580911_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๐.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข11 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580911_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 20

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 11 ก ันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก วันนี้วันที่เขาเอาเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด ก่อนจะได้บรรยาย เมื่อวานนี้ได้บรรยายฌานโลกียะไป วันนี้จะได้บรรยายเทียบเคียงกับของโลกุตระ

เขาก็ให้นั่งสมาธิ แล้วให้พิจารณา แล้วไม่ได้บอกว่าพิจารณาอะไรบ้าง ก็เห็นใจเขานะ สายเจโตนั่งหลับตาก็ไม่มีปัญญาอธิบายอะไรได้มากหรอก ก็น่าเห็นใจ _ มีคุณปิ๋มส่งคำถามมา เมื่อไม่กี่วันนี้ พ่อท่านเล่าว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้เอื้อในเรื่องการสอนธรรมะ แก่พระสารีบุตรมากเท่ากับเอื้อพระอานนท์ ที่พระสารีบุตรได้ธรรมะมามาก เพราะไปแอบฟังอยู่ข้างเขาสิเนรุ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะพระพุทธเจ้าเห็นว่า พระสารีบุตรเป็นสายปัญญา และสามารถเข้าใจธรรมะได้ง่ายจึงไม่ต้องเอื้อมากเท่ากับพระอานนท์อย่างงั้นหรือคะ ส่วนพระอานนท์เป็นสายศรัทธาหรือคะ พ่อครูว่า… ก็ถูกต้อง พระสารีบุตรนั้นยอดปัญญา อย่างพระอานนท์ก็สายปัญญา แต่ที่พระพุทธเจ้าเอื้อให้ก็เพราะมีสัญญากับพระพุทธเจ้าไว้ ถ้ามาเป็นอุปัฏฐาก แล้วพระพุทธเจ้าไปเทศน์ที่ไหน ถ้าพระอานนท์ไม่ได้ยินก็ให้มาเล่าให้พระอานนท์ฟังด้วย จะได้บันทึกไว้ไม่ตกหล่น ส่วนที่บอกว่าฟังอยู่ข้างเขาสิเนรุ คือผู้มีปฏิภาณฟังอะไรนิดหน่อยก็รู้ได้ด้วยปัญญา พระสารีบุตรก็ด้วยปัญญานี้

0857308xxx พ่อครูบอกว่าต้องมีมโนสิกโรติให้เป็นกายคตาสติแต่ผู้น้อยยังไม่เก่งมนสิกโรติ ขณะอทุกขมสุขเวทนา พ่อครูว่า… ก็พิจารณากายทุกเวลาไป จริงๆ คำว่าพิจารณากาย นั้นคลุมไปหมดแล้ว ความหมายของภาษาธรรมจึงยาก อย่างพระพุทธเจ้าว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมีธรรมสองตลอดเวลา ซึ่งจะขาดจากจิตวิญญาณที่ไปรับร

อ่านต่อ

ู้ไม่ได้ พิจารณาตรวจสอบ เพ่งเพียรแล้วทำใจในใจตลอดเวลา ตราบที่เรายังไม่จบกิจ ไม่ใช่อรหันต์สมบูรณ์แบบก็ต้องทำเช่นนี้ตลอดเวลา ถ้าขาดจิตไปร่วมด้วยก็ปฏิบัติไม่ได้ คำว่ากายแม้กระทบภายนอก แต่พระพุทธเจ้าว่า กายคือจิตคือมโน คือวิญญาณ คือกายนี่เอาจิตเป็นสำคัญ เนื่องมาจากภายนอกด้วย ให้พิจารณาศึกษากายคตาสติ คือในขณะที่มีกายดำเนินไปอยู่ องค์ประชุมของรูปนามดำเนินไป ต้องมีสติ พิจารณาศึกษาตลอดเวลา ต้องมีข้างนอกร่วมกับข้างในจึงจะเป็นความจริง มีอันใดอันหนึ่งอย่างเดียวไม่ใช่ความจริง

แล้วที่ว่าไม่เก่งขณะทำใจในใจที่อทุกขมสุขเวทนา ซึ่งคุณคนนี้จะเข้าใจอทุกขมสุขอย่างไรขั้นไหน?... แล้วที่ว่ายังไม่เก่งก็หมายถึงว่าพอได้ ที่ไม่เก่งนั้นไม่เก่งในภูมิภพระหว่างจิตมันเป็นอทุกขมสุขเวทนาแล้ว หรืออุเบกขา ถ้าเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แล้วคุณจะทำให้ยิ่งขึ้นเป็น อนุรักขณาปธานหรือทำให้เป็นอเนญชาภิสังขาร ก็อาจเป็นเช่นนั้นตามที่เขียนมา หรืออาตมาอาจเข้าใจอีกแบบได้ว่า คุณทำจิตให้เป็นอทุกขมสุขหรืออุเบกขาไม่เก่ง หรือไม่ได้ ถ้าฟังๆ แล้วเหมือนกับว่า จิตอุเบกขาของคุณหากเข้าใจสัมมาทิฏฐิจริงๆ อาตมาว่าทำไม่เก่ง แต่หากสัมมาทิฏฐิแล้วก็พยายามทำอยู่ เพื่อให้จิตวางเฉย จิตอุเบกขามันเก่งขึ้นดีขึ้น ในขณะที่เราทำต่อไป รักษาให้เป็นผลต่อเนื่อง โดยทำงานอนุโลมปฏิโลมกับส่วนรวมไป แล้วจะกระทบกับทุกอย่างโลกีย์ คุณก็บอกว่าทำไม่เก่งไม่ค่อยได้ ถ้าผู้ที่ทำได้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาจริง มันก็จะไม่เก่งในช่วงแรกแต่ก็จะเก่งต่อไป เป็นปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา

คำว่าประภัสสรา นั้นใช้แทนกับความบริสุทธิ์ของปริสุทธาได้ แต่ปริสุทธานั้นบอกตรงๆ ว่าสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส แม้ผ่านกระบวนการอีก 3 ผ่านการเกี่ยวข้อง ก็มีจิตเก่งขึ้น มุทุภูตธาตุก็ยิ่งเก่งแววไว ปรับได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ สมรรถนะก็สูง ทำงานได้ดีขึ้น มีความชำนาญได้ดีขึ้น เหมาะสม ได้ประโยชน์ มีคุณสมบัติอาริยธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ คำว่าปริสุทธากับประภัสสรา หากเบื้องต้นอาจแทนกันได้แต่จะให้ลึกซึ้งนั้น ประภัสสรานั้นน่าจะเก่งกว่าปริสุทธา

0857308xxx ขณะอทุกขมสุขเวทนานั้นไม่มีผัสสะกายเทวธรรมาไม่เกิดจึงไม่ค่อยรู้ จึงไม่อ่านอาการใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า… อ่านสิ ต้องอ่านอาการ

0893867xxx ผู้น้อยคิดว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าธรรมชาติฤาสิ่งที่เหนือกว่าธรรมชาติ! พ่อครูว่า… ถูกต้อง ธรรมะเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าธรรมชาติ ถ้าบอกว่า ธรรมะคือธรรมชาติ นั้น จะไปบอกว่า x = x แต่จะบอกว่า x = xy นั้นไม่ได้ ธรรมะ=ธรรมชาติ ไม่ถูก แต่ธรรมะคือธรรมชาติก็อาจไม่เท่าทีเดียวก็ได้ มีเกี่ยวเนื่องกันแต่จะบอกว่า ธรรมะ ต้องเท่ากับธรรมชาติไม่ได้ ธรรมะต้องดับชาติ

0837277xxx ประโยชน์ของการนั่งเจโตสมถะ 4 อย่างที่พ่อครูบอกไว้นั้นสำหรับผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิแล้วใช่หรือไม่ครับ? พ่อครูว่า ...จิตสงบรำงับแบบเจโตสมถะ มีประโยชน์คือ 1 . จิตสบาย สงบ ได้พักจิต อาศัยได้ แม้สะกดจิตก็อาศัยได้ แต่ถ้าไม่สะกดจิต แต่ทำเจโตสมาธิในภวังค์เป็น ให้มีจิตในภวังค์โดยไม่รับรู้ภายนอกได้ 2 . ศึกษาจิต ไม่มีภายนอกเกี่ยวข้องนั้นมันง่าย แต่จะเห็นจิตในสัญญา ไม่มีความจริงมีแต่จิตนึกคิดปรุงแต่งไป แม้ไม่มีนิวรณ์ก็คิดนั่นคิดนี่ได้ 3 . ทำเตวิชโชได้

0893867xxx ธรรมชาติในโลกอันมีดิน น้ำ ลม ไฟ ป่าเขา แม่น้ำ ทะเลเป็นสภาพตัวตนที่มิใช่ตัวตน (อัตตา)! ธรรมะที่เกิดภพเกิดชาติในใจมีตัวตน (อัตตา) เมื่อละอัตตาอยู่เหนือธรรมชาติได้เป็นอนัตตา! พ่อครูว่า… พลังงานของคนถึงจิตนิยาม คนนี้เกิดภพชาติในใจเกิดตัวตน เมื่อละอัตตาได้เหนือธรรชาติก็อนัตตา ก็ใช่

4 . ใช้ทำฤทธิ์ได้

0815371xxx นมัสการพ่อครูกระผมฟังธัมมะพ่อครูแล้วเกิดไมอยากทำบุญกับสง ฆ์ ที่อยู่ในฝ่ายเถระสมาคมแล้วครับ พ่อครูว่า… การทำกุศลหรือทำทานก็ทำได้เสมอ ทำไม คุณทำทานให้ขอทานก็ได้ แล้วคุณทำทานให้พระให้สงฆ์ไม่ได้หรือ ถ้าคุณคิดว่าสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เรื่องไม่น่าให้ทานก็ไปตีทิ้งหมดก็จะเหลืออะไร มันก็ต้องเหลือคนดีอยู่บ้าง ถ้าองค์ไหนรู้ชัดว่าไม่ดีก็ไม่ต้องให้ทาน ชัดเจนกว่าดีก็ให้ได้ อย่าตีทิ้งหมด

0837277xxx พระทางสายนั่งหลับตาที่จริงแล้วเขาก็มีผัสสะ แต่เขาทำกับผัสสะไม่เป็นใช่หรือไม่? พ่อครูว่า… ใช ่ ทุกคนไม่ตายก็มีผัสสะทั้งนั้น แต่เขาทำไม่เป็น รู้ไม่ได้ ปฏิบัติตอนมีผัสสะไม่เป็น ไม่ได้รับสัมมาทิฏฐิในการปฏิบัติขณะมีผัสสะ ได้รับการสอนการเรียนก็ไม่ชัดเจน ถ้าเว้นผัสสะเสียแล้วไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติธรรมได้ มีในหลายสูตร ในมูลสูตรก็ต้องมีผัสสะ ในปฏิจจสมุปบาทก็มีผัสสะ 6 มีวิญญาณ 6 มีนามรูป มีอายตนะ 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4

แต่เขาไปสอนกั บ ให้นั่งหลับตา ซึ่งไม่ใช่ของจริงเป็นสัญญา ที ่ จะไประลึกของใหม่ในอนาคตก็อาจเป็นได้ แต่แม้นั่งหลับตาขณะนั้นก็เป็นปัจจุบัน ก็ไม่หมดกามหมดฌานหากมิจฉาทิฏฐิอยู่ เป็นอนาคตทำไม่ได้ทำไม่เป็น ต้องเป็นปัจจุบันจึงเป็น ทิฏฐธรรมนิพพาน ในทิฏฐิ 62 พูดไปแล้วจะแรง เขานั่งหลับตาเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีแต่ความฝันจมในอดีตกับอนาคตทั้งทิฏฐิ 62 น่าสงสาร อาตมาพูดไปเหมือนไปว่า แต่มันมีหลักฐานของพระพุทธเจ้า ว่าการปฏิบัติถูกต้องบริบูรณ์จะมี การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 )

_ 0893867xxx กามตัณหาราคะที่เกิดตามธรรมชาติ! ความเป็นธรรม ชาติดับไม่ได้!แต่ธรรมะที่ ดับภพชาติดับกิเลส!ดับกามตัณหาราคะที่เกิดตามธรรมชาติได้!

_ 0857308xxx กราบขอพ่อครูอธิบายวิโมกข์8 แบบโลกุตระเพียวๆ จะได้แก้สงสัยค่ะ พ่อครูว่า... 1 . ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2 . *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อท่านแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) ( พตปฎ. ล. 10 ข. 66 / ล. 23 ข. 163) 4 . ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา (พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ ( สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ) คำว่า อมนสิการ แปลว่าไม่ต้องทำใจในใจแล้ว แต่ท่านไปแปลคำว่า อมนสิการคือไม่ใส่ใจในอะไร ซึ่งไม่ถูกต้อง 5 . ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญา นั ญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญา นั ญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) ข้อที่ 4 ดูความว่าง แต่ตอนนี้ให้ดูตัวรู้ รู้ว่าจิตเราอยู่ในภพว่างๆ 6 . ผู้ที่ล่วงวิญญา นั ญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ตรวจสอบว่า มีสิ่งน้อยนิดโผล่มาอีกไหม ที่ยังไม่บริสุทธิ์สะอาดเต็ม นั่นคืออากิญจัญญายตนะ 7 . ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ คือต้องให้รู้ว่าวิญญาณสะอาดจริงนะ ไม่มีธุลีหมองธุลีเริง แล้วต้องรู้นะจะไม่รู้ไม่ได้ ไม่มีสิ่งที่ไม่รู้ 8 . ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์

ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต และพยากรณ์อนาคตได้ว่า 000 สูญๆๆๆ อดีตสั่งสมตกผลึก แข็งแรง เป็นนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บาง ขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์ 8 อยู่บ้าง ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ พตปฎ. เล่ม 10 ข. 66 (มหานิทานสูตร)

อานนท์ทั้งหลายฟังแล้วชื่นชมพุทธภาษิตนี้หรือไม่ นี่คือวิโมกข์ 8 ไว้ค่อยทวนอีก เมื่อมีโอกาส ก็รับฟังรับรู้ เราจะได้ปฏิบัติจนมีสภาวะนี้ได้จริง เมื่อได้จริงก็จะยิ่งเข้าใจได้ดี แม้ไม่เก่งกาจอะไร มันจะเกิดจริงเป็นจริง แม้ว่าเราเองจะไม่เก่งภาษา ฟังไปก็มึน เราก็ฟังไปเท่าที่มีสภาวะเราก็เอาอันนั้นแหละ ที่เราเข้าใจนี้แหละ

ผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจะขัดเจนว่า สวรรค์นี้เท็จ นรกนี้มันจริง เพราะสวรรค์สุขขัลลิกะ แต่นรกคืออนุสัย ตายไปเอาอนุสัยเอานรกไปด้วย แต่สวรรค์นั้นไม่ได้เอาไปด้วยนะ สวรรค์มีแต่ปัจจุบัน ผ่านปัจจุบันไปมีแต่สวรรค์เพ้อ มันเป็นเรื่องเพ้อ ความจริงมีอยู่ในปัจจุบัน ตายไปไม่มีปัจจุบัน ซึ่งอาจปัจจุบันเหมือนกันตอนตายแล้ว คนที่ชัดเจนแล้วสวรรค์เป็นเท็จ เพราะมันแค่เวทนา ที่เป็นความรู้สึก อารมณ์ ในขณะเวทนา คุณต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กายใจ หากไม่มีก็เกิดแต่สัญญา อารมณ์สุขทุกข์เป็นเวทนาปลอม เป็นความรู้สึกปลอม เป็นมโนมยอัตตา เป็นอรูปอัตตา ไม่ครบครันความเป็นมนุสโส

นรกคือสัญญา สวรรค์คือเวทนา นรกคือความจำความฝังใจ เป็นอนุสัยเกาะติดกินใจตลอดไม่ออกจากใจง่ายๆ แม้แต่ได้เสพสวรรค์ผ่านไปแล้วมันยังจำฝังใจใส่เข้าไปเป็นสวรรค์เก๊อีก

ในปฏิจจสมุปบาทนั้น สัญญา 6 ไม่มี มีแต่เวทนา 6 ตัณหา 6 ผัสสะ 6 อายตนะ 6 แต่สัญญานั้นมีหลายอย่าง หากไร้เหตุปัจจัยแล้วคุณยังเอาเศษสวรรค์นั้นฝังไว้ในใจอีก เก็บความรู้สึก ความทรงจำนี้ไว้ เป็นต้น สัญญาคือตัวนรกแท้ๆ ตายไปมีแต่สัญญา

เวลาก็เหลืออีก 10 กว่านาทีก็เข้ามาสู่เนื้อหา ( 98 ) รู้ "กาย" แต่ " ดับเหตุ " ที่มี "กาม" ไม่ได้ "ฌาน" ก็ไม่มี หรือยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น "กาม" ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น "ฌาน" ถูกต้องถ่องแท้เพียงพอ จึงปฏิบัติลดละกิเลส กำจัดกิเลสในขณะสัมผัสด้วย "ทวาร 5" ยังไม่เป็น ยัง "เห็น" (ปัสสติ) ตัวตนของกิเลสยังไม่ได้ ยัง "เห็น" (ปัสสติ) แม้แค่กายของตน คือ " สักกาย " ยังไม่สำเร็จ จึงไม่เป็นโลกุตรธรรม ตั้งแต่สังโยชนข้อ์ที่ 1 คือ ยังไม่ " พ้นสักกายทิฏฐิ " แม้ปฏิบัติธรรมใน "ปัจจุบัน" (ทิฏฐธรรม) แล้ว แต่ยังไม่สามารถ " เห็นนิพพานในปัจจุบันนั้น " (ทิฏฐธรรมนิพพาน) แน่ๆ เลย เพราะปัจจุบันนั้นไม่มีการสัมผัสสัมพันธ์อยู่พร้อมทั้ง 5 ทวาร ลืมตามีทั้ง " ทิฏฐะ สุตะ มุตะ " ได้อยู่ จึงไม่รู้แจ้งใน " รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัสภายนอกและภายใน " อยู่หลัดๆ ในบัดนั้น นั่นคือ ไม่มี "ความจริง" ของภาวะ กามคุณ 5" ยืนยันอยู่โทนโท่ เต็มสภาพ เพราะวิปัสสนาญาณหรือวิชชาข้อที่ 1 ที่ "เห็น" (ปัสสติ) หลัดๆ โต้งๆ ในความเป็น " กาย เวทนา จิตธรรม " ยังไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ จึงยังไม่บริบูรณ์ ในการปฏิบัติธรรมแบบพุทธ เพราะเป็นผู้ไม่มี " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องครบความเป็น " กายสักขี " (คือมี "กาย" ยืนยันโต้งๆ เป็นพยาน) "วิโมกข์ 8" นั้นต้อง " เห็นทั้งรูป เห็นทั้งนาม " และต้อง " เห็นทั้งภายนอก" "กามภพ" เห็นทั้งภายใน ลึกเข้าไปทั้งรูปและอรูป ในขณะที่มีความเป็น "กาย" คือ "ธรรม 2" ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียดเป็นที่สุด ตั้งแต่ "กาม" ถึง "รูป" และ "อรูป" ตลอดจบถึงขั้น " สัญญาเวทยิตนิโรธ " ทีเเดียว จึงจะครบบริบูรณ์การ " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " ตลอดครบ "วิโมกข์ 8" ต้องมี "กาย" อยู่พร้อมจนกระทั่งถึง " นิโรธ " ขั้นสุดท้ายปลายจบกันโน่นทีเดียว ดังนั้นใครหรือนักปฏิบัติธรรมใด แม้จะมี " ตานอก " แล้ว ปฏิบัติในขณะลืมตาแล้ว รู้ความเป็น "กาย" แล้ว แต่ยังไม่รู้จัก "อาการ" ของความเป็น "กาม" ก็ดี ความเป็น "ฌาน" ก็ดี ที่เกิดจากภาวะ " ทิฏฐะ (ได้เห็น) สุตะ (ได้ยิน) มุตะ(ได้กลิ่น,ได้ลิ้มรส,ได้สัมผัสเสียดสีภายนอก ภายใน) " ก็ยังมิจฉาทิฏฐิในเรื่อง "กาม" เรื่อง "ฌาน" นั่นคือ ไม่มี "ความจริง" อยู่แท้ๆ ที่มี " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมอันเกิดอยู่ใน "จิต" ขณะนั้น เพราะเมื่อไม่รู้ "กาม" ไม่รู้ "ฌาน" มันก็ทำ "กาม" ให้หมดไป แล้วจะเกิด "ฌาน" ขึ้นใน "จิต" มันก็ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ได้ ...ใช่มั้ย? ซึ่ง "อารมณ์" ที่มี "กาม" เป็นตัวการปรุงแต่ง "จิต" อยู่เป็น "กามสดๆ" ขณะปัจจุบันนี้ มันสดๆ นะ ไม่ใช่ " อารมณ์กาม " ที่เกิดเฉพาะขณะมีแต่การรับรู้ตอนอยู่ในภวังค์ และรู้ด้วย "สัญญา" เท่านั้น เป็นการ "รู้" ในขณะที่ไม่มีสัมผัสภายนอกจริงเลยนั้นนะ นั่นมันแห้งๆ ขณะนี้มันมี " มี" " ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ " สัมผัสสัมพันธ์อยู่หลัดๆ ครบพร้อมโทนโท่สดๆ แต่ตนเองยังอ่าน "อาการ" ที่เป็น กามคุณ 5" ใน "ปัจจุบัน" ขณะที่มี "สัมผัส" ขณะลืมตานี้ยังไม่เป็นก็ดี หรือเผลอสติกำหนดไม่ทันก็ตาม ก็คือ ยังไม่ "เห็น" ความเป็น "กามสดๆ" นั้น ก็กำจัดมันไม่ได้ หรือไม่ได้กำจัดมัน ใช่ไหมล่ะ เมื่อ " ดับเหตุ " ที่มี "กาม" ไม่ได้ ไม่มีผลบ้างเลย "ฌาน" ก็มีไม่ได้

( 99 ) รู้จัก "กาม" กำจัด "กาม" (เนกขัมมะ) ได้ ก็เกิด "ฌาน" ถ้าทำได้แม้แค่เพียงทำให้ "กาม" จางคลายลง ก็จะเป็น "ฌาน" ไปตามลำดับ เป็น " สัมมาฌาน " เป็น "ฌาน" ลืมตา ตามแบบพุทธแท้ทั้งเราทั้งเขาร่วมรู้ได้หมด ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่มีอะไรลับ มีแต่ "ความจริง" ที่สว่างโจ้ง ครบตื้นลึกหนาบางครบครัน ไม่ใช่ "ฌาน" ที่ทำในตอนหลับตาเข้าไปอยู่ในภพ ลึกๆ ลับๆ งมอยู่กับ "ฝัน" อันไม่เป็น "ความจริง" ที่เป็น "สัจจะ" "สัจจะ" ที่เป็น "ความจริง" นั้นมี 2 ก็ต้องมีครบทั้ง 2 คือ ทั้ง " สมมุติสัจจะ " และมีทั้ง " ปรมัตถสัจจะ " บริบูรณ์พร้อมทั้งนอกทั้งใน ผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน "สัจจะ" หรือ "ความจริง" ก็ต้องเรียนรู้ทั้ง " รูปและนาม " ของ " สมมุติสัจจะ " ทั้ง " รูปและนาม " ของ " ปรมัตถสัจจะ " องค์รวมของรูปกับนาม ซึ่งก็คือ "กาย" นั้น เมื่ออ่านเจาะวิจัยเข้าไปละเอียดๆ แล้ว ก็อ่านเข้าไปที่ " ความรู้สึก " ใน " องค์ประชุมของรูปกับนาม (กาย) นั้นนั่นแหละ ก็จะ "เห็น" " ความรู้สึกของจิตเราเองขณะนั้น " ได้ ว่า มี "อารมณ์" อย่างไร สุขหรือทุกข์ เป็นต้น จากนั้นก็วิเคราะห์ " ในเวทนา " นั้นเข้าไปอีกๆ ซึ่งมันก็คือ "จิต" โดยรวมนั่นเอง ใน "อารมณ์" ที่เราเสวยอยู่นั้น ที่มันเป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มันมาจากต้นทางแท้คือ "จิต" ที่เป็นตัวการคือ " ไม่ราคะ ก็โทสะ " (สราคหรือสโทส) แน่ๆ เราจึงเกิดอารมณ์สุขหรืออารมณ์ทุกข์ขึ้นได้ เราก็จัดการกับเจ้าตัว "เหตุ" (สมุทัยอาริยสัจ) ตัวนี้แหละให้ได้ นี่คือ การปฏิบัติธรรม เริ่มจาก " สติปัฏฐาน 4" พิจารณา " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " 4 ข้อต้นของโพธิปักขิยธรรม 37 อันเป็น " โลกุตรธรรม 37" ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 และปฏิบัติโพธิปักขิยธรรมข้ออื่นๆ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "กาม" และความเป็น "ฌาน" ถ้ายังไม่เริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น "กาย" อันเป็นจุดแรกของ " โลกุตรธรรม " แล้วก็พิจารณาเข้าไปใน "กาย" เป็น ก็ไม่เริ่มต้นเข้าสู่ " โลกุตรธรรม " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็ไม่มีทางบรรลุนิพพานแน่ๆ กระทั่งปฏิบัติแล้วอ่าน " กาย เวทนา จิต ธรรม " ได้ แยกแยะ " กายกับจิต " เป็น แล้วจัดการ (อภิสังขาร) ใจในใจเป็น กำจัดเฉพาะ "อาการ" หรือส่วนที่เป็น " อกุศล " แท้ๆได้ถูกภาวะ จึงจะเป็น " สัมมาฌาน " ของพุทธจริง เป็น " สัมมาสมาธิ " แท้ เป็น " เนกขัมมะ " เข้าถึงความเป็น " เวทนาในเวทนา 108" ซึ่งเป็น "ฌาน" ลืมตามี "ความจริง" โดย "เห็น" (ปัสสติ) " มโนปวิจาร 18 และ 36" ที่เป็นจุด " แจ้ง " (สัจฉิ) "ความจริง" ไข " โลกียะ " สู่ " โลกุตระ " ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน