590809_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะสามอย่างอันลึกซึ้ง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590809_ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะสามอย่างอันลึกซึ้ง

พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 9 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก ผ่านวันที่ 7 ส.ค. มา เมืองไทยก็ครึกครื้นขึ้นเยอะ เป็นพฤติกรรมในสังคมที่เป็นความจริง สิ่งใดที่เป็นกุศล เป็นส่วนเสริม มีความเจริญ ก็มีนัยยะต่างๆ หรือความเสื่อมก็มีนัยยะต่างๆ มีรายละเอียดเยอะ ก็มองตามความเห็นของอาตมา ก็นิยามความเห็น ถึงนิยามประชาธิปไตย ซึ่งก็อาจไม่เหมือนใคร พระพุทธเจ้าตรัส ว่าสัจจะต่างๆ ไม่มีในโลก สัจจะมีหนึ่งเดียว เท่านั้น ไม่มีสัจจะสอง สัจจะก็ต่างๆหลากหลายนั้น ไม่มีในโลก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวนี้ เป็นสมมุติสัจจะ คือสัจจะที่ปรองดองกันได้ อยู่รวมกันอย่างสามัคคี ปึกแผ่น ที่เรียกว่าสงบ สันติ กลมกลืนกันดี อยู่กันอย่างอบอุ่นดี เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม ที่อาตมาแปลคำว่า สันติ คือ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม สังคมมนุษย์จะอยู่อย่างมีพลัง จะขัดแย้งบ้าง ก็จะไม่เกิดอกุศลจิต แต่การที่ไปยึดในตัวเอง สัญญายนิจจานิ เป็น สัจจาภินิเวช คือเป็นการลงหลักปักแหล่ง(อภินิเวสายะ) การ ยึดมั่นถือมั่นปักมั่นในอะไร อันนั้นก็เป็นสัจจะตามที่สัญญาไว้ เป็นส่วนตัวของคนใด จะยึดอย่างใด ถ้ายึดแล้ว เป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมอนุโลม กระด้าง แต่ถ้าผู้รู้จริง เราเข้าใจว่าอันนี้ดี แต่ความเป็นอยู่จริงนั้น ไม่มีตัวตน ความเป็นสัจจะจริงจะไม่มีตัวตน ผู้รู้ว่าอันไหนดีที่สุด แต่เมื่อเรามีชีวิตอยู่จริงกับสังคม เราก็ ต้องรวมกันประสาน ต้องอนุโลมปฏิโลม ก็จบ เป็นหนึ่งเดียวอย่างอบอุ่นกลมกลืน มีพลัง เรี่ยวแรง ใช้พลังในการทำดี ด้วย อันนี้คือประโยชน์ ส่วนตัวกูของกูจะยึดอย่างไรก็ส่วนตัวเขา ผู้รู้จริงหมดตัวตนจะเข้าใจคนอื่น เลิกสลายจบได้ อยู่กับสัจจะหนึ่งเดียว ก็จบเลย ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่

อ่านต่อ

า สัจจะหลากหลายต่างๆนี้ ต่างคนต่างยึด ก็ทะเลาะกัน ฆ่ากัน แล้วจะเอาไปทำไม? ใครจะทำไปทำไม ถ้าคนรู้แล้วชัดเจน จิตใจตน สามารถปรับกับความจริงนั้นได้ ก็ไม่ยึด ก็หมดตัวตน อรหัตตผลเลย ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความยึดของคนนี่แหละยาก และโง่จริงๆ จะเอายิ่งใหญ่ เอาชนะ เป็นเลิศอยู่อย่างนี้ สัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสใน จูฬวิยูหสูตร นี้เป็นเลิศจริงๆ

SMS 8 สิงหาคม 2559 _ 0897855xxx… พ่อครูเทศฟังไม่เบื่อ _0893867xxx… นมัสการพ่อครูฯ สมณะ สิกขมาต เจริญธรรมญาติธรรมบ้านราชฯ ผู้น้อยใจชื้นที่ผลประชามติ ทำให้เรารู้ว่า มีคนไทยหัวใจเดียวกันถึง60กว่า% ไม่ทิ้งบ้านขว้างเมือง เช่น เกมโป? ฮิตกลืนโลก! _0893867xxx… ขอคารวะทุกสิทธิเสียงทั้งรับไม่รับปชมติ.ด้วยความยินดีที่ร่วมสร้างประชาธิปไตย ใบขาวสะอาด ทัดเทียมอังกฤษ ไม่ด้อยกว่าพม่าสูสีสากลโลก! พุทธมังสะฯ _0897146xxx… ความดีที่ได้มาจากความรู้ทางด้านศาสนา ไม่ใช่มีไว้เพื่ออวดดี แต่ความดีที่ได้มาจากความรู้ทางศาสนา มีไว้เพื่อวัดว่าเราชั่วแค่ไหน _0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครูเมตตาให้คำติชมเป็นขวัญกำลังใจดียิ่งกว่ารางวัลใดๆ! จักตอบแทนพระคุณพ่อครูด้วยการตั้งใจศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจากท่านไปตลอดชีวิตสาธุ! _0833208xxx… ศัตรูตัวใหญ่ที่สุดของชีวิตคือตนเอง หลอกลวงที่สุดของชีวิตคือขาดปัญญา บาปเวรที่สุดของชีวิตคือหลอกลวงตัวเองหลอกลวงผู้อื่น น่าเศร้าที่สุดของชีวิษคือริษยา น่านับถือที่สุดของชีวิตคือ"วิริยะ" _0893867xxx… ขอบคุณบุญนิยมกับธ.5มิติ จากพ่อครูฯมีลามก,ราคะมิใช่ศิลป์! สาระเริ่มมีศิลป์! ธรรมะมีศิลป์ แต่ยังไม่รู้ถึงจิต! โลกุตระศิลปะมงคลอุดมถึงปรมัตถฯพ้นโลกธรรม เจริญธรรม _0867532xxx… ดุพ่อครูเทศดีมาก

_ส.ลั่นผา แจ้งมาว่า โรคปักขันตทิกาพาธ ที่พ่อครูเทศน์เมื่อคืนนี้ ที่ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับคอ แต่ภันเตเบิกบานได้เปิดพจนานุกรมของ ท่านปยุต ประยุตโต แปลว่า โรคท้องร่วง ครับ ฝากภันเตเรียนพ่อครูด้วย ครับว่า ท่านประยุทธ (พระพรหมคุณาภรณ์) ไม่ได้แปลเหมือนที่พ่อครูแปล ครับ พ่อครูว่า...คำว่าปักขันธิ หรือปักขันธติ มันแปลว่า อาการที่แล่นไป มันแรงมีพลังงานพุ่งไป นี่โดยสภาวะ แล้วก็เกิดมากไป ก็เกิดพิษภัย จะไปเป็นที่คอก็เป็นโรคที่คอ ทำอะไรแรงไปก็พัง จะบอกว่าท้องร่วง ก็ว่าไป ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการตำหนิ สิ่งไหนใช้มากพูดมากคอก็เสีย

_จาก กองทัพธรรม เฟสบุค… คุณMongkol Nath พระวินัยท่านห้ามอวดแก่อนุปสัมปัน...ชักยังไง...แล้วท่านโพธิ์...ใกล้ปาราชิกนะ ...ถ้าไม่จริง พ่อครูว่า ...ก็ขอบคุณที่ทักท้วงมา ท่านปยุตท่านบอกว่า อุปสัมบัน คือผู้ผ่านพิธีบวชมา แต่อาตมาแย้งว่าอนุปสัมบันคือ ผู้ไม่มีภูมิธรรมจะรู้ได้ อุปสัมบันคือ ผู้มีภูมิปฏิบัติธรรมมีอาริยธรรมตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป แต่ท่านก็บอกว่าอุปสัมบันคือผู้ผ่านพิธีบวช ส่วน อนุปสัมบัน ก็คือ ฆราวาส แต่อาตมาว่า ฆราวาสหากบรรลุธรรม ก็เป็นอุปสัมบัน ทีนี้คุณคนนี้ท้วงว่า ห้ามอวดแก่อนุปสัมบัน แน่นอน อาตมาเทศน์ออกอากาศไป คนที่ไม่มีภูมิก็อาจฟังเข้าใจผิดได้ แต่อาตมาเทศน์ในปรมัตถ์ที่สูงคนอาจฟังไม่ได้เข้าใจบ้าง แต่อาตมาก็ว่า คนที่ฟังเทศน์อาตมาที่มีภูมิสูงพอรับได้จะฟัง แต่พวกที่เป็นอนุปสัมบัน คือไม่มีภูมิพอจะฟังได้ เขาจะไม่ฟังอาตมานานหรอก เพราะว่ามันยากไป เขาก็เอาเท้าก่ายหน้าผากฟัง หากเขาไม่ยินดี ไม่ปราโมทย์ในการฟังเขาไม่ดูหรอก แต่ผู้ที่ดูแล้วเอาไปเข้าใจผิดก็มีบ้างสุดวิสัย แต่ยุคนี้วิธีใดที่จะเผยแพร่ได้มากก็ต้องทำ ถ้าได้มากกว่าเสียอาตมาก็ทำ ก็จบ อาตมาก็เทศน์ไปนี่ เป็นปรมัตถ์ เป็นความรู้อุตริมนุสธรรม ทีนี้อาตมาก็เทศน์ โดยมั่นใจว่าอาตมามีอุตริมนุสธรรมนั้นจริง เทศน์ก็มีประมาณไปทุกที หนึ่งอาบัติปาราชิกอาตมาไม่มี เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่อาตมาไม่รู้ จะไม่เทศน์ สิ่งที่ไม่มั่นใจ ก็ไม่เทศน์ บางอย่างต้องรอเวลาในการพูด หลายอย่างคนอยากให้พูด แต่อาตมาไม่พูด อาตมากำหนดหมายรู้ได้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ผ่านมาไม่น้อย ก็ระมัดระวัง รู้โทษภัยดี สรุปแล้วต้องขอบคุณที่เขาท้วงมา ก็ขอบคุณ แต่อาตมาก็พยายามระมัดระวัง เป็นได้ที่อาตมาจะมีโทษปาจิตตีย์บ้าง แต่อาตมาก็ได้รับ การยกสติวินัยแล้ว ก็ไม่กระไร อาตมาก็เจตนาดี แล้วระมัดระวังอยู่ แต่ผลที่ได้นั้นอาตมาพากเพียรแล้ว เสียสละทำงานให้ความรู้ที่ เรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่น่าจะเอามาเป็นเหตุเป็นผล พูดไปแล้ว หลายคนอาจบอกว่าอาตมาพูดเข้าข้างตัวเองก็เป็นได้ ก็ผ่านไป ตอนนี้เรื่องการเมือง อาตมาเห็นว่า เมืองไทยนี้นำหน้าเรื่องประชาธิปไตย ตามภูมิของอาตมาว่า ประชาธิปไตยคือ การทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อประชาชนอย่างไร เขามองง่ายๆว่าให้วัตถุ เงินทองข้าวของ ให้มีกินมีใช้ สองให้นามธรรม อาตมาว่าการให้นามธรรม ให้รู้นามธรรมนี้สูงกว่าให้วัตถุ เปรียบเทียบว่า ถ้าเราให้ปลาแก่คนไปกิน กับ ให้เครื่องมือเขาไปทำมาหากิน การให้เครื่องมือทำกินนี้จะสูงกว่า แต่ถ้าให้ปลาเขากิน หมดปลาเขาก็ไม่มีกินก็ตาย อาตมาไม่มีหน้าที่ทำแบบเอาปลาให้คนกิน ผู้ที่จะทำวิธีสื่อให้แก่คนอื่นได้ ก็สื่อโดยภาษา ให้เข้าใจรู้ดี เอาไปทำได้ การสื่อภาษาก็มีการสื่อภาษาตรงๆ กับการสื่อแล้วไม่ตรงนัก แต่เขาเข้าใจได้ ใช้พลคำ แต่เนื้อแท้ตรงกันก็มี ใช้ภาษาคำเดียวกัน แต่เนื้อแท้คนละอย่าง ก็มี ก็ตั้งใจฟังเอาก็แล้วกัน อาตมาก็ไม่รู้จะระบุอย่างไร เรื่องเดียวกันแต่สื่อผิด ก็ฆ่ากันตายได้เลย

ความก้าวหน้าของประชาธิปไตย คือประชาชนมาออกเสียงกันมาก แล้วก็ได้ผลอย่างไรก็ยอมรับกันคือ ความก้าวหน้าของประชาธิปไตย เป็นอิสรเสรีภาพ ไม่ได้บังคับ แม้ผู้ปฏิบัติ ข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการประจำ ก็อคติน้อยหรือไม่มี ถ้าไม่มี ก็ถือว่าอรหันต์ แต่ผู้ไม่อรหันต์ ก็ต้องไม่ให้มีชั่วคราวได้ จะมีลำเอียง ก็ให้น้อยที่สุด สรุปแล้วอาตมาให้ค่าว่า การเมืองการประชาธิปไตยไทยก้าวหน้ากว่าทุกประเทศเลย นอกนั้นยังแย่งชิง ฆ่าแกงกัน เมืองไทยไม่แย่งชิงอำนาจกันแล้ว มีแต่พวกหน้ามืดตาบอดที่แย่งเท่านั้น อาตมาก็ขออ่านกวี เพื่อเสริมหนุนคณะที่จะทำงานตอนนี้

บริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

(1) ชื่อว่า“คน”สูงสุดไซร้ คือสัจจะ จริงหนึ่ง“ปรมัตถะ” จิตแท้ สอง“สมมุติ”คือคณะ ประชาร่วม กันรา หากผนึกมั่นมุ่งแก้ วิกฤติได้ทันกาล (2) ถ้าพาลเฉื่อยช้าอีก ก้าวเดียว ฝูงสัตว์นรกกรูเกรียว ขย่มซ้ำ ฝันสวรรค์แหลกลาญเหลียวหาบ่ เหลือเลย มารยักษ์มันขยี้ขย้ำ ขบเคี้ยวกินหวาน (3) ต้องหาญหักบัดนี้ ทันใด ฤกษ์บ่เคยรอใคร อย่าช้า สุกจะเน่าแล้วไฉน ไม่กัด กินเฮย “เอาเถิดเจ้าล่อ”ท้า ห่อนแคล้วบรรลัย (4) ใดใดก็ชัดแท้ ทุกเม็ด แต่ไม่ลงมือเผด็จ ศึกเสี้ยน ตนไม่ช่วยตนเสร็จ ก่อนอื่น ช่วยแฮ โรคจิตกระมิดกระเมี้ยน พิษร้ายจงระวัง (5) โลกยังจมอยู่ด้วย ปุถุชน ยากจักตามรู้ตน ชัดได้ อัตตาไม่“กล้าจน” ทรัพย์โลก จึงไม่บริสุทธิ์ให้ เศรษฐ์สร้างความจริง (6) ไทยชิงธงพุทธแท้ มาครอง โลกุตระวสีของ สัจจ์ชี้ จึงบรรลุก่อนผอง มนุษยโลก ความชนะยิ่งใหญ่นี้ สุดไร้เทียมทาน (7) คนประหารกิเลสได้ เป็นจริง จึงบริสุทธิ์เอ่ยอิง สัตย์แท้ เพราะพร้อมทุกสิ่งกิง- ชัจจะศาสตร์ ที่สุดบริสุทธิ์แล้ เท่านั้นชนะสรรพ์

“สไมย์ จำปาแพง” 26 ก.ค. 2559 **หมายเหตุ : กิงชัจจะ แปลว่า ผู้มีชาติอะไร,เกิดมาจากไหน [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 314 ประจำเดือนกันยายน 2559]

_สมมุติว่าหนูอยู่ในป่า แล้วไม่มีอาหารกิน หนูก็หิวมาก แล้วหนูไปเจอหมูตาย หนูจะกินได้ไหม? พ่อครูว่า ...เรื่องนี้ถ้าเผื่อว่าเราเองไปอยู่ในที่สุดวิสัย สุดที่จะเป็นไปได้แล้ว หิวมากด้วย จะตายแล้ว ก็มีแต่หมูนี่จะกินได้ ก็ต้องกิน ถ้าเราจะอยู่ แต่ถ้าเราว่าเราสมควรตาย เราก็ไม่กิน เราก็ตาย ถ้าเราตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อไปเราก็กิน พระพุทธเจ้าสอนไว้ แม้แต่คนป่วยจะตาย แต่คนป่วยจะต้องกินอาหารเนื้อสัตว์ ถ้าไม่กินอันนี้จะตาย พระพุทธเจ้าก็ให้กิน เพื่อเอาชีวิตไว้ ไม่ได้เบียดเบียนอะไร กินเนื้อตาย ไม่ได้ไปฆ่าเอา แต่ถ้าเราจะรักษาสัจจะรักษาธรรม ตายก็ตาย ก็ไม่กิน เราก็ตาย แต่คนที่ตายแบบนี้ ชาติต่อไปจะมีบารมีสูงขึ้นเยอะ ผู้ที่ตายกับธรรมะ ศาสนาอื่นก็บอกว่าผู้ที่ยอมตายกับธรรมะ ไม่ยอมให้ธรรมะเสียก็ได้ คนเราต้องเวียนตายเวียนเกิด ตายไปแล้วได้อาริยทรัพย์เยอะ เกิดมาชาติใหม่ เรามีกุศลกว่าเก่าอีก หล่อกว่าเก่า รวยกว่าเก่า ดีกว่าเก่าอีก แต่อย่าไปแลกกับเรื่องที่ไม่เข้าท่า สรุปแล้วสมมุติมาตามโจทย์ อยู่ในป่า หมูตายมีต่อหน้า ไม่มีอะไรกินแล้วก็กินเนื้อหมู เนื้อหมูก็ไม่ใช่เนื้อที่พระพุทธเจ้าละเว้น ในเนื้อ 10 อย่างที่ไม่ควรกิน กินแล้วจะมีวิบากต่อเนื่องไป นอกนั้นท่านก็ว่าอนุโลม จริงๆแล้วชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ใดๆ ธรรมะมีสัจจะเป็นหลัก การเมืองก็มีสัจจะเป็นหลัก หากมีธรรมะมีสัจจะเป็นหลักก็ดีทั้งนั้น เราเอาสัจจะสามอย่าง ในจูฬวิยูหสูตรนี้มาพูดนี้ 1.สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะอย่างที่สองไม่มี 2.สัจจะหลากหลายต่างๆกันนั้นไม่มีเลยในโลก ยกเว้นสัญญายนิจจานิ 3.สัญญายนิจจานิ คำว่าสัญญายนิจจานี้ ทิ้งไว้กลางๆจะเรียกว่า สัจจะหรือไม่ อยู่ที่ใครไปสัญญายนิจจานิ ยึดมั่นประตูเดียวไม่มีการยอม เลยก็นั่นไม่ใช่สัจจะ ประโยคนี้พระบาลีว่า ...น เหว สัจจานิ นานา อัญญัตระ สัญญายะ นิจจานิ โลเก เมื่อคุณกำหนดหมายว่า อันนี้เป็นสิ่งเที่ยงแท้ที่สุด ดีงามที่สุด มีสัญญากำหนดรู้แล้ว นิจจานิ แต่เมื่อเราอยู่กับมนุษย์ ส่วนตัวเรานั้นจบว่าดีที่สุด แต่เมื่อเราอยู่กับมนุษย์ เขาเอาตามที่เรายึดก็จบ แต่ถ้าเขาไม่เอาตามเรา แม้มนุษย์ไม่เอาตามเรา โดยเฉพาะมนุษย์ส่วนใหญ่ เยภุยสิกา ปชต.เราก็ไม่เอาตามเราก็ได้ เราก็จบ มีแต่ปัญญา สัญญานี้กลายเป็นปัญญาแล้ว เอากับคนส่วนใหญ่ ตัวเองก็จบ ถ้าคุณยึดไม่เอากับหมู่ ก็อยู่กับหมู่ไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด เป็นความจริงทำให้อยู่กับหมู่อย่างสันติ อบอุ่น เจริญได้ นี่คือธรรมะที่ไม่เคยเก่า เก่าสมัย แต่ใหม่เสมอ เป็นสัจจะที่ฟังยาก หากไม่มีภูมิธรรม เก่านี่แหละไม่เก่าแต่ใหม่ ภาษาเรียกมันว่าเก่า จะกี่ยุคก็ตาม มันก็คือใหม่ อย่างที่ในหลวงว่า ขาดทุนของเราคือ กำไรของเรา อันนี้เข้าใจยากกว่าที่อาตมาพูดนี้อีกนะ

• เพชรพุทธสุดยอดศิลปะโลกุตระ

(41) สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ในฐานะอาตมาคือ โพธิสัตว์นักศึกษา อาตมายังไม่ใช่พระพุทธเจ้านั้นแน่นอน ยังไม่มีภูมิถึงขั้น “ สยัมภู ” อาตมาก็แค่มีภูมิที่ศึกษาตามพระพุทธเจ้าขั้น“ สยัง อภิญญา ” เท่านั้น จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ทุกคำทุกความว่าจะไม่มีผิดเพี้ยน เป็นแน่เป็นแท้ เพราะ“สัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4”อาตมาก็มีเท่าที่ภูมิบารมีตนมี“จริง” และอาตมาก็เพียงแต่ มีสิทธิ์แสดง“ความรู้” ตามที่อาตมามีเท่าที่“จริง”ของอาตมาออกมาได้ ให้ผู้อื่นรับทราบตามหน้าที่ และฐานะของโพธิสัตว์ ด้วยความประสงค์ที่สูงอย่างยิ่งของอาตมา เพราะ“ความจริง” ที่เป็นโลกุตรสมบัติ อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นหา และสะสมให้พระองค์เองเป็น-พระองค์เอง “มีจริง” มาได้ จนกระทั่ ง พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ(ธรรมสามี) “อาริยสัจจะ”นี้ แล้วทรงยืนยันว่า “สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี” (เอกัง หิ สัจจัง น ทุตียมัตถิ) “ สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี” จึงได้แก่ “ความเห็นร่วมกัน-ความเข้าใจร่วมกัน-ความเชื่อร่วมกัน-ความรู้ร่วมกัน” เป็นอย่างเดียว แม้ยังแยกเป็นสองอยู่ ก็ไม่ได้ ยิ่งมากกว่าสองยิ่งไม่ใช่ “สัจจะ”ต้องหนึ่งเดียวเท่านั้น (42) สัจจะหลากหลาย ต่างๆกัน ไม่มีในโลกเลย และทรงยืนยันอีกว่า “สัจจะหลากหลายต่างๆกัน เว้นแต่สัญญา(ของตนๆแต่ละคน)ว่า เที่ยง(สำหรับตน)เสีย ไม่มีในโลกเลย” (น เหว สัจจานิ นานา อัญญัตระ สัญญายะ นิจจานิ โลเก) นั่นก็หมายความว่า “ สัจจะหลากหลาย ต่างๆกัน(สัจจานิ นานา) ไม่มีในโลก ” หรอก ไอ้ที่“มี” นั้นมันแค่“สัญญา ว่า เที่ยง”(สัญญายะ นิจจานิ)ของคนแต่ละคน ที่ยึด“สัญญา”ก็คือ “ยึด“ความสำคัญมั่นหมาย หรือความกำหนดหมาย” เอาเอง ของตนเอง เท่านั้นแหละ คนอื่นไม่รู้ด้วย นั่นก็ชัดยิ่งตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัจจะนั้นไม่มีในโลกเลย เว้นแต่ “สัญญาว่าเที่ยง”เท่านั้นของแต่ละคน ถ้า“สัจจะ”นั้นเป็น“ความต่าง”(นานา)ที่แต่ละคนยึดของตนๆว่าเที่ยง(นิจจัง) ว่าแน่นอน(นิจจัง) ว่ามั่นคง(นิจจัง) สำหรับตน ต่างคนก็ต่างยึดของตนๆ มันจึงขัดแย้งกัน โต้เถียงกัน แล้วก็ยึดของตนว่า “จริง” ว่า“สัจจะ”ของคนอื่นไม่ใช่สัจจะ จึงทะเลาะกัน เพราะต่างก็ ยึดได้แค่“ทิฏฐิ”ของตน นั่นแหละ แล้ว หลงว่าตน“รู้ธรรม” คนอื่นไม่รู้ คนอื่นเขลา ตนฉลาดแท้ๆแค่ “ทิฏฐิ”ตนเองแต่ละคน ที่“แตกต่าง”กันของตนๆนั้น ต่างยึดว่าเป็น“จริง” ว่าเป็น“สัจจะ” ว่าเป็น“ธรรม” จึงชื่อว่า เป็น“สัจจะ”ยังไม่ได้ มันแค่“ทิฏฐิ”ส่วนตน

(43) “สัญญา”ไม่ใช่“ปัญญา” กว่าจะเป็นปัญญา ส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัญญาว่า เที่ยง(สำหรับตน)ของตนๆแต่ละคน ที่พระองค์ตรัสว่า “เว้นสัญญาเสีย”ก็ไม่มี“สัจจะ”หรือ“ความจริง”เลย แต่ “สัญญา”ยังไม่ใช่“สัจจะ” ดอกนะ อย่าหลงผิด ถ้าแค่ “สัญญา”ของตนๆที่ยึดอยู่ภายใน ยังเ ป็นแต่อดีต หรืออนาคตอยู่เท่านั้น สัญญานั้นยังไม่ได้ทำงานออกมาสัมผัสภายนอกให้ เป็น“สมมุติสัจจะ”จนกระทั่งผู้อื่นร่วมรู้ด้วยเป็น 2 คนขึ้นไป และมากขึ้นๆจนกระทั่งหาที่สุดมิได้ “สัญญา”ของใครจะ“กำหนดหมายหรือสำคัญมั่นหมาย”อยู่ในใจของตนนั้นๆ แล้วยึดว่า“ของตนเท่านั้นสัจจะ(จริง) ของคนอื่นไม่ใช่สัจจะ(จริง) ยังไม่ได้ เพราะ“สัญญา”ยังไม่ถึงขั้น“สัจจะ” กว่า“สัญญา”จะถึงขั้นเป็น“ปัญญา”ต้องได้ผ่านการอบรมฝึกฝนด้วย“มรรค 8”และ“โพชฌงค์ 7” โดยเฉพาะมี“ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์” เป็นตัวจักรสำคัญ และมี“สัมมาทิฏฐิ” เจริญไปตามลำดับ และ ต้องครบพร้อม“สมมุติสัจจะ”กับ“ปรมัตถสัจจะ” ที่ปฏิบัติ ได้ผลเจริญสัมบูรณ์ เป็น “อุภยัตถะ” (ประโยชน์ทั้งสองสัจจะ)โน่นแหละ จึงจะเรียกว่า“สัจจะ”แท้ โดยพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258 ว่า “ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง” แม้“สัจจะ”จะมีทั้งภายนอก-ภายใน มีผู้ร่วมรู้ด้วยแล้ว นั่นคือเป็น “สมมุติสัจจะ”แต่ยังต้องเป็น“ปรมัตถสัจจะ”ที่คนอื่นนั้น ก็ยอมรับว่า“สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี” จึงได้แก่ “ความเห็นร่วมกัน-ความเข้าใจร่วมกัน-ความเชื่อร่วมกัน-ความรู้ร่วมกัน”(สมมุติสัจจะ) เป็นอย่างเดียว โดยแต่ละคน“ไม่เห็นแยกแตกต่างกันออกไปหลากหลายเลย แม้แยกเป็นสองก็ไม่มี มีแต่เห็นร่วมกัน เข้าใจตรงกันเป็นหนึ่งเดียว” ต้องอย่างนี้จึงจะชื่อว่า “สัจจะมีอย่างเดียว” จะไม่ใช่“สัจจะ”มีสองอย่าง หรือหลากหลายอย่างแตกต่างกันไป ถ้าขัดแย้งกันอยู่กับผู้อื่นภายนอก ส่วนนั้นก็ไม่ใช่“สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น” ซึ่งมีเพียง“ความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจ-ความเชื่อ”ของตนอยู่ภายในเท่านั้น ส่วนใดที่เป็น“สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น”ไม่ขัดแย้งกัน ส่วนนั้นจึงจะนับว่า เป็น“สัจจะมีอย่างเดียงเท่านั้น” ด้วย“ปัญญา” ซึ่งจะประกอบไปด้วย“ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สัจจะ” นั้นอย่างไม่เหลือความขัดข้องใจสงสัยใดๆเลยที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 419 “จูฬวิยูหสูตร” ผู้ใฝ่ศึกษาโปรดตรวจดูเถิด วิเศษนัก อาตมาเห็นว่า ฉะนี้แลเป็น“ความจริง”(สัจจะ)ที่สุดแล้วสุดๆ อาตมาจึงประสงค์มากยิ่ง-ปรารถนาสูงยอด ที่จะให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความจริง”ที่ว่านี้ อย่างเต็มความสามารถ จึงพากเพียรพยายามอยู่อย่างอุตสาหะ

(44) ติเถิด! ..อาตมาขอปวารณาต่อทุกคน ขอปวารณาไว้ด้วยใจที่จริงก่อนนะว่า หากมีบทใด-ความใดที่อาตมาบกพร่องผิดพลาด ท่านผู้ใดรู้เช่นเห็นชัด ในความบกพร่องผิดพลาดนั้น ได้ โปรดกรุณาทักท้วงติติง ให้อาตมาด้วย จะเป็นพระคุณ อย่างหาที่เทียบเปรียบได้ “ความรู้”ที่อาตมาเชื่อยิ่งว่า “จริง”ทั้งหลายที่จะแสดงออกไปให้อ่านนี้ แม้อันใดที่อาตมาจะเน้นหนักว่า “จริง” ก็ไม่ใช่คำพยากรณ์ นั่น..อาตมามีจริงมั่นใจในตนต่างหาก แต่แน่นอนอาตมากำลังฝึก วิจัย-วิภาค-วิภาษ นั้นแน่ๆ ก็ต้องมีการใช้ทั้ง“วิจารณ์”เพื่อพยายามฝึกฝนบ้าง ก็ขอให้อาตมาได้อวดตัวอวดตนบ้างเถอะนะ จะใจดำให้อาตมา “ใบ้” ใช้คำ ใช้ความใดเขียนบ้าง-พูดบ้าง ไม่ได้เลยเชียวหรือ? อาตมาก็แค่ขอวิจัยบ้าง พิจารณาบ้าง ตัดสินบ้าง ยืนยันบ้าง เถอะ.. แม้ไม่เก่ง อาตมาก็ขอแสดงอะไรออกบ้างน่า..นิด..นะ

(45) วาวแววเพชรพุทธ การัตที่ 1 เอาล่ะ..ตานี้อาตมาตั้งใจจะไล่เรียงสาธยายจาก“พระสูตร” เล่ม 1 หรือพระไตรปิฎก เล่ม 9 “พรหมชาลสูตร”ไปตามลำดับกันดู และศึกษาละเอียดๆดูซิ มาเริ่มต้น จับเรื่องราวเนื้อหาดูจากพระไตรปิฎก แล้วค่อยวิจัยสาธยายกันอีกที “พรหมชาลสูตร” เรื่องมีอยู่ว่า พระสัมมาพุทธเจ้าเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ 500 รูป ในขณะนั้น แม้สุปปิยปริพาชกก็เดินทางไกลไปในทางเดียวกันพร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้เป็นลูกศิษย์ ได้ยินว่าระหว่างทางนั้น สุปปิยปริพาชก กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพผู้เป็นลูกศิษย์กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และลูกศิษย์ทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ พระพุทธเจ้ากับหมู่สงฆ์จะแวะพักแรมที่พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา แม้สุปปิยปริพาชกกับลูกศิษย์ก็แวะพักอยู่ใกล้ๆที่พระพุทธเจ้าพักนั้นอีกแหละ และอาจารย์ก็กล่าวติ ลูกศิษย์ก็กล่าวชม มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง อยู่อย่างนั้น ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นมาในเวลาใกล้รุ่ง มานั่งประชุมกันสนทนาเรื่องนี้กัน แล้วพากัน“ทึ่ง”พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆกันได้เป็นอย่างดี ภิกษุทั้งหลายจึงต่างมหัศจรรย์ในพระพุทธเจ้า ผู้มีภูมิรู้ถึงขั้นว่า “ ธรรมะ 2 ”(เทฺว ธัมมา) จะเล็กละเอียด(นิปุณา)ปานใดๆ ก็ไม่มีภาวะใดเท่ากันเลย จึงเห็นความแตกต่าง(ลิงคะ) และสามารถทำ “ความแตกต่าง” ให้เหลือความเป็น“หนึ่ง”ได้สำเร็จจริงโดยรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ตัวตน”(อัตตา) และ ทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ที่เป็น“อัตตา”ทุกขนาดทุกขั้น จนกระทั่งสามารถ“ ไม่ยึดตัวตน ”ของตน ตั้งแต่“ โอฬาริกอัตตา ”ขั้นต้น และ“ มโนมยอัตตา ”ขั้นกลาง สุดท้ายขั้น“ อรูปอัตตา ” ผู้นี้จึงมี“สัจจะเป็นอย่างเดียวเท่านั้น” ได้แท้ “ความขัดแย้ง”จึงเกิดจาก“การยึดตัวตนของตน”ว่าเป็น“สัจจะ”แต่ผู้เดียว ไม่ยอมลดตัวลดตนเลย แพ้ไม่เป็น เรื่องของสุปปิยปริพาชก กับพรหมทัตตมาณพ ผู้ลูกศิษย์ ทั้งสองนั้นมีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ น่ามหัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ภิกษุทั้งหลายจึงทูลถามเพราะอยากรู้ละเอียดเรื่องนี้

พ่อครูว่า...ตอนนี้พวกที่ไม่รับ มีสองพวก คือพวกหนึ่งไม่รับจริงๆ อีกพวกหนึ่งใจอยากให้คุณประยุทธอยู่ ก็เลยไปลงคะแนนเพื่อไม่รับจะได้ให้คุณประยุทธอยู่ต่อ มันเป็นความซ่อนกลไม่สะอาดบริสุทธิ์ ดร.หลายคนคิดอย่างนี้ อาตมาก็ว่าถึงอย่างไรก็ไม่สง่างาม หากอยู่อย่างแพ้

(46) “คำตำหนิ” คือสิ่งประเสริฐชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นแน่” อันตรายแรก คืออะไร ทำความเข้าใจให้แยบคายดีๆ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอจะขุ่นเคือง หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ ฯ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระเจ้าข้า” (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 1 นี้แหละ) นี่ไงอันตราย.. เห็นมั้ย อันตรายที่ 1 ซาบซึ้งหรือยังว่า การตำหนิ เป็นทรัพย์ มีคุณค่าประโยชน์ตนยิ่ง ..แวววาวเพชรพุทธ ประเด็นที่ 1 ยอดวิเศษสำคัญ และยังมีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อีกมากแห่ง เป็นต้นว่า “อานนท์ เราจะขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด เราจะชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผล จะทนอยู่ได้ นิคคัยหะ นิคคัยหาหัง อานัทะ วักขามิปวัยหะ ปวัยหาหัง อานันทะ วักขามิโย สาโร โส ฐัสสติ (มหาสุญญตสูตร 14/356) หรือ “คนเราควรมองผู้มีปัญญาใด ที่คอยชี้โทษ และกำลังขนาบอยู่เสมอไปว่า ผู้นั้นแหละคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ล่ะ ควรคบหากับบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อคบหากับบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้นอยู่ ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐส่วนเดียว ไม่มีเลวเลย นิธีนังวะ ปวัตตารัง ยัง ปัสเส วัชชทัสสินัง นิคคัยหวาทิง เมธาวิง ตาทิสัง ปัณฑิตัง ภเช ตาทิสัง ภชมานัสสะ เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 16)

นี้คือ เครื่องชี้บ่งที่ยืนยันว่า คำตำหนิหรือคำขนาบข่มแล้วข่มอีกนั้น เป็นทรัพย์อันประเสริฐแท้จริง พ่อครูว่า… อาตมาเหนื่อยนะ แต่มีใจทำ พวกคุณยังรับได้อยู่ อาตมาก็มีแรงทำ ถ้าพวกคุณไม่รับก็ไม่รู้จะมีแรงไหม แต่ก็มีแรงอยู่ อย่างน้อยก็ประมาณนี้ อยู่ฟังต่อหน้าประมาณ 100 คน ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน