581222_ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จิตวิเคราะห์แบบพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข25 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581222_ รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ ที่บ้านราชฯ เรื่อง จิตวิเคราะห์แบบพุทธ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2558 ขึ้น 12 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม วันนี้ก็จะตอบผู้ที่สงสัยใน sms แล้วก็มีในสามัญญผลที่จะต้องต่อจากวานนี้ อีกอันหนึ่งก็จะเจาะลึก นัยยะที่ลึกซึ้งเพิ่มขึ้นอีก ก็มีผู้ที่จะร่วมวิเคราะห์วิจัยก็ส่งมาอย่างของคุณใบฟ้า ที่ส่งมาก็เป็นเชิงวิชาการ เพราะเคยเป็นอาจารย์มาก่อน อาตมาไม่เก่งเรื่องวิชาการ พวกเราก็เร่งรัดให้มาสอบ ว.บบบ.กัน ส่วนอาตมาก็พูดไปเรื่อยๆ วันที่ 25 ก็หมดเขตรับสมัคร เข้าพื้นที่วันที่ 27 ธ.ค. ก็มีตารางงานออกมาแล้ว การมาเรียนมาสอบ ว.บบบ.นี้ ได้ลงทุนทองคำไปรวมแล้วเป็นล้านบาท เข็มหนึ่งมีทองกว่าครึ่งบาท มีคนทักว่าทำไมต้องใช้ทองคำ ความจริงต้องเข้าใจว่า การได้รับเกียรติได้รับการยอมรับว่าเรามีความรู้ มีความเจริญก็เป็นคุณค่าพิเศษ ที่ทำนี้เป็นเรื่องมีความหมาย ถ้าจะใช้แค่คารมให้ฮึกเหิมก็ใช้ได้แล้ว แต่ก็ไม่อยากจะครอบงำความคิด แต่อยากให้สำนึก ให้ได้ปัญญา เป็นสำนึกของแต่ละคน และเป็นปัญญาของตนเองที่รู้เข้าใจจริงๆและมีปฏิภาณ ความหมายถึงอะไรบ้างที่ให้ทองคำนี้ เป็นการให้ค่าของความเจริญ คุณได้รับการรับรองว่าสูงขนาดนี้ๆ เหมือนรับรองตำแหน่งว่าที่โสดาบัน มีตำแหน่งสกิทาคามี มีตำแหน่งอนาคามี มีตำแหน่งอรหันต์แล้วนะ อาตมาพูดไปอย่างนี้คุณจะรู้สึกอย่างไร จบปริญญาตรี จบปริญญาโท จบปริญญาเอก เขาก็รู้สึกว่าสูง ถ้ามีโพสต์ด็อกเตอร์อีกทำวิจัยต่อไปอีกกี่เล่มๆ ก็มีหลักฐานรับรองกัน ก็เป็นบัญญัติเป็นเรื่องโลกๆ ที่ไม่ได้หมายถึงเรื่องจิตใจ แต่ความเจริญจริงๆ โสดาบันเจริญภาษาว่าเป็นขั้นต้นของอริยะ ขั้นต้นของปริญญาตรี แต่ความเป็นโสดาบัน ปริญญาตรีที่ว่าไม่ใช่ธรรมดา ความหมาย

อ่านต่อ

ของวัตถุ ความหมายของบัญญัติสิ่งกำหนดของโลก อย่างนี้กับความเป็นจริงของความเจริญทางจิตวิญญาณ ปริญญาตรีกับโสดาบันนี้เทียบกันได้ไหม ก็เทียบได้เป็นขั้นต้น แต่ที่ไม่ได้แนวลึก ชั้นเดียวกันกับการใช้ทองคำ เหมือนกับเอาปริญญาเอกมาใส่มาให้ ก็ให้ตั้งแต่ปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม ปีสี่ แล้วทองคำที่เป็นเช่นนี้ก็เท่ากันหมด จะเข็มที่ 1 ถึง 4 ก็เท่ากันหมด ในเรื่องปรมัตถ์จะมีความหมายลึกซึ้งกว่านี้อีกเยอะ ซึ่งมันยากนะที่จะมีเงินมาซื้อทองคำให้พวกเรา ก็เลยเอาเงินกองศึกฯก็แล้วกันเป็นส่วนกลางจริงๆ ถ้าขาดเหลือถ้าจะว่ากันจริงๆ ครั้งหนึ่งๆ สำเร็จปีแรก 154 เข็ม เข็มหนึ่งหนักเกินครึ่งบาท ก็ทองคำหนักเท่าไหร่ ประมาณ 70 กว่าบาท แต่ละปีถ้าไม่มาคืนอาตมาคงคลานแล้ว แต่ก็เอามาคืนกันหลายคน รักษาไว้เดี๋ยวหาย อาตมาก็เลยถือว่าถ้าคืนแล้วก็ถือวิสาสะ เอาอันนี้มาหมุนเวียนไป ก็ลบรุ่นเท่านั้นข้างหลัง ก็พอเป็นไป แต่ความหมายคืออยากให้เรารู้สึกว่าอาตมาให้ค่า มาถึงวันนี้ ความรู้สึกนี้เข้าใจกันในพวกที่เข้าใจแม้แต่พวกเด็กๆ เขาก็ยังขมีขมัน ใฝ่การศึกษาใฝ่มาสอบ ก็ขอบอกว่า อันนี้เป็นเครื่องมือ เป็นวิธีกระทำอันหนึ่งที่อาตมาจะพยายามทำไปจนกว่าพวกเราจะเห็นค่าพอสมควร จะเจริญขึ้นหรือไม่อย่างไรก็ค่อยว่ากัน อย่างน้อยก็ได้ขวนขวายศึกษา อย่างน้อยก็อ่าน ก็ฟังธรรมถ้ายิ่งเอาไปปฏิบัติ ยิ่งเป็นที่หมายก็ลงทุนขนาดนี้แหละปี 1 จะสอบทีหนึ่ง นอกนั้นก็ปล่อยคุณจะสนใจหรือไม่ก็ปล่อย ถ้าผู้ใส่ใจจะขวนขวายตลอดปี ซึ่งเราจะต้องสอบทุกปีในตอนปลายปีอย่างน้อยเราก็ต้องสอบให้ได้ 4 เหรียญ ก็ถือว่าจบ ก็ปล่อยให้มีสำนึกเอง มีปัญญาเอง นี่ก็เข้าปีที่ 4 แล้ว ก็เพิ่งจะบอกจุดหมายรายละเอียดปีนี้ ซึ่งอาตมาก็รู้ว่าคนที่มีปฏิภาณสำนึกเอง มีปัญญาเองในหมู่นี้มี ได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไรเพราะว่าการสำนึกเอง มีปัญญาเอง ประพฤติเอง มันเป็นของจริงเป็นเรื่องจริงของแต่ละคน แล้วได้ผลมาก ส่วนถ้าจะได้รับการกระตุ้น การบอกก็เป็นผลดี ไม่ละเลยเราก็ทำตามก็เป็นผลดีแต่มันไม่ดี เท่ากับการสำนึกเองมีปัญญาเองเป็นตัวจริง

sms 211258 _ 0893867xxx · กราบขอบคุณพ่อครูฯเมตตาอธิบายข้อธรรมะที่ผู้น้อยสงสัยให้หายสงสัยจนเข้าใจสาธุ๊! _0804687xxx · ปีแสงน่าจะเป็นหน่วยบอกระยะทางนะครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า… ก็ใช่แล้ว เป็นความลึกซึ้งทางธรรมะ

นิโรธสมถะกับนิโรธของพุทธ _ 0893867xxx · ฟังพ่อครูอธิบายโพชฌงค์ 7 คู่โพธิปักขิยธรรม 37 ในพระไตรปิฏก จักกวัตติสูตร, ปาสาทิกสูตร คงมีแต่ผู้ปฏิบัติรู้ถึงความดับขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธที่มิใช่นิโรธสมถภาวนาได้จริงที่ทำได้! พ่อครูว่า… แยกออกระหว่างนิโรธสมถะกับนิโรธของพุทธ แล้วอ้างอิงพระไตรปิฎกซึ่งสัญญาวเทยิตนิโรธ เชื่อว่าปราชญ์ผู้รู้ทั่วไปก็เข้าใจว่าดับสัญญาดับเวทนา ก็หมายความตรงๆที่จริงก็ถูก ดับเวทนาสัญญา แต่มันเป็นการดับเวทนาในเวทนา สัญญาในสัญญา คือดับเวทนาที่จะต้องดับ แต่รูปนี้ดับหมดสิ้นไม่ได้ รูปยิ่งดับยิ่งเป็นรูปชัด รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปยิ่งดับยิ่งจะชัด เป็นรูปของแท้ รูปของปลอมจะหายไป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นของแท้ แต่ดับเฉพาะอุปาทานในขันธ์ 5 นี้ บอกว่าดับเวทนา สัญญา ก็ใช่ แต่ไม่ใช่อย่างที่ท่านเข้าใจ เพราะท่านเข้าใจว่าดับเวทนาคือดับความรู้สึกรับรู้ไปหมด แม้แต่สัญญาก็เป็นการรับรู้ สัญญานี้เป็น subject แต่เวทนาเป็น object ในการปฏิบัติผู้ปฏิบัติจะใช้สัญญาตนเอง เวทนาตนเอง ไม่ใช่แส่รู้จักเวทนาคนอื่น รู้จักธรรมะ 2 ในเวทนาตนเองแล้วล้างเวทนาตัวอกุศล ก็เป็น เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ก็ดับเคหสิตเวทนา เหลือแต่เวทนาหนึ่งเดียว รวมลงเป็นหนึ่งเดียวได้ จากเวทนา 2 มาเป็นเวทนา 1 ได้ของตนเอง จะบอกว่าดับเวทนา สัญญาก็ใช่ แต่มีนัยลึกซึ้ง ถ้าไปเข้าใจว่าดับเวทนาสัญญาอย่างดับดำมืดไม่รู้สึกไม่รับรู้ อย่างนั้นไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าเป้าของพุทธที่หมาย ของฤาษีมีเข้าหรือออกสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ของพุทธได้แล้วไม่ต้องออกไม่ต้องเข้า ถ้ายังไม่ตกผลึกสมบูรณ์สุดท้ายจบกิจ อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) คุณก็ต้องรักษาสั่งสมผลจนถึงขั้นนั้น จนเป็นเอง “ตถตา” มันไม่ต้องทำก็เป็นได้ไม่เป็นอื่นเลย มันเป็นการตกผลึกสั่งสมผลที่ผนึกอัดแน่นอย่างสมบูรณ์ อาตมาไปเข้าใจคำว่า ในหลัก system analysis อาตมาไม่เคยเรียน แต่รู้ทีหลังก็เทียบกับของพระพุทธเจ้า อย่าง ปฏิจจสมุปบาทคือลักษณะ system analysis มีเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยโยงใยกัน เหตุคือ input ใส่เข้าไปเป็นต้นทุนแล้วมี นิทานคือเรื่องราว คือกระบวนการ process แล้วก็มีสมุทัยคือ output จากสมุทัยก็จะสังเคราะห์ปรุงแต่งกันไปอีก เป็น outcome จะเรียกว่าผลขั้นหนึ่ง แล้วก็ต่อมีผลเป็น impact อีกก็ได้แต่ของพระพุทธเจ้ามีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย impact จึงหมายถึงพลังงาน แรง ผลของสิ่งที่ได้ คือพลังงานจิตเจตสิก หรือวิญญาณในธาตุจิตนิยาม มันเกิดจากการกระทบกระแทกแล้วเกิดการสังเคราะห์ อัดกัน ลึกสุดของพลังงาน จึงเป็น นิวเคลียร์ฟิวชั่น(fusion) เมื่อกระทบกันแตกตัวเป็นธรรมะ 2 นิวเคลียร์ฟิวชั่น(fusion) ฟิชชั่น(fission) ก็2 มันก็มีกระจายกับจับตัว ถ้าเราเอามาเรียนแล้วก็จับตัวกันวิเคราะห์วิจัย ขจัดพลังงานที่เลวออก ที่เหลือก็จะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น(fusion)ที่จับต่อกัน จะมีการสัมผัสกระแทกกระทบ นั่นคือลักษณะ impact หรือจับตัวกัน เป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น(fusion) ส่วนที่ไม่จับตัวกันก็กระจายออกไปเป็นไอโซโทปของนิวเคลียร์ฟิชชัน(fission) ที่สุดมันจับตัวสุดท้ายก็มีพลังงานที่มีฤทธิ์มีแรงมีอำนาจ เป็นพละกำลัง จะมีลักษณะเป็นอิทธิผลหรืออิทธิพล ขึ้นมา ของศาสนาพุทธ ผลสุดท้าย คือผลของกรรมวิบาก คือ impact ที่เป็นปฏิจจสมุปบาทตรงที่เรารับเป็นผล เช่น คุณเองมีสังขารเป็นตัว process เป็นนิทาน แต่คุณอวิชชามีเหตุปัจจัยต้องกระทบ เริ่มตั้งแต่ตากระทบรูปก็มีสังขาร มีเวทนา เช่น ตากระทบมะละกอลูกนี้ เหลืองเปลือกงามลูกโต สงสัยว่าผ่าออกมาจะน่ากิน ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นเรื่องราวสังขาร แล้วรวมจบกันว่ามันน่ากิน พอน่ากินแล้วมันก็เกิดอารมณ์ชอบเป็นเวทนา ซ่อนลึกอยู่ในอารมณ์ชอบคืออยากกิน เป็นปัญหา นี่คือ system analysis ที่คุณจะต้อง วิเคราะห์ให้ได้ ต้องมีวิตกวิจาร ต้องมีธรรมวิจัยอย่างนี้ เพราะมีการรวมของรูปนามเรียกว่ากาย มีเวทนาอย่างอัตโนมัติ เช่นตากระทบมะละกอเห็นสีสันเห็นลูกใหญ่ ผ่ามาว่าน่ากินแน่นอน แต่เรื่องราวที่ปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นนิทานแล้วมันรวมกันบอกว่า เป็นอิฏฐารมณ์ คืออาการชอบใจแล้วเบื้องหลังเบื้องลึกของตัวชอบใจนั้นคือ ได้กินก็ดี หรืออยากกินแล้วนะ ต้องวิจัยหาสมุทัยออกมาให้ได้ ในเหตุและปัจจัยที่เป็นธรรมชาติ 2 แล้วเกิดปฏิกิริยากัน ปฏิฆสัมผัสโส ทุกกระบวนการไป ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีการสัมผัส เว้นผัสสะเสียไม่เป็น ไม่มีเวทนา ก็มีแต่การแส่หาเป็นตัณหา ตามทิฏฐิ 62 ที่ไม่เข้าหลักการปฏิบัติ ไม่ได้เข้าสูตรของการมีผัสสะและมีเวทนาจึงเป็นเว้นผัสสะเสียไม่มีฐานะที่จะมีได้ กรรมที่ออกมา เป็นกรรมดี กรรมชั่วเลว ก่อนจะเป็นกรรมก็ต้องตามเข้าหาตัวเหตุหลัก คือสมุทัย สรุปแล้วภาษาต่างๆที่สื่อแม้เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาบาลีถ้ามีสภาวธรรม คุณมีตัวยาก็เอาป้ายยามาแปะได้ โลกรู้ว่านี่ยารักษาปวดท้อง ไข้หวัดแก้ไอ สรุปคือต้องมีนามเข้าไปร่วมด้วย ที่อาตมาอธิบายคือ ทำให้จิตนิยามเป็นพีชนิยามได้ คือมีความซับซ้อนลึกซึ้ง มีพฤติกรรมแบบพีชนิยามแต่มีพลังงานประเสริฐกว่าพีชนิยามมาก รู้เท่ากับจิตนิยาม เฉลียวฉลาดอัจฉริยะขนาดไหน มันยังรู้หมด สามารถเป็นปฏิภาณปัญญา ไม่ได้ดับความรู้ทิ้งหมดแต่กลายเป็นความรู้ประเสริฐ เอาอกุศลออกไปหมดเท่านั้น เป็นพีชนิยามที่ไม่มีโทษกับใคร แต่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ องค์ประกอบของมะละกอก็มีเนื้อมีเปลือกอะไรเยอะก็เป็นของสัตว์โลกที่จะใช้ธาตุต่างๆในมะละกอนี้ นำมาใช้สำหรับกินเข้าไป เอาเข้าไปในร่างกายของสัตว์ของเรา เพื่อให้มันแยกธาตุเหล่านั้นออกไปใช้ ที่จริงคนกินดินได้ก็จะกินได้ แต่เป็นคนแล้วไม่ซื่อเท่าไหร่ก็ไปกินดอกใบผลเมล็ดเนื้อเอาธาตุเข้าไป องค์ประกอบของมะละกอนี้ มันไม่มีอะไรนอกจากมันจะสร้างตัวของมันเองแล้วก็จะทิ้งเชื้อเป็นเมล็ด ที่จะไปต่อเผ่าพันธุ์ไว้เท่านั้นเอง จิตวิญญาณ เหมือนพีชนิยามแต่ลดพลังงานเลวหมดก็เป็นปฏิภาคทวียกกำลัง มันไม่ทำจริงๆ โสดาบันก็เริ่มลดภัยในตนเอง ส่วนหนึ่งลดจริงๆ ลดอย่างฆ่าเหตุ ฆ่าพลังงานสำคัญคือพลังงานจิตเจตสิก จะเรียกว่าพลังงานถึงขั้นนิวเคลียสก็ได้ คือพลังงานสุดท้ายของฟิสิกส์ ที่เป็นอกุศลก็วิจัยนิวเคลียสออกเป็นสองแล้วขจัดพิษภัยที่เป็นนิวเคลียร์กัมมันตภาพรังสีออกไป แล้วได้ตัวนั้นมา นี่คือวิชชาคือศาสตระของพระพุทธเจ้า ทำได้ถาวรโดยมีปัญญา เมื่อปัญญาถึงขีดจะไม่เป็นอื่น อวิปริณามธัมมัง จนแข็งแรงจับตัวแน่นจนไม่มีอะไรสลายได้นอกจากตนเองจะสลายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุสุดท้ายได้ ไม่แยกเราก็มีความสามารถให้ปรุงต่อนานเท่าไหรก็ได้ จะเท่าพระอวโลกิเตศวรก็ได้

9. นิโรธสูตร ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ [517] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว กลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักกลางวัน ถึงป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้ว เข้าไปยังพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตรมาแต่ไกลจึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโสสารีบุตร อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวงอยู่. อาวุโส เรามิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว. แท้จริง ท่านพระสารีบุตร ถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัยออกได้นานแล้ว ฉะนั้นท่านพระสารีบุตรจึงมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว.

พ่อครูว่า… พระสารีบุตรเอากิเลสออก อหังการมมังการ คือรวมตัวกูของกูหมดเลย เอาออกหมดแล้วไม่ใช่ต้องเข้าหรือออกนิโรธ แต่พวกที่ทำนิโรธแบบดับมืด ดับสัญญาดับเวทนา ทำได้เก่งขึ้น

_0893867xxx · ขออภัยญาติธรรมชาวอโศกที่3867 ถามประเด็นธรรมมากเกินบ่อย จนแย่งเวลาเทศน์ของพ่อครูกับผู้อื่นที่มีประเด็นอยากถามบ้าง! ขอบคุณบุญนิยมจรธ.

พ่อครูว่า… มาประเด็นของคุณใบฟ้า _กราบนมัสการพระครูด้วยเศียรเกล้า จันทร์ที่ 21 เป็นวันแรกของรายการโทรทัศน์พุทธศาสนาตามภูมิซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง กราบขอเรียนเสนอพิจารณาสีตัวอักษรตามภูมิเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีอื่นจะดูดีขึ้น พ่อครูว่า… อาตมาก็ว่าเค้าทำให้ก็ขอบคุณแล้ว พ่อครูให้ความรู้ ที่น่า analysis ให้เป็นรูปธรรมตามภูมิ นั่นคือโสดาบันต้องรู้เข้าใจ ธรรม 3 หมวดคือ สังกัปปะ 7 สังขาร 3 และวิชชา 5 กราบขอเวลาตรวจสอบแก้ไขด้วยค่ะ กรณี โสดาบันบุคคลกับกิจวัตรทำวัตรเช้า พฤติกรรมที่พึงประสงค์ เข้าร่วมทำกิจวัตรเช้าอย่างสม่ำเสมอทำวัตรเช้า หมวดธรรม 1 สังกัปปะ 7 1.1 ตักกะ คิด อาจารย์ 2 ผืนฟ้า เคยพูด กิจวัตรเป็นหลัก กิจกรรมกิจการเป็นรอง 1.2 วิตักกะ คิดถึงเช้ามืด สวดมนต์แปล ฟังธรรมล้วนเป็นงานที่น่ายินดี 1.3 สังกัปปะ คิดปรุง ต้องบริหารเวลา จัดการกับกิจกรรมกิจการ ที่จะไม่ก่ออุปสรรค ในการเข้าร่วมทำวัตรเช้า 1.4 อัปปนา คิด ทำกิจวัตรทำวัตรเช้า น่าสนใจน่ายินดีเข้าร่วมจริงๆ 1.5 พยัปปนา คิด เราคนหนึ่งที่จะเข้าร่วมทำกิจวัตรทำวัตรเช้าทุกครั้งของหมู่ 1.6 เจตโสอภินิโรปนา คิด ตั้งใส่ใจจดจำบันทึกวันเวลาของการทำวัตรเช้า 1.7 วจีสังขาร คิด กิจวัตรนี้ต้องบอกกล่าวประชาสัมพันธ์พี่น้องให้มาร่วมรวมกัน หมวดธรรม 2 สังขาร 3 2.1 กายสังขาร รูป ปฏิทินทำให้จำได้ว่าพรุ่งนี้มีการทำวัตรเช้า นาม ดีใจที่จะได้ร่วมทำวัตรเช้า เนกขัมสิตโสมนัสเวทนา 2.2 จิตสังขาร รูปกาย อาติ๋วตื่นมาประมาณตี 2 มาเตรียมศาลา นามกาย จะพยายามตื่นมาเป็นผู้ช่วยอาติ๋ว ร่วมบุญร่วมบุญ 2.3 วจีสังขาร รูปกาย อาติ๋วสุดยอดมั่นคง นามกาย เราก็โอเคอยู่นะ ที่ยินดีไม่ขี้เกียจ หมวดธรรม 3 วิชชา 5 3.1 วิปัสสนาญาณ ถีนมิทธะ อิทธิบาท และความขี้เกียจ เป็นกิเลสของกิจวัตร 372 มโนมยิทธิ ขจัดกิเลสข้างต้นกิจวัตรก็ต่อเนื่องยั่งยืน 3.3 อิทธิวิธญาณ พักให้พอสร้างจิตกระตือรือร้นขยันเบิกบาน 3.4 ทิพยโสตญาณ แววไวต่ออาการง่วง จิตทื่อๆ และขี้เกียจ(ต้องแววไวในการรู้นิวรณ์ทั้ง 5 เลย ไม่ใช่แค่อาการง่วงเท่านั้น) 3.5 เจโตปริยญาณ ชัดเจนถึงสภาวะจิตของตนในการทำวัตรเช้าว่าเนกขัมสิตะ(ยินดี) เคหสิตะ(ไม่ยินดีขี้เกียจ) หรืออุเบกขา(ปกติ) หรือขยันมั่นคงเป็นปกติ เนกขัมสิตอุเบกขา กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ…ใบฟ้า

พ่อครูว่า… “กาย” เป็นองค์รวมของธรรมะทั้งหมด ด่านแรกคือ วิจัยกายในกาย มาเป็นเวทนาในเวทนาต่อมา ก็จะได้ตัวการใหญ่ คือเจตสิกหรือจิต ที่มันเป็นตัวการของสังขาร ก็จับตัวนี้กำจัดจนหมด สังขารของคุณก็ยังอยู่ คุณจับตัวนั้นได้ มันเป็นตัวการ คือสสังขาริกัง มีกามหรือพยาบาทเป็นตัวนำ เป็นมิจฉาสังกัปปะ กำจัดตัวนี้จนเป็นอสังขาริกัง เป็นอภิสังขารเป็นอปุญญาภิสังขารที่คุณกำจัดตัวเหตุได้แล้ว ชำระกิเลสได้เรียบร้อยแล้ว เวลาจะนิโรธ ต้องดับวจีสังขารก่อน แต่ถ้าจะเกิดก่อน ก็ต้องจัดการกับจิตก่อน เป็นจิตสังขารก่อนเป็นกายสังขาร แล้วเป็นวจีสังขารที่จะออกไปทำงาน ถ้าผู้ไม่รู้จริงตอบไม่ได้ สังขาร 3 ผู้ปฏิบัติธรรมและจริงๆก็รู้จักกายสังขาร จิตสังขารและกายสังขารว่าหมายถึงอะไร กายสังขารคือ องค์รวมทั้งหมด แล้วพยายามทำที่ในจิต และการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ทิ้งภายนอก พหิทารูปานิปัสสติ แล้วปฏิบัติเข้าไปในจิตตั้งแต่กิเลสหยาบ โอฬาริกอัตตา ให้เป็นลำดับไปถึงขั้น รูปจิต อรูปจิตภายใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ในพระไตรปกฎก แปลอัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ว่า ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ย่อมเป็นรูปทั้งหลายในภายนอก สัมผัสที่ท่านแปลก็คือว่า ท่านพยายามแปลโดยพยัญชนะ ก็รู้ได้ว่าท่านไม่ได้เข้าใจวิโมกข์ข้อนี้ วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 66 / เล่ม 23 ข้อ 163

พ่อครูว่า… ถ้าคุณใช้สัญญาของตนเองปฏิบัติธรรมไม่เป็นก็จบเลย คุณทำใจในใจ ต้องจัดการ ต้องมีผัสสะ ศึกษา แล้วก็ต้องตามหาตัวมโนสัญเจตนาที่มี 3 1.กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา

อภิภายตนะ 8 อย่าง เล่ม 11 ข้อ 349 1 . ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปในภายนอกที่เล็กมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง ฯ 2. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะ ข้อที่สอง ฯ… จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน