581221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรื่อง จริงใจตามพุทธภูมิ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข25 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581221_รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่อง จริงใจตามพุทธภูมิ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… ผู้ใดสังเกตเล็กน้อย รายการธรรมะวันนี้ของโทรทัศน์บุญนิยม เวลา 6 โมงเศษๆจนถึง 2 ทุ่มเศษๆ ชื่อรายการ “ธรรมาธรรมะสงคราม” มานาน มาถึงวันนี้ ถ้าใคร เห็นไตเติล แล้ว ชื่อรายการเปลี่ยนไปแล้ว เป็นชื่อรายการ “พุทธศาสนาตามภูมิ” ก็ตั้งใจบอกไปแล้วว่าจะเป็นชื่อ แล้วจะพยายามแสดงธรรมในลักษณะอย่างที่ว่าเต็มที่ จะไม่พยายามให้เป็นสงคราม เหมือนอย่างที่เคยมามากแล้ว ก็จะลดลงบ้าง หรือบางทีก็อาจจะมีอะไร จะค้าน จะแย้ง จะท้วงจะติง จะต้องขัดกันมันแน่นอน จะต้องมีห้ามไม่ได้ คำว่า “สงคราม” ไม่ได้จะตีรันฟันแทง หรือรบรากันจริงๆ แต่เป็นการแสดงออกซึ่งความเห็น ต่อไปนี้ก็จะแสดงความเห็นเต็มที่ ที่ว่า “ตามภูมิ” ภูมิของอาตมามีอย่างไร ขออภัยที่ต้องใช้คำว่าไม่ไว้หน้า แต่ก่อนก็บรรยายๆ คอยถนอมและประมาณกันมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ซึ่งอาตมารู้ตัวตั้งแต่ต้นว่าเป็นโพธิสัตว์ ซึ่งเถรวาทในประเทศไทย ก็เข้าใจพระโพธิสัตว์อย่างหนึ่ง ก็รู้อยู่ถึงใช้คำว่า “โพธิสัตว์” ไม่ได้ใช้คำว่าบรรลุอรหันต์ ตั้งแต่แรก เพราะถ้าใช้ว่าบรรลุอรหันต์ตั้งแต่แรกก็จะตาย ไม่เกิน 5 วันแน่นอน ก็จะไปว่า ไปข่มอรหันต์ที่เขานับถือกันด้วย ที่อาตมาถือว่าเป็นอรหันต์เท็จที่มีแต่เจโต มีแต่จิต ก็จะตั้งใจเอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมาบรรยายให้ครบถ้วนละเอียดลออ จะได้รู้ชัดว่าที่อาตมาพูดนี้เป็นความถูกต้องที่แท้จริง ที่บ้านราชนี้ ก็ขึ้นตัวหนังสือแผ่นดินพุทธ มั่นใจว่าเมืองไทยเป็นเมืองชมพูทวีปแล้ว เพราะมีมนุษย์ชมพูทวีป ความเป็นมนุษย์ชมพูทวีปคืออย่างไรก็ดี ขยายความตามพระไตรปิฎก คือสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ตามภูมิที่จะขยายความได้ จนทุกวันนี้เปิดเผยตัวล่อนจ้อน ตาม

อ่านต่อ

ภูมิตามลำดับ ต่อไปนี้บัดนี้ วันนี้วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2558 เป็นวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 1 ปีมะแม รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ซึ่งก้าวจากเลข 0 มาเป็นเลข 1 ถ้านับไม่มีการเหลื่อมการเกิน ในหนึ่งสัปดาห์ก็มีตั้งแต่ 1 ถึง 6 แล้วก็เป็นรอบใหม่ เป็น 1 ใหม่ หรือจะนับเป็น 7 ไปอีก วันนี้วันจันทร์ที่ 21 ก็นับเป็นหนึ่งของรอบใหม่ ถ้าเส้าที่ 1 มี 3 เส้าที่ 2 อีก 3 เป็น 6 ต่อจากนั้นก็เป็น 7 ก็จะก้าวหน้าต่อไป ถ้า 7 แล้วเป็นหลักที่เกินไม่มีตกต่ำ เดินหน้าถ่ายเดียวไม่มีถอยหลังอีกแล้ว เลข 7 เป็นหลักของอะไรต่ออะไรอีกเยอะ ลักษณะก้าวหน้าไม่ถอยหลัง วันนี้ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 1 อีก ตอง 3 วันนี้เริ่มรายการ 18 นาฬิกา 17 นาทีอีก ก่อนจะได้เริ่มรายการก็ขอประกาศสำหรับพวกเรา ลูกๆหลานๆทั้งหลายคือนักเรียนศิษย์เก่าของสัมมาสิกขาชาวอโศกทุกแห่งทั่วประเทศ บางคนก็จบม. 6 บางคนก็ไม่จบม.6 ก็ถือว่าเป็นศิษย์เก่าก็มา เรามีรายการคืนสู่เหย้าเข้าคืนถ้ำสัมมาสิกขา ระบุว่าวันที่ 28 ถึง 30 ธันวาคม ก็ขอเปลี่ยน เพราะตอนช่วงนั้น ไม่ค่อยเหมาะสม ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ เดือนเมษาวันที่ 10 11 12 เมษายน 2559 ก็จะได้มาร่วมรายการตลาดอาริยะและสงกรานต์ ที่ราชธานีอโศกที่นี่ งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธอีกด้วย แต่ถ้าเป็นรายการคืนถ้ำนี้เป็นของนักศึกษา วันนี้จะมีเรื่องดีๆเบิกฤกษ์ของการแสดงออกทางภูมิ ด้วยบริสุทธิ์ใจ จริงใจตามภูมิแน่นอน มาดู sms ก่อน

_จากไลน์คุณพัน พอเพียง · ว่าด้วยจิตอันลามกของภิกษุวัชชีบุตร เรื่องเถียงอาจารย์คือ ในกรณีตัวเองเป็นศิษย์ เมื่อคำสอนใดแย้งกับความเห็นตนเองก็เถียงได้ เพื่อหาเรื่องที่จะแยกออกมา แต่ครั้นเมื่อตนเองได้เป็นอาจารย์เสียเองก็ห้ามลูกศิษย์เถียง เพื่อจะได้ง่ายต่อการปกครองแบบเผด็จการ ผมเห็นดังนี้ครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า… เป็นความฉลาดที่มีอัตตาเป็นหลัก เป็นเฉโก ก็เห็นด้วยกับความเห็นนี้ ประเด็นที่เขายกตัวอย่างเรื่องนมส้มกับนมสดนี่แหละ คือเขาบอกว่านมสดน่าจะฉันได้ ถ้าเป็นนมส้มก็ไม่น่าฉัน เพราะว่ามีตัวเชื้อก็ขอยกเลิกนมส้ม ก็แสดงว่าในยุคพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันแม้แต่นมสด อย่าว่าแต่นมส้มเลย แต่นี่เขาอ้างว่านมส้มมีเชื้อก็ไม่ควรฉัน ถ้าขนาดนั้นคุณก็เป็นแบบ นิครนถ์สิ สัตว์เล็กสัตว์น้อยเชื้อโรคในตัวก็ไม่ต้องฆ่าสิ ไม่รู้จักความควรไม่ควร หาข้อคิดเอาชนะ เพื่อจะได้ฉัน เหมือนคนพูดเรื่องฉันเนื้อสัตว์ ถ้าบอกว่าเนื้อนี้ไม่ได้เจาะจงบุคคล ว่าฆ่าเพื่อบุคคลนี้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าว่า เนื้อที่เจาะจงฆ่า พระพุทธเจ้าว่า ถ้าฆ่าสัตว์นำเนื้อมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าและสาวก เพื่อให้ยินดีในเนื้อสัตว์ ก็เป็นบาปมิใช่บุญเป็นอันมากแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าอย่างเดียว 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60 พ่อครูว่า… แม้จะเอาเนื้อสัตว์มาถวายอย่างเป็นกุศล แต่การนำเนื้อสัตว์มาถวายมิใช่บุญแม้นิดน้อยเลย บุญจริงๆไม่ได้มีเลย การฆ่าสัตว์จะได้บุญที่ไหน กุศลก็ไม่มี จะไปบอกว่าได้บุญตรงที่มาถวายพระพุทธเจ้า หรือสาวกพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บุญ ไม่ได้กุศล แต่ได้บาปเป็นอันมากเลย อุทฺทิสฺส(เจาะจง) ปาณํ(ชีวิต) อารภติ(การฆ่า) คือคนเจาะจงฆ่าสัตว์ชื่อนั้นตัวนั้น ฆ่าเสร็จก็มีหน้าเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้าถวายสงฆ์ เอาไปถวายเว็จ ถวายฐานที่ไหนก็ถวาย เว็จแปลว่าส้วม แปลว่าที่ขี้ ถ้าพูดถึงเรื่องประเด็นการฆ่าสัตว์ที่เป็นกรรมโดยตรง ครบองค์แห่งปาณาติบาต ก็เป็นบาปเต็มๆ ไม่มีการได้กุศลหรือบุญเลย ในการฆ่าสัตว์ มีองค์แห่งการฆ่า 5 อย่าง สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า พยายามฆ่า สัตว์ตายลง ก็ครบองค์แห่งปานาติบาต 5 คือสัตว์มันมีชีวิต แล้วก็รู้อยู่ว่ามันมีชีวิต แล้วก็มีเจตนาตั้งใจจะฆ่า แล้วก็พยายามฆ่า แล้วมันก็ตายตามจริง ที่เจตนาพยายามสมบูรณ์แบบ นี่คือองค์แห่งความโหดเหี้ยมของมนุษย์ ส่วนอีก 5 ข้อ เป็นการหลงว่าเป็นบุญ แท้จริงเป็นบาป มีศาสนาบางศาสนา เขามีพิธีฆ่าสัตว์ แล้วเขาก็ว่าได้บุญเป็นการส่งวิญญาณสัตว์ไปหาพระเจ้า นี่ก็อย่างอื่นอีก ในช่วงคริสต์ที่ตนจะเอาประโยชน์ใส่ตัวเห็นแก่ตัว แล้วก็หาทางกลบเกลื่อนกลบเรื่อง โดยเฉพาะความเป็นชีวิตในระดับจิตนิยาม ที่เป็นสัตว์ ไม่ใช่ชีวิตในระดับพืช ก็ขอวิจัยพุทธศาสนาตามภูมิ

_0893867xxx · นมัสการ พ่อครูฯเล่าเรื่องอดีตวัยหนุ่ม ท่านมีจิตเหนือกามารมณ์มาแต่เก่าก่อน! ผ่านประสบการณ์ไสยเวท มีจิตก้าวพ้นไสยศาสตร์! ท่านมีภูมิ ธรรมเดิมสัญญาเก่าจริงๆ สาธุ๊ พ่อครูว่า… ถ้าคุณทำกรรมบาปมาก มันก็จะทบทวีไม่มีทางบรรเทาเลย คือกุศลหรือบาปที่เป็นกรรมที่ทำแล้วเป็นอันทำ แล้วมันอยู่ตลอดกาลและนาน จนกว่าคุณจะแตกดับเป็นการเลิกอัตภาพ พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเหมือนพวงมะม่วง เหมือน H 2 O คือธาตุน้ำที่มีลักษณะไหลไปไหลมา จับต้องได้ แต่ถ้า H กับ O ไม่รวมตัวกันก็ไม่เป็นธาตุน้ำ มันไม่มาเกี่ยวกัน มันก็ไม่เป็นธาตุน้ำ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งเลยถ้ามันแตกตัว เหมือนกับจิตวิญญาณของคนก็คือพลังงานที่พัฒนาจากอุตุ มาเป็นพีชะ มาเป็นจิต มาก็มาเป็นกรรม ถ้าไม่รู้จักธรรมะ ก็จะเป็นโลกียะ กรรมที่ยิ่งแรงขึ้นแรงขึ้น ถ้าทำดีก็ได้เสวยได้อาศัย ถ้ามันชั่วก็จะได้ชั่วร้ายอาศัย ต้องได้อาศัยไม่กาละใดกาละหนึ่ง ต้องเวียนมาถึง บรรเทาไม่ได้ คุณต้องรับ ของพระพุทธเจ้าสามารถบรรเทาไม่ให้มาถึงได้ คนผู้นี้ไม่ทำชั่วทำบาปอีกเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ทำแต่ดีจะดียิ่งอยู่นาน ยิ่งมีกำแพงของกุศลของความดีนี้เพิ่มขึ้น ส่วนบุญนั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องมือตัดกิเลสแล้วก็จบ เป็นพระอรหันต์แล้วหมดบุญหมดบาป ส่วนกุศลก็เป็นสภาพนำมาทำ ที่เป็นกำแพงกั้นไม่ให้พลังของอกุศลหรือจะเรียกว่าบาปก็ได้ แต่ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีกระแสบาปตามมาทัน เศษบาปที่เคยฆ่าน้องชายตาย ก็มีเศษวิบากที่มีสะเก็ดหินมากระทบพระบาทให้ห้อเลือดเท่านั้น คนที่ไม่เชื่อกรรมไม่เชื่อวิบาก แล้วก็กระทำกรรมชั่วน่ากลัว พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย พยายามหยุดให้ได้ บาปใดๆให้หยุดให้หมด อกุศลใดๆให้หยุดให้หมดให้ได้ อันไหนที่มันเกินแรงก็ต้องรับไป แต่ก็ต้องพยายามอีกเพื่อจะหยุดแล้วอย่าท้อแท้ ข้อสำคัญผู้ที่ทำผิดแล้วขอเตือนพวกเราหลายคน ทำผิดแล้วมีอัตตาขึ้น อายหมู่อายกลุ่ม ทั้งๆที่หมู่กลุ่มก็เข้าใจ คุณมาได้ตามเกณฑ์ ขออนุญาตอนุโลมแล้วขออภัยแล้ว เข้าหมู่ได้แต่ตนเองมีมานะซ้อน เป็นถัมภะ ถือตัวเป็นความสะดิ้งของอิตถีภาวะ ถ้าหมู่ไม่ให้เข้าจะเข้ามาได้อย่างไร ถ้าหมู่ให้เข้ามาจงเข้ามา มันเป็นลักษณะของสารัมภะ คู่กับถัมภะ คือดื้อด้าน แต่สารัมภะเป็นพริ้วหยิ่งผยองตนเอง แล้วยึดถือที่พริ้วนี้เป็นเชิงยึดดี แต่ถัมภะเป็นเชิงยึดชั่ว ที่ควรอยู่ในหมู่ก็ให้อยู่ในหมู่อย่าออกไป นอกจากคุณแข็งแรงก็ออกไปชั่วครั้งชั่วคราว หรือที่สุดที่ดีที่สุดคุณจะออกไปจากหมู่นี้..นานาสังวาส คุณก็ต้องเป็นคนแข็งแรงที่จะไปตั้งคณะใหม่อีกคณะหนึ่งเลย เพราะขนาดนี้อารมณ์ไม่ได้อย่างนั้นก็แล้วไป แต่ถ้าจะไปตั้งคณะใหม่อีกคณะหนึ่งแข่งกัน อย่าทำเลย มันแตกแยกถ้าแข่งกัน แต่ถ้าแยกกันแล้วก็ช่วยกันเสริมกัน เช่นกันนะ ของหมอเขียวอย่างนี้เป็นต้น เข้าใจแล้วรู้ว่ามีอีกคณะหนึ่งมา เขามีผลงานทำมาพอจะตั้งขนาดได้แล้ว ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลเข้าใจ ใครสูงใครต่ำ มีคุรุกรณะ ไม่มีนอกจิตนอกใจ อย่างพวกเรามีสมณะบางรูปแยกออกจากอาตมา ไม่มีลักษณะเช่นนั้น มีการลบหลู่มีการแข่งดี แต่จริงๆก็ไม่กล้า เพราะทำมาก็สู้อาตมาไม่ได้ บางมุมเขาดูมีลาภยศสรรเสริญๆมากกว่า ก็จะมาอ้างอิง อาจจะทำให้มีโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญอย่างธรรมกายได้มาก ในเชิงฉลาดเฉโก เหมือนธรรมกายก็ทำได้ ได้อย่างนั้นบาป ซ้ำซ้อน เลวร้ายยิ่งนัก เป็นขั้นอนันตริยกรรม คนที่แยกนิกายคือ อนันตริยกรรม พระของอาตมา พูดตรงๆว่าคือของพระพุทธเจ้า ถ้าคนแยกออกจากคณะที่อาตมาทำ ก็คือแยกจากคณะของพระพุทธเจ้า เป็นสังฆเภทก็เป็นอนันตริยกรรม ฟังสิ่งที่มันเนื่องต่อกันเป็นอิทัปปัจจยตาให้ดี

_0822712xxx · พระพุทธเจ้าให้ฉันนมส้มได้ แต่นมสดไม่ได้ เพราะนมส้มเห็นในคำภีร์บ่อย พ่อครูว่า… ก็อย่างมหายานก็ยานโตงเตง บานทะโร่ เรื่องผู้หญิงผู้ชายก็มีผัวมีเมียได้ เรื่องเงินทองก็รับเละเลย เรื่องอวดอุตริก็เลอะเทอะ เหลือเคร่งที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่จะมีแนวซ้อนอย่างไรไม่รู้นะ อาตมาอธิบายเขาว่าเป็นมหายาน แต่อาตมาว่าอาตมาตัวเถรวาทแท้ แท้ยิ่งกว่าเถรวาทของมหาเถรสมาคม ขออภัยไม่ใช่ธรรมาธรรมะสงครามนะ แต่ระบุตามภูมินะ

_0893867xxx · คนที่เขียนนิกายเถรวาทมหายานน่าจะเขียนเรื่องพระโพธิสัตวกวนอิมตอนท่านเป็นพระธิดาในขณะปฏิบัติธรรมพระองค์ไม่เสวยเนื้อสัตว์ทรงมีเมตตาต่อเวไนยสัตว์ คือพระโพธิสัตว์แท้จริงสาธุ

_0893867xxx · จิตผู้น้อยตอนนี้เบื่อโลกธรรม อยากไปให้พ้นโลกธรรมธรรมที่พ่อครูแสดงคือ ความรู้ทางโลกุตรธรรมที่พาตนพ้นโลกธรรมได้จริง ทุกขณะที่รู้ใจตน

_0893867xxx · ผู้หญิงมีหลายร้อยอารมณ์ปรวนแปรไปตามธาตุดินน้ำลมไฟจริง แต่จะหมดอารมณ์เมื่อวัยทองมาเยือน พร้อมหมดฮอร์โมนเหลือแต่พยุงสังขารรักษาจิตเพ่งรู้ทันโลกธรรม 40หยกๆ 50หย่อนๆ พ่อครูว่า… อันนี้ภูมิของอาตมาไม่ถึงนะ แต่ตามภูมิของอาตมา..ใช่ เป็น ผู้หญิงนี้มีสรีระที่ช่วยตนเองให้มีกิเลส มีส่วนน้อยส่วนมากขึ้นอยู่กับสรีระที่มี แต่ผู้ชายนั้นพลังงานของจิตใจเหนือกว่าสรีระ ดังนั้นผู้หญิงมีอารมณ์กามมากกว่าผู้ชายในบางมุม แต่ในบางมุมผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ก็ไม่รู้จะยกตัวอย่างอย่างไร ก็คงจะคิดออก ก็ไปคิดแทนอารมณ์ของผู้หญิงยากเหมือนกันก็ถึงขนาดปลุกปล้ำอาตมาก็ได้ ก็ยกตัวอย่างเขาใช้เหลี่ยมคูใช้เหตุผล จนกระทั่งอาตมาไม่เล่าก็เป็นสัจจะอันหนึ่ง พอมาเข้าใจสัจธรรมแล้ว ก็รู้ว่าอาตมามีภูมิเดิมที่เหนือชั้น แม้กระทั่งเรื่องไสยศาสตร์ต่างๆก็มีอยู่แล้ว อาตมาก็เลิกเลยเรื่องไสยศาสตร์ไม่โหยหาอาวรณ์

_0893867xxx · จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง, ยกผลงานให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น,กินอาหารของ ความว่างอย่างพระกิน, ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวทีตรงกับความว่างดังพ่อครูสอนไหมหนอ?

_0893867xxx · ตาดูหูฟังกายใจรับรู้สิ่งที่โลกมีด้วยจิตว่างทั้งที่รู้ดีว่าที่โลกเป็นอยู่คือล้วนมีฤาไม่เคยมีสิ่งที่ว่างเปล่าเลยถูกไหมหนอ? พ่อครู… ก็หมายความว่าความว่างเปล่าจริง..ไม่มี แล้วก็รำพึงว่าถูกไหมหนอ ก็ขอขยายความตรงนี้ก่อนว่า ความว่างเปล่าจริงในโลกนี้มีไหม โลกเป็นที่อยู่ เป็นเหตุปัจจัยของสสารพลังงานทั้งหมด ล้วนมีทั้งนั้น ไม่เคยมีสิ่งที่ว่างเปล่าเลย มีทั้งนั้น ถ้าจะพูดด้วยสัจจะก็จริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความมี ในเรื่องที่ไม่ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณซึ่งมีลักษณะพลังงานชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อพลังงานเกิดขึ้นเป็นพลังงานระดับจิตนิยามขึ้นมา มันก็เป็น self เป็นตัวตน ถ้าเป็นเซลล์ก็ยังไม่มีตัวตนเป็นพีชนิยามและถ้าเริ่มจับตัว เป็นตัวตนที่เลยเขต 4 ขึ้นไป ถ้า 3 นี้เป็นวงวนไม่ออกไปนอก ไม่มี 4 จะเป็นพลังงานออกไปก็เป็นพลังงานชนิดนิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นไอโซโทป สัมผัสได้แต่จับมาไม่ได้คือนิวเคลียร์ฟิชชัน แต่มันมีแรงมากเลย ละเอียดมากจนจับไม่ได้ คนไม่มีอุปกรณ์ไม่มีวิธีใดจับได้ในทางวัตถุ เขาเรียกว่าราศีไม่ถึงกับรังสี กัมมันตภาพรังสีที่เขาเรียก อันที่จริงไม่ใช่ต้องเป็นกัมมันภาพราศี ที่ละเอียด คนไม่สามารถจับเอามาใช้ได้ เป็นราศีถึงฉัพพันทรังสี ก็สุดยอด คนธรรมดาก็มีแค่ราศี คือลักษณะแผ่ออกที่ดีงาม แต่ลักษณะฉัพพันทรังสีเป็นลักษณะแผ่ออกที่ยิ่งใหญ่ใช้กับผู้สูงสุดคือพระพุทธเจ้า ถ้าคุณคนนี้บอกว่าไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ที่ว่างเลย ก็จริงในลักษณะที่สสารอยู่ห่างกันไปในเวลาหนึ่ง สักวันก็จะรวมกันใหม่อีก อาจเป็นล้านๆๆๆปีก็มาใหม่ไม่สูญหายไปจากโลกอย่างไอสไตน์บอกเพราะวนเวียนกันไป ถ้าไม่มีพลังงานแตกอัตภาพได้ก็ไม่มีสิทธิ์เลิก ต้องเวียนมาถึงจะอีกกี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆ ปี ก็ขนาดปีแสงคุณยังนับกันไม่หวาดไหวเลย จะบอกว่าทุกอย่างไม่ว่างเลย ก็ได้แต่ของพระพุทธเจ้านั้นบ้าง ได้จริงเพราะตีแตก สลายชีวะ สลายพลังงานที่เป็นจิตนิยามได้สูงสุดไม่กลับมาอีก นี่คือสุดยอดแห่งวิธีการ ความรู้สูงสุดของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าจิตว่าง ต่างจากของท่านพุทธทาสกับของอาตมาไหม.. ต่างกันที่ของท่านพุทธทาสนั้นจับเป้ายังไม่ชัด ยังไม่แม่น เพราะท่านยังไม่ถึงปรมัตถ์ พระอภิธรรมนี้ท่านตีทิ้งเลย ขออภัยนะนี่พูดตามภูมิ ไม่ได้ธรรมาธรรมะสงคราม อาตมาเคารพท่านพุทธทาสด้วยจริงใจและก็ไปเคารพท่านหลายครั้งตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่ ขอบคุณท่านอย่างยิ่งที่ท่านเปิดโลกโลกุตระตามภูมิของท่าน ท่านก็กระหน่ำอบายมุขมาก่อน แต่ในปรมัตินั้นท่านยังไม่เข้าถึงอภิธรรม พอท่านบอกว่าอภิธรรมนี้เป็นธรรมะเม็ดมะขามที่บอกว่าจิตดวงนั้นดวงนี้ ท่านใช้ไม่เป็น พระอภิธรรมนั้น สามารถที่จะให้เราเจาะลึกละเอียดถึง อาสวะ อนุสัย แต่ท่านพุทธทาสท่านตีทิ้ง ก็แสดงว่าท่านไม่ถึงในเรื่องจิตเจตสิก นี่คือสิ่งที่ยืนยันตามภูมิของอาตมา จิตว่างของท่าน ท่านไม่รู้จักว่าจิตว่างจากกิเลส ซึ่งกิเลสมีหยาบกลางละเอียดอีกเยอะ แต่ท่านก็จะไปเอาจิตว่าง ไม่ว่าง ไม่มีที่สิ้นสุด คุณก็พูดได้ อนันตังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรืออันตังก็ไม่มีที่สิ้นสุด หาที่สุดมิได้ แต่มันสิ้นสุดด้วยเหตุใด ก็อธิบายได้อย่างที่อาตมาอธิบาย ถ้าใช้พยัญชนะว่า “มีกับไม่มี” ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ที่ท่านตรัสเรื่องโลกสมุทัยกับโลกนิโรธ สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ก็ใช้ภาษาว่า “มีกับไม่มี” แต่ผู้ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ความมีก็ไม่มี ความไม่มีก็ไม่มี มันหมดเลยไม่เหลือความมีแน่นอน แม้แต่ความไม่มีก็ไม่มี มันหมดจนไม่มีอะไรจะเปรียบได้ นัตถิอุปมา ฉะนั้นต้องรู้จักธรรมะ 2 คำว่า “ธรรมะ”แปลว่าสิ่งที่มี สิ่งที่ทรงอยู่ ส่วนคำว่า “อธรรม” แปลได้สองนัย อธรรมแปลว่าไม่มี หรือเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดออก มี 2 นัย นอกนั้นธรรมะแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่าง คำว่าอธรรมจะว่าไม่มีก็ได้ แต่จะบอกว่า อธรรมไม่มีไม่ได้ ก็คือยังมีอยู่ แต่มันมีสิ่งที่ไม่ดี ต้องทำให้เป็น 1 ไม่มี 2 ให้เป็นปุงลิงค์ ไม่เป็นอิติถีลิงค์ก็เป็นธรรมหนึ่งเดียว ผู้ที่จะทำอุภโตภาคคือ ต้องทำนปุงสกลิงค์ให้ได้ คือทำจิตให้เป็น 0 ไม่ใช่เป็น 1 เท่านั้น คือทำให้จบอนุสัย ผู้เป็นอรหันต์นั้นมี 1 ไม่มี 2 แน่นอน แต่ถ้าเป็นนปุงสกลิงค์ก็เป็น 0 คือ อมตบุคคลได้ คืออนุโลมให้เป็น 2 อย่างไม่มีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ไม่มีอนุสัย ก็อนุโลมได้แล้ว แต่อมตบุคคลผู้นั้นจะแยกธาตุหรือไม่ ที่สุดท้ายอย่างพระอวโลกิเตศวรก็นานกว่าจะแยกธาตุ ต้องเข้าใจธรรมะ 2 นี้เป็นหลัก ถ้ายังมีคือมีธรรมะต้องเข้าใจธรรมะ 2 แล้วอยู่เหนือธรรมะ 2 ที่จะอนุโลมให้ได้ เมื่อจิตถึงนปุงสกลิงค์ คือผู้ที่ว่างที่สูญได้ สูญถึงอุภโตภาควิมุติ แล้วก็อนุโลมปฏิโลมตามควร คือเริ่มเป็นผู้ฝึกหัด เข้ากระแสโสดาบันความประมาทจะลดลง สกิทาคามีก็จะลดประมาทลงอีก จะรู้ว่าประมาทเลวร้ายที่สุด เมื่อโสดาบันก็จะประมาทลดลง ยิ่งเป็นอนาคามีสัมมาทิฏฐิตามลำดับจะไม่ประมาทเลย พูดถึงอนาคามี ท่านจะไม่ประมาท มีความประมาทน้อยมากยิ่งเป็นอรหันต์แล้ว แม้จะเป็นในระดับปัญญาวิมุติก็จะไม่ประมาท ยิ่งเป็นอุภโตภาควิมุต ก็จะเผื่อพอตลอด ไม่แสดงเต็มสภาพเต็มที่ หมายถึงไม่เสี่ยงเต็มที่ ถ้าคนที่เก่ง 50 ต่อ 50 เขาก็เสี่ยงได้ แต่เก่งเท่าใดก็ไม่เสี่ยง เอาอย่างประมาณแล้วเพราะถ้าเสียแล้วจะมีสำนึกว่าถ้าเสียแล้วจะไปทำทำไม ค่ามันแพงสำหรับผู้มีสำนึกสูง แต่ผู้สำนึกต่ำก็จะไม่มีค่า แต่ผู้สำนึกสูงจะยิ่งแพง สรุป ความว่างของอาตมากับของท่านพุทธทาสนั้นห่างกันพอสมควร ก็พูดด้วยความจริงใจตามภูมิ มาอธิบายตามที่อาตมาเรียบเรียงดีกว่า…

กายแยกจิตแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่ เรียนรู้จากอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ โดยมีธรรม 2 เป็นองค์ประกอบของรูปกับนาม ก็จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย ที่มีความเป็นอัตตาเป็นนัยสำคัญแห่งการเกิด-ดับ แล้วกำจัดตัวตน เฉพาะที่เป็นอกุศลจิตในอัตตาให้ดับ(นิโรธ)สิ้นไปจากจิตใจเราอย่างถาวรนิรันดร์ คุณก็ทำอธรรมที่ทรงไว้ซึ่งอกุศลในจิตให้ดับ แต่ตัวนี้คือนิโรธของพระพุทธเจ้า จะเข้าใจเลย ดับจนยั่งยืนถาวรได้ซ้ำๆแม้แต่ให้นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าเข้ามาแล้วมีตัวตนว่าใหญ่กว่าก็พิสูจน์กันว่าใครใหญ่ใครเล็ก มวลจะเป็นตัวรับรอง ถ้าหมู่มวลของคนจริงมีปัญญา เป็นโลกุตรปัญญาจริงๆ รวมตัวกันอยู่ สมมุติมีมวล 100 คน คุณเข้ามาก็มี 2 แล้ว ถือว่าจะมาแข่งกับ 1 ก็แสดงความจริง 100 คนก็มีปัญญาจริงโลกุตระ ก็จะดูจะเห็นว่า 2 คนนี้ใคร คุณต้องมีมวลผู้เห็นจริง ก็พวกคุณมีปัญญาจริงใน 100 ก็เลือกตั้งโดยประชาธิปไตย ไม่ต้องเลือกก็จะเข้าใจโดยปริยายซึ่งจะห่างกัน ที่จะใกล้กันจริงก็จะยาก โพธิสัตว์จะห่างกัน ถ้าโพธิสัตว์สูงขึ้นยิ่งก็จะหาคนใกล้ได้ยาก แต่โสดาบันกับโสดาบันก็ตีกันเยอะเลยมีวิบากอีกมาก สกิทาฯก็ลดลงไป อนาคาฯก็ลดไป อย่านึกว่าโสดาบันกับโสดาบันไม่ตีกันนะ แต่ไม่รุนแรง แต่มีน้อย 45 ปีผ่านมาถือว่า error มีไม่มากมาย คนที่จะสามารถบรรลุโสดาบัน ก็จะมีภูมิรู้จักสัมมาสังกัปปะ 7 อาตมากำลังพยายามไขความลึกแห่งความจริงเรื่องนี้ด้วยความเชื่ออย่างยิ่งว่าเป็นความรู้และความจริงที่จะช่วยโลกยุคนี้ หรือยุคไหนๆก็ตาม ได้แน่นอน เพราะต่างก็แสวงหากันอยู่ทั้งนั้นและรู้ยิ่งกันทั้งนั้น [แล้วได้อธิบายไป กระทั่งถึงตอนที่ว่า...] ผู้ปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ 7 ได้ผล จะมีวิชชา 5 วจีสังขารเป็นตัวองค์รวมเป็นกายของสังกัปปะ วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรม เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร 3 ได้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ตั้งแต่วิปัสสนา คนไม่สัมมาทิฏฐิจะแยกวจีสังขารกับกายสังขารได้ยาก ดีไม่ดีจะเข้าใจกายสังขารว่าเป็นภายนอก ส่วนจิตคือองค์รวมภายใน แต่ ถ้ามีวิญญาณต้องมีธรรมะ 2 คือ มีนอกในสัมผัสแต่จิตนี้แยกเป็นเดี่ยวได้ แต่วิญญาณต้องมีคู่ ส่วนมโนคือตัวเล็กตัวปลายท้ายของอาการจิตที่เหลือ ผู้มีสัมมาทิฏฐิแท้จะมีวิปัสสนาญาณ เห็นตั้งแต่ภายนอก เห็นตั้งแต่ภายนอก มีทิฏฐะคือรูป สุตะคือเสียง มุติคือกลิ่นกับรส ส่วนกายนั้นสัมผัสเสียดสีทั้ง 5 คือกาย จะมีวิปัสสนาญาณ ปัสสะคือเห็นในทวารทั้ง 6 ตานี่ยิ่งใหญ่ เสียง กลิ่น รส ก็เข้าไปภายในมากขึ้น ส่วนกายเป็นองค์รวม จะมีวิปัสสนาญาญาณในวิชชา 8 ญาณเป็นญาณหลัก แล้วจึงจะสามารถทำมโนมยิทธิญาณ-อิทธิวิธญาณ-ทิพพโสตญาณ-เจโตปริยญาณเจริญขึ้นไปตามลำดับ มโนมยิทธิญาณ ไม่ใช่เรื่องอิทธิเก่งโลกีย์ แต่ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า มโนมยิทธิญาณหรืออิทธิวิธญาณคือ ความหลากหลาย diversity เป็นอิทธิทางนามธรรม ทางละหน่ายคลายทำให้กิเลสลดละหน่ายจางคลาย ไม่ใช่ทางฟิสิกส์ telepathy ที่เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ เหาะเหินเดินน้ำดำดินประหลาด..ไม่ใช่ จะไม่ใช่วิชชา 5 (หรืออภิญญา 5) ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อภิญญา 5 เว้นบุพเพนิวาสานุสติญาณกับจุตูปปาตญาณไป แต่ก็ต้องตรวจบัญชีลงบัญชีของตน ปัจจุบันทันก็ทันแต่ไม่ทันก็ต้องตรวจว่าครบหรือไม่เกินหรือผิด คือเตวิชโช แต่ของพุทธเป็นปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์(ปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า)อย่างเป็นจริง ผู้ปฏิบัติจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสังกัปปะ 7 “ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ” คือแกนปัญญาแกนกว้าง “อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา” คือแกนลึก แกนเจโต สังกัปปะ 7 อย่างสัมมาทิฏฐิตามพระวจนะ คือ ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 ก็จะเกิดผลเป็นอินทรีย์ 5 ไปตามลำดับกระทั่งบรรลุถึงขั้นสูงสุดเป็นพละ 5 ซึ่งก้าวเดินด้วยโพชฌงค์ 7 ไปตามทางเดิน คือมรรคองค์ 8 ตลอดเวลาในชีวิตสามัญ จึงสามารถกำหนดสภาวธรรมที่เป็นตัวตนของกิเลส(อัตตา)ได้แท้แน่ชัด เพราะปฏิบัติสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ แล้ววิจัยสังกัปปะ 7 ที่มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขารว่าตัวตนที่จะทำความดับ(นิโรธ)นั้นคือ ดับเฉพาะอกุศลจิตตัวใด ต้องให้แม่นยำถูกตัวตนของกิเลสตัวนั้น จนหมดสิ้นตัวตนนี้(อนัตตา) ถึงจะเป็นโลกุตระถูกต้องแน่แท้ 5 อย่างคือ อินทรีย์ 5 สูงสุดที่ปัญญา ที่มีอินทรีย์ มีพละ คือมีกำลังไปสู่สูงสุด มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ ต้องมี สำรวมอินทรีย์ 6 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัส ทำกิเลสลดได้ก็มีปีติสัมโพชฌงค์ ปีติมี 5 แบบ 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) ต้องอย่าให้ปีติแรงเป็นอุพเพงคาปีติ ให้ทำให้เป็นผรณาปีติบางเบาไปทั่ว ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ไม่มียินดี แต่เก็บความยินดีให้ไปทั่วองคาพยพของจิตวิญญาณเราเสมอ มันจะได้ไม่กระโดดออกมาจะได้อาศัยไว้ เขาจะบอกว่าศาสนาพุทธจืดชืดแห้งเหี่ยว..ไม่ใช่ ทุกวันนี้อาตมาสนุกสุขสบาย แต่ก็ไม่ไปทำลิงโลดเกินเหตุ ถ้าสนิทกันก็ทำอะไรให้ดูบ้าง แต่ข้างนอกถือสากันมากก็ไม่ทำ เรื่อง อาตมาหาวเป็นดาวเป็นเดือนเป็นต้น เป็นลูกกลมข องฟองน้ำลายก็หาว่าอาตมาเล่นน้ำลาย อาตมามาปางนี้เป็นปางหนุมาน เป็นลิง ใช้ลักษณะลิงมากหน่อย แต่ก็ปางรามแต่เอาส่วนหนึ่งของพระรามคือ หนุมานมาใช้ น้ำลายบางขณะก็ทำไม่ออก บางขณะก็ทำได้ดี บางทีทำแล้วมันแตก จากปีติสัมโพชฌงค์ ก็ทำให้เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มาสู่สมาธิสัมโพชฌงค์ สุดท้ายมาอยู่อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นฌาน 4 ก็ยึดอาการสุขเท่าที่คุณเหลือน้อย คนมีบารมีมากก็ปรุงได้มาก คนบารมีไม่มากก็ปรุงได้ไม่มาก ถ้ามากจะห่าม ต้องเข้าใจอุเบกขาเคหสิตะและเนกขัมมะ ที่ทำให้อกุศลลดลงได้แล้วต้องทำอุปกิเลสให้ลดได้ ต้องรู้จัก อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทสที่ได้อธิบายให้ฟัง คุณไม่เป็นปัจเจก หรือสยังอภิญญาก็อธิบายไม่ได้ แต่ถ้าภูมิใหม่ๆ เช่น โสดาฯก็มักอยากอวด มีทองเท่าหนวดกุ้งก็เอาไปโชว์ มันไม่เคยพบเคยเห็นก็ระวัง อยู่ในมรรคองค์ 8 ที่มีมรรค 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ต้องเลี่ยงไปจากชีวิตประจำวัน เอาปริตตังตามของเขตเรา ตามศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน