่างหมดแล้ว ให้คนได้ศึกษา คนไม่ศึกษาเพ่งโทษก็เป็นบาปกรรมของเขา ผู้ที่ไม่ควรจะได้ก็ไม่ควรได้ มันเป็นไปไม่ได้ก็ต้องทำอย่างที่ทำได้มันจบไม่มีคำพูด มันจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ในสิ่งที่อาตมาเห็น อาตมาเป็นคนเชื่อกรรมวิบาก สำคัญมาก เป็นของจริง ถ้าอาตมาทำผิด ก็เป็นวิบากอาตมา พวกคุณมาเจ็บปวดทุกข์ยากแทนอาตมาได้ที่ไหน แล้วอาตมาไม่เป็นมาโซคิสม์ที่จะนิยมเอาความเจ็บปวดทรมานมาให้แก่ตน อาตมารู้แล้วไม่ทำแล้ว จึงทำสิ่งที่ควรเท่านั้น

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ตราบจนกว่าจะปรินิพพาน ทำงานมาถึงวันนี้เราใช้คำว่า ฝังชิป พวกเราได้ไปก็เริ่มต้นจุดชนวนในคลังสัญญา ก็จะติดอยู่ในสัญญา ยิ่งกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ เคาะไว้ในฮาร์ดดิสก์ คุณจะค้นพบหรือไม่ก็ตาม แต่มันอยู่ในนั้นแล้วตลอดกาล ถ้าค้นพบก็รู้ อันไหนไร้ค่าจะลบทิ้งก็ได้ แต่ไม่รู้มันก็กินพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์คุณ กรรมเป็นสัจจะทำแล้วเป็นอันทำ เคาะไปแล้วบอกว่าไม่เอา แล้วคุณก็ค้นไม่เจอ เจอไม่เจอมันก็อยู่ คุณค้นไม่เจอเองแต่มันอยู่นะ นอกจากคุณจะเผาฮาร์ดดิสก์ คือสลายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่คุณสลายไม่ได้มันก็อยู่ของมัน สรุปแล้วคุณเกิดมาในยุคนี้ สิ่งที่เกิดมาในยุคนี้สัมพันธ์ถึงกัน จนกว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ในช่วงของคุณ ที่พลังงานของกัปป์นี้ พลังงานสัจจะในกัปป์นี้จะวนไปมีผลต่อกัน จนคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสานแต่ละคนๆ บางคนจะผ่านไปถึงพระพุทธเจ้าองค์ที่ล้าน ถึงล้านพระองค์ เวลานี่ คุณจะไปข้างนึงแล้ว ร้อยปีนี่ไม่ใช่แค่สั้น แต่น้อยมากลมหายใจเข้าออกเมื่อเทียบกับกัปป์แล้ว ลมหายใจเข้าออกไม่เทียบกัปป์เลย เขาเทียบกับ ภูเขาเวปุระบรรพต เอาผ้าใยบัวไปลาก ทุก 100 ปีที่ยอดภูเขา ภูเขาจะสึกลงไปนิดหนึ่ง ร้อยปีลาดไปทีหนึ่ง จนกว่าพวกเขาจะราบเรียบ นี่คือเวลาหนึ่งกัปป์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน จิตวิญญาณเร็วกว่าแสง พูดมาถึงตรงนี้อยากให้เทียบเคียง จิตวิญญาณมันเร็วยิ่งกว่าแสง คนเรานึกไม่ออกแล้วไม่เชื่อ อาตมาก็มีหลักฐานยืนยันก็เลยเทียบ เป็นวัตถุธรรม นีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์ในยุคนี้ เดินทางไปยังดวงจันทร์จริง ระยะทางจากดวงจันทร์ถึงโลกยาวเท่าไหร่คนเราคำนวณได้ ทีนี้อาตมาก็เอาอันนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า จิตวิญญาณวิ่งเร็วกว่าแสง แสงจากโลกเดินทางไปถึงดวงจันทร์กี่นาที (1.3 วินาที) นีล อาร์มสตรอง มีใครไปถามแกว่า ดินที่แกเหยียบที่ดวงจันทร์เป็นอย่างไร แกก็นึกได้ทันทีเลย ก็บอกได้ ถามว่าแกใช้เวลาเร็วกว่า1.3 วินาที ไหม ก็เร็วกว่า ไม่ช้ากว่าแสงหรอก จิตมันเร็วกว่าแสง ในสูตรที่อาตมาเอามาอธิบาย E=mc 2 +A ใครที่ฝึกจิตใจได้ จะเร็วกว่าแสง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ทางเดียวที่สูญได้ สรุปก็คือ ตำนานหลักฐานบัญญัติต่างๆที่มีมา ที่เป็นหลักฐานยืนยันของจริง คนฟังตำนานก็จะเข้าใจกันไม่ค่อยได้เป็นปลา เป็นเต่าเป็นสิงห์เป็นนางฟ้า เป็นอะไรต่างๆ แต่ผู้ที่เข้าใจมีภูมิธรรม จะไม่ปฏิเสธ คนที่บอกว่าพุทธถูก พราหมณ์ไม่ถูก ก็ดีไม่ดีมันตรงกันข้ามเลย ยุคนี้เหมือนในยุคที่พระพุทธเจ้าอุบัติมีพราหมณ์มหาศาลที่ยิ่งใหญ่ด้วยรับยศสรรเสริญโลกียสุข มาในยุคนี้มีพระมหาศาลก็เหมือนกัน ศึกษาให้ดีจะรู้ความวนเวียนไปมา ศึกษาให้เราสามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ศึกษาจนเป็นอรหันต์แล้วจะได้ช่วยโลก จะได้รู้อย่างลึกซึ้งซับซ้อนไป ขอยืนยันว่าคุณเลี่ยงไม่ได้หรอก ต้องมาเอาความจริงนี้ เป็นความจริงเดียวที่มีในโลก ในทุกกัปป์ในเอกภพนี้ มีความจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คุณหลีกหนีไม่ได้ เมื่อมีอัตภาพเป็นคนแล้ว คุณอาจเวียนลงต่ำกว่าคนก็ได้แต่จะสูงคุณต้องพากเพียรพัฒนาไป ถ้าคุณได้ถึงอรหันต์แล้ว ไม่ต้องอธิบายต่อไปคุณจะเป็นผู้ที่เก็บความรู้ให้สูงขึ้นไป ถ้าบรรลุเป็นอรหันต์แล้วก็ตายทันที่เป็นสมสีสีก็แล้วไป แต่ถ้าไม่เป็นสมสีสี จะรู้ต่อ ช่วยคนต่อไปอย่างอาตมาทำ อาตมาจะพากเพียรต่อไปจนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า สมัยเดียวพอ ไม่เอาสองสมัย สร้างศาสนาสมัยเดียวพอ แต่ถ้าจะต่อไปอีกก็ต้องมาปลดใหม่มาเริ่มต้น ปริญญาตรี โทเอกใหม่ จะบ้าหรือมันทรมานจะตาย ยากจะตาย รู้แล้วเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นอีกทำไม มันกิเลสแท้ๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ การเอาความคิดตนเองอ้างอิงว่า เป็นพระพุทธเจ้ามีประโยชน์ต่อโลกอย่างมาก แล้วจะปรินิพพานทำไม ไม่ได้ ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน