581223_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581223_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่องสามัญผลสูตร ตอน 2 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2558 ขึ้น 13 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม ตอนนี้ก็วันใกล้จะหมดรับสมัครสอบ ว.บบบ.แล้ว ปิดรับสมัครวันที่ 25 ก็ขอเติมที่บอกว่าเข็มพระธรรมมีน้ำหนักไม่เกินครึ่งบาท แต่ที่จริงน้ำหนักมัน 13.27 ซึ่งทองคำ 1 บาทหนัก 15 กรัม ราคาตอนนี้ 1 บาท ก็ประมาณ 18,000 บาท ที่อาตมาจำภาษาบาลีได้มาก ก็ใช่ แต่เรื่องไม่ใช่ธรรมะนี้ก็ไม่เอาถ่าน อันนี้ก็ไม่ค่อยดี ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากจะได้พลังงานความจำนี้ได้เพิ่ม เพื่อจะได้จำธรรมะใหม่ๆเพิ่มขึ้น ก่อนจะได้บรรยายวันนี้คิดว่าจะบรรยายที่เราอ่าน ก็รู้สึกว่าใกล้วัน- ว.บบบ. ก็คิดว่าจะได้อธิบายเนื้อธรรมะลึกๆ ถ้าจะอ่านก็อ่านสามัญผลสูตรที่เป็นสูตรที่ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่ท่านเรียบเรียงมาก็ต้องมีจุดมุ่งหมาย สูตรที่ 1 เป็นสูตรสำคัญมากที่คนต้องรู้ก่อน เพราะศาสนาพุทธเพิ่งเกิดท่ามกลางที่เขามีทฤษฎีทิฏฐิ ความเห็น ความเข้าใจองค์รวมของศาสนาอื่นๆ แต่ท่านก็ประกาศศาสนาของท่านขึ้นมา สูตรแรกที่โบราณาจารย์ยกขึ้นมาก็ยืนยันว่าพุทธมีทิฏฐิมีลักษณะเช่นนี้ ถ้าต่างจากนั้นไม่ใช่นะ พระพุทธเจ้าท่านก็ประกาศในพรหมชาลสูตรกล่าวถึงศีลว่า เขาชมหรือติอาจารย์ต่างๆ ของท่านปรากฏในสังคมก็ต้องมีคนติคนชม ก็ไม่แปลก รวมทั้งอาตมาด้วยก็ต้องมีคนติหรือชม ท่านก็ว่าถ้าจะชมก็ต้องชมว่า เราตถาคตหรือศาสนาพุทธมีหลักเกณฑ์ หรือกรอบของศาสนาคือ ศีล อย่างนี้ ซึ่งของคริสต์ก็มี ten commandments ของพุทธก็มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ตอนนั้นเราอ่านถึงตอนที่พระเจ้าอชาตศัตรูไปหาพระพุทธเจ้า ก็กล่าวว่าไปหาอาจารย์ทั้ง 6 มาก็ไม่ get พอมาถึงพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบโดยย้อนทวนถามไป วนไปถึงพรหมชาลสูตร

อ่านต่อ

สำคัญคือ มีหลักธรรม สำคัญคือ ศีล เป็นการประกาศ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ที่เดี๋ยวนี้เสื่อมไปหมดแล้ว มหาศีล เป็นการบ่งบอกความเป็นพุทธ จุลศีล คือศีลส่วนตนที่ต้องปฏิบัติมีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 มีผลขัดเกลาตน แต่มหาศีลบอกแจ้งพุทธศาสนาว่าไม่มีเดรัจฉานวิชชา แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง อยู่ในสามัญผลสูตร แต่ทุกวันนี้ภิกษุทั้งหลาย แม้ข้อนี้เป็นศีลของเธอก็ไม่มีแล้ว ถึงสรุปได้ว่า พระทุกวันนี้ที่ประกาศว่าตนเป็นศาสนาพุทธและจะประกาศว่าพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ศีลเบื้องต้นยังไม่มี ไม่ได้รักษาความเป็นศาสนาพุทธ ซึ่ง มหาศีลเป็นศีลที่รักษาความเป็นพุทธ สวนมัชฌิมศีล เป็นศีลขยายจากจุลศีล ส่วนวินัยเป็นกฎหมายอาญาที่มีบทลงโทษ พูดไปแล้วอาตมาก็เกรงใจคนเขา วันนี้ทำงานมา 45 ปี ก็เปลี่ยนชื่อจากรายการ “ธรรมาธรรมะสงคราม” มาเป็นรายการ “พุทธศาสนาตามภูมิ” _พ่อครูอ่านบทกวี อ.เป็นต้น นาประโคน เกี่ยวกับการสอบ ว.บบบ.

Sms 22 12 58 _ 0893867xxx · นมัสการพ่อครูฯ ผู้น้อยหาใช่ผู้รู้เรื่องนิโรธโลกุตระเองไม่! ท่านเคยเทศน์บ่อยว่านิโรธสมถภาวนาคือนิโรธแบบฤาษี ที่มิได้ดับด้วยความรู้แจ้งในจิต-เวทนา-สัญญา-สังขารฯ โดยตนด้วยตนเองได้! พ่อครูว่า… นิโรธอย่างพุทธไม่ใช่แบบฤาษีที่ไปทำอยู่แต่ภายในจิต นั่งสะกดจิต นั่งหลับตาทำ อย่างนั้นไม่ใช่แบบพุทธ แบบพุทธต้องลืมตาเปิด เห็นภายนอกพร้อม ทั้งรู้ภายใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี พหิทารูปา นิปัสสติ _0809630xxx · กราบนมัสการพ่อครูท่านสมณะสิกขมาตุ ด้วยเคารพยิ่ง _0893867xxx · กราบขอบคุณพ่อครูฯที่สอนเรื่องการดับด้วยญาณรู้แจ้งในจิตในเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณด้วยตนเองกำหนดรู้ในตนเองคือสัญญาเวทยิตนิโรธ!เป็นประจำ

พ่อครูว่า… มาเข้าสู่บทที่จะบรรยาย สามัญผลสูตร ซึ่งต่อจากพรหมชาลสูตที่บอกว่า ทิฏฐิ 62 นี้ผิด ไม่ใช่พุทธ ของพุทธเป็นแบบสูตรต่อไป ส่วนที่จะบอกว่าจะชมตถาคตต้องชมพระพุทธเจ้าหรือชมพุทธศาสนาว่า ต้องมีศีล ผู้ใดมีศีลเป็นหลักตั้งแต่ศีล 5 คือพุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ (กำลังตั้งใจเป็นพุทธ) เป็นพุทธบริษัท (คืออาริยบุคคล) เมื่อเริ่มต้นสามัญผลสูตรก็มีพระเจ้าอชาตศัตรูก็เดือดร้อนใจเพราะว่าฆ่าพระราชบิดาแล้วยึดราชสมบัติก็เลยร้อนใจ ไปหาบรรดาอาจารย์ที่มีในยุคนั้นเพื่อปลดความไม่สบายใจ สุดท้ายก็มาหาพระพุทธเจ้าโดยชีวกโกมารภัจจ์ แนะนำมา มาพบพระพุทธเจ้าก็ถามพระพุทธเจ้า เหมือนกันกับที่ถามอาจารย์ทั้ง 6 ว่าจะมีผลที่ได้ไหม แต่ทางโน้นทางนี้ก็ตอบนอกเรื่องไม่บอกผลที่ได้ พระพุทธเจ้าเลยไล่ไปตามลำดับ ว่าถ้าเผื่ออย่างนี้จะเป็นผล จนถึงวิชชาจรณะ บอกว่าพระพุทธเจ้าเองท่านเป็นพระพุทธเจ้า พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง อาตมาเปิดเผยมา 45 ปีก็จริงใจทุกอย่างไม่มังกุ อุทธัจจะ ไม่เหนียมเก้อเขินไม่ได้ยาก พูดไปอย่างไม่มีอะไรสะดุดใจ พูดอย่างประมาณแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าพูดถึงผลสามัญที่ปฏิบัติแล้ว คือถ้าเป็นคนรับใช้คนสนิทของพระเจ้าอชาตศัตรู แล้วเขามาฟังธรรมพระพุทธเจ้า ฟังแล้วเกิดมาปฏิบัติธรรมตาม มาบวชตาม เป็นผู้ลดละ สำรวมกาย วาจา สันโดษ มีจรณะ 15 เมื่อมีผลอย่างนี้ มาเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นผู้สำรวมลดละมักน้อยสันโดษ ท่านก็เข้าใจดีว่าถ้าอย่างนี้ก็เป็นผลสิ เป็นผู้ที่ปฏิบัติเป็นคนใหม่ ยินดีในความสงบ ถ้าเขาได้ผลอย่างนี้แล้ว พระองค์จะมาเอาทาสของพระองค์นี้คืนไปไหม ให้กลับไปเป็นทาสอย่างเก่าไม่ยอมให้มาปฏิบัติธรรม พระเจ้าอชาตศัตรูบอกเลยว่าไม่ใช่ มีแต่หม่อมฉันจะลุกรับเขา เคารพเขา กราบไหว้เขา อย่างชุมชนของเรา คนทั้งชุมชนเป็นคนมีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ ใครทำผิด เราก็ชำระไม่ปล่อยปละละเลย ผู้ละเมิดเกินก็ลงทัณฑ์จนกระทั่งให้ออกนอกหมู่กลุ่มไปก่อน กี่ปีก็ทำมาตลอด เป็นสังคมไม่มีอบายมุข มีศีล กี่ปีต่อกี่ปี เป็นสามัญผล เป็นการทำให้เกิดความเป็นสมณะ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมีคุณธรรมประจำตน เป็นสามัญนะ แล้วเป็นหมู่มวลสอดคล้องกันอย่างเป็นจริง ไม่ใช่เป็นบ้าง ไม่มีหมู่กลุ่ม อย่างสังคมวัดต่างๆ ผู้ปฏิบัติมีมรรคผล สังวรระวังเป็นภิกษุแล้ว แต่ละเมิดเยอะโดยเฉพาะมหาศีล ไม่เข้าใจ ยังบูชาไฟ ยังบูชาน้ำ พ่นน้ำมนต์ อะไรต่างๆนานาและไม่รู้ว่าที่พูดที่บรรยายเป็นเดรัจฉานกถา แล้วที่มีผลประโยชน์ต่างตอบว่าพระที่น่านับถือคือพระเดรัจฉานวิชชารับปลุกเสกพระเก่งเป็นพระกรรมฐานธุดงค์ พวกนี้มันนอกรีตทั้งนั้น ไม่เป็นสามัญผลตรงสัมมาทิฏฐิของพุทธ เป็นพราหมณ์แบบโลกีย์ เป็นพระมหาศาลแต่ก่อนเป็นพราหมณ์มหาศาล แต่เดี๋ยวนี้เป็นพระมหาศาล เต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุขปรีดิ์เปรม มันไม่ใช่สามัญผล มันไม่ใช่มรรคผล ที่ดูได้รู้ได้เป็นรูปธรรม มันไม่ใช่ ศาสนาพุทธที่มีตำแหน่งยศศักดิ์ วันนี้มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ยุคโน้นพระเจ้าอชาตศัตรูเห็นเลยว่า เขาเป็นกันแบบนั้นตามมหาศีล ในยุคนี้ มหาศีลเขาให้งดเว้นให้ขาดแต่เขาไม่งดไม่เว้นไม่ขาด ขอย้ำว่าเป็นความเห็นตามภูมิของอาตมา ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ได้แต่พิธีกรรมสวดมนต์ เรื่องการสวดมนต์อย่างนั้นมันผิด เอาบทธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้ฆราวาสได้ยินได้ฟังสวดพร้อมกัน ท่านห้ามเอาไว้มันเป็นอาบัติ เดี๋ยวนี้เป็นศาสนาสวดมนต์ มีทำนองมีคำร้องยืดยาว สวดด้วยคำร้องทำนองอันยืดยาวก็ผิดแล้ว อาตมาพาทำมา 45 ปี ไม่มีรับให้พวกเราไปสวดบทมนต์ตั้งแต่ 2 คน มีแต่ไป เทศนาธรรมทีละคน ตอนนี้เขาสวดกันเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน รวมกัน น่าสงสารศาสนาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่พยายามแสดงความจริงใจตามภูมิ ต่อมาอันที่ 3 พระพุทธเจ้าก็เข้าสู่พระองค์เลย เข้าสู่ศาสนาว่า เมื่อโลกมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นท่านก็ตรัสถึงพุทธคุณ 9 ของพระองค์เอง แล้วก็มีคฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่งย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. พ่อครูว่า… แต่สมัยนี้ แม้แต่ศาลตัดสินว่าได้ยักยอกเงินแล้ว พระก็เอาเงินคืน ไม่ติดคุกไม่อาบัติเสียอีก แต่พระพุทธเจ้าว่าท่านให้เป็นผู้ละกองสมบัติออกมาบวช อาตมาทำได้แม้ในยุคนี้ แม้สิกขมาตุ ไม่ถึงภิกษุณี ถือศีล 10 เท่าสามเณร ก็สามารถญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายนะ สิกขมาตุเราก่อนบวชก็ให้สละทรัพย์สินออกหมด มีที่ดินก็ให้เซ็นสละให้หมด ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ มาปฏิบัติธรรมก็จะเห็นจิตตนว่าเรายังห่วงหาอาวรณ์ มีปริโพธะหรือไม่ หลายคนก็อยู่จนตายไปหลายองค์แล้ว ก็อยู่กันมาสบายดีไม่เดือดร้อนอะไร อย่างท่านเดินดินเป็นลูกชายคนเดียวด้วย มีนานาทรัพย์ศฤงคารเป็นพันๆไร่ ต่างๆนานา พอดีมีน้องสาวก็รับเละคนเดียว พี่สาวก็ไปต่างประเทศหลายสิบปีแล้วแต่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์ศฤงคาร ท่านก็ออกบวชสบายๆ ทั้งที่เป็นลูกชายคนเดียว ก็ควรสืบต่อ น้องสาวก็เลยรับเละคนเดียว น้องสาวยังเอารถเบนซ์มาถวายเลย เป็นเบนซ์เกาหลีนะ ก็มีฐานะโภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะไม่ห่วงหาอาวรณ์ ดูแลกันตามฐานะ ต้องอ่านจิตเราว่าญาติของเรา เรายังมีจิตห่วงหาอาวรณ์หรือไม่ แต่การทำตามสมควรวัฒนธรรมก็ต้องมีการอนุโลมปฏิโลม พระพุทธเจ้าก็อนุโลมสำหรับญาติชั้น 1 เช่น พ่อแม่ลูก นอกนั้นญาติชั้นอื่นท่านก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไร ดูท่านให้เป็นผู้ปวารณาได้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วว่าถ้ามีผู้ฟังธรรมแล้วเลื่อมใส มาปฏิบัติตามก็จะเริ่มให้หลักเกณฑ์คือสมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ บริสุทธิ์แม้อาชีพ 5 หยุด กุหนา คือโกงทั้งกายวาจาใจ หยุด ลปนา คือใช้วาจาในทางที่ผิด พระพุทธเจ้าละเอียด ถึงไม่และเล็มเลียบเคียงเลยในศีล หยุด เนมิตกตา คือมีหลักปฏิบัติเฉพาะตนให้ได้ ตามลำดับ ต้น กลาง ปลาย แม้มาบวชก็ต้องมีศีลตามลำดับ ภิกษุอย่างน้อยก็ต้องมีศีลไม่น้อยกว่าเณร เป็นผู้ที่ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา ต้องอยู่ในคณะที่บริสุทธิ์ ไม่ไปร่วมทำกับพวกที่ไม่บริสุทธิ์ ที่สุดไม่ใช้ลาภแลกลาภ ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ที่สำคัญคือ เทศนาแล้วรับค่าเทศน์ ไม่รับสิ่งตอบแทนในการแสดงธรรม ในการทำงานศาสนา อย่างนี้เป็นต้น ไม่เป็นผู้รับจ้างแต่เป็นผู้รับใช้ประชาชนที่ไม่ผิดธรรมวินัย แต่สิ่งควรทำกับประชาชนคือ ทำงานรับใช้ประชาชน เป็นผู้คุ้มอาหารที่ประชาชนให้แล้ว เขาให้โภชนะให้บริโภคด้วยศรัทธาแล้วยังจะละเมิดสิ่งต่างๆมันน่าอาย ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ นี่คือหลักปฏิบัติแบบพุทธคือ วิชชาจรณะสัมปันโน 1. ถึงพร้อมด้วยศีล 9. ปรารภความเพียร 2. คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติอันเป็นอาริยะ 3. ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา 4. ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน 5. ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13. ทุติยฌาน 6. หิริ (ละอายต่อบาป) 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) 15. จตุตถฌาน 8. แทงตลอดในพหูสูต (ล.13/34)

พ่อครูว่า… ประมาณในโภชนา ให้มีสัมผัสเป็นปัจจัย ให้รู้ว่ามีสิ่งดูด ผลักในเหตุปัจจัย มีสันโดษในบริขารของภิกษุ นอกนั้นก็งดเว้น อย่างบริขารก็ตามมหาปเทส แต่ก็ต้องตรวจดูว่าใช้ถูกต้องหรือไม่ เช่น คอมพิวเตอร์ก็ต้องสังวรการใช้ มีอยู่ 4 ประเด็น สังวรสำรวม คือศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ นี่คือ 4 ประเด็นหลักของจรณะที่สรุปลง จรณะคือกรรมกิริยาต่างๆ แล้วทั้ง 4 นี้เป็นอาริยะ ศีลเป็นอาริยะเป็นอย่างไร สำรวมอินทรีย์เป็นอาริยะเป็นอย่างไร สติอันเป็นอาริยะ หรือสันโดษอันเป็นอาริยะคืออย่างไร ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเป็นอาริยะ นี่คือสามัญผล ที่จะให้ผลเป็นผู้บรรลุเป็นสมณะ 4 เหล่า คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี่คือสามัญผล ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำเลย นี่บรรยายไม่ได้ว่านะ แต่บรรยายตามภูมินะ

ศีลทั้งหมดคือ ปาติโมกข์ (จุลศีล) ศีลทั้งหมดคือ ปาติโมกข์ จุลศีล [103] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. 1. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของ เธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… นี่คือศีลของภิกษุ จะถือว่าถึงพร้อมด้วยศีลก็ต้องมีเช่นนี้ ศีลข้อ 1 คือไม่ฆ่าสัตว์ แม้แต่ตบยุงก็ไม่ตบ มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ บางศาสนาเคร่งกว่าศาสนาพุทธ ป่วยก็ไม่กินยา แต่ของพุทธไม่ใช่โต่งแบบนั้น เรื่องการฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ อาตมาก็นำเอามาทำจริง เขาก็แย้งกันมา นักบวชชั้นดีของศาสนาพราหมณ์ก็ไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าเป็นพราหมณ์ฮินดูชั้นสูงก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์มาแต่ต้น เป็นสามัญของอินเดียเลย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม ใครจะติดก็ไม่ว่า แม้พระเทวทัตก็ไม่กิน จนมาขอพระพุทธเจ้าให้ตราเป็นวินัยเลยว่าห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าว่าเราไม่บัญญัติก็อนุโลมไปตามควร ใครจะฉันอยู่ก็ตามใจ ให้สำนึกเอง แต่ส่วนใหญ่ท่านไม่ฉัน แล้วเขาก็นับถือกัน อาตมาได้อ้างประเด็นนี้เลย ถ้าผู้มีปัญญาจะยอมรับในสีหสูตรที่สีหบดี เป็นอเจลกะ มาศรัทธานับถือพระพุทธเจ้าก็อาราธนาไปฉันที่บ้าน ก็ให้บริวารไปหาเนื้อสัตว์มาฆ่าถวายพระพุทธเจ้าพรุ่งนี้ พวกอเจลกะที่เป็นผู้อยู่ในรีตเดียวกับสีหเสนาบดี ซึ่งสีหเสนาบดีเป็นคนสำคัญของอเจลกะ เขาก็เดือดร้อนว่าจะมานับถือพระพุทธเจ้า อเจลกะก็ต้องการดิสเครดิต บอกให้บริวารประกาศว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ที่สีหเสนาบดีถวาย ไปร้องแรกแหกกระเชอเลยให้คนได้ยินว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นการถวายด้วยความไม่บริสุทธิ์ด้วยส่วนสาม คือเป็นสัตว์ที่ฆ่าโดยอุทิสมังสะ คือสัตว์ที่ฆ่าโดยเจตนา หรือเป็นสัญจิจจะ คือสัตว์นี้ถูกฆ่าโดยคน ไม่ใช่แปลว่าเจาะจงชื่อคนกิน มีบาลีว่า ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ ไม่มีคำไหนแปลว่าเจาะจงชื่อคนกิน การทำอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวก เป็นการทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ) 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 แล้วอเจลกะก็ไปป่าวประกาศว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วนสามคือ ได้เห็นได้ยินสงสัยว่า ฆ่ามาหรือถูกคนฆ่ามาให้ฉันนั่นเอง แต่ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ อเจลกะจะไปป่าวประกาศทำไม แต่เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ อเจลกะเลยป่าวประกาศเพื่อดิสเครดิตพระพุทธเจ้า ถ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นประจำ การป่าวประกาศจะได้อะไร เพราะคนก็รู้อยู่แล้ว แต่ถ้าท่านไม่ฉันก็ต้องดิสเครดิตท่านบอกว่าท่านฉันเนื้อสัตว์ มาต่อ จุลศีล 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… ควรใช้สำนวนว่ารับแต่ของที่เขาให้ ไม่ควรใช้สำนวนว่าต้องการแต่ของที่เขาให้ ควรบอกว่ารับแต่ของที่เขาให้ การบอกว่ารับก็มีความหมายสูงกว่าอยากนะ เป็นผู้สะอาดอยู่ เป็นผู้โภคขันธาปหายะ 3. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า… ข้อนี้คือถือพรหมจรรย์ ไม่จีบไม่หาคู่ ละเอียดอย่างนั้น ไม่ใช่แค่เว้นจากการสมสู่ แต่พรหมจรรย์คือรวมหมด คือไม่พยายามสร้างความเป็นคู่ ถ้าเป็นเรื่องเพศก็ไม่ ในอาบัติข้อพูดเกี้ยว ไปแตะร่างกายก็เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ถ้ามีกิเลสกามแล้วไปจับต้องกายหญิงก็อาบัติสังฆาทิเสส แต่คนไม่ซื่อสัตย์ก็ไม่รู้ แต่คนซื่อสัตย์จะรู้จิตตน มีจิตราคะแล้วไปพูดเกี้ยวพาราสีก็เป็นสังฆาทิเสส อย่างนี้เป็นต้น นี่เรื่องคนคู่ไม่ต้องถึงมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้ามีก็ปาราชิกเลย 4. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง. 5. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… อันนี้แหละลึกซึ้งซับซ้อน ทุกวันนี้ก็พูดปรองดอง เพื่อไม่ให้แตกร้าวกัน คำส่อเสียดคืออะไร คือคำที่พูดแล้วทำให้เกิดสองฝ่ายไม่ชอบใจกันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบอีกฝ่ายหนึ่งก็ส่อเสียด นักข่าวนี้ล่อแหลมต่อการส่อเสียด เพราะเอาความข้างนี้ประกาศแล้วเอาความอีกข้างประกาศ แล้วก็เอาสองฝ่ายประกาศ แล้วแย้งกันจะไม่ปรองดองกันง่าย จึงยากในการเขียนข่าว โดยเฉพาะนักข่าวการเมือง จึงยากมากต้องใช้ศิลปะมากเลย 6. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… คำหยาบ คือคำที่มันทิ่มแทง มันบาดเสียดใจ เกิดไม่ชอบใจ ถ้าจะพูดก็ต้องพูดให้คนที่เขายอมรับได้ หรือเป็นปิยวาจา คำพูดอันนี้ที่ถือว่าไม่หยาบก็คือคำตำหนิ การว่าความผิดของคนอื่นนี้หยาบ ยิ่งว่าหนักๆเต็มคำ ใช้น้ำหนักแข็งก็หยาบ แต่ถ้าพูดคำตำหนิให้คนดื่มคำตำหนิได้พระพุทธเจ้าว่าคือปิยวาจา คำตำหนิภาษาบาลีว่า เปยยวัชชะ ถ้าเรากล่าวคำตำหนิเขาให้เขารับได้ดื่มได้ คนนั้นคือคนกล่าวปิยวาจา ไม่ใช่ไปกล่าวคำไพเราะไม่ตำหนิใครอย่างนั้นไม่มีนัยลึกซึ้งอะไร ศาสนาพุทธเป็นศาสนาตำหนิค้นหาความเลว กำจัดจิตที่เลว ไม่ใช่ศาสนาค้นหาความดีแล้วทำแต่ดี ความชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย ของเราเลย อย่าไปเกี่ยวข้อง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งอริยสัจ 4 คือให้รู้ทุกข์รู้เหตุแห่งทุกข์ แล้วกำจัดเหตุแห่งทุกข์เหตุที่ไม่ดีไม่งามที่ต้องว่าต้องตำหนิ ต้องกระหนาบแล้วกระหนาบอีก ผู้ที่ได้ตำหนิด้วยจิตบริสุทธ์ ด้วยเมตตา อย่างอาตมาบอกว่าด่าเอาบุญ เป็นเรื่องน่าสงสารน่าช่วยเหลือ อาตมาไม่มีจิตเกลียดชังโกรธ ไม่ได้ริสยา คนที่ได้รับสรรเสริญมากกว่าอาตมา ได้ยศศักดิ์ อะไรมากกว่า อาตมาก็ไม่ได้ริสยาโลกีย์อะไรเลย ที่ตำหนิก็ด้วยใจบริสุทธิ์ตรงตามพระพุทธเจ้าสอน นิคคัณเห นิคคหารหัง คำหยาบนั้น บางคนเขานับถือกันสนิทกันก็พูดด้วยคำถึงๆ เช่นกูๆมึงๆ สมัยโบราณแต่ก่อนก็ใช้ เดี๋ยวนี้ก็ใช้กับคนสนิท แต่เดี๋ยวนี้สังคมก็เปลี่ยนเป็นคำสุภาพกว่า แต่ก็ต้องเข้าใจว่าใช้ก็อย่างไม่ได้มีจิตหยาบคายอะไร แต่อย่างอาตมาใช้คำบางคำเพื่อยืนยันสภาวะนั้นๆ ไม่ได้หยาบหรือลามกแต่อย่างใด 7. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… คำเพ้อเจ้อต่อให้คนพูดธรรมะชั้นสูง แต่คนไม่ได้เข้าใจ ไกลเกินเขาเข้าใจ พูดแล้วไม่ได้ประโยชน์เลย อันนี้คือเพ้อเจ้อ ไม่ประกอบด้วยกาละอันควร คำเพ้อเจ้อไม่ใช่แค่พูดตลกโปกฮา เล่นหัว แต่ที่จริงบางคำที่สนุกๆ สังคมเราก็อนุโลมกัน เป็นคำขำขันบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ใช่ทำเป็นกิจลักษณะเป็นนิสัย ก็ทำเป็นนิดหน่อยอนุโลมก็พอได้ สรุปคือคำพูดไร้สาระไร้ประโยชน์นั่นเอง 8. เธอเว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม. พ่อครูว่า… ทำไมท่านไม่ให้ภิกษุพรากพืช หรือขุดดินฟันหญ้า ที่พระพุทธเจ้าห้ามทั้งที่พืชนี้กินได้ จะพรากจะเด็ดก็ได้ ถือว่าไม่มีกรรม ไม่มีบาป แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เมื่อมาบวชแล้วไม่สะสมข้าวน้ำ ไม่มีครัว ทำกับข้าวกินเองไม่ได้ทิ้งหมดแล้ว มาบวชแล้วบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ไม่สะสมกักตุนข้ามวันด้วย สรุปคือไม่พรากพืชเป็นสังคมศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องกรรมวิบาก พระต้องรับของกินได้จากฆราวาส ไม่รับธัญญหารดิบ(ที่ต้องมาปรุงต้องต้มแกงจึงกินได้)แต่ของดิบที่กินได้ก็รับได้ ไม่พรากภูตคาม ถ้าดินเป็นขุดไม่ได้ ถ้าดินตายก็ขุดได้ คือดินใหม่ที่สัตว์ยังไม่จับตัว ดินตายคือคนเขาขุดขึ้นมาแล้วไม่มีรังสัตว์แล้ว ยังไม่จับตัว เป็นดินสดใหม่ไม่ใช่ดินตาย แต่ถ้าดินเก่ามีตัวสัตว์มีรังสัตว์แล้ว มีวงจรสัตว์ ก็ขุดไม่ได้ท่านให้งดเว้น อย่างใน อัมพัฏฐสูตร ที่บอกความเสื่อม 4 ประการคือ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

พ่อครูว่า… สรุปคือให้นักบวชของพุทธต้องอาศัยญาติโยมในการกิน คือเขาให้โภชนะเพื่อบริโภคแล้วก็อย่าละเมิดศีล เพื่อภิกษุพึ่งญาติโยม ญาติโยมก็ได้พึ่งธรรมะจากภิกษุ ฉันเสร็จแล้วคว่ำบาตร พรุ่งนี้ไปบิณฑบาตใหม่ ถ้ามีคนมาถวายอาหารก็ต้องมีหลักอีกหลายอย่าง อย่างอาตมาก็มีเจ้าประจำทำมา แต่ก็หมุนไปสันติฯ ไปปฐมฯบ้าง แต่ก็ควรให้มีหลายเจ้าหมุนเวียนไปจะดีกว่า หลายอย่างที่อาตมาพูดก็ให้ใช้กามลามสูตรในการเชื่อ สรุปแล้วท่านไม่ให้ไปเด็ดผักพืชสำหรับภิกษุ อย่าไปขุดดินฟันหญ้าสำหรับดินเป็น ดินตายได้ 9. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. พ่อครูว่า… วิกาลคือไม่กำหนดเวลา แต่ทุกวันนี้เขาแย้งว่าไม่เลยเที่ยง แต่ก่อนเที่ยงนี้ฉันได้ แต่ที่นั่งเดียวนะ แต่เที่ยงแล้วยังอยู่ที่นั่งเดียวก็ฉันต่อได้ ก็ว่ากันไป แต่ตอนค่ำนี้ไม่ได้แล้วแต่ทางเหนือนี้ล่อกันทั้งคืนเลย ส่วนมหายานไม่มีมื้อเลย พระเป็นกุ๊กเลย 11. เธอเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล พ่อครูว่า… สำคัญที่ว่า ข้าศึกแก่กุศล อาตมานี่กว่าจะเอาโทรทัศน์มาในวัด ขนาดไหนจะเป็นข้าศึกแก่กุศลก็เลยตั้งหลักเกณฑ์ เกิดอาริยญาณ ทำการปฏิบัติ อัดพลังกุศล ฝึกฝนโลกวิทูเพิ่มพูนพหูสูตร ให้สังวรระวัง สัมผัสด้วยตา หู ก็เกิดกิเลสหรือไม่ ปฏิบัติธรรมให้เห็นทุกข์ รู้สมุทัย นิโรธ มรรค จะเห็นว่าคนนี่มีรัก ชัง แค้นกัน แล้วเร่งเร้าให้เกิดรักกันมาก ชังกันมากก็ต้องเห็นทุกข์ ก็ต้องเซ็นเซอร์หนังกัน แต่ก่อนอาตมาก็ทำจนเมื่อย ต่อมาก็ยกให้ท่านที่ทำได้ โดยที่ท่านไม่ตกหลุมไปกับมัน ก็รู้สึกจะมีท่านซาบซึ้งทำอยู่องค์เดียว แต่พว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน