580102-ทวช.งาน ว.บบบ.ครั้งที่ ๓ ธรรมนูญของพุทธสำ.doc.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580102-ทวช.งาน ว.บบบ.ครั้งที่ ๓ เรื่อง ธรร ม นูญของพุทธสำคัญไฉน โดย พ่อครูโพธิรักษ์ พ่อครูว่า… เจริญธรรมปีใหม่ วันนี้ 2 มกราคม 2558 แล้ว เราจะได้บรรยายกันอีกวันหนึ่ง พรุ่งนี้ก็เข้าสนามสอบแล้ว เป็นวิธีการสร้างตนเอง ตรวจสอบลงบัญชีให้สมบูรณ์ เราปฏิบัติธรรมต้องทบทวนตรวจสอบ พ ระพุทธเจ้า ก็สร้างทฤษฎีไว้แล้ว เรียกว่าเตวิชโช ที่เป็นรูปธรรมก็คือ นั่งสมาธิ อานาปานสติ มีลมหายใจเข้า ออก เป็นกสิณ เมื่อจิตสงบก็ตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ เมื่อวานเรากินข้าวกับอะไร อาหารนี้เราชอบใจ เราเผลอชอบใจรสปรุงแต่ง กับกิเลส เผลอไป ลืมปฏิบัติธรรม ลืมอปัณกปฏิปทา เติมโลกียรสเข้าผนึกในอนุสัย กิเลสหนาขึ้นอีก เจ็ดฟุต เติมความอร่อยเข้าไปเสียนี่ แล้วก็เห็นความอุบัติ ความจุติ เคลื่อนสู่ต่ำก็เรียกนรก เคลื่อนสู่สูงก็เรียกว่าเทวดา คราวนี้อาตมาได้พูดถึงความเกิด ความตาย เราระลึกถึงลงบัญชี เหมือนร้านค้า หยุดขายก็ตรวจบัญชี ว่าสอบตกหรือสอบได้ ว่าเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ระลึกข้ามชาติก็ได้ถ้าทำได้จริง มีอะไรเกิดหรือดับ ว่าความเกิดของกิเลสมีไหม เราจัดการมันได้ไหม ดับไหม ดับถาวรไหม ถ้าดับถาวรก็ดับอาสวะอนุสัย ดับได้นาน เสมอ ไม่เกิดอีก ตลอดชีวิตนี้ ตั้งแต่เกิดมากอายุได้ 80 แล้วสัมผัสเหตุที่เคยทำให้เกิดกิเลส อาตมาก็มีเยอะ ชาตินี้สัมผัสแล้วไม่เกิดกิเลสเหมือนคนอื่น แสดงว่าสิ่งนี้เป็นตถตาแล้วเป็นความจริง ความจริงกับความจำ ตัวนี้แยกวิเคราะห์ชัดเจน ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งหลับตาเข้าภวังค์ โดยเฉพาะผิดคำสอนพ ระพุทธเจ้า ที่ว่าไม่มีความรู้สึกกับภายนอก ตัดภายนอกขาด ก็คือตัดกายออกแล้ว ไม่มีความรู้สึกกับมหาภูตรูป ไม่มีตารับรูป หูรับเสียง ...แล้ว อะไรกระทบกระแทกภายนอก บางคนเก่งขนาดมีไฟมาจี้ ก็ไม่รู้สึก เพราะว่าไปหลงสมาธิ ตัดกา

อ่านต่อ

ยตัดจิต ผู้ทำได้ขนาดนั้นก็หลงทาง ไปยินดีในฌานสมาธิแบบขาดจากความจริง ที่เป็นทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะเสียแล้ว (สัจจะแท้จริงไม่มี เป็นเรื่องของ สัญญา ย นิจจานิ) สัจจะจริงๆแล้วที่ต้องรู้ร่วมกับโลก เข้าใจกันดีในสังคมว่าอันนี้เป็นของจริงนะ คนอื่นก็รู้เหมือนกันกับเรา นี่คือสมมุติ ส่วนปรมัตถสัจจะนั้นเป็นส่วนตน เอโก ใครไม่รู้ไม่เห็นกับเรา สูงสุดถึงนิพพาน รู้จักกิเลส ดับกิเลสให้ดับไปได้ สิ้นแล้วไม่ต้องชำระอีก ถาวร นิจจัง ทุวังฯ แต่ถ้านั่งหลับตาดับเข้าไป ท่านย้ำว่าในลมหายใจเข้าออก ต้องรู้นะ ว่าหายใจเข้าหรือออกมันต่างกัน สั้นน้อย สั้นมาก ยาว สั้น ต้องมีความต่างระหว่างอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ มันต่างโดยตระกูล ระหว่างความหนักเบา หรือน้อยมาก เราก็ตรวจว่า หมดสิ้นกับเหลืออยู่มันต่างกัน ตรวจถึง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ตัวบทเรียนสุดท้ายว่าอะไรก็ไม่เหลือ อากิญจัญญาฯคือ เรื่องรูปที่เราต้องการไม่ให้มีเหลือ ส่วนเนวสัญญากำหนดรู้ นาสัญญาต่างๆ ไม่รู้ไม่ได้ เนวสัญญาคือธาตุปัญญา อากิญจัญฯคือธาตุเจโต คือวิญญาณมันว่างจากกิเลสแล้ว อากาสาฯคือความว่าง วิญญานัญจาฯคือตัวรู้ ส่วนอากิญจัญฯคือตัวรูป เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเป็นตัวนาม เป็นตัวที่ 9 ในสัตตาวาส 9 ส่วนในวิญญาณฐีติไม่มี เป็นอสัญญีสัตว์ เราก็สามารถฝึกได้ เพื่อเรียนรู้แต่ไม่ต้องทำถึงชำนาญ เพราะว่ามันจะติด เช่น พรหมลูกฟัก นั่งอยู่แข็งทื่อผลักก็ล้มอยู่ในท่านั่งเลย แกะไม่ออก ไม่เปลี่ยนท่าเลย ล็อคเลย ถ้าเข้าได้เก่ง พอขับรถยนต์แล้วเผลอเข้าอสัญญีก็ตายเลย ไม่ได้ จึงไม่เอา พ ระพุทธเจ้า ท่านไม่เอาอสัญญี ก็ทำได้บ้าง แต่ไม่ให้ทำชำนาญเป็นอัตโนมัติ ส่วนสุทธาวาส 5 ที่จะต้องไปเสพสุข สว่าง ว่างเบา ถ้านั่งหลับตาสมาธิก็เป็น ภูมิอาภัสรา ขออภัยไว้ก่อนที่จะต้องพูด เพราะว่าปีนี้ปี 58 แล้ว เลข 8 นี่เป็นเลขก้าวของอาตมานะ เป็นการก้าวขยับไปของอาตมา พูดแค่นี้นะ เป็นเรื่องที่รู้ได้ยาก ขออภัยพุทธกระแสหลัก และสายพระป่า อาตมาก็ตำหนิสิ่งที่มิจฉาฯทั้งสองสายเลย หรือสายเดรัจฉานวิชชาโดนกระหน่ำตำหนิแน่ แม้แต่สายธรรมกายอาตมาก็ตำหนิ เพราะสายธรรมกายทำให้ศาสนาฉิบหาย นี่ตำหนิหนักรับปีใหม่ เพราะว่าธรรมกายออกบทบาทแรง แพร่ฤทธิ์เดชเลวร้าย ขอภัยที่ต้องพูดแรง ไม่ได้โกรธนะ สงสาร ถ้าหยุดเสียได้อนุโมทนานะ แต่อย่าโกรธเคืองอาตมานะ อาตมาตำหนิด้วยจริงใจ อาตมามีแต่ปรารถนาให้หยุดทำชั่ว เพราะว่าชั่วมันเป็นจริง แม้คิดก็เป็นจริง ยิ่งออกมาภายนอก สำเร็จอิริยาบถก็ยิ่งเป็นจริง หากหยุดบาปอกุศลได้ก็เป็นเรื่องดี ขออภัยที่จะต้องตำหนิมากขึ้นอีก ขออภัยแม้ท่านพุทธทาส ขออภัยแม้ท่านพรหมคุณาภรณ์ ที่ตำหนินี้เป็นความจริงใจตามภูมิ อาตมาก็ซื่อเห็นว่าผิดก็ว่าผิด เห็นว่าถูกก็ว่าถูก อาตมาจะตำหนิหนักขึ้นอีก ไม่ใช่ว่าจะหยุด จะชมยิ่งขึ้นอีกในด้านที่ต้องชม อาตมาได้ใช้ตำราของท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านเป็นนักศึกษาจริง มีความรู้มาก อาตมาเป็นคนละขั้วกับท่าน อาตมาน่ะไร้การศึกษาจริงๆอาตมาได้ใช้งานของท่านตรวจสอบบันทึกไว้ บุญคุณอันนี้ทดแทนกันทั้งชาติไม่หมด แม้ท่านพุทธทาสเช่นกัน แต่อาตมาไม่ได้เอางานของท่านพุทธทาสมาใช้มาก แต่ที่ใช้มากคือสองเล่มของท่านพรหมคุณาภรณ์ แล้วท่านพุทธทาสก็มีอีกอย่าง แต่ไม่ได้มากนัก แต่ก็มีส่วนดีส่วนถูกที่อาตมาใช้ แม้สายหลับตาออกป่า อาตมาตั้งแต่บวชก็เคยเข้าไปอยู่บนเขาครั้งเดียว เข้าไปสร้างกระท่อมบนยอดเขา อาตมานอนคนเดียว กลางคืนฟังเสียงสัตว์ อยู่พอสมควรก็ไปทดสอบ อย่างพระอุบาลีตรัส เมื่อเราเห็นว่าควรทดสอบ ว่าป่าช้า ป่าชัฏ นั้นยากจะทำความวิเวก ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันพอ ป่าจะเอาใจของเธอไปแน่ ไม่จมก็ลอย ว่าเราจะติดป่าหรือกลัวหรือไม่ เรากล้าเกินไปหรือไม่ อย่างพวกพระป่าเอาชีวิตไปทิ้งในป่าเสียเยอะ ถ้าออกป่า ท่านห้ามไม่ให้ออกคนเดียวด้วย มาเข้าสู่วิชชา เป็นวิชชา 8 เอาพระไตร ปิฎก เล่ม 9 มาใช้ วิชชาจรณสัมปัณโน นี่คือพุทธคุณ 9 ลูกพ ระพุทธเจ้า ต้องมีดีเอ็นเอ DNA นี้ น้อยไป มากก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าพุทธคุณจะมีอยู่แต่ใน พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ พุทธเป็นป ระชาธิปไตย สิ่งดีสูงสุดใครก็มีสิทธิ์ทำได้ ไม่ใช่เผด็จการ ตามควร อย่างมีขอบเขตว่าทุกอย่างต้องเท่ากันหมด ก็บ้ากันไปใหญ่เลยเถิด ต้องมีลำดับ ขั้นตอน สิ่งยกไว้ก็ต้องมี ยกไว้แต่สัมผัสสัมพันธ์ได้อย่างมีสัมมาคารวะ ในพุทธคุณ 9 โดยเฉพาะวิชชาจรณสัมปัณโน ท่านแบ่งจรณะ 15 วิชชา 9 จรณะ 15 มีศีลเป็นข้อแรก และมีอปัณกปฏิปทาอีก 3 ข้อ สัทธรรมอีก 7 แล้วมีฌานอีก 4 รวมเป็น 15 เริ่มแต่ศีล 5 เป็นบาทฐาน เป็นความครบกาย ครบรูป 28 ที่คนจะศึกษาได้ มีภายนอกเรียกว่ากาย กายไม่ขาดนามธรรม แล้วเวลาปฏิบัติ กายนั้นคือจิต คือมโน คือวิญญาณ ไม่ขาดกาย แต่เวลาปฏิบัติต้องเอาที่จิต วิญญาณ มโน เป็นหลัก ศีล คือกรอบ ปฏิบัติให้จิตวิญญาณเจริญ ตั้งแต่อบายมุขก็เรียนรู้ว่ามีอะไร ว่าฐานะของเรา เรามีอะไรหยาบที่สุดต่ำที่สุด เราก็ดูของเรา เรากำหนดแล้ว ปฏิบัติอปัณกะ 3 เครื่องอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอุปโภคนี่ต้องกินทุกวัน อย่างน้อยวันละครั้งก็พอดี ต้องโภชเนมัตตัญญุตา แม้เรื่องอาหารอย่างเดียวรับรองว่าเป็นอรหันต์ได้เลย ส่วนอุปโภค มีบริขาร แล้วสิ่งเกินมีไหม เราต้องเรียนรู้กิเลสมันเกิดกับสิ่งใด อะไรจัดก็เอาก่อน อะไรพักไม่ต้องทำตอนนี้ก็ต้องตัดกรอบเป็นปริเฉทะ เป็น context ต้องให้ชัด กรอบเดียวก็คือ context หลายกรอบก็เรียกว่า content ถ้าเก่งกรอบนี้แล้วก็ทำกรอบอื่น จะเชื่อมโยงเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ มีหลายบทก็มีเรื่องในนั้นอีก ชาคริยานุโยคะคือ การตื่น คือมีสติเต็ม ถ้าหลับไม่เป็นสติมันโต ถ้าตื่นรู้ก็ชาคริยา รู้นอกใน ด้วยอาการ 32 มีสติมันโต แม้นอนหลับคุณก็ติดนอนหลับ อย่างนั้นหยาบมากแล้วติดหลับ แม้ตื่นก็มีธาตุเจตสิกละเอียดทำงานเท่าที่มีภูมิบารมี การตื่นนี่มีองค์ประกอบนอกในครบ เราก็ทำให้ตื่นเต็ม ตื่นจากกิเลส กิเลสหมด ก็เป็นพุทธ จิตไร้กิเลส จิตเบิกบาน อภิปโมทยัง การชาคริยะคือ ทำให้ถึงพุทธะ แล้วทำสิ่งองค์ประกอบที่จะใช้เพื่อจัดกรอบ องค์ประชุมของแต่ละฐานะ ปฏิบัติได้ก็มีผลเป็นสัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ยกตัวอย่างไปเปิดผ้าให้คนดูนี่ก็ไม่อายกันเลย นี่หรือเมืองพุทธ แค่ความน่าละอายแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ไม่รู้ อย่างอิสลามเขาก็ยังเคร่งครัดนะ ทำไมไม่มีหิริเลย ไม่ละอายเลย ไม่ต้องพูดถึงโอตตัปปะนะ จิต หิริ โอตตัปปะ มีทั้งปัญญาและเจโต ในความฉลาดคือ รู้รอบทั้งองค์ประกอบทางทวาร 6 เป็นความรู้ความเชื่อทางปัญญา ก็มีพหูสูตร เป็นพหุสัจจะ คือมีความจริงมากขึ้น ทั้งสมมุติและปรมัตถสัจจะ ก็เป็นธัมมกถึกต่อไปตามศรัทธา 10 ทรงวินัย จิตมีเรือนว่าง ได้โดยไม่ยากในฌานทั้ง 4 เป็นต้น ส่วนวิริยะ สติ ปัญญา เพิ่มจากอินทรีย์ 5 พละ 5 อันนี้จิตกำลังเกิดคุณธรรมของสัทธรรม 7 นี่แหละคือบาทฐานของฌาน จะมีศรัทธา หิริโอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา เพิ่มขึ้นๆ สั่งสมเป็นฌาน เพ่งรู้เพ่งเผา เมื่อเผาหมดแล้ว ก็เหลือแต่ตัวรู้ ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาต้องมีฌาน เหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ศีล สำรวมอินทรีย์ สันโดษ อันเป็นอาริยะ ตามฌาน เป็นฌาน 1 ถึง 4 ในฌาน 1 มีตักกะ วิตักกะ เป็นกระบวนการของการทำสมาธิลืมตาเป็นสังกัปปะ 7 คือองค์ประกอบศิลป์อันยิ่งใหญ่ ในสังกัปปะ 7 ตักกะคือเริ่มดำริ วิตักกะคือวิจัยกิเลส ทำสังกัปปะ ที่ดับกิเลสได้ แล้วกลั่นกรองด้วยอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นวจีสังขาร แต่ถ้าจะออกไปสู่ภายนอกก็เริ่มที่จิตสังขาร แล้วตรวจสอบด้วยสังกัปปะ จิตสังขารเกิดก่อน วจีสังขารเกิดทีหลัง เมื่อนิโรธแล้ว แต่ก่อนจะนิโรธ ก็ดับวจีสังขารก่อน ปฏิบัติได ้ สัทธรรม 7 ก็เกิดฌาน 1 ถึง 4 เป็นจรณะ แต่จะมีวิชชา 8 ประกอบตลอดสาย ปัญญาตัวแรกเรียกว่า วิปัสสนาญาณ วิคือยิ่ง ผู้ วิปัสสนาต้องครบกระบวนการจรณะ 15 ครบกายวาจาใจ จึงเรียกว่าความจริงไม่ใช่ความจำ การนั่งสมาธิหลับตา ตัดประสาทให้หยุดนิ่งหมด ก็ทวนกระแสพุทธ ผิดไป หมดพุทธเลย การให้หยุดคิดหยุดทำนี่ ไม่มีวิปัสสนา การนั่งหลับตาไม่มีวิปัสสนา เพราะมีการรับรู้แคบๆ เพราะเอาจิตไปจดจ่อแค่กสิณเล็กๆ แล้วก็คิดว่าจิตเป็น เอกกัคคตา ที่ไม่ใช่แบบพุทธ สรุปว่า วิปัสสนาไม่มีในการนั่งหลับตาสมาธิ เพราะไม่มีรูป 28 ญาณรู้ครบเป็นวิโมกข์ 8 ที่รู้ทั้งนอกและใน ทำแล้วจิตเจริญเป็นโชค (สุภันเตวะ) คือสิ่งดีงาม โน้มสู่ทิศสูงตามฐานะ ถ้าอรหัตมรรคก็เกือบเก้าสิบองศา แต่โสดาบันก็เริ่มตั้งได้สักสิบองศา สกิทาก็เพิ่มอีก แต่วิปัสสนาญาณคือ รู้ๆเห็นๆ ถ้าหูไม่ได้ยิน ไม่เห็นรูปนี่ ก็ไม่มีวิปัสสนาญาณ ต้องสัมผัสอยู่กับเหตุปัจจัยทุกปัจจุบันอย่างเห็นๆ ต้องมีการสัมผัสของรูปและนาม แล้วมีปฏิกิริยา มีธาตุรู้ทำงาน เมื่อได้ วิปัสสนสาญาณ ก็เป็น มโนมยิทธิ ซ้อนเข้าจากวิญญาณก็เข้าหาในคือมโน มีฤทธิ์สามารถเก่งทำให้จิตของเรา (ไม่ใช่ตัวตนเราเขานะ) แล้วมีจิตเราทำความสามารถ โดยการเรียนรู้ความเก่งหลากหลาย(วิธ) สรุปว่า มีฤทธิ์ในการตัด ทำลาย กำจัดกิเลสได้ ไม่ใช่ไปเล่นฤทธิ์อื่นๆ เช่น อ่านใจคนอื่น ไม่ใช่จะต้องอ่านใจตน สรุปว่าเป็นผู้มีฤทธิ์หลากหลาย เป็นหนึ่ง หนึ่งเป็นหลากหลายก็ได้ ทิพยโสต จะรู้สองสภาพคือ สภาพมนุษย์ และสภาพทิพย์ ที่เป็นสภาพวิเศษ เช่น ได้ยินเสียงไกล หรือใกล้ก็ตาม แต่ผู้มีโสตทิพย์ จะแยกออกว่านี่เสียงกลอง อันนี้เสียงเปิงมาง อันนี้เรียกว่าบัณเฑาะว์ อันนี้ตะโพน แยกออกแม้เสียงไกลหรือน้อยก็รู้ได้อย่างทิพย์ คือรู้กิเลส แม้กิเลสหยาบ หรือแม้กิเลสเล็กละเอียด สัมผัสเบาก็รู้ แต่ถ้าหยาบก็ยังไม่รู้ ไปกับมันเลย นี่คือโง่มากไม่รู้จักผี ที่โลกเขาว่าเป็นเทพบุตร แต่แท้จริงคือมาร ทิพยโสต นั้นรู้เสียงสองเสียง รู้ทิพย์ อย่างสัมมาทิฏฐิ เจโตปริยญาณ 16 เมื่อวานอธิบายแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ 3 ประการหลังนี้คือ เตวิชโช ต้องทำให้ประจำ ส่วน 5 อย่างแรก เป็นสิ่งที่จะเกิดเป็นผลจากการทำจรณะ 15 ทำฌาน แต่ว่าเตวิชโชต้องหมั่นทำตรวจสอบว่ากิเลสสูญทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่สูญ อนาคตก็สูญ ทั้งหมดไม่ได้บอกเลยว่าให้ไปนั่งหลับตา ที่สำนวนว่าอยู่ป่าก็ดี คำว่าก็ดี มาจากบาลีว่า “วา” ที่จริงไม่ใช่ว่าต้องไปป่า แต่อยู่กับเมือง มีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่หนี(โลกันตะ ไปสุดโลกไม่มีที่ไปแล้วนั่นแหละ นรกสุด) ศาสนาพุทธไม่มีหนี ต้องสู้ไม่ใช่เป็นนักรบที่ได้ยินเสียงเกราะก็วิ่งหนี ได้ยินเสียงม้าก็วิ่งหนี นั่นไม่ใช่นักรบพุทธ ถ้าหนีก็จะเนิ่นช้า ต้องเข้ามาอยู่ในองค์ประกอบที่พร้อม มีสัปปายะ 4 มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ในสังคมอโศกมีพร้อม พาเจริญครบ ผู้ใดรู้ว่าสถานที่ๆควรอยู่ก็มาอยู่ มีมิตรดีสหายดี มีสิ่งอาศัยไม่มอมเมา เด็กๆเล็กๆ อยู่ที่นี่เป็นบุญมากเลย เขาจะซึมซับทุกวินาที แม้นอนหลับที่นี่ก็ osmosis ยิ่งกว่าโอสถทิพย์แทรกเข้ารูขุมขนนะ เพราะว่าคำสอนของอาตมามีฤทธิ์สูงแทรกได้ แม้คนนอนหลับก็แทรกได้ (ขออภัยยกตัวยกตน) ขอให้มีสัมผัสเถอะ แม้คุณปิดเครื่องมันก็เข้า ถ้าพลังงานเครื่องส่งเก่งและสูง คุณสามารถมีวิชชา 8 ได้ ไม่ใช่เรื่องประหลาดเลย ในวิชชาจรณะสัมปัณโน ไม่ใช่เรื่องลึกลับ หรือว่าเป็นแค่ของ พระพุทธเจ้า ของ พระพุทธเจ้า นั้นทุกคนมีสิทธิ์เอามาปฏิบัติได้ แต่ให้หยุดปลายเหวก่อนนะ พระพุทธเจ้า ไม่หวงลิขสิทธิ์ ในสิ่งประเสริฐต่างๆ ที่อาตมานำมาอธิบาย จะมีทั้งตำหนิและชม แต่บุคลิกศาสนาพุทธจะมีติมากกว่าชม การตินี่แม้เขาจะติด้วยอคติ ด้วยหวังร้ายก็ตาม แต่ถ้าเขาตำหนิถูกต้องเราก็เลือกเอาสิ่งดีมาใช้ ส่วนเขาจะร้ายเราไม่เอาด้วยหรอก ไม่รับ เป็นกรรมของเขา แต่ขอบคุณที่เอาสิ่งดีมาให้ คนจะติเลวร้ายอย่างไร แต่มีสิ่งถูกเราก็รับได้ แต่ว่าที่ด่าที่ติด้วยเมตตา นั้นละ อาตมาก็ติด้วยปรารถนาดี พระไตร ปิฎก เ ล่ม 9 ท่านสอนว่าอย่างไร ท่านขึ้นต้นด้วยศีลก่อน แล้วมีจรณะ 15 นี่คือภาคปฏิบัติลืมตา ขอย้ำที่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นธรรมนูญรากเหง้า เหมือนร ัฐธรรมนูญ อินเดียที่ ดร.เอ็มเบ็ดก้าเขียน ก็ใช้มาจนปัจจุบัน และของ พระพุทธเจ้า ก็ตราไว้เป็นธรรมนูญฉบับแรกฉบับเดียว ไม่ให้แก้ด้วย แต่ทุกวันนี้เขาไม่เอา อโศกมากู้คืน ต้องทำให้ได้ตา มรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ไปฉีก รัฐธรรมนูญ จุลศีล [ 2 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด นั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? [ 3 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. 2 . พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่.๓. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน. [ 3 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 4 . พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก. 5 . พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน. 6 . พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ. 7 . พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร. [ 5 ] 8 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม [ 6 ] 9 . พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. 10 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล. 11 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 12 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่. 13 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. [ 7 ] 14 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ . อาตมาว่า… ไม่ใช่ว่าเนื้อสุกรับได้ นี่พวกเบี้ยวบาลี 16 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมาร. อาตมาว่า… ข้อนี้มีลูกศิษย์ผู้ชายได้ แต่ผู้หญิงอย่ามาเป็นไวยาวัจกร ซึ่งไม่ใช่ทาสหรือผู้รับใช้นะ แต่เป็นผู้ช่วย 17 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. 18 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. อาตมา ว่า… กินนม ใช้ขน 19 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร อาตมา ว่า… กินเนื้อมัน 20 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. อาตมาว่า… ใช้แรงงาน ป่วยการจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่น ไม่ให้ทำอยู่แล้วเพราะทำให้ก่อนเวรานุเวรผูกพันต่อกัน 21 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน. อาตมาว่า… อาตมาก็มีคนมามอบที่ดินให้อยู่เรื่อยๆ แต่อาตมาไม่ได้รับที่ดินเป็นของอาตมา แต่ให้ส่วนกลาง แต่ว่าถ้าจะให้แล้วให้ตัดขาดเลย ไม่ให้มีเงื่อนไข ว่าให้ทำอะไรต่ออะไรอีก เรารับมาก็ต้องเอามาใช้ประโยชน์ อย่ามาเป็นตัวกูของกูอีก ให้ก็ให้เลย สรุปว่ารับเป็นส่วนกลางไม่ใช่ของตนเอง อาตมาว่า… ขอแทรกว่าตอนนี้บ้านราชฯจะทำการจัดสรรที่ดิน ถ/ ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้เป็นทุ่งนา จะให้พวกเราจัดสรรอยู่พักอาศัย เพื่อให้พวกเรามีที่พักเมื่อมา มันจะมีถึง 300 แปลง ผู้จะมาก็จะไม่เรียกว่าซื้อ เพราะไม่ได้โฉนด แต่ว่าได้สิทธิ์ มี 300 แปลง แปลงละ 50,000.00 บาท แปลงละ 100 ตารางเมตร ผู้จะมาซื้อแล้วอยู่ได้ต้องสมาทานศีล 5 ละอบายมุข ทานมังสวิรัติ คุณมีสิทธิ์ซื้อได้ถึง 225 ตร.ม.ต่อแปลง แต่มีสิทธิ์ปลูกบ้านได้ใหญ่ที่สุดแค่ 100 ตร.ม. จะซื้อหลายแปลงก็ได้ แต่บ้านจะอามาต่อกันไม่ได้ ต้องขยายที่พัก ขยายที่ทำกสิกรรม ทั้งต้องการบุคคลมาด้วย อย่างที่กุดระงุมก็ให้ธงชนะเขาทำกสิกรรม เขามีพรสวรรค์ในการทำกสิกรรม กะหล่ำนี่ใบเท่ากระด้ง ของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อเบื่อทวง ปวดท้อง 22 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้. อาตมา ว่า… การทำงานเชื่อมต่อกับสังคมกับทุกคน การทูตกรรม นั่นเอง แล้วการรับใช้ ถ้าคุณทำงานให้เขา แล้วรับเงินจากเขานี่คือคุณรับใช้ แต่ถ้าทำให้เขานี่ไม่ได้เอาอะไร ไม่ ใช่ การรับใช้ แต่ไปเทศน์แล้วเอาเงินเขานี่แหละ คือการรับใช้ เทศน์ก็เอาเงิน แต่ว่างานการไม่ทำเดี๋ยวหาว่ารับใช้ฆราวาส แต่ไปพูดไปเทศน์นี่เอาเงินเขานะ สรุปว่าไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนคือไม่รับใช้ นอกจากงานบางอย่างผิดวินัย ผิดศีล ทำไม่ได้ แต่ถ้าไม่ผิดศีล ผิดวินัยก็ทำได้ เช่น ประท้วง เป็นความจำเป็นด้วย ออกไปนี่เสี่ยงระเบิดและโดนปืนยิงด้วย แต่เขายิงไม่ถูก การรับใช้คืออะไร การรับใช้ถ้าพ้นมิจฉาชีพข้อลาภแลกลาภ นี่คือผู้พ้นจากการรับใช้คฤหัสถ์ ไม่ใช่ว่าบิณฑบาตแล้วก็ไม่ทำอะไร สบาย เอาแต่นั่งสมาธิเดินจงกรม อย่างทูตกรรม นี่ทุกวันนี้มหาเถรสมาคมก็มีทูตไปต่างประเทศ แต่เราเป็นทูตก็ไปช่วยเขาเชื่อมต่อ เพื่อให้ ไม่ใช่เพื่อเอาจากเขา นี่คือทูตที่แท้จริง เราเป็นทูตได้ ถ้าพ้นลาภแลกลาภ ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา นี่คือการพ้นจากการรับใช้ที่แท้จริง 23 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อการขาย. 24 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยขอ ง ปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. อาตมา ว่า… โดยเฉพาะปลอมธรรมะ พระพุทธเจ้า เช่น ธุดงค์ที่ทราม คือการตกแต่งประดิษฐ์ประดอย นี่คือการโกง หรือว่าการสร้างวัตถุมงคลนี่ก็ปลอมและโกง 25 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง. อาตมา ว่า… การเทศน์แล้วได้เงินคือสินบน ผิดทั้งข้อ 22 และข้อ 25 26 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้นและการกรรโชก. พ่อครูว่า… ธรรมนูญ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่อย่าละเมิด เป็นพุทธธรรมนูญ แท้จริง มัชฌิมศีล [ 9 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคาม และภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า. [ 10 ] 2 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิษ. [ 11 ] 3 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำ เป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ. อาตมา ว่า… สมัยนี้มากกว่าสมัยพ ระพุทธเจ้า มากเลย ล้วนแต่มอมเมากัน แต่พวกเรา ถ้าจะอนุโลมเล่นฟุตบอลก็ให้โยนไปมากัน ไม่เล่นแข่งเอาชนะคะคาน หรือตะกร้อวง แบ ด มินตัน ก็ให้เล่นแต่ไม่แข่งเอาชนะคะคาน คำตรัสของ พระพุทธเจ้า ต้องเอามาใช้ หากไม่ใช้ก็สูญ มีคนเขียนมาให้อ่านว่า … ป้ายที่เขาเขียนให้ธุดงค์นั้น เขาว่าโรยด้วยดอกดาวรวย ไม่ใช่โรยด้วยดอกดาวเรืองนะ นี่คือเล่ใช้ภาษาหลอก คำว่ารวยนี่ชูใจคน แล้วเลี่ยงคำว่าโรย ทำดราม่าตกแต่ง ก็ถล่มไปหนัก ขออภัยนะอย่าโกรธกันเลย พูดด้วยปรารถนาดี ถ้ารู้ว่าบาปอย่าทำต่อเลย เอาเรื่องใหญ่โตมาสร้างภาพ คนก็หลงใหญ่โต แต่ พระพุทธเจ้า ว่าอันใดพามักใหญ่ อันนั้นไม่ใช่ธรรมะ พระพุทธเจ้า แต่ว่าให้น้อยไว้ แล้วจะโตไปตามลำดับ อย่างอโศกนี่มีพระพุทธรูปใหญ่ หรือสร้างตึกใหญ่ เป็นส้วม ลัดมาข้อนี้เลย อาตมาอ่านแล้วสะดุด [ 17 ] 9 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้. อาตมา ว่า… การไปรับใช้ก็คือการไปเอาอะไรแลกเปลี่ยนมานั่นเอง..อีกหลายข้อก็มีเช่น ติรัจฉานกถา ก็ทำกัน หรือว่าหลงสิ่งใหญ่สิ่งโต เลอะเทอะไปหมด ขออภัยที่วันนี้ถล่มเสียเยอะเลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน